Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.



บทที่ 6

ความเชื่อและการเยียวยา

วันที่ 1 - 7 พฤษภาคม 2010


บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้   ปฐมกาล 3:8-10; สดุดี 118:6; สุภาษิต 17:22; มัทธิว 6:27-34; ฮีบรู 13:6; 1 ยอห์น 4:18


ข้อควรจำ        
 
“ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อิสยาห์ 26:3)

           คนป่วยคนหนึ่งเชื่อว่า เขาตกอยู่ใต้อิทธิพลครอบงำของวิญญาณชั่ว เขามาพบแพทย์ด้วยอาการของโรคอันไม่เป็นที่รู้จัก แพทย์ได้วางหลอดแก้วสองหลอดตรงหน้าของคนป่วย หลอดหนึ่งบรรจุ “ไฮโดรเจน เพอรอคไซด์” และอีกหลอดบรรจุด้วยน้ำเปล่า ของเหลวในหลอดแก้วทั้งสองมองดูเกือบคล้ายกันจากนั้นแพทย์ได้เจาะเอาเลือดของคนป่วย และนำลงไปผสมกับไฮโดรเจนเพอรอคไซด์ เกือบจะทันทีส่วนผสมเริ่มเกิดฟองอากาศ และส่งเสียงดังฟู่ คนไข้เชื่อว่าวิญญาณกำลังสำแดงฤทธิ์ จากนั้นแพทย์ได้ฉีดน้ำเกลือให้กับคนไข้แพทย์บอกว่า ตัวยานี้จะขับอิทธิพลครอบงำออกไป หลังจากนั้นครู่หนึ่ง แพทย์ได้เจาะเอาเลือดจากคนไข้อีกครั้งหนึ่ง และเทลงผสมในหลอดน้ำเปล่า ปรากฏว่าไม่เกิดฟองผุดขึ้นมา หรือส่งเสียงฟู่ นั่นเป็นการ “พิสูจน์” ว่า อำนาจการครอบงำของวิญญาณชั่วได้ออกจากคนไข้ไปแล้ว คนไข้ออกจากโรงพยาบาลไปด้วยความรู้สึกสบายใจ พร้อมกับความรู้สึกประทับใจในการรักษาของแพทย์มาก จึงได้นำเพื่อนๆ หลายคนมารับการรักษาด้วย แน่นอน ชายคนนี้ไม่ได้ถูกผีเข้าสิง หรือถูกครอบงำด้วยวิญญาณร้าย เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของจิตใจที่มีเหนือร่างกาย นี่คือหัวข้อของบทเรียนสำหรับสัปดาห์นี้
          ศึกษาบทเรียนของสัปดาห์นี้ด้วยใจจดจ่อมากขึ้น : ความเชื่อ และความไว้วางใจในความดีขององค์พระผู้เป็นเจ้า สามารถทำให้เกิดอิทธิพลด้านบวกต่อสุขภาพของเรา

วันอาทิตย์

“ปัจจัยเรื่องความกลัว” (ปฐมกาล 3:8-10)

          “เวลาเย็นวันนั้น เขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน ชายนั้นกับภรรยาก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ในสวนนั้นให้ พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน” ชายนั้นทูลว่า “ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ ในสวนก็เกรงกลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงได้ซ่อนตัว เสีย” (ปฐมกาล 3:8-10)

          เป็นครั้งคราว รายการโทรทัศน์จัดให้ผู้ไม่มีความกลัว เข้าแข่งขัน และออกรายการทาง ที.วี. ในรายการ ผู้เข้าแข่งขันอาจต้องได้พบกับสถานการณ์ที่ทำให้ตกใจกลัวต่างๆ อาจให้เข้าไปนั่งในหลุมมืดๆ จากนั้นเปิดไฟให้เห็นแมงป่อง หรือหนูไต่ยั้วเยี้ยอยู่บนพื้น หรือให้ผู้เข้าแข่งขันเดินฝ่าช่องว่างระหว่างอาคารจำลองที่กำลังถูกไฟไหม้ เพื่อจะวัดใจดูว่า ผู้เข้าแข็งขันคนใดจะควบคุมความกลัวได้ดีที่สุด จะเป็นผู้ชนะไปแน่นอน คนหนึ่งไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว ชีวิตในโลกแห่งความบาปใบนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้เรานึกหวาดกลัวในศตวรรษที่สิบเจ็ด มีนักการเมืองชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อว่า โธมัส ฮ็อบเบส ได้เขียนไว้ว่า “ความกลัวเป็นเหตุผลใหญ่สุด ที่ทำให้มนุษย์สร้างรัฐบาลขึ้น เพื่อให้
มีเจ้าหน้าที่อยู่ในอำนาจในการบริหารประเทศ ที่สำคัญคือทำหน้าที่ปกป้องเราไว้ไม่ให้ใครมาทำร้าย ไม่ใช่เพราะว่าเราเป็นใคร และอาศัยอยู่ที่ไหน ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนดีพียงใด และรู้สึกปลอดภัยเพียงไหน เราทุกคนต้องเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกกลัว แต่ความกลัวก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป
ความกลัวช่วยปกป้องเราไว้ได้อย่างไร? เรามีความหวาดกลัวต่ออะไรไหม?
           ความกลัวเป็นเรื่องของธรรมชาติและเป็นอารมณ์ที่มีความจำเป็น?มันช่วยให้มนุษย์เราเผชิญกับอันตรายและช่วยให้คนมากมายที่กลัวมีชีวิตผ่านไปได้ อารมณ์อย่างนี้มีความจำเป็นสำหรับโลกที่เต็มไปด้วยอุบัติเหตุอาชญากรรม โรคร้ายนานาชนิด การปฏิบัติงานของผู้ก่อการร้าย และการสงคราม
          เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับความกลัว จากบทเรียนบทแรกของพระคัมภีร์ ในปฐมกาล 3:8-10 อะไรบ้าง?
          แน่นอน มีหลายสิ่งทำให้เรารู้สึกกลัวในโลกนี้ แต่บ่อยครั้งเรากลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ความกลัวทำให้เกิดอารมณ์เครียดมาก และอาจขโมยเอาพลังไปจากร่างกายของเราไป กล่าวคือความกลัวไม่ได้จำกัดอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตใจเรา แต่มันอาจทำอันตรายต่อสุขภาพของร่างกายเราได้ด้วย ไม่ว่าเราจะเป็นใคร และเราอาศัยอยู่ที่ไหน ความกลัวจะคอยติดตามเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา คำถามสำหรับเราควรเป็นว่า เราจะเผชิญกับมันอย่างไร?
          ท่านมีความกลัวต่อสิ่งใด? มันมีอิทธิพลต่อชีวิตของท่านอย่างไร? ท่านอาจได้รับประโยชน์จากพระสัญญาของพระเจ้า ในการเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่ท่านกลัวได้อย่างไร?

วันจันทร์   ชายคนหนึ่งกล่าวกับจักรวาล (สดุดี 118:6)

         “มีพระเจ้าอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า” (สดุดี 118:6)

ชายคนหนึ่งพูดกับจักรวาลว่า “จักรวาลครับ ข้าพเจ้ามีชีวิต!”“แต่,” จักรวาลกล่าวคำแรก แล้วหยุดไว้..ก่อนพูดต่อว่า“แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราเป็นหนี้อะไรเจ้า” โดย สเทเฟน เครน

         เมื่ออ่านข้อความของสเทเฟน เครน ข้อความนี้มีความหมายว่าอย่างไร?เราในฐานะผู้เป็นคริสเตียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เรามีความเห็นแตกต่างจากคนอื่น ในเรื่องหน้าที่ของเราในจักรวาลอย่างไร?มีอะไรเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับความแตกต่าง?

          หยุดคิดสักครู่หนึ่ง : สมมติว่าไม่มีพระเจ้า ไม่มีพระผู้สร้าง ไม่มีใครสร้างเราขึ้นมา สมมติเราเหมือนคนจำนวนมากที่คิดว่า : มนุษย์เกิดจากสัตว์ลิงประเภทหนึ่งที่ได้ผ่านการวิวัฒนาการ ในช่วงเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งที่สุดได้กลายเป็นมนุษย์ไม่มีอะไรพิศดารมากกว่านั้น ดังนั้นมนุษย์จึงเป็นเพียงสัตว์ประเภทหนึ่ง จึงไม่มีพระเจ้าที่คอยสนใจ ให้ความห่วงใยมนุษย์...ถ้าคิดกันอย่างนี้ โลกของเราจะเป็นดวงดาวประเภทไหนในจักรวาล? แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คริสเตียนเชื่อ แทนที่จะเชื่อตามทฤษฎีวิวัฒนาการ เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างเรา ให้การสนับสนุนเรา และทรงห่วงใยเรา เพราะเราเชื่อกันอย่างนี้ เราทั้งหลายควรจะสามารถเผชิญกับความกลัว และความยากลำบากที่คอยรบกวนเราได้

          มีความหวัง และการหนุนใจอะไร แม้จะอยู่ในช่วงเวลาแห่งความกลัว เราสามารถรับการหนุนใจจากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ : สดุดี 118:6;สุภาษิต 3:5,6; ลูกา 12: 6, 7; โรม 8:38, 39; ฮีบรู 13:6; 2 ทิโมธี 1:7;1 ยอห์น 4:18

          ไม่ต้องสงสัยเลย ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เราต้องเผชิญกับสิ่งที่ทำให้ตกใจในโลก โลกนี้ ณ ที่ใด สิ่งไหนก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ด้วยความรู้ในเรื่องพระเจ้า เรามีพื้นฐานที่จะช่วยให้เราเข้าใจโลกได้ดีขึ้นดังนั้นเราจึงสามารถมีความหวัง และการปลอบหนุน แม้ในเวลาที่มีความยากลำบาก นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่พบกับสิ่งเลวร้าย หรือสิ่งใดที่อาจทำให้เรากลัวได้ แต่หมายความว่า เรามีรากฐานมั่นคงที่จะยืนหยัดเผชิญหน้ากับความกลัวเหล่านั้นได้ต่างหาก

วันอังคาร      อำนาจแห่งความเชื่อ (สุภาษิต 17:22)         

“ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง”(สุภาษิต 17:22)

          เด็กชายคนหนึ่งกำลังนอนรอความตายบนเตียงของโรงพยาบาล ครูของเขามาเยี่ยมและได้ให้สมุดงานเล่มหนึ่งแก่เขา ครูกล่าวว่า “ไมเคิล, นี่คือสมุดงานเรื่องคำกริยา และกริยาวิเศษ จงทำดีที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้นะ” ครูทราบว่า มันอาจเปล่าประโยชน์ที่จะให้สมุดงานกับเด็กนักเรียนของเขา เพราะดูแล้วลูกศิษย์อ่อนกำลัง ท้อแท้พร้อมที่จะตาย แต่นับจากวันนั้นเป็นต้นมาอาการป่วยของเด็กชายพลิกกลับ ตอนแรกเขาไม่รู้สึกดีสักเท่าไร เขาเองไม่คิดว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป เด็กคนนี้มีอาการดีขึ้นตามลำดับ มีใครคนหนึ่งถามเด็กชายในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเกี่ยวกับว่า เหตุใดสมุดงานของโรงเรียนดูเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปได้มากเช่นนั้น? เด็กชายตอบว่า “ครูคงไม่ให้สมุดงานเรื่องคำกริยา และกริยาวิเศษ กับเด็กที่กำลังจะตายใช่ไหมครับ?” ไม่มีข้อสงสัยเลย ความเกี่ยวโยงระหว่างจิตใจ ความรู้สึกของเราและร่างกายของเรา ช่างมีอำนาจต่อกันยิ่ง นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่า สิ่งเหล่านี้ทำงานสอดรับกันอย่างไร แต่พวกเขาทราบแน่ว่าทุกส่วนมีส่วนสัมพันธ์ต่อกัน และความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดผลแตกต่างอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพ และตรงนี้แหละที่ความเชื่อในพระเจ้า และการวางใจในความรักและความดีของพระองค์ สามารถทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมาก

         เป็นการง่ายกว่าเพียงใดสำหรับเราที่จะอยู่ในความสงบกว่า มีความเครียดน้อยกว่า เมื่อเราทราบว่าพระเจ้าแห่งความรักทรงเอาพระทัยใส่เราจริง! จากการศึกษารอบโลกแสดงให้ประจักษ์ว่า เหล่าคนที่มีความเชื่อในศาสนา มีสุขภาพดีกว่าบุคคลทั่วไป เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้ามีอายุยืนยาวกว่า มีความเครียด ความเศร้าซึมน้อยกว่า และเผชิญกับปัญหาด้านอารมณ์ในเหตุการณ์เลวร้ายได้ดีกว่า จริงอยู่เราไม่อาจอาศัยอำนาจการอัศจรรย์ของพระเจ้าในการเยียวยาโรคต่างๆ ในชีวิตของเราได้ทุกครั้งไป แต่สันติสุข ความเชื่อ และความหวัง“ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง”(สุภาษิต 17:22)ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งเหมือนกันที่ตัวยาจริงๆ มีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

ในมัทธิว 6:27-34 พระเยซูทรงตรัสอะไรกับเรา? ถ้อยคำเหล่านี้ให้การปลอบประโลมท่านไม่ให้เกิดความกลัว หรือวิตกกังวลในเวลานี้ได้อย่างไร? มีความกลัวประเภทไหนยิ่งใหญ่เกินกว่าที่พระเจ้าจะจัดการได้? มีใครที่อยู่ไกลเกินกว่าความรักของพระเจ้าจะเอื้อมถึงไหม? ท่านจะสามารถมอบความกลัวเหล่านี้ให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าและมีสันติสุขในพระสัญญาของพระองค์ได้อย่างไร?

วันพุธ    ขจัดความเครียดออกไป (โรม 15:13)

“ขอพระเจ้าแห่งความหวังทรงโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี และสันติสุขในความเชื่อ เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์” (โรม 15:13)

         ท่านสามารถทำการอะไรได้ดีกว่า การทูลขอให้เป็นไปตามพระสัญญาของพระเจ้า ในโรม 15:13 ได้ไหม มีความรู้สึก หรือการกระทำใดที่ยับยั้งท่านไว้ไม่ให้ทูลขอ?มีการท้าทายยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง ที่เราทุกคนเผชิญอยู่ ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพของเรานั่นคือ “ความเครียด” มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในชีวิต แต่ความเครียดมีผลต่อชีวิตโดยตรง มันอาจเกิดขึ้นจากความกดดันในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราพบอยู่บ่อยๆ นายแพทย์จำนวนมาก ลงบันทึกไว้ว่าอาจมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ที่มาพบหมอที่พวกเขาบ่นเกี่ยวกับเรื่องความเครียด นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อเราเครียด ฮอร์โมนหลายตัวของเราอาจมีอิทธิพลต่ออวัยวะหลายส่วนในร่างกายของเราถ้าสิ่งนี้เกิดต่อเนื่องกันนานๆ อวัยวะนั้นจะอ่อนกำลังลง และอาจติดเชื้อโรคง่ายได้ ยกตัวอย่างเช่น ความเครียดอาจเป็นสาเหตุทำ ให้อวัยวะหลั่งสารอะเดร-นาลีน(adrenaline) ซึ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีพลังมากขึ้นได้ สิ่งนี้ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ ฮอร์โมน (hormone) ความเครียดบางตัว เป็นเหตุทำให้หลอดเลือดตีบลง ทำให้เกิดความดันเลือดสูง ความเครียดอาจทำให้คนหนึ่งหายใจตื้นและเร็วขึ้น ความเครียดอาจทำให้เลือดไหลออกจากกระเพาะอาหาร อันจะทำให้การย่อยอาหารมีปัญหา ความเครียดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวาน ความเครียดมีอิทธิพลด้านลบทำให้นอนไม่ค่อยหลับ และเมื่อนอนหลับไม่เพียงพอไปนานๆจะมีผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม ความเครียดมีอิทธิพลด้านลบ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราอ่อนกำลังลง ทำให้กองกำลังแถวหน้ามีไว้เพื่อต่อต้านเชื้อโรคทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ อิทธิพลด้านลบจากความเครียดอาจนำมากล่าวได้อีกมาก แต่เท่าที่ได้กล่าวมาควรทำให้เรากระจ่าง เราจำเป็นต้องควบคุมความเครียด ตรงนี้คือจุดที่ความเชื่อในพระเจ้ามีบทบาสำคัญ เมื่อเรามีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้าด้วยตัวเอง ย่อมจะมีผลทำให้ความเครียดลดน้อยลงได้มาก และผลกระทบด้านลบจากความเครียดที่มีต่อสุขภาพก็จะลดน้อยลงเช่นกัน

          การเป็นคนเคร่งศาสนา ไม่ใช่คำตอบ สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีความสัมพันธ์เป็นส่วนตัวกับพระเยซู เราจะต้องสัมผัสความรัก และการเอาพระทัยใส่ของพระองค์ด้วยตัวเราเอง สิ่งนี้อาจทำได้โดยการศึกษาพระคัมภีร์ และการอธิษฐานเป็นประจำทุกวัน เราจำเป็นต้องสนทนากับองค์พระผู้เป็นเจ้า เหมือนกับที่เราพูดกับมิตรสหาย เราจำเป็นต้องคิดอย่างลึกซึ่งเกี่ยวกับพระลักษณะนิสัยของพระองค์ ตามที่ทรงสำแดงให้เห็นในธรรมชาติและพระคัมภีร์ ท่านใช้เวลาทำความรู้จักคุ้นเคยกับพระองค์นานเท่าไร? อาจเป็นได้ว่าท่านจำเป็นต้องใช้เวลามากขึ้นอีกหน่อยกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระผู้สร้างของท่าน?

 วันพฤหัสบดี    ความเชื่อและการรักษาด้วยการอัศจรรย์  (มัทธิว 12:9-13)

 

          “แล้วพระองค์ได้เสด็จไปจากที่นั่น และเข้าไปในธรรมศาลาของเขา มีคนหนึ่งมือข้างหนึ่งลีบ คนทั้งหลายถามพระองค์ว่า “การรักษาโรคในวันสะบาโตนั้นต้องห้าม หรือไม่” เพื่อเขาจะหาเหตุฟ้องพระองค์ได้ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ถ้าผู้ใดในพวกท่าน มีแกะตัวเดียว และแกะตัวนั้นตกบ่อในวันสะบาโต ผู้นั้นจะไม่ฉุดลากแกะตัวนั้นขึ้นหรือ มนุษย์คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากทีเดียว เหตุฉะนั้นจึงอนุญาตให้ทำการดีได้ในวันสะบาโต” แล้วพระองค์ตรัสกับคนมือลีบนั้นว่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็เหยียดออก และมือนั้นก็หายเป็นปกติเหมือนมืออีกข้างหนึ่ง” (มัทธิว 1 2:9-135)

          แม้เราจะอ่านพระกิตติคุณอย่างผ่านๆ เรายังพบว่าเนื้อหาเต็มไปด้วยพันธกิจของพระเยซู ซึ่งรวมไปถึงการรักษาโรคด้วยการอัศจรรย์ คนเจ็บป่วยหายจากโรค คนตาบอดกลับมองเห็นได้ และแม้คนที่ป่วยเจียนตายหายจากโรค คนที่ตายไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเยซู ในหลายกรณี “ความเชื่อ” ถือเป็นข้อกำหนด กล่าวผู้จะได้รับการรักษาต้องมีความเชื่อ พระองค์จึงจะทรงรักษาโรคให้ ดังที่ปรากฏให้เห็นใน มัทธิว 9:2, 22, 28,29; มัทธิว 15:28

         ในบางกรณี เช่นเมื่อพระเยซูมาถึงพื้นที่นาซาเร็ธ ที่ชาวเมืองรู้จักพื้นเพของพระองค์ พวกเขารู้จักบิดา มารดา พี่น้องของพระองค์ ในเมืองนี้พระองค์ไม่ทรงทำการอัศจรรย์เพราะพวกเขาไม่มีความเชื่อ (มัทธิว 13:58) แต่เมื่อทรงเห็นคนเจ็บป่วย พระองค์ทรงเมตตาสงสาร จึงทรงวางมือบนพวกเขาเหล่านั้น และพวกเขาหายโรค (มาระโก 6:5, 6)

          อย่างไรก็ดีพระเยซูทรงกล่าวไว้ในตอนหนึ่ง เมื่อเหล่าอัครทูตของพระองค์ไม่สามารถขับผีร้ายจากเด็กคนหนึ่งได้ และพระเยซูทรงขับผีนั้นออกและเด็กหายเป็นปกติ เหล่าสาวกของพระเยซูมาหาพระองค์เป็นส่วนตัว ทูลถามว่า “เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่ได้” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า“เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า ‘จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น’ มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านทำไม่ได้จะไม่มีเลย” (มัทธิว17:18-20)

         ความเชื่อจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรคด้วยการอัศจรรย์ด้วยเหตุนี้ มีคนเชื่อว่า การที่อธิษฐานเพื่อรักษาโรคไม่เกิดผล เป็นเพราะคนเจ็บคนป่วยไม่มีความเชื่อเพียงพอ แต่นี่เป็นเรื่องของการเข้าใจผิด ในเรื่องความเชื่อ และการรักษาโรคมัทธิว 12:9-13; ลูกา 13:11-13; ลูกา 14:2-4 และลูกา 22:47-52บอกว่าพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์รักษาโรคอย่างไร ข้อพระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับความเชื่อของเหล่าผู้ถูกรักษาให้หายอะไรบ้าง? มีบทเรียนอะไรที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากตัวอย่างเหล่านี้

          ไม่มีข้อไหนเหล่านี้เอ่ยถึงความเชื่อ ซึ่งเป็นส่วนของเหล่าผู้ได้รับการรักษาให้หายที่นำมาอ้างนี้ ไม่ใช่เพื่อทำให้บทบาทของความเชื่อมีความหมายน้อยลงในการรักษาโรคด้วยการอัศจรรย์ แต่เพียงแสดงให้เห็น “ความเชื่อ”ไม่ใช่ข้อกำหนดว่า “ต้อง” มีก่อนเสมอไป! เราไม่เข้าใจว่าทำไม ในบางรายมีตัวอย่างการอัศจรรย์รักษาโรคขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างชัดเจน แต่ในรายอื่นๆ การเยียวยาเกิดขึ้นในเวลาที่ผ่านไป แต่เราสามารถเชื่อได้อย่างถูกต้องว่า พระหัตถ์ของพระเยซูทรงทำการเพื่อคนป่วยผ่านทั้งสองวิธี และมักจะมีบางราย ที่เราไม่อาจเข้าใจเหตุผลว่า เหตุใดการเยียวยาไม่ได้เกิดขึ้น ตามที่เราได้อธิษฐานขอหรือคาดหวัง แต่ข่าวดีสำหรับเราคริสเตียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสคือ แม้ว่าเราไม่ได้รับคำตอบในการอธิษฐานเผื่อคนป่วยบางราย เรายังสามารถวางใจในความรักพระเมตตา และความดีของพระเจ้าได้เสมอ

เราสามารถเรียนรู้ไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า และความรักของพระองค์สำหรับเรา แม้ว่าคำอธิษฐานของเรา เพื่อการเยียวยาไม่ได้รับคำตอบอย่างไร?

วันศุกร์

          “ในวิทยาศาสตร์แท้ไม่มีสิ่งใดขัดแย้งกับคำสอนแห่งวจนะของพระเจ้าทั้งนี้เพราะวิทยาศาสตร์ และพระวจนะ (พระคัมภีร์) มีแหล่งที่มาอันเดียวกัน(คือพระเจ้า) การเข้าใจอย่างถูกต้องในทั้งสองอย่างจะเป็นสิ่งพิสูจน์เสมอว่า ทั้งสองอย่างมีความเห็นตรงกัน เมื่อเราเข้าใจในสิ่งนี้ เราไม่ควรจะพลาดจากการได้รับความช่วยเหลือของพระเจ้า ผ่านวิทยาศาสตร์แท้ นี่เป็นตัวอย่างแท้แห่งกฎธรรมชาติของพระองค์” จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. “Testimonies forthe Church, volume 8, page 258 ดูในหนังสือ “แพทย์ผู้ประเสริฐ” หน้า 462และ Handbook of Seventh-day Adventist Theology, volume 12,page 751- 783         

         “ความเกี่ยวพันระหว่างจิตใจ และร่างกายเป็นเรื่องใหญ่มาก มีอะไรเกิดขึ้นกับสิ่งหนึ่ง จะมีอิทธิพลต่ออีกสิ่งหนึ่ง สภาวะของจิตใจมีผลต่อสุขภาพกายของบุคคลมาก สมมติว่าจิตใจมีความรู้สึกเป็นอิสระ และมีความสุข จากการที่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และมีความพึงพอใจที่ได้ทำให้คนอื่นมีความสุข ลักษณะอย่างนี้จะเสริมสร้างให้เกิดความชื่นใจยินดี ซึ่งจะมีอิทธิพลด้านบวกต่อทั้งร่างกาย ด้วยการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนอย่างไปทั่วสรรพางค์กายได้ดีขึ้นยังผลให้เกิดความรู้สึกดีขึ้น พระพรของพระเจ้าคือ การได้รับการเยียวยาให้หายโรค เหล่าผู้ที่มีใจดีชอบช่วยเหลือผู้อื่น จะได้สัมผัสกับพระพรอันอัศจรรย์ในจิตใจ และในชีวิตของพวกเขา” จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ“Counsels on Steward ship”, pages 345, 346

         “เราทุกคนต่างต้องการ ได้รับการตอบคำอธิษฐานของเราโดยตรงตามที่ขอและในทันที เราต่างถูกทดลองให้เกิดการท้อถอย เมื่อคำตอบมาถึงช้าหรือไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง แต่พระเจ้าทรงพระปัญญา และแสนดีเกินกว่าจะทรงตอบการอธิษฐาน ในเวลาและในสิ่งที่เราปรารถนา พระองค์จะทรงทำมากกว่าเพื่อเราโดยไม่เพียงแค่เชื่อฟังทำตามที่เราต้องการ และเพราะว่าเราสามารถวางใจในพระสติปัญญา และความรักของพระองค์ เราไม่ควรขอพระองค์

ศึกษาเพิ่มเติม:

ให้ทรงยอมตามความตั้งใจของเรา แทนที่จะขอในเงื่อนไขอย่างนั้น เราควรพยายามเข้าไปสู่การเชื่อฟังพระประสงค์ของพระองค์ ความปรารถนา และความสนใจของเราควรถวายให้กับน้ำพระทัยของพระองค์ ประสบการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งทดสอบความเชื่อของเรา และเป็นสิ่งดีสำหรับเรา โดยสิ่งดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ความเชื่อของเราเป็นของแท้ และมีคุณค่า ความเชื่อควรขึ้นอยู่กับพระวจนะของพระเจ้าเพียงอย่างเดียว ถ้าความเชื่อขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนั้นจะเป็นสิ่งไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้ ความเชื่อจะเข้มแข็งขึ้นได้เมื่อความเชื่อนั้นถูกใช้ เราจะต้องใช้ความอดกลั้นเป็นสิ่งนำไปสู่ความสมบูรณ์เราจำเป็นต้องจำไว้ว่า มีพระสัญญาสำคัญในพระคัมภีร์สำหรับเหล่าผู้พึ่งพิงในองค์พระผู้เป็นเจ้า” จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. “แพทย์ผู้ประเสริฐ”หน้า 230, 231

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. อะไรคืองานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในเรื่องการรักษาโรคให้กับคริสเตียนจนหาย? ถ้าเราพยายามที่จะได้รับสุขภาพ และการเยียวยาจากวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์นั่นแสดงว่าเราไม่มีความเชื่อในพระเจ้าใช่ไหม? อภิปรายคำตอบในชั้นของท่าน

2. ท่านเคยมีประสบการณ์ด้วยตัวเองเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกของท่านและสุขภาพร่างกายของท่านไหม? ท่านได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ของท่านเองที่ท่านอาจแบ่งปันกับคนอื่นได้  ประสบการณ์ของท่านช่วยพวกเขาใช้อำนาจของจิตใจได้ดีขึ้นเพื่อช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้นไหม?

3. ท่านรู้จักใครในโบสถ์ของท่านผู้ซึ่งเจ็บป่วย และมีความต้องการการเยียวยาไหม? ท่านสามารถช่วยให้บุคคลนั้นมีอาการดีขึ้น หรือหายจากการป่วยไข้ได้อย่างไร?

Go to Top page

-----------------------------------

Bible Texts:

1. ปฐมกาล 3:8-10

3:8 ในเวลาเย็นวันนั้นเขาทั้งสองได้ยินพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าเสด็จ ดำเนินอยู่ในสวน อาดัมและภรรยาของเขาซ่อนตัวจากพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าท่ามกลาง ต้นไม้ต่างๆในสวนนั้น
3:9 พระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงเรียกอาดัมและตรัสแก่เขาว่า "เจ้าอยู่ที่ไหน"
3:10 เขาทูลว่า "ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวน และข้าพระองค์ก็กลัว เพราะว่าข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ ข้าพระองค์จึงได้ซ่อนตัวเสีย"


2. สดุดี 118:6

118:6 มีพระเยโฮวาห์อยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า

3.
สุภาษิต 17:22;
17:22 ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง
4. มัทธิว 6:27-34;
6:27 มีใครใน พวกท่าน โดยความกระวนกระวาย อาจต่อความสูงให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ
6:28 ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม จงพิจารณาดอกลิลลีที่ทุ่งนาว่า มันงอกงามเจริญขึ้นได้อย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย
6:29 และเราบอกท่านทั้ง หลายว่า ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศีของท่าน ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง
6:30 เหตุฉะนั้น ถ้าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ โอ ผู้มีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ
6:31 เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายว่า เราจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม
6:32 (เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้) แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้
6:33 แต่ ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่ท่าน
6:34 เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้ก็จะมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว"

5. ฮีบรู 13:6;
13:6 เพื่อว่าเราทั้งหลายจะกล่าวด้วยใจกล้าว่า `องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า'
6. 1 ยอห์น 4:18
4:18 ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย ด้วยว่าความกลัวทำให้ทุกข์ทรมาน และผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------



Progress