ค้นพบ
บทที่ 26
พระเจ้าทรงมีข่าวพิเศษสำหรับยุคของเราหรือไม่?
· ศาสนาใดที่ช่วยให้เรารอดจากบาป?
· ข่าวพิเศษสำหรับยุคของเรา
· โบสถ์ในวาระสุดท้ายของพระคริสต์
· การเก็บเกี่ยวสองแบบ
พระเจ้าทรงมีข่าวพิเศษสำหรับยุคของเราหรือไม่?
เมื่อเร็วๆนี้มีข้อมูลสถิติบอกเราว่าเฉพาะในสหรัฐ อเมริกา มีศาสนาต่างๆรวม 240 ศาสนาที่ยัง ดำเนินงานอยู่ และมีมากกว่า 500 ศาสนาทั่วโลก ศาสนาคริสต์นิกายโปเทสแตนท์ยังแยกย่อยออกไปอีกมากกว่า 200 นิกายและศาสนาอื่นๆอีกที่แยกย่อยออกไปอีกหลายๆกลุ่ม เช่นมีแบบตีสที่แตกต่างกันถึง 20 นิกาย
บาทหลวงของศาสนาคริสต์นิกายแองคลิกันเคยพูดว่า “คริสตจักรที่ถูกแบ่งย่อยเป็นต้นเหตุของความ อ่อนแอในตะวันตก เช่นในดินแดนของคนที่ไม่ใช่คริสตชน นั่นคือ........สิ่งกีดขวางที่ทำให้สะดุด” ชายคนนี้วาดภาพในใจถึงความสับสนมึนงงที่ผู้มีความเชื่อใหม่ต้อง พบ เมื่อเขาเหล่านั้นตัดสินใจเดินตามพระคริสต์ ไม่ว่าจะมาจากฮินดู ศาสนาพุทธหรือ มุสลิม เขาคงต้องเลือกดูตามคะแนนของนิกายต่างๆซึ่งแข่งขันกันแสดงความจงรักภักดี
บนความสับสนเหล่านี้ บางครั้งก็ทำให้ต้องทะเลาะกัน และบ่อยครั้งที่แข่งกันในรูปแบบศาสนา แล้วเราจะสามารถค้นหา ความจริงที่เปิดเผยถึงศาสนาที่แท้จริงและถูกหลักได้อย่างไร?
ศาสนาใดที่ช่วยให้เรารอดจากบาป?
เรมอน อูมาชานการ์ เกิดที่บราชมิน ผู้เฒ่าผู้แก่สอนเขาตั้งแต่เล็กว่า เขาเป็นพระเจ้าและเพื่อให้ระลึกถึงความเป็นพระเจ้าของเขา เขาต้องฝึกโยคะและนั่งสมาธิ เมื่อถึงชีวิตวัยรุ่นเรมอนเริ่มแปลกใจว่า เขาจะสามารถพบพระเจ้าจากเทวรูปเทพเจ้าต่างๆ ในวัดฮินดูที่เขาเคารพบูชาอย่างนั้นหรือ
ต่อมาเรมอนย้ายไปอยู่ที่อเมริกา และเริ่มสำรวจดูพระ คัมภีร์และเรียกร้องหาพระคริสต์ เขาเคารพพระเยซูในความเป็นมนุษย์ของพระองค์ และคราวนี้เรมอนได้ยินว่าพระ เยซูพระองค์นี้เป็นพระบุตรหนึ่งเดียวของพระเจ้า และเขาสังเกตว่าคริสตชนทั้งหลายดูเหมือนจะมีสันติสุข ซึ่งผิดกับการนั่งสมาธิที่เขาฝึกมาเป็นเวลา หลายปีแต่ก็ยังหาสันติสุขไม่พบ แต่นั่นแหละเรมอนก็ยังคงตัดสินใจที่จะค้นหาความจริงในศาสนาฮินดูของเขาด้วยตัวของเขาเองต่อ ไป
แต่แล้วเมื่อเขาดูภาพยนตร์ชีวิตพระคริสต์ เป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักว่าพระเยซูทรงได้รับ ความทุกข์ทรมานและความกลัวเฉกเช่นมนุษย์คนหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาเข้าใจว่าพระเยซูทรงมีฤทธิ์เดชเหนือธรรมชาติที่ทำให้ พระองค์ทรงไม่เจ็บปวดจากการถูกตรึงกางเขน แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่สามารถที่จะอธิบายความรู้สึกถึงไม้กางเขนได้ เขาแปลกใจว่าพระ เยซูทรงผ่านการทดลองใจที่แสนจะทารุณขนาดนี้ได้อย่างไร และพระองค์ทรงทำเพื่อมนุษย์ทั้งหลายที่บาปได้อย่างไร?
ขณะที่เรมอนยังคงภาวนาต่อไปถึงการ สิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เขารู้สึกถึงความท่วมท้นที่ล้นเอ่อออกมาจากการแสดงออกถึงความรักของพระองค์ที่ทรงมีได้มากมายถึงเพียงนี้ เขาตัดสินใจที่จะยกเลิกสถานะบราชมินของเขา และเปลี่ยนชีวิตของเขาเข้าหาพระ เยซูพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป เรมอนบอกว่าในการเปรียบเทียบความรักที่เสียสละของพระเยซูนั้นทำให้ “เรื่องทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นเรื่องขี้ผงไป หมด”
บราชมินหนุ่มผู้นี้ค้นพบความจริงที่เป็นศูนย์กลางของความเป็นคริสต ชน นั่นคือพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของโลก เป็นทางเดียวเท่านั้นของการช่วยให้รอดจากบาป
“ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย เพราะว่านามอื่นซึ่งทำให้เราทั้งหลายรอดได้นั้น ไม่โปรดให้มีท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”
— กิจการของอัครฑูต 4:12 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดไว้ เนื้อความในพระคัมภีร์ทั้งหมดใน ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์สากลฉบับใหม่ [เอ็นไอวี]แปลไทยจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998) , ภาคพันธ สัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต)
พระคัมภีร์สอนอย่างชัดเจนว่าเราหลงอยู่ ในบาป ดังนั้นบทลงโทษของบาปคือความตาย (โรม 6:23) ทุกคนทำบาป (โรม 3:23) ดังนั้นทุกคนจึงพบกับความ ตาย เราทุกคนต้องการความรอดจากการลงโทษของบาป พระเยซูคือพระองค์นั้น พระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้เราได้รับความรอด นั้น
“และท่านจะได้รับความรอดโดยข่าวประเสริฐนั้น.... พระคริสต์ วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์.... และทรงถูกฝังไว้.... แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา”
— โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 15:2- 4
เราไม่ได้รับความรอดจากศาสนาหรือจากโบสถ์ เราได้ รับความรอดจากองค์พระเยซูคริสต์พระองค์เดียวเท่านั้น
“ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตรและวางใจพระองค์มีชีวิตนิรัน ดร์ และเราเองจะให้คนนั้นเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย”
— ยอห์น 6:40
อัครสาวกเปาโลพูดกับพระเยซูดังนี้
“พระองค์เป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ผู้ทรงพระชนม์อยู่”
— มัทธิว 16:16
พระเยซูทรงขานรับการสารภาพถึงความเชื่อความศรัทธานี้โดยทรง ตอบว่า
“และบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเรา ไว้”
— มัทธิว 16:18
ความเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นพื้นฐานศาสนาที่แท้จริงบน “ศิลา” ซึ่งมีการสร้างคริสตจักรที่แท้จริงขึ้น และมีเพียง “พระเจ้าองค์เดียวคือพระบิดา” เท่านั้นและ “องค์พระเยซู คริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว” พระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของเรา (โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 8:6) ดังนั้นจึงมีศาสนาที่แท้จริงเพียงศาสนาเดียวเท่านั้น
“มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมา เดียว”
— เอเฟซัส 4:5
“แกะพวกนั้นจะรวมเป็นฝูงเดียวและมีผู้เลี้ยงเพียงผู้ เดียว”
— ยอห์น 10:16
ความเป็นคริสตชนสอนความจริงซึ่งเปิดเผยในพระวจนะพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า
“พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรัน ดร์ และพระคัมภีร์นั้นเองเป็นพยานให้กับเรา”
— ยอห์น 5:39
พระเจ้าทรงมีข่าวพิเศษสำหรับยุคของเราหรือไม่?
ใช่แล้ว พระเจ้าทรงมีข่าวพิเศษสำหรับคริสตชนใน วาระสุดท้าย ข่าวฑูตสวรรค์สามองค์นี้ปรากฏใน วิวรณ์ 14:6-16 ตามที่เขียนไว้ใน พระวจนะที่ 14-16 หลังจากที่ฑูตสวรรค์เหล่านี้ประกาศข่าวประเสริฐออกไปทั่วโลก พระเยซูจะทรง มา “เก็บเกี่ยว” ผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดบาปดังนี้
“และข้าพเจ้าเห็น นี่แน่ะ มีเมฆสีขาวและผู้หนึ่งประทับอยู่บนเมฆนั้น ‘เหมือนบุตรมนุษย์’ มีมงกุฎทองคำอยู่บนพระเศียร และมีเคียวอันคมกริบอยู่ในพระหัตถ์ และมีฑูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งออกมาจากพระวิหาร ร้องทูลพระองค์ผู้ประทับอยู่บนเมฆนั้นด้วยเสียงดังว่า ‘จงใช้เคียวของพระองค์เก็บเกี่ยวเถิด เพราะถึง เวลาเกี่ยวแล้ว เพราะว่าผลที่ต้องเก็บเกี่ยวบนแผ่นดินโลกสุกงอมแล้ว’ และพระองค์ผู้ประทับอยู่บนเมฆก็ทรงตวัดเคียวไปบนแผ่นดินโลก และแผ่นดินโลกก็ถูกเก็บเกี่ยว”
— วิวรณ์ 14:14-16
การประกาศข่าวประเสริฐจากฑูตสวรรค์ทั้งสาม ทำให้มาถึงจุดสำคัญของการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ และถึงแม้พระคัมภีร์จะพรรณนา ได้เหมือนในนิยาย ถึงข่าวประเสริฐทั้งสามที่เป็นเหมือนเครื่องหมายฑูตสวรรค์ทั้งสามองค์ ที่จริงแล้วสิ่งนี้คือชนชาติ ของพระเจ้าต่างหาก ซึ่งป่าวประกาศข่าวประเสริฐเหล่านั้นมายังโลก เราลองมาพิจารณาดูข่าวประเสริฐของพระเจ้าแต่ละ ข่าวกันเถิด
1. ข่าวฑูตสวรรค์องค์แรก

“แล้วข้าพเจ้าเห็นฑูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริ ฐนิรันดร์แก่คนทั้งหลายที่อยู่บนแผ่นดินโลก แก่ทุกประชาชาติ ทุกเผ่า ทุกภาษา และทุกชนชาติ ท่านประกาศเสียงดังว่า ‘จงเกรงกลัวพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาแล้ว จงนมัสการพระองค์ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก ทะเล และบ่อน้ำพุทั้งหลาย’”
— วิวรณ์ 14:6, 7
ประชาชาติของพระเจ้าไม่ได้ประกาศข่าวประเสริฐอันใหม่นี้เท่า นั้น แต่เป็น “ข่าวประเสริฐนิรันดร์” ที่ให้กับโลกคือ “ทุกประชาชาติ ทุกเผ่า ทุกภาษาและทุกชนชาติ” ถึงแม้ว่าพระเจ้าอาจทรงมี ข่าวพิเศษในวาระสุดท้าย เราต้องระวังอย่าหยุดสนใจหรือบิดเบือน “ข่าวประเสริฐนิรันดร์” ของพระเยซูคริสต์อยู่เสมอ สิ่งนี้เป็นเช่นเดียวกับข่าวการช่วยให้รอดบาปซึ่งชนชาติในพระคัมภีร์เก่ายอมรับ “ด้วยความเชื่อ” (ฮีบรู 3:16-19; 4:2; 11:1-40) การสอนแบบเดียว กันนี้พระเยซูยังทรงประกาศด้วยพระองค์เอง เป็นข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับที่เหล่าสาวกเทศนาเพื่อชัยชนะของโลกสำหรับพระคริสต์ เป็นข่าวประเสริฐเช่นเดียวกันที่มีเสียงดังกึกก้องมาตลอดหลายศตวรรษในยุคคริสต ชน
ข่าวประเสริฐที่ธรรมดาและสามารถช่วยเราให้รอดของพระเยซูคริสต์นั้น เกือบหายไปจากโบสถ์เป็นเวลามากกว่าหนึ่งพันปีในช่วงยุคมืด แต่การปฏิวัติทำให้เกิดข่าวประเสริฐฟื้นกลับขึ้นมาอีก และปัจจุบันชนชาติของพระเจ้าเทศนาข่าว ประเสริฐเหล่านั้นไปทั่วโลก ฑูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งประกาศข่าวประเสริฐที่เหมือนกันนี้ แต่มีการจัดเตรียมขึ้นมา ใหม่ให้เป็นสากลเพื่อชนชาติในยุคสุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะทรงเสด็จมาเป็นครั้งที่สอง
เขาเหล่านั้นซึ่งยอมรับข่าวประเสริฐ จะ “จงเกรงกลัวพระเจ้าและถวายพระเกียรติแด่ พระองค์ [สะท้อนถึงบุคลิกภาพของ พระองค์]” เขาทั้งหลายแสดงให้โลกเห็นถึงบุคลิกความรักของพระเจ้า ซึ่งไม่เป็นเพียงแค่คำพูดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินชีวิตของพวกเขา ซึ่งถือเป็นคำพยานที่ทรงพลังและสร้างสรร เขาทั้งหลายเปิดเผยถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์เต็ม ไปด้วยพระวิญญาณพระคริสต์
เมื่อใดจะมีการประกาศข่าวฑูตสวรรค์ สามองค์ไปทั่วโลก? เมื่อ ชั่วโมง “การพิพากษา” ของพระเจ้า “ได้มาถึง” บทที่ 13 อธิบายว่าพระเยซูทรงเริ่มการพิพากษาล่วงหน้าในปี 1844 และในปี1844 นั้นเอง พระเยซูทรงหนุนใจชนชาติทั่วโลก โดยเริ่มเทศนาหนังสือวิวรณ์ บทที่14
ข่าวนี้เรียกให้เรา “จงนมัสการพระองค์ผู้ทรงสร้างฟ้า สวรรค์ [และ] แผ่นดินโลก” (วิวรณ์ 14:7) พระเจ้าทรงขอร้องเราว่า “จงระลึกถึงวันสะ บาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์” เพราะ “ในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน ” (อพยพ 20:8-11) ในปี1844 เมื่อดาร์วินกำลังเสนอทฤษฎีการวิวัฒนาการ พระเจ้ากำลังทรงเรียกชนชาติกลับไป นมัสการพระองค์ผู้เป็นพระผู้สร้าง เป็นเวลาเดียวกันที่การปฏิวัติเริ่มข่มขู่สิทธิอำนาจพระวจนะพระเจ้า เขาเหล่านั้นที่ เทศนาข่าวฑูตสวรรค์สามองค์ รักษาวันสะบาโตในวันที่เจ็ดตามพระวจนะของพระเจ้า เป็นการให้เกียรติแด่พระผู้สร้างแผ่นดินฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
2. ข่าวฑูตสวรรค์องค์ที่สอง
“ฑูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นองค์ที่สองตามไปประกาศว่า‘บาบิโลนมหานครนั้นพังทลายแล้ว! พังทลายแล้ว นครที่ให้ทุกประชาชาติดื่มเหล้าองุ่นแห่งราคะในการล่วงประเวณีของนาง’”
— วิวรณ์ 14:8
ต่อไปนี้เป็น “ความสับสน” ของภาษาที่หอคอยบาเบล ชื่อของบาบิโลนได้เชื่อมโยงกับคำฮีบรู balal แปลว่า “ทำให้รู้สึกสับสน” คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ “บาบิโลน” กลายเป็นเครื่องหมายที่ชัดเจนของความ สับสนทางศาสนา
ข่าวของพระเจ้าข่าวที่สองนี้ คัดค้านการ ประนีประนอมทางศาสนาอย่างเด็ดขาด หนังสือวิวรณ์บทที่ 17 ทำนายถึงบาบิโลนทางจิตวิญญาณ (คริสตชนที่เลิกศรัทธาในพระเจ้า) เป็นเหมือนหญิงแพศยา (พระวจนะที่ 5) นางยังอยู่ตรงข้ามกับหญิงบริสุทธิ์ในหนังสือวิวรณ์ บทที่ 12 ซึ่งเป็นหญิงที่แทนถึงโบสถ์คริสเตียนที่แท้จริง
ฑูตสวรรค์องค์ที่สองเตือน ถึง “บาบิโลนมหานครนั้นพังทลาย แล้ว” หญิงซึ่งแทนบาบิโลนคือหญิงที่เสื่อมโทรมซึ่ง “ให้ทุกประชาชาติดื่มเหล้าองุ่นแห่งราคะในการล่วง ประเวณีของนาง” เหล้าองุ่นแห่งหลักการสอนศาสนาที่ผิดได้ซึมผ่านแบบอย่างการล่วงประเวณีเหล่านี้ของความเป็นคริสตชน ข่าวฑูตสวรรค์องค์ที่สองนี้ได้เรียกชนชาติของพระเจ้า ให้คัดค้านการสอนที่ผิดๆของความเป็นคริสตชนที่เลิกศรัทธาในพระองค์ ซึ่งทำให้ความจริงของพระวจนะพระเจ้านั้นมืดมัว
บาบิโลนแทนถึงการผสมผสานความ เป็นคริสตชนที่เลิกศรัทธาในพระเจ้าหลายๆรูปแบบ ความผิดเพี้ยนอย่างหนึ่งของข่าวประเสริฐซึ่งซึมผ่านไปยังคริสตชนกลุ่มใหญ่ คือการพิจารณาความประพฤติด้วยการยึดถือกฎระเบียบ คือความเชื่อที่ว่าเราสามารถอาศัยความ พยายามทำดีของเราเองเพื่อช่วยให้รอดบาป ส่วนความเป็นที่สุดของด้านอื่นๆก็คือเขาเหล่านั้นเชื่อใน “พระเกียรติคุณที่ด้อยค่า” จึงเท่ากับว่าเขาทั้ง หลายแยกตัวออกจากข่าวประเสริฐที่พูดถึงการมีชีวิตที่เชื่อฟังพระคริสต์โดยปริยายนั่นเอง
พระเจ้าทรงเรียกชนชาติให้ “จงออกมาจาก” นครบาบิโลนเถิด (วิวรณ์ 18:4) และมอบจิตใจทั้งหมดแด่พระคริสต์ พระองค์ทรงปรารถนาให้ชนชาติที่รับใช้พระองค์ เป็นตัวอย่างในรูปแบบต่างๆของพระฤทธานุภาพแห่งความเชื่อที่ได้รับการเชื่อฟัง พระเจ้าทรงรวมชนชาติของพระองค์จากนครบาบิโลน ด้านจิตวิญญาณ ให้กลายเป็นเหล่าสาวกที่แท้จริง ซึ่งพึ่งพาพระคริสต์และมีสามัคคีธรรมกับพระองค์ในพระคัมภีร์ พระองค์ทรงขอให้เรารักษาพระ บัญญัติของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซู (วิวรณ์ 14:12)
โดยปราศจากสิทธิอำนาจทางพระคัมภีร์ บาบิโลน เสนอทางเลือกที่ดึงดูดใจ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มศาสนาต่างๆสามารถเลือกที่จะมีสามัคคีธรรม หรือละทิ้งการ สอนพระคัมภีร์แบบไหนก็ได้ ในปัจจุบันหลายๆคนกำลังเลือกรูป แบบ “ง่ายๆ” ของความเป็นคริสตชน โดยพูดอย่างตั้งใจว่า “เพียงแค่ส่งการ์ดแสดงความยินดีมาให้ฉันสักสองสามใบ ตามวิถีทางของฉันก็พอแล้ว แต่อย่ามาจำกัดวิธีการใช้ชีวิตของฉันด้วยพระบัญญัติจากเทือกเขาซีนาย ไม่ว่าจะเป็นข้อใดๆก็ตามที่ไม่มีความยืดหยุ่นเลย”
บาบิโลนเป็นนคร อันตราย เพราะโบสถ์ทำผิดตามความคิดเกี่ยวกับพระเจ้าที่ผิดๆ โบสถ์ทำให้ภาพของพระเจ้านั้นบิดเบี้ยว เหมือนภาพที่เขียนล้อเลียน คือผูกใจเจ็บอาฆาตแค้น ความต้องการตำรวจอย่างไม่รู้จักจบสิ้นบนท้องฟ้า หรือปู่ย่าตายายที่คอยพูดคำหวานอย่างซาบซึ้งเสียจนกระทั่งทำให้คนอื่นรำคาญเกี่ยวกับบาป โบสถ์ที่แข็งแรงต้องเสนอภาพที่สมดุลของคุณลักษณะของพระเจ้าทั้งหมด และแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมพระเมตตาของพระองค์ว่าเป็นอย่างไร ความมีอำนาจสูงสุดและ การเป็นคนรับใช้ การหลงในอำนาจและการหักห้ามใจ ซึ่งทั้งหมดรวมไว้ในความจริงที่ ว่า พระเจ้าคือความรัก เขาเหล่านั้นซึ่ง “ออกมาจาก” นครบาบิโลนคัดค้านการสอนและการ นมัสการพระเจ้าที่ผิดเพี้ยนจากพระคัมภีร์ เหมือนดังที่พระองค์ทรงเปิดเผยไว้ในพระวจนะพระองค์
3. ข่าวฑูตสวรรค์ที่สาม
“และฑูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นองค์ที่สามก็ตามไปประกาศ ด้วยเสียงดังว่า ‘ถ้าใครบูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และรับเครื่อง หมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนนั้นจะต้องดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกริ้วของพระเจ้า ที่เทลงในถ้วยแห่งพระพิโรธของพระองค์โดยไม่เจือปน สิ่งใด..... พวกที่บูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และใครที่รับเครื่องหมายซึ่งเป็นชื่อของมัน จะไม่ได้หยุดพักเลยทั้งกลางวันและกลาง คืน’ นี่แหละคือความทรหดอดทนที่พวกธรรมิกชนจะต้องมี คือ พวกที่ถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า และจงรักภักดีต่อพระเยซู”
— วิวรณ์ 14:9-12
ข่าวฑูตสวรรค์องค์ที่สามนี้ต้องการการ ตัดสินใจ ข่าวนั้นได้แบ่งโลกทั้งหมดออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอยู่ข้างคริสตชนที่ไม่ศรัทธา พระเจ้า แล้วไปบูชา “สัตว์ร้ายและรูปของ มัน” และ “รับเครื่องหมายของมันไว้ที่ หน้าผากหรือที่มือของเขา” และอีกข้างหนึ่งคือกลุ่มที่ต่อต้านสิทธิอำนาจของสัตว์ร้าย พวกนี้คือ “ธรรมิกชนซึ่งปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้าและจงรักภักดีต่อพระเยซู”
ขอให้บันทึกความตรงข้ามระหว่างกลุ่มสองกลุ่มที่ต่อต้านกันอยู่นี้ พวกที่ยอมรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายกำลังต่อรองกับผู้บูชา ซึ่งจะปฏิบัติตามความคิดและการ กระทำต่างๆของมนุษย์ที่ยึดความสะดวกไว้ก่อน และ “ธรรมิกชนทั้ง หลาย” ที่มีคุณสมบัติต่างออกไปคือ “ทรหดอดทน” เชื่อฟัง “พระบัญญัติของพระเจ้า” และยัง “จงรักภักดีต่อพระเยซู”
หลักสูตรพระคัมภีร์ขั้นสูงของเรา เน้นที่คำพยากรณ์ (Focus on Prophecy) ศึกษาลงในรายละเอียดของความเป็นเอกลักษณ์ของบาบิโลนและสัตว์ป่า รูปและเครื่อง หมายของมัน ในบทเรียนนี้เราสามารถพิจารณาสรุปสั้นๆเท่านั้น ถึงความสำคัญของข่าวที่สามที่จำ เป็นมาก
โบสถ์ในวาระสุดท้ายของพระคริสต์
ท่านเคยชื่นชมคริสตชนสักคนหนึ่งที่มั่น คงและแข็งแรงในความเชื่อบ้างไหม เคยประหลาดใจในความเสียสละ ความอดทน ความจงรักภักดีและ ความปรารถนาถึงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ที่เหมือนๆกันของเขาหรือของเธอบ้างไหม? พระเจ้าทรงให้ข่าวพิเศษของพระองค์สำหรับยุคของเราใน หนังสือวิวรณ์ บทที่ 14 ทำให้เห็นว่าข่าวนี้ให้ประสบการณ์ต่างๆมาก มายเหลือเกิน
ดังที่ได้สนทนาในบทที่ 25 ของหนังสือเล่มนี้ หนังสือวิวรณ์ 12:17 อธิบายถึงคริสตชนในวาระสุดท้ายว่าเป็น “คนทั้งหลายที่รักษาพระบัญญัติของพระเจ้าและยึดถือคำพยานของพระเยซู” หนังสือวิวรณ์ 14:12 อธิบายกลุ่ม เดียวกันนี้ว่า “พวกธรรมิกชนที่ถือรักษาพระบัญญัติของ พระเจ้า และจงรักภักดีต่อพระเยซู” ขอให้เรามาสรุป บุคลิกภาพของคริสตชนในวาระสุดท้ายดังนี้
1. เขาทั้งหลาย “ยึดถือคำพยาน ของพระเยซู” ถึงแม้เมื่อซาตานแสดงความโกรธใส่พวกเขา พวกเขาก็ “ยังคงจงรักภักดีต่อพระเยซู” ก่อนที่พระผู้ช่วยให้รอดของเราจะเสด็จขึ้นสวรรค์ พระองค์ทรงสัญญาถึงของประทาน พระวิญญาณบริสุทธ์ พระองค์ยังทรงสัญญาที่จะสถิตอยู่ในจิตใจแห่งความเชื่อของคริสตชนอีกด้วย พระผู้ช่วยให้รอดบาปของเรายังทรงประสงค์ให้ความสว่าง ความรักและพระฤทธานุ ภาพของพระองค์ฉายมายังโลกด้วยวิธีที่พิเศษ โดยผ่านโบสถ์ในวาระสุดท้ายของพระเจ้า ความเชื่อของเขาทั้งหลายไม่ได้มาจากตัวเขาแต่เป็นของประทานจากพระเจ้า (เอเฟซัส 2:8) เขาทั้งหลายเห็นพระคริสต์ชัดมากขึ้นและมากขึ้น ในบุคลิกนิสัยที่แท้จริงและโดยพระเกียรติคุณของ พระองค์.... และด้วยความเชื่อ พวกเขากลายเป็นบุคคลตัวอย่างของพระฤทธานุภาพของพระคริสต์ที่สถิตในตัวพวกเขา
2. เขาทั้งหลาย “รักษา.....ความเชื่อต่อพระ เยซู” (วิวรณ์ 14:12, ฉบับ คิงส์เจมส์) ซึ่งแปลได้อีก ว่า“ยังคงจงรักภักดีต่อ พระเยซู” (ฉบับสากลใหม่) ฉบับคิงส์เจมส์แปลว่าเขาทั้ง หลาย “รักษา....ความเชื่อต่อพระเยซู” คริสตชนในวาระสุดท้ายมีความ เชื่อมั่นในพระเจ้า เหมือนพระเยซูทรงเชื่อมั่นในพระบิดาของพระองค์ ความเชื่อที่พระเยซูทรงมี ความเชื่อที่พระองค์ทรงสอน ความเชื่อที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ได้เติมเต็มในจิต ใจของเขาเหล่านั้นแล้วในตอนนี้ ในสมัยก่อนผู้มีความเชื่อทั้งหลายไม่เพียงแต่จะมีความจริงเท่านั้นแต่พวกเขาได้ “รักษา” ความจริงนั้นด้วยการปฏิบัติตามความจริงนั้น สำหรับเขาเหล่านั้นศาสนาคือชีวิต ความเชื่อมีความสัมพันธ์ร่วมกับการปฏิบัติและความเชื่อคือการเชื่อฟัง เขาแต่ละ คนดำรงชีวิตโดยแสดงออกถึง “ความเชื่อต่อพระเยซู” ในชีวิตของเขาหรือของเธอ พระคริสต์ทรงครอบครองการดำเนินชีวิตของเขาทั้ง หลาย และพวกเขาประพฤติตามพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่อยู่ในตัวของพวกเขาคือ การเชื่อฟังในการดำรงอยู่ โดยความเชื่อ เขาทั้งหลายค้นพบความจริงในศตวรรษที่ 18 ซึ่งมีนัก เขียนแซมมวล จอห์นสัน เขียนไว้ว่า “ใครที่หวังจะพบสันติสุขโดย เชื่อมั่นพระเจ้าจะต้องเชื่อฟังพระองค์”
3. “เขาทั้งหลายยังคงจงรักภักดีต่อพระเยซู” (ฉบับสากล ใหม่) เพราะเขาทั้งหลายค้นพบการสอนต่างๆที่ยิ่งใหญ่ของพระคัมภีร์ เมื่อเขาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้มีพลังและความคิดสร้าง สรรในชีวิตคริสตชน เขาพบว่าความจริงทั้งหลายในพระคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้ปลุกความรักและความเสียสละที่มีต่อ พระคริสต์ ซึ่งทรงทำให้จิตใจของมนุษย์ได้รับความพอใจตามที่เขาปรารถนาในทุกๆ สิ่ง
4. เขาทั้งหลาย “ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า” พระ บัญญัติสิบประการ หลักศีลธรรมของพระเจ้า เพราะเขาทั้งหลายเป็นชนชาติที่ซื่อสัตย์ ผู้ซึ่งรักพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ เขาทั้งหลายต้องการปฏิบัติพระบัญญัติทุกๆข้อของพระเจ้า ดังที่พระองค์ทรง ปรารถนา พวกเขาแสดงความรักของเขาต่อพระเจ้า และรักคนอื่นๆ โดยปฏิบัติตามพระบัญญัติทั้งหมดของพระเจ้า รวมถึงพระบัญญัติข้อที่สี่ ว่าด้วยการสั่งให้เรา นมัสการพระผู้สร้างของเราในวันเสาร์ที่ทรงเกียรติ ซึ่งนับเป็นวันสะบาโตวันที่เจ็ด
5. เขาทั้งหลายแบ่งปัน “ข่าวประเสริฐนิรันดร์” ไปทั่ว โลก (วิวรณ์ 14:6) ข่าวประเสริฐประกาศว่า บาปได้แยกชนชาติออก จากพระเจ้า แต่พระเยซูพระองค์นั้นทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา และลุกขึ้นจากหลุมฝัง ศพ เพื่อเราจะสามารถรับรู้ความสัมพันธ์ที่ได้รับการช่วยให้รอดบาปจากพระองค์ การสิ้นพระชนม์และการ ฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูสร้างการรวมตัวกันระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ ซึ่งทำให้มนุษย์ได้รับการรักษาทางใจที่เข้มแข็ง ตั้งแต่ปี 1844 เมื่อการพิพากษาล่วงหน้าเกิดขึ้นบนสวรรค์ โบสถ์ในวาระสุดท้ายของพระคริสต์ได้ทำให้ชนชาติจากทุกแห่งเห็นความสับสนทางศาสนาอย่าง ชัดเจน และเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับพระคริสต์โดยอาศัยพื้นฐานความจริงในพระคัมภีร์เท่านั้น
6. เขาทั้งหลายได้รับแรงกระตุ้นที่เร่งด่วนเพราะฑูตสวรรค์ร้องออกมา ว่า “เพราะถึงเวลาเกี่ยวแล้ว เพราะว่าผลที่ต้องเก็บเกี่ยวบนแผ่นดิน โลกสุกงอมแล้ว” ( วิวรณ์ 14:15) คืนอันแสนยาวนานของบาป และความมืด ทางจิตวิญญาณเกือบจะเสร็จสิ้นแล้ว อวสานของโลกใกล้เข้ามาแล้ว แต่คนนับล้านยังไม่พบพระคริสต์ นี่คือการอธิบายถึงความเร่งด่วน อย่างฉับพลัน ของเขาทั้ง หลาย
7. เขาทั้งหลายรับรู้ถึงงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาทั้ง หลาย เขาทั้งหลายไม่ต้องการจะเก็บรักษาความสัมพันธ์ที่แสนวิเศษนี้กับพระคริสต์ไว้เพียงคนเดียว เพราะ “นครบาบิโลนที่ยิ่งใหญ่” ยังเสื่อมสลายได้เลย เขาทั้งหลายร้องขอคนเหล่านั้นที่ยังคงสับสนทาง ศาสนาอยู่ “จงออกมาจากนครนั้นเถิด ชนชาติของเราเอ๋ย” (วิวรณ์ 18:4) เขาทั้งหลายปรารถนาที่จะแบ่งปันความมั่นใจและความสุขของเขากับทุกๆคน ความเจริญแข็งแรงทางจิตใจ การ ติดตามที่ทำให้เกิดผลได้ยึดพวกเขากับพระเยซูไว้เป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ ที่ประกาศข่าวยิ่งใหญ่ล่าสุดของพระเจ้าให้กับชนชาติในโลกเสื่อมโทรมรับรู้
จิตใจคริสตชนในวาระสุดท้าย นับล้านๆดวงรวมตัวกันมากขึ้น และทั้งหมดนี้ได้อธิบายไว้ในหนังสือวิวรณ์ ชีวิตของพวกเขาที่เต็มไปด้วยความยินดีได้นำพวกเขาเข้าร่วมกับอัครสาวกยอห์นในการยื่นข้อเสนอการเชิญ ชวนนี้มายังท่านดังนี้
“สิ่งที่เราได้เห็นได้ยินนั้นเราก็ประกาศให้พวกท่านรู้ด้วย เพื่อท่านจะได้มีสามัคคีธรรมกับเราและเราก็มีสามัคคีธรรมกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ และเราเขียนข้อความเหล่านี้ เพื่อความชื่นชมยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม”
— ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 1:3, 4
โดยพระวิญญาณของพระองค์และโดยโบสถ์ของพระองค์ พระเยซูทรงเชื้อเชิญท่านเข้ามาและขอให้ยอมจำนนทุกๆสิ่งต่อพระองค์
“พระวิญญาณและเจ้าสาว [โบสถ์] กล่าวว่า ‘เชิญเสด็จมาเถิด!’ และให้คนที่ได้ยินกล่าวด้วย ว่า ‘เชิญเสด็จมาเถิด!’ คนที่กระหาย เชิญเข้ามา ใครที่มีใจปรารถนา จงมารับน้ำแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย”
— วิวรณ์ 22:17
การเก็บเกี่ยวสองแบบ
ข่าวฑูตสวรรค์ทั้งสามถึงจุดสูงสุดเมื่อ พระเยซูเสด็จมาที่โลกเพื่อเก็บเกี่ยวผู้ที่ถูกช่วยให้รอดในเวลาทั้งหมด (วิวรณ์ 14:14-16) พระเยซูทรงรวบรวมผู้ที่ถูกช่วยให้รอดและส่งพวกเขาไปยัง “พระนิเวศมากมาย” ของพระบิดาในสวรรค์ (ยอห์น 14:1-3, ฉบับคิงส์เจมส์) พระองค์ทรงทำให้บาป ความ เจ็บป่วย ความทรมานและความตายทั้งหมดไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ธรรมิกชนเริ่มมีชีวิตใหม่กับ พระองค์อย่างรุ่งโรจน์ ในแต่ละวันจะมีความตื่นเต้นมากขึ้นกว่าแต่ก่อนจนชั่วนิรันดร์ (วิวรณ์ 21:1-4)
พระเยซูจะทรง “เก็บเกี่ยว” คนอธรรมด้วยเมื่อพระองค์เสด็จมาถึง

“และฑูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งก็ออกมาจากพระวิหารในสวรรค์ และท่านก็มีเคียวอันคมกริบเช่นกันและฑูตสวรรค์อีกองค์หนึ่ง...... และร้องเสียงดังบอกฑูตสวรรค์ที่ มีเคียวคมกริบว่า ‘จงใช้เคียวคมกริบของท่านเก็บรวบรวมพวงองุ่นจากเถาองุ่นของ แผ่นดินโลก เพราะผลองุ่นนั้นสุกแล้ว’ฑูตสวรรค์นั้นก็ตวัดเคียวไปบนแผ่นดินโลก และเก็บรวบรวมเถาองุ่นของแผ่นดินโลก และเทลงไปในบ่อย่ำองุ่นใหญ่แห่งความกริ้วของ พระเจ้า บ่อย่ำองุ่นก็ถูกย่ำภายนอกเมือง และโลหิตไหลออกจากบ่อย่ำองุ่นนั้น”
— วิวรณ์ 14:17-20
นี่เป็นเวลาน่าสลดใจของความพินาศ ครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เศร้าสำหรับพระคริสต์ เพราะพระองค์ทรงต้อง ทำลายพวกนั้นที่ปฏิเสธการได้รับการช่วยให้รอดจากบาป พระเยซู “ทรงอดทนกับ ท่าน ไม่ทรงประสงค์ให้ใครต้องพินาศเลย แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่” (เปโตร ฉบับที่สอง 3:9) แต่ก็ยังโชคร้ายที่บางคนยังคงหันหนีออกจากพระองค์
เมื่อพระเยซูทรงมาเก็บเกี่ยวสิ่งที่พระองค์ทรงหว่านไว้ในโลก ท่านจะอยู่ในการเก็บเกี่ยวครั้งไหน? ท่านจะยืนท่ามกลางเมล็ดที่สุกดีแล้วกับผู้ที่ได้รับการไถ่บาปเรียบร้อยแล้วจาก ทุกยุคทุกสมัยหรือไม่ (วิวรณ์ 14:13-16)? หรือท่านจะอยู่ท่ามกลางองุ่นที่สุกงอมแล้วแห่งความกริ้ว คนหลงทางซึ่งหันหลังกลับ ออกจากพระคริสต์ผู้ทรงเกียรติคุณ (วิวรณ์ 14:17-20)? ขณะนี้เป็นเวลาที่ต้องตัดสินใจแล้ว ขณะนี้เป็นเวลาที่จะค้นพบวันแห่งการช่วยให้รอด จากบาปแล้ว
“ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระเจ้า เราจึงขอร้อง ท่านทั้งหลายว่า อย่ารับพระคุณของพระเจ้าโดยไม่เกิดประโยชน์ เพราะว่าพระองค์ตรัสว่า ‘ในเวลาโปรดปรานเราได้ฟังเจ้า ในวันแห่งความ รอดเราได้ช่วยเจ้า’ นี่แน่ะ บัดนี้เป็นเวลาแห่งความโปรด ปราน นี่แน่ะ บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด”
— โครินธ์ ฉบับที่สอง 6:1, 2

มีการชี้แจงประเด็นอย่างชัดเจนเรียบ ร้อยแล้ว แบบที่หนึ่งพระเยซูทรงยืนด้วยแขนที่เหยียดออกจนถึงมือที่ถูกตรึงเพื่อคอยชักนำท่านให้ยืนอยู่ข้าง เดียวกับ “ธรรมิกชนซึ่งประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้าและยึด ถือความจงรักภักดีต่อพระเยซู” (วิวรณ์ 14:12) ส่วนอีกแบบหนึ่งนั้น เป็นเพียงเสียงของมนุษย์ธรรมดา ที่คอยชักนำว่าการเชื่อฟังพระคัมภีร์และพระบัญญัติของพระเจ้าทั้งหมดนั้นไม่สำคัญ
ครั้งหนึ่งในการประชุมการพิพากษาของ ผู้ครองแคว้นยูเรีย ฝูงชนเผชิญหน้ากับประเด็นที่มีการปะทะเหมือนๆกันแบบนี้ ข้างหนึ่งคือพระเยซูซึ่งเป็นพระบุตรใน ร่างมนุษย์ ทรงเป็นทั้งมนุษย์ที่เป็นพระเจ้าหรือชายที่เป็นพระเจ้า ส่วนอีกข้างหนึ่งคือบารับบัส ชายนักโทษที่หมดหนทางสู้หรือไม่สามารถจะช่วยตัวเองได้ และเขาเหล่านั้นฝูงชน ซึ่งกลายเป็นพยานภาพโศกนาฏกรรมการตรึงกางเขนของพระเยซู เมื่อคำสั่งของผู้ครองแคว้นยูเรียถามมายังฝูงชนที่หลากหลายว่า “สองคนนี้จะให้ข้าปล่อยผู้ใด?” เสียงที่โกรธของมหาชนดังเหมือนฟ้าผ่าว่า “บารับบัส!”
“อะไรนะ” ผู้ครองแคว้น ยูเรียถาม “ข้าจะทำอย่างไรดีกับเยซูหรือที่เรียกว่าพระ คริสต์?”
เสียงหนึ่งจากฝูงชนตะโกนออกมาว่า “ตรึงกางเขนเขาสิ!” ดังนั้นพระเยซู (พระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์) จะถูกตรึงกางเขนขณะที่บารับบัส (ผู้กระทำผิด) กลับได้รับอิสระ (ดูในมัทธิว 27:20-26, วีเม้าท์แปล)
วันนี้ท่านจะเลือกใครระหว่างบารับบัส หรือพระเยซู? ท่านจะเลือกมีสามัคคีธรรมกับความคิดและการสอนที่มนุษย์คิดขึ้นซึ่งตรงกัน ข้ามกับพระบัญญัติของพระเจ้า และตรงข้ามกับข่าวประเสริฐนิรันดร์ของพระเยซูหรือ? หรือท่านปรารถนาที่จะ “ประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้าและยึดถือความจงรักภักดีต่อพระเยซู” หรือไม่? ขอให้ท่านจำไว้ว่า พระองค์คือผู้ทรงสัญญาที่จะส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์มาแก้ปัญหาทุกปัญหา มารักษาความเจ็บปวดทางจิตใจทุกๆเรื่องที่ท่านมี และสนองความปรารถนาทุกๆ อย่างของท่านอย่างที่ท่านพอใจ
ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตบนสรวง สวรรค์ ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะคุกเข่าต่อหน้าพระองค์แบบหน้าต่อหน้ามากกว่าสิ่งอื่นใด เพื่อ ยกย่องและสรรเสริญพระองค์ ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพระองค์อย่างเต็มตัว ข้า พระองค์ปรารถนาที่จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสามัคคีธรรม ซึ่งรักษาพระบัญญัติของพระองค์ในช่วงวาระสุดท้ายนี้ ข้าพระองค์ปรารถนาให้ถึงวันที่ข้าพระองค์ จะได้อยู่กับพระองค์ในอาณาจักรของพระองค์ ข้าพระองค์รู้ว่านั่นเป็นทางที่เป็นไปได้ทางเดียวเท่านั้น โดยผ่านความเสียสละที่ยิ่ง ใหญ่ของพระเยซู องค์พระบุตร ข้าพระองค์ยอมรับข้อเสนอที่งามสง่าของพระองค์ และข้าพระองค์ขอให้พระองค์เป็นองค์ พระผู้เป็นเจ้าในชีวิตของข้าพระองค์ ในนามของพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน
_________________
ค้นพบ บทที่ 26
พระเจ้าทรงมีข่าวพิเศษสำหรับยุคของ เราหรือไม่? (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 26)
1. มีความเชื่อกี่แบบในโลกนี้?
หนึ่ง
สาม
2. พระเจ้าทรงมีข่าวพิเศษสำหรับยุคของเราซึ่งพบใน
วิวรณ์ 14:6-16
หนังสือพระคัมภีร์ที่หายไป
3. ตามข่าวนี้ โบสถ์ของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเหล่านี้ จะ
เป็นโบสถ์มิชชันนารีไปทั่วโลกที่เชื่อมั่นในข่าวประเสริฐในพระเกียรติคุณ และเป็นโบสถ์ที่ประพฤติ ตามพระบัญญัติของพระเจ้า
รอคอยพระเยซูอย่างกระตือรือร้นที่จะทรงเสด็จมาและเก็บเกี่ยวผลที่สุกงอมแล้วบนโลก
ทรงเรียกชนชาติออกจากความสับสนทางศาสนาในการนมัสการพระผู้สร้างของเขาทั้งหลาย และให้มี ความเชื่อในพระคริสต์และพระคัมภีร์
ประกาศข่าวประเสริฐในหนังสือวิวรณ์ 14 ไปทั่วโลก
ทำทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้น
4. ท่านรู้สึกอย่างไรที่ รู้ว่าพระเจ้าทรงประสงค์ให้ท่านแบ่งปันข่าวในวาระสุดท้ายที่พิเศษของพระองค์ ให้กับคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนของ ท่าน?
5. หนังสือกิจการของอัครฑูต 4:12 ได้พูดเกี่ยวกับคำพูดของพระเยซูต่อไปนี้ว่า "ในผู้อื่นความรอดนั้นไม่มีเลย เพราะว่า (ก)_________อื่นซึ่งให้เรา (ข)________ได้นั้น ไม่(ค)____________(ง)____________(จ)____________ทั่วใต้ฟ้า"
6. ท่านตัดสินใจอย่าง ไรเกี่ยวกับพระเยซู?
7. การได้อยู่หรือไม่ ได้อยู่กับพระเยซูแบบไหนที่ทำให้ชีวิตของท่านดีขึ้น? ขอให้จำไว้ว่า พระเยซูตรัสว่า "...เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่าง ครบบริบูรณ์" ยอห์น 10:10
8. ท่านต้องการมี ความนิรันดร์ในที่ใด?
9. คำถามสองข้อที่เป็นหัวใจ: ท่านปรารถนาที่จะอยู่ท่าม กลางชนชาติของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนี้หรือไม่?
10. นั่นคือความประสงค์ของท่านใช่หรือไม่ที่จะมีสามัคคีธรรมกับพระคริสต์ และปฏิบัติตามพระบัญญัติของ พระองค์ในทุกๆสิ่งทั้งหมด รวมถึงพระบัญญัติข้อที่สี่ซึ่งให้เรารักษาวันสะบาโตบริสุทธิ์?