Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

ค้นพบ

บทที่ 25

ทุกวันนี้เราสามารถหาโบสถ์ของพระเจ้าได้หรือไม่?

·            โบสถ์ที่พระเยซูเป็นผู้จัดตั้ง

·            บทละครที่พ่ายแพ้ของซาตาน

·            โบสถ์คริสตชนที่ขัดแย้งกับซาตาน

·            โบสถ์ของพระเจ้าในทุกวันนี้ของเรา

 

ทุกวันนี้เราสามารถหาโบสถ์ของพระเจ้าได้หรือไม่?

เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนที่โรมันคาทอลิกและโปรเทสแตนท์ ทำสงครามกันอย่างรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือ   ถึงแม้ว่าทั้งคู่สาบานที่จะมีความจงรักภักดีต่อพระคัมภีร์ก็ตาม   จากการเลื่อมสลายของระบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก   บ่อยครั้งที่ศาสนาคริสต์นิกายออโทดอกซ์   นิกายโรมันคาทอลิกและมุสลิมสังหารกันเอง เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเชื่อทางศาสนาของตน   และเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระเบิดขึ้น ระหว่างความเชื่อของชาวยิวและชาวมุสลิม ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็มีต้นกำเนิดในพระคัมภีร์เก่าเหมือนกัน

 

ในปัจจุบันนี้   ไม่น่าประหลาดใจที่ประชาชนจะคอยหลบปืนของคนที่ตะโกนร้องปาวๆถึงความจริง   ความเชื่อและเรียกหาความจงรักภักดีเสียเหลือเกิน   แต่ในขณะเดียวกันเราก็กำลังหาที่ที่จะยืน   หาความจริงที่จะเชื่ออย่างหมดจิตหมดใจเช่นกัน

 

ปัจจุบันนี้บางคนก็กระตุ้นเราให้   “หาความจริงส่วนตัวด้วยตัวท่านเอง”   และพวกเขาก็ทำให้เรามั่นใจว่า   “พระเจ้า”  ทรงสถิตพักอยู่ที่ไหนสักแห่งในใจของเรา   แต่มันก็ไม่ค่อยช่วยปลอบใจซะเท่าไรกับความจริงที่เราจะต้องดำเนินการหา   เมื่อเรามองเข้าไปถึงความถูกต้องก็ทำให้เรากลัวที่จะเชื่อเสียแล้ว   ซึ่งไม่มีความจริงอันใดใต้ขอบฟ้านี้จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความจริงส่วนตัวของเราเอง

 

นั่นเป็นภาวะวิกฤตของเราในปัจจุบัน   เราต้องการสถานที่ซึ่งมีความหมายที่จะยืนบนโลก   ซึ่งเราก็กลัวว่าจะพบกับสถานที่ที่พวกโรคจิตจะมาอยู่ด้วยเหมือนกัน

 

โชคดีที่พระเจ้าทรงเตรียมข่าวพิเศษสำหรับเราในช่วงเวลานี้   บ่อยครั้งที่พระเจ้าทรงมอบข่าวพิเศษตรงกับความต้องการของคนรุ่นต่างๆกัน   เช่นข่าวที่จะช่วยอาดัมและเอวาหลังจากความบาปมาสู่โลกของเขาทั้งสอง   หรือข่าวที่มายังโลกก่อนที่จะเกิดวิบัติน้ำท่วมโลก   หรือข่าวสำหรับอิสราเอลเมื่อแอซซิเรียหรือบาบิโลนถูกคุกคาม

 

พระเยซูเสด็จมากับข่าวพิเศษสำหรับรุ่นพระองค์   และพระองค์ทรงมีข่าวพิเศษสำหรับยุคของพวกเรา ในการมอบสถานที่ที่ให้เราได้ยืนกัน   เราพบสิ่งนี้ในพระคัมภีร์หนังสือพระวจนะของดาเนียลและวิวรณ์   พระวจนะวิวรณ์บทที่ 12 และ 14   สรุปถึงข่าวประเสริฐของพระเจ้าสำหรับเราในวันนี้   เราจะมาดูข่าวประเสริฐเหล่านั้นกันใน ค้นพบ นี้

โบสถ์ที่พระเยซูเป็นผู้จัดตั้ง

การมีชีวิตและการสอนของพระเยซูได้สร้างการรวมตัวของความเชื่อ และการมีสามัคคีธรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิดในโบสถ์ของอัครสาวกที่พระองค์ทรงจัดตั้งขึ้น   คริสตชนในโบสถ์อัครสาวกนี้จะรู้แน่ชัดว่าใครที่ห่างไกลจากความเชื่อของพวกเขา   พวกเขาจะสร้างความสัมพันธ์ที่คุ้นเคยกับพระคริสต์ที่ทรงฟื้นขึ้น   อัครสาวกเปาโลให้ภาพความผูกพันอย่างใกล้ชิดเหมือนเป็นคู่ที่แต่งงานกันดังนี้

 

เพราะว่าข้าพเจ้าหมั้นท่านไว้กับสามีคนเดียว   เพื่อถวายพวกท่านให้เป็นหญิงพรหมจารีบริสุทธิ์ แด่พระคริสต์

โครินธ์ ฉบับที่สอง 11:2 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดไว้ เนื้อความในพระคัมภีร์ทั้งหมดใน  ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์สากลฉบับใหม่ [เอ็นไอวี]แปลไทยจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998) , ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต)

ตามที่เปาโลกล่าวไว้   โบสถ์เป็นเหมือนหญิงบริสุทธิ์  เป็นเจ้าสาวของพระคริสต์   ความเปล่งปลั่งและบริสุทธิ์ในหญิง เป็นเหมือนเจ้าสาวที่มีสัญลักษณ์ตรงกับโบสถ์อันเป็นที่รักของพระคริสต์

 

ในพระคัมภีร์เก่าก็ใช้คำอุปมาเช่นเดียวกัน   ในการอธิบายอิสราเอลซึ่งเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก   พระเจ้าตรัสกับอิสราเอลว่า   “ความรักของเจ้าครั้งเจ้าเป็นสาว”   (เยเรมีย์ 2:2)   และ   “เพราะเราเป็นนายของเจ้า”   (เยเรมีย์ 3:14)   ถึงแม้คำว่า   “โบสถ์”   จะไม่ใช้ในพระคัมภีร์เก่าของท่าน   พระคัมภีร์ใหม่ได้พูดกับอิสราเอลดังนี้   “ที่อยู่ในชุมนุมชนในถิ่นทุรกันดาร”   (กิจการของอัครฑูต 7:38, ฉบับคิงส์เจมส์)

 

ในหนังสือวิวรณ์   ยอห์นพูดถึงโบสถ์เป็นเหมือนหญิงด้วยว่า

         

และมีหมายสำคัญยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งปรากฏในสวรรค์   คือผู้หญิงคนหนึ่งสวมดวงอาทิตย์เป็นเสื้อผ้า   และมีดวงจันทร์อยู่ใต้เท้าของนาง   บนศีรษะของนางมีมงกุฎที่เป็นดาวสิบสองดวง

วิวรณ์ 12:1

คำอธิบายถึงหญิงนี้ชี้ว่าในใจของยอห์นนั้นมีการเปลี่ยนชนชาติของพระเจ้า คืออิสราเอลในพระคัมภีร์เก่าเป็นโบสถ์ของพระองค์ในพระคัมภีร์ใหม่

 

1. หญิงนั้น   “สวมดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์   สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าโบสถ์ส่องแสงเหมือนแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน   เพราะว่าสวมเสื้อผ้าต่อเบื้องพระพักตร์พระเกียรติคุณของพระคริสต์   พระเยซูทรง   “เป็นความสว่างแห่งโลก”   (ยอห์น 8:12)   ที่ฉายแสงให้สมาชิกในโบสถ์ของพระองค์โดยทั่ว   แล้วเขาเหล่านั้นก็กลายเป็น   “ความสว่างแห่งโลก”   (มัทธิว 5:14)

 

2. หญิงนั้นมี   “ดวงจันทร์อยู่ใต้เท้าของนาง   ดวงจันทร์แทนถึงการสะท้อนแสงของข่าวประเสริฐ ในการเสียสละและพิธีต่างๆของชนชาติของพระเจ้าในพระคัมภีร์เก่า   ดวงจันทร์อยู่   “ใต้เท้าของนาง”   หมายถึงแสงสะท้อนของข่าวประเสริฐในพระคัมภีร์เก่า ที่จะมีความเป็นจริงของชีวิต   ทรงพันธกิจ   การสิ้นพระชนม์และ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์มาแทนที่

 

3. หญิงนั้นมี มงกุฎที่เป็นดาวสิบสองดวงบนศีรษะของนาง   ดวงดาวแทนถึงอัครสาวกสิบสองคนได้อย่างลงตัว   บุคลิคของชายชนชั้นสูงซึ่งเป็นพยานเกี่ยวกับพระเยซูซึ่งฉายแสงแพรวพราวแบบนี้อยู่ทุกๆวัน

 

ชัดเจนมากสำหรับยอห์นที่อธิบายการเปลี่ยนจากชนชาติในพระคัมภีร์เก่าของพระเจ้า เป็นโบสถ์ของคริสตชนในพระคัมภีร์ใหม่ซึ่งพระเยซูทรงก่อตั้ง

 

ดวงอาทิตย์   ดวงจันทร์และดวงดาว   ใช้อธิบายบุคลิกลักษณะของหญิงผู้นี้ที่เน้นถึงพันธกิจของโบสถ์คริสเตียน ที่ให้ความสว่างและเป็นบทบาทพื้นฐานของการแบ่งปันข่าวประเสริฐทั้งหลาย

 

บทละครที่พ่ายแพ้ของซาตาน

การปรากฏของหญิงทำให้เกิดเวทีละครที่ยิ่งใหญ่คือ

 

หญิงนั้นมีครรภ์   และร้องด้วยความทรมานเพราะเจ็บครรภ์   แล้วหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็ปรากฏในสวรรค์   นี่แน่ะมีพญานาคสีแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง   มันมีเจ็ดหัวและสิบเขา   และบนหัวทั้งเจ็ดมีมงกุฎเจ็ดอัน   และหางของพญานาคตวัดดวงดาวหนึ่งส่วนสามในท้องฟ้า   แล้วทิ้งลงมาบนแผ่นดินโลก   และพญานาคตัวนั้นก็ยืนอยู่ข้างหน้าหญิงที่กำลังจะคลอดบุตร   เพื่อจะกินบุตรของนางทันทีที่บุตรนั้นคลอดออกมา   แล้วนางก็คลอดบุตรชาย   ผู้ที่จะครอบครองประชาชาติทั้งหมดด้วยคทาเหล็ก   แต่บุตรของนางถูกนำตัวไปเฝ้าพระเจ้ายังพระที่นั่งของพระองค์   และหญิงคนนั้นก็หนีเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร   ที่นั่นนางมีสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้   เพื่อนางจะได้รับการเลี้ยงดูตลอดหนึ่งพันสองร้อยหกสิบวัน

วิวรณ์ 12:2-6

กุญแจสามดอกที่มีส่วนร่วมในละครนี้คือ

 

1. ผู้หญิง   ซึ่งอธิบายเรียบร้อยแล้วว่าเป็นโบสถ์ของพระเจ้า

 

2. บุตรชาย   ซึ่งเกิดจากหญิงนี้   “ถูกนำตัวไปเฝ้าพระเจ้ายังพระที่นั่งของพระองค์”   และสักวันหนึ่งจะ   “ครอบครองประชาชาติทั้งหมด”   พระเยซูคริสต์คือบุตรชายคนเดียวเท่านั้นที่เกิดในโลกนี้ ที่นำขึ้นเข้าเฝ้าพระที่นั่งของพระเจ้าและสักวันหนึ่งจะทรงครอบครองประชาชาติทั้งหมด

3. พญานาค   แทนถึงมารหรือซาตาน

 

ขณะนั้นเกิดสงครามขึ้นในสวรรค์   มีคาเอลกับบรรดาฑูตสวรรค์ของท่าน ต่อสู้กับพญานาค   และพญานาคกับบริวารของมันก็ต่อสู้   แต่มันพ่ายแพ้ และพบว่าไม่มีที่อยู่สำหรับพวกมันในสวรรค์อีกต่อไป พญานาคตัวใหญ่นั้นคืองูดึกดำบรรพ์   ที่เขาเรียกกันว่ามารหรือซาตาน   ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลก   มันถูกโยนลงมาที่แผ่นดินโลก   และเหล่าบริวารของมันถูกโยนลงมากับมันด้วย

วิวรณ์ 12:7-9

ภาพชัดเจนขึ้นอีกครั้งและทำให้เราเข้าใจในสัญญลักษณ์ต่างๆ   เมื่อมารและบริวารของมัน   “ไม่มีที่อยู่ในสวรรค์”   มันจึง   “ถูกโยนลงมาบนโลก  เมื่อพระเยซูทรงบังเกิดในโลกเกือบสองพันปีก่อน   มารพยายามฆ่าพระเยซู   (บุตรชาย)   ทันทีที่พระองค์ทรงบังเกิด   แต่มารพลาดไปและพระเยซูทรง   “ถูกนำไปเข้าเฝ้า”   ที่พระที่นั่งของพระเจ้า   แล้วซาตานจึงคิดที่จะทำลายโบสถ์คริสตชนซึ่งพระคริสต์ทรงจัดตั้งขึ้น แต่ซาตานทำลายไม่สำเร็จไม่ว่าจะเป็นพระคริสต์หรือโบสถ์ของพระคริสต์ก็ตาม

 

อัครสาวกยอห์นได้มองแวบไปที่ความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ที่ต่อสู้กันบนโลกนี้ระหว่างพระคริสต์และซาตาน   เหมือนสงครามที่ใกล้จุดสำคัญที่สุดที่การตรึงกางเขนพระคริสต์   ยอห์นได้ยินเสียงตะโกนร้องจากสวรรค์ว่า

 

บัดนี้ความรอดและฤทธิ์เดชและอาณาจักรของพระเจ้าของเรา และสิทธิอำนาจของพระคริสต์ของพระองค์มาถึงแล้ว   เพราะว่าผู้กล่าวหาพี่น้องของเรา   ถูกโยนลงไปแล้ว   คือผู้ที่กล่าวหาพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าของเราทั้งกลางวันและกลางคืนนั้น

วิวรณ์12:10 (เปรียบเทียบกับยอห์น 12:31,ฉบับคิงส์เจมส์)

พระเยซูทรงชนะเหนือซาตานที่ไม้กางเขน   บนไม้กางเขนพระเยซูทรงยืนยันถึงแผนการที่แน่นอนของการช่วยให้รอดจากบาป   พระเจ้าทรงจัดหา   “ฤทธิ์เดช”   เพื่อต่อสู้กับซาตานที่เจ้าเล่ห์   “อาณาจักรของพระเจ้า”   ถูกทำให้ปลอดภัยและ   “สิทธิอำนาจ”   ของพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป เป็นการยืนยันของมหาปุโรหิตและกษัตริย์ของเรา

 

การช่วยให้รอดจากบาปได้เกิดขึ้นแล้วเดี๋ยวนี้”   เป็นการประกาศว่าเหตุการณ์การสวมมงกุฎในประวัติศาสตร์จะมาถึง   การบังเกิดของพระคริสต์   พระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของโลกทรงเข้ามาแทนที่   (พระวจนะที่ 5)   ถึงแม้ต้องพบการทดลองใจที่ดุร้ายของซาตานแต่พระเยซูยังทรงไม่มีบาป   พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์และทรงลุกขึ้นมาจากหลุมศพ นับเป็นชัยชนะเหนือบาปและความตาย   (พระวจนะที่ 10)   ซาตานแพ้ตลอดกาล   (พระวจนะที่ 7-9)   ไม้กางเขนเป็นการขยายพระฤทธานุภาพอย่างเต็มที่   (พระวจนะที่ 10-11)

 

การประกาศ   “การช่วยให้รอดจากบาปได้มาถึงแล้วเดี๋ยวนี้”   ไม่เพียงแต่ทำให้ยอห์นสนใจเท่านั้นแต่ชนชาติทั้งหมดในเอกภพก็สนใจด้วย

 

เพราะเหตุนี้จงรื่นเริงยินดีเถิด   สวรรค์และบรรดาผู้ที่อยู่ในสวรรค์!   แต่วิบัติจะมีแก่แผ่นดินโลกและทะเล เพราะว่ามารได้ลงมาหาเจ้าทั้งหลาย!   ด้วยความเดือดดาลอย่างยิ่ง   เพราะมันรู้ว่าเวลาของมันมีน้อย

วิวรณ์ 12:12

สวรรค์ทั้งหมดฉลองชัยชนะของพระเยซู   พระคริสต์ทรงทำลายคำอ้างของซาตานซึ่งอาจเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในสวรรค์ และซาตานพ่ายแพ้ตลอดไปในคำอ้างของมันในโลกของเรา   กับการก้าวในพระคริสต์อย่างมั่นคงแน่นหนาโบสถ์ของคริสตชนจึงเดินเรียงแถวกันไปข้างหน้าด้วยชัยชนะ

โบสถ์คริสตชนที่ขัดแย้งกับซาตาน

ก่อนที่พระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์   พระองค์ทรงก่อตั้งโบสถ์คริสตชน   (ใช้ผู้หญิงเป็นสัญญลักษณ์)   พระองค์ทุ่มเทพระชนม์ของพระองค์และทรงสละพระชนม์ของพระองค์ให้กับโบสถ์   การสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์บนไม้กางเขนทำให้โบสถ์คริสตชนมีอำนาจและชนะซาตาน

 

พวกเขา   [โบสถ์คริสตชน]ชนะพญามาร   [ซาตาน]   ด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก   และด้วยคำพยานของพวกเขาเอง   และพวกเขาไม่ได้รักตัวกลัวตาย

วิวรณ์ 12:11

เดี๋ยวนี้พระคริสต์ทรงสามารถใช้พระฤทธานุภาพของพระองค์   (จนเป็นผลแห่งชัยชนะของพระองค์)   กับโบสถ์ของพระองค์   เราสามารถเอาชนะดินแดนซึ่งเมื่อก่อนเป็นของซาตาน   ก็เพราะพระฤทธานุภาพของไม้กางเขน   เพียงแค่เพราะพระเยซูทรงชนะซาตานอย่างเด็ดเดี่ยวบนไม้กางเขน   ซึ่งเดี๋ยวนี้พระองค์ยังคงชนะซาตานต่อไป   โดยผ่านโบสถ์ของพระองค์   นับเป็นหลายๆศตวรรษของยุคคริสตชนที่ผ่านมา มีบุคลิกลักษณะสามประการที่ทำให้เป็นโบสถ์ที่ได้รับชัยชนะ

 

1. “เขาทั้งหลายชนะมัน   [ซาตาน]   ด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก   พระเยซูทรงถูกนำไปที่พระที่นั่งของพระเจ้า   ดังนั้นพระองค์จึงทรงสามารถทำให้พระโลหิตของพระองค์มีผลต่อการมีชีวิตของผู้ติดตามพระองค์   พระองค์สามารถลบความบาปของเราและช่วยเราให้รอดจากบาปโดยผ่านพระโลหิตที่ไหลออกมาของพระองค์   (ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 1:7)   พระโลหิตของการให้ชีวิตแห่งพระผู้ช่วยให้รอดบาปที่ทรงฟื้นขึ้นมา   ยังให้พระฤทธานุภาพแก่เราในการดำเนินชีวิตของคริสตชนที่เจริญแข็งแรงอย่างเนืองนิตย์   (เปโตร ฉบับที่หนึ่ง1:18-20)   (สำหรับการอธิบายอย่างสมบูรณ์ในความหมายของพระโลหิตของพระคริสต์ขอให้ดูบทที่ 11 ส่วนที่ 5)

 

2. “เขาทั้งหลายไม่ได้รักชีวิตของเขามากเสียจนทำให้เขากลัวความตาย   “พระโลหิตของพระเมษโปดก”   ทำให้เขาทั้งหลายเต็มใจตาย   เพราะเขาทั้งหลายทราบสาเหตุที่ทำให้พระคริสต์ต้องทรงสิ้นพระชนม์   ทำให้พวกเขาไม่   กลัวความตาย”   ผลกระทบของไม้กางเขนสามารถทำให้ผู้พลีชีพรู้สึกถึงงานที่ได้รับมอบหมายในการเผชิญหน้ากับเคราะห์กรรม   พระเจ้าทรงได้รับการทรมานอย่างใหญ่หลวง   ดังนั้นพวกเขาจึงเต็มใจที่จะได้รับการทรมานนั้นบ้าง

 

ถึงแม้จะเป็นเด็กแต่ก็ยังรู้จักเสียสละมากที่สุดเป็นเหมือนกัน   ดังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคุณแม่ชาวคริสเตียนคนหนึ่ง ซึ่งถูกโยนเป็นเหยื่อให้สิงโตในสนามกีฬาแห่งกรุงโรม   สาเหตุเพราะความจงรักภักดีที่มีมากที่สุดของเธอต่อพระคริสต์   เธอไม่ยอมถอนคำพูดว่าเธอไม่ใช่คริสเตียน    ลูกสาววัยรุ่นของเธอเห็นภาพที่โหดร้ายนั้น   แต่แทนที่เธอจะกลัวแล้วหันหลังกลับ เปล่าเลย   ในใจเธอรู้สึกถึงความเสียสละอันใหญ่หลวง   ขณะที่สิงโตเข้าจู่โจมแม่ของเธอ   เธอยืนขึ้นและร้องว่า   “ฉันก็เป็นคริสเตียนด้วยเหมือนกัน”   เจ้าหน้าที่แห่งกรุงโรมจึงจับเธอตรงนั้น และโยนเธอให้สัตว์ป่าที่หิวกระหายเหล่านั้นกินด้วยเช่นกัน

 

เทอร์ทิลเลี่ยน   (ผู้นำโบสถ์ในศตวรรษที่สอง)   พูดเกี่ยวกับคริสตชนว่า   “การทำงานด้วยใจรักเหลือเกินนั้นเป็นเหมือนยี่ห้อที่ติดในตัวเราชาวคริสเตียน   สำหรับคนที่เคร่งศาสนาจะพูดว่า   ‘ดูสิดูถึงวิธีที่เขาทั้งหลายรักคนอีกคนหนึ่งและพร้อมที่จะตายแทนกันได้’”

 

คริสตชนผู้รักษาความจริงในพระคัมภีร์   เป็นตัวอย่างของการให้กำลังใจ   เมื่อเขาเผชิญกับความตาย   นี่เป็นการทดลองใจอย่างทารุณของผู้มีความเชื่อทั้งหลาย   ซึ่งยืนยันที่จะซ้อมการรับบัพติศมาโดยการจุ่มมิดน้ำ   ดังคำสอนในพระคัมภีร์ที่ว่า

 

ในปี 1160   เพื่อนๆที่เกี่ยวข้องกับนักบุญเปาโล   (แบบตีส)   เข้าไปที่เมืองออกซ์ฟอร์ด   พระเจ้าเฮนรี่ที่สองทรงรับสั่งให้ตีตราพวกเขาที่หน้าผากด้วยเหล็กร้อน   สาธารณชนเฆี่ยนโบยและตีพวกเขาไปตามถนนของเมือง   ตัดเสื้อผ้าพวกเขาให้สั้นแค่เอวแล้วพาไปยังประเทศเปิด   คนในหมู่บ้านไม่มีใครช่วยเหลือเขา   ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่อยู่อาศัยหรืออาหาร   และพวกเขาล้มตายกันไปอย่างช้าๆจากความหนาวเย็นและความอดอยาก”—มัวร์, Earlier and Later Nonconformity in Oxford,หน้า 12

 

3. “เขาทั้งหลายชนะมัน   [ซาตาน] .....โดยการเป็นพยานของพวกเขา   ไม่เพียงแต่คำพูดเท่านั้น   แต่รูปการดำเนินชีวิตและการมีชีวิตของพวกเขา   เป็นประจักษ์พยานอย่างดีให้กับพระฤทธานุภาพของพระเยซู และข่าวประเสริฐของพระองค์   ในยุคมืดที่สุดของคริสตชน กองทัพทั้งหมดของคริสตชน   (นับจากบาทหลวงโบสถ์ยุคแรกๆไปจนถึงนักปฏิวัติโปแตสแตนท์)   ได้รับชัยชนะจากการขว้างปาด่าทอของมารที่เลวร้ายที่สุด ด้วยวิธีง่ายๆตรงไปตรงมา   นั่นคือการเคลื่อนไหวของประจักษ์พยาน ในรูปแบบการดำเนินชีวิตของพวกเขานั่นเอง

 

วิวรณ์ 12:11   ให้ภาพโบสถ์คริสตชนที่ได้รับชัยชนะ   พระวจนะพรรณนาถึงโบสถ์ที่เต็มไปด้วยผู้ชนะคืออัครสาวก   ผู้พลีชีพ   นักปฏิวัติและชาวคริสตชนที่ซื่อสัตย์คนอื่นๆ   คำพยานของความเมตตา   ความกล้าหาญ   ความซื่อสัตย์และการมีชัยชนะของพวกเขาสามารถทำให้เกิดฟ้าผ่าลงมานับศตวรรษจนโลกขยับได้เลยทีเดียว    เพราะซาตานล้มเหลวในการทำลายพระบุตรของพระเจ้าเมื่อพระองค์ทรงอยู่บนโลกในสภาพเนื้อหนัง   เดี๋ยวนี้มารได้ค้นหาหนทางที่จะทำลายโบสถ์ของพระคริสต์   โบสถ์จึงได้รับทั้งกำลังใจและคำเตือนว่า

 

เมื่อพญานาคตัวนั้นเห็นว่ามันถูกโยนลงไปที่แผ่นดินโลกแล้ว   มันก็ไล่ตามหญิงที่คลอดบุตรชายนั้น   แต่พระเจ้าประทานปีกของนกอินทรีใหญ่สองปีกแก่หญิงคนนั้น เพื่อว่านางจะบินเข้าไปในถิ่นทุรกันดารให้พ้นหน้างูตัวนั้น ไปยังสถานที่ของนางที่ซึ่งนางจะได้รับการเลี้ยงดูตลอดหนึ่งวาระ   สองวาระ   และครึ่งวาระ   งูตัวนั้นก็พ่นน้ำออกจากปากเหมือนอย่างแม่น้ำไหลตามหญิงคนนั้น   เพื่อจะทำให้นางถูกน้ำซัดไป   แต่แผ่นดินช่วยหญิงคนนั้นไว้   โดยแยกออกเป็นช่องแล้วกลืนน้ำที่พญานาคพ่นออกจากปาก

วิวรณ์ 12:13-16

เหมือนคำทำนาย   ช่วงเวลายุคมืดของคริสเตียน   ซาตานส่ง   “แม่น้ำ”   ของการก่อกวน   “มากวาด”   โบสถ์   “ให้ลอยไปกับกระแสน้ำที่เชี่ยว”   นี่คือการทำสงครามจิตวิญญาณ   มันร้ายสุดขีด   ซาตานต้องการทำลายอิทธิพลของพระคริสต์ โดยให้โบสถ์ของพระองค์ลอยออกไป   และมันใช้กลอุบายทุกอย่าง ที่ความอัจฉริยะแห่งความชั่วร้ายของมันจะคิดขึ้นมาได้   พญานาคแทนถึงซาตานเป็นสิ่งแรก   แต่ขอให้จำไว้ว่าซาตานจะโจมตีสถาบันของมนุษย์ เหมือนพญานาคที่โจมตีประชาชาติของพระเจ้า   มันพยายามใช้กษัตริย์แห่งกรุงโรมเฮรอท ฆ่าพระคริสต์ทันทีที่พระองค์ทรงบังเกิด   พระองค์ทรงทำงานผ่านคู่แข่งทางศาสนาที่อิจฉาพระคริสต์ ที่คอยเดินย่องเข้ามาและคอยรบกวนพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป   และในที่สุดมันก็รู้สึกปลอดภัยเพราะการประหารพระองค์บนไม้กางเขนนั้นสำเร็จ   แต่ชัยชนะที่เห็นได้ชัดเจนของซาตานกลับกลายเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระคริสต์ต่างหาก   จากความโกรธแค้นในความพ่ายแพ้ของมันที่ไม้กางเขน   ซาตานจึงได้เบนความโกรธของมันไปที่โบสถ์ที่พระเยซูทรงก่อตั้งขึ้น

 

ในช่วงเวลาหลายสิบปีหลังจากการตรึงกางเขนของพระคริสต์   คนหลายพันคนเสียชีวิตที่โรงละครโบราณที่กรุงโรม   ที่สนามกีฬาหลายแห่ง   ที่ลานกว้างของเมืองหลายแห่ง   ที่คุกใต้ดินในปราสาทมากมายและถิ่นทุรกันดารที่อยู่หลบออกไป เป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษที่ผู้มีอำนาจเริ่มจับพระเยซูมาลงโทษในครั้งนี้

 

แต่หลังจากการตายของอัครสาวกทั้งหลาย   ความเปลี่ยนแปลงได้เริ่มคีบคลานเข้ามาในโบสถ์อย่างช้าๆ   ในช่วงศตวรรษที่สองที่สามและที่สี่   โบสถ์หลายแห่งเริ่มเปลี่ยนแปลง   (และบางครั้งถึงแม้จะถูกคัดค้าน)   จากความจริงในคำสอนของพระคริสต์และของอัครสาวกของพระองค์   ผู้นำอัครสาวกบางคนเริ่มจับคริสตชนเหล่านั้นที่ยืนยันในความบริสุทธิ์ของความเชื่อในพระคัมภีร์ใหม่มาลงโทษ

 

นักวิชาการทั้งหลายคาดว่า   มีคนประมาณ 50 ล้านคนที่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อศาสนาเสียชีวิตลง  ในความพยายามที่ล้มเหลวที่มารต้องการทำลายโบสถ์ให้ราบคาบ   มารจึงส่ง   “แม่น้ำ”   มาก่อกวน   และสอนคำสอนทางศาสนาที่ผิดๆ   “มากวาดนาง   [โบสถ์]   ออกไปด้วยน้ำเชี่ยว”   “แต่โลกช่วยนางไว้โดย......กลืนแม่น้ำ”   ของการก่อกวนและคำสอนทางศาสนาที่ผิดๆนั้นเสีย

 

ในช่วงการก่อกวนในยุคกลางเหล่านี้   โบสถ์ที่แท้จริงได้ถอนตัวออกจากความเป็นผู้นำของพวกที่ไม่มีความศรัทธา และอพยพไปใน   “สถานที่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับเธอในถิ่นทุรกันดาร”   นับเป็นโชคดีที่ประชาชาติที่ศรัทธาในพระเจ้ามี   “สถานที่สงบเงียบที่ถูกจัดเตรียมไว้   [เพื่อนาง]   โดยพระเจ้าทรงเลี้ยงดูนางอย่างปลอดภัยเป็นเวลาหนึ่งพันสองร้อยหกสิบวัน”   (วิวรณ์ 12:6, มีการเพิ่มรายละเอียดในพระคัมภีร์ใหม่ แต่สิ่งที่อยู่ในวงเล็บเป็นของดั้งเดิม)   ในการทำนายนี้ได้บรรลุผลสำเร็จในระหว่าง 1260 ปีของการก่อกวน   คือจากค.ศ. 538 ถึง 1798   (ขอให้จำไว้เสมอว่าหนึ่งวันคือหนึ่งปี   ซึ่งเป็นเครื่องหมายในการเผยพระวจนะพระคัมภีร์   ขอให้ดู เอเสเคียล 4:6)

 

ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่เป็นยุคมืดนี้   คริสตชนที่เชื่อพระคัมภีร์อย่างศรัทธาแรงกล้า ได้ลี้ภัยไปทุกที่ที่พวกเขาสามารถจะทำได้เช่น   ในหุบเขาวาลเดนเซียนของอิตาลีตะวันตก   ฝรั่งเศสตะวันออก   และโบสถ์เซลติคของเกาะอังกฤษหลายเกาะ   ผู้เผยแพร่ศาสนาเช่น แพทริคแห่งไอร์แลนด์   โคลัมบาแห่งไอโอนา   และเออีแดนแห่งลินดีสฟาร์นได้จัดเทศนาพระวจนะของพระเจ้าที่ศูนย์ลับของการเรียนรู้   ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ฝึกคนหนุ่มขึ้นมาเพื่อแบ่งปันข่าวประเสริฐที่บริสุทธิ์ในเวลาแห่งความเขลา   ความเชื่อในไสยศาสตร์และการไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่าง   (สำหรับรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับโบสถ์ที่รกร้างว่างเปล่าและช่วงเวลา 1260 ปีแห่งความลำบากและโต้เถียงกันอย่างรุนแรง   ขอให้แน่ใจว่าท่านจะลงเรียน   พระเจ้าทรงสนพระทัยในดาเนียล   และ   พระเจ้าทรงสนพระทัยในวิวรณ์    เพิ่มเติม   เมื่อท่านจบชุดของ ค้นพบ นี้อย่างสมบูรณ์)

 

ผ่านมาศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า   ประวัติศาสตร์ของโบสถ์   (เหมือนที่มีโครงเรื่องที่ถูกต้องในวิวรณ์)   เรามาถึงยุคของเราในตอนนี้   ซึ่งโบสถ์ที่แท้จริงของพระคริสต์ได้เริ่มตั้งแต่ค.ศ. 1798

 

โบสถ์ของพระเจ้าในทุกวันนี้ของเรา

อย่างที่เราอาจจะคาดว่า   พญานาคยังคงโกรธประชาชาติของพระเจ้า   สงครามที่มองไม่เห็นที่ยิ่งใหญ่ยังคงมีต่อไป   แท้จริงแล้วซาตานโจมตีโบสถ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงแค่ก่อนที่พระเยซูเสด็จมา   ขอให้จดไว้ว่าการกระทำสุดท้ายในละครมีการสรุปคำทำนายว่า

 

แล้วพญานาค   [มาร]   ก็โกรธแค้นหญิงนั้น   [โบสถ์ของพระเจ้า]   มันจึงออกไปทำสงครามกับพงศ์พันธุ์ที่เหลืออยู่ของนาง    คือคนทั้งหลายที่รักษาพระบัญญัติของพระเจ้า และยึดถือคำพยานของพระเยซู

วิวรณ์12:17

การทำนายนี้เพ่งเล็งมาที่ยุคเรา   ซาตานโกรธแค้น   มันออกไปทำสงครามกับ   “พงศ์พันธุ์”   “ที่เหลือ”   ของนางคือประชาชาติร่วมสมัยของพระเจ้า   โปรดสังเกตว่าโบสถ์คริสเตียนหลังสุดท้ายอธิบายเครื่องหมายไว้อย่างแน่นอนว่าพวกเขา   “ประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้าและยึดถือคำพยานของพระเยซู

 

1. ผู้มีความเชื่อวาระสุดท้ายเหล่านี้ที่   “ยึดถือคำพยานของพระเยซู   ด้วยการยึดติดอย่างศรัทธาแรงกล้าในคำสอนศาสนาพระวจนะที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า   พวกเขาเป็นประจักษ์พยานของพระเยซูผ่านการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรร   พวกเขาค้นพบว่าความจริงที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในพระคัมภีร์ได้ปลุกความรักและการเสียสละของพระคริสต์   ชนชาติที่ได้รับการดูแลต้องการแบ่งปันความยินดีในการดำเนินชีวิต   “ในพระคริสต์”   กับคนอื่นๆ

 

2. คริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้เป็นชนชาติของคำทำนาย   การรับเป็น   “คำพยานของพระเยซูคริสต์”   สามารถทำให้ยอห์นเขียนหนังสือวิวรณ์   (วิวรณ์ 1:1-3)   กลุ่มสุดท้ายของผู้เชื่อได้รับของประทานเหมือนๆกันคือการเป็นพยานโดยตรงจากพระเจ้าผ่านผู้ส่งสารบนโลก   ยอห์นให้คำนิยามว่า   “เป็นคำพยานของพระเยซู”   เป็นเหมือน   “จิตวิญญาณของคำทำนาย”   (วิวรณ์ 19:10)   ของประทานของพวกเขาของคำทำนายมุ่งเพ่งเล็งไปที่บทวิวรณ์ของพระเจ้า   ในงานที่ได้รับมอบหมายและชะตากรรมสุดท้ายของพวกเขาเหล่านั้น

 

3. คริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้ได้ถูกนิยามไว้ว่าเป็น พวกเขาซึ่งประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้า พวกเขาไม่เพียงแต่ปกป้องความสมบูรณ์ของพระบัญญัติสิบประการเท่านั้น   แต่พวกเขายังประพฤติอีกด้วย   “ความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจ   [ของเรา]   โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์”   (โรม 5:5)   ความรักของพระเจ้าให้ความยินดีแก่ผู้ที่เชื่อฟัง   (โรม 13:8-10)

 

โบสถ์ของอัครสาวกแสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบัญญัติของพระเจ้าและคริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้   มีจุดยืนที่เหมือนกันคือการทำตามตัวอย่างพระคริสต์และโบสถ์ยุคแรกๆที่เชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า   ความยิ่งใหญ่นี้ยั่วให้ศัตรูของเราคือพญานาคโกรธเคือง   มารทำสงครามกับ   “พงศ์พันธุ์”   “ที่เหลือ”   ของนางนั้น   เพราะพวกเขายึดถือคำพยานเป็นจริงที่ยิ่งใหญ่   คือความรักแท้สำหรับพระเจ้าที่ให้กับเหล่าสาวกที่เชื่อฟัง    เหมือนที่พระเจ้าทรงรับสั่งว่า

 

ถ้าพวกท่านรักเรา   ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา

        ยอห์น 14:15

ท่านค้นพบสิ่งนี้ในชีวิตท่านหรือไม่?   การดำเนินชีวิตของคริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้แสดงว่า   (ในพระคริสต์)   นั้นเป็นไปได้ที่จะรักพระเจ้าอย่างหมดจิตหมดใจและรักเพื่อนบ้านของเราเหมือนรักตัวเราเอง   คุณภาพเหล่านี้   การรักพระเจ้า   และการรักคนอื่นๆรวมถึงพระบัญญัติสิบประการของพระเจ้า   (มัทธิว 22:35-40)

 

พระบัญญัติข้อที่สี่ขอให้เรารักษาวันเสาร์   (วันที่เจ็ดของสัปดาห์)   เป็นวันสะบาโต   เพราะความรักต่อพระเยซูได้ฝังพระบัญญัติสิบประการทั้งหมดในจิตใจพวกเขาเหล่าคริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้   ให้เป็นผู้รักษาวันสะบาโต   มารทำการทดลองใจหลายๆอย่างที่จะตัดข้อที่สี่ของพระบัญญัติออกไปจากแท่นหิน   ซึ่งพระเจ้าทรงเขียนไว้แต่ก็ไม่สามารถจะลบออกไปจากจิตใจของผู้มีความเชื่อที่ศรัทธาอย่างแรงกล้าได้

 

พระเจ้าทรงมีการเคลื่อนไหวในวาระสุดท้ายแน่ๆ   คือนำชายหญิงทั้งหลายให้กลับมาประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์   คือพระองค์ทรงเรียกประชาชาติของพระองค์กลับไปจงรักภักดีต่อพระองค์   วันสะบาโตเป็นสัญญลักษณ์ว่า   พระเจ้าทรงเป็นทั้งพระผู้สร้าง   พระเจ้าแห่งโลกนี้และพระเจ้าของชีวิตของเราแต่ละคน   วันสะบาโตเป็นเหมือนหัวใจการวิงวอนครั้งสุดท้ายของพระเจ้า ถึงประชาชาติของพระองค์ใน   วิวรณ์บทที่ 12 ถึง 14

 

ฑูตสวรรค์ทั้งหมดในสวรรค์เรียงแถวกันมาหลังจากที่คริสตชนพบวาระสุดท้าย ซึ่งอธิบายไว้แล้วในบทเหล่านี้   พวกเขาอาจจะดูเหมือนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลก   แต่การอธิษฐานของพวกเขาได้เรียกกองทัพฑูตสวรรค์บนสวรรค์มาอยู่ข้างๆพวกเขา   และพระผู้ช่วยให้รอดบาปที่ยังทรงพระชนม์ก็มาเป็นเพื่อนพวกเขาอย่างสม่ำเสมอด้วย   และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรง   “ทำให้พวกเขาเข้มแข็งด้วยพระฤทธานุภาพในตัวคน”   พระสัญญาเป็นสิ่งที่แน่นอน   พวกเขาจะชนะซาตาน   “โดยพระโลหิตของพระเมษโปดกและด้วยคำพยานของพวกเขาเอง”   (วิวรณ์ 12:11)

 

ท่านปรารถนาที่จะเป็นหนึ่งในคริสตชนวาระสุดท้ายเหล่านี้หรือไม่   ผู้ซึ่ง   “ประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้า”   และ   ยึดถือคำพยานของพระเยซู”?   ทำไมไม่ตัดสินใจซะตอนนี้เลยล่ะ

 

ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเป็นที่รัก ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณเหลือเกินสำหรับพระคัมภีร์    ซึ่งเป็นพยานที่ชัดเจนที่มอบให้พวกเรา    ให้รู้ถึงวิธีที่พวกเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติในวาระสุดท้ายของพระเจ้า ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ   ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ยอมจำนนชีวิตให้กับข่าวประเสริฐตลอดไป    เพื่อรักษาพระบัญญัติและความเชื่อของพระเยซู    โปรดรักษาข้าพระองค์ให้เข้าใกล้พระคริสต์ขณะที่เรามีชีวิตของการปฏิบัติตาม และเชื่ออย่างสิ้นเชิงในพระสิริตลอดไป    ข้าพระองค์ขออธิษฐานในนามของพระเยซูคริสตเจ้า   อาเมน

__________________

ค้นพบ บทที่ 25

ทุกวันนี้เราสามารถหาโบสถ์ของพระเจ้าได้หรือไม่?  (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 25)

1. ใน   วิวรณ์ 12   หญิงที่สวมดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์   แทนถึง

โบสถ์คริสตชน

รัฐยิวแห่งอิสราเอล

 

2. เด็กที่หญิงคนนั้นให้กำเนิดคือ

เป็นพระคริสต์

เป็นมาร

 

3. พญานาคผู้ซึ่งพยายามทำลายลูกแรกเกิดของเธอคือ

ผู้นำศาสนาทั้งหลาย

มาร

 

4. สักวันหนึ่งพระเยซูจะสามารถทำลายซาตานได้เมื่อ

พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

พระองค์ได้ทรงบังเกิด

 

5. โบสถ์ของคริสตชนสามารถเอาชนะซาตานผ่านทางพระโลหิตที่ชำระล้างของพระคริสต์

ถูก

ผิด

 

6. โบสถ์ที่แท้จริงของพระเจ้าในวันสุดท้ายนี้ของประวัติศาสตร์โลกเป็น

รักพระคริสต์มากพอที่จะรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ทั้งหมดรวมทั้งการรักษาวันสะบาโตในวันที่เจ็ด

ได้เปลี่ยนพระบัญญัติของพระเจ้าและนมัสการวันอาทิตย์

 

7. ในทุกวันนี้ประวัติศาสตร์ของโบสถ์ของพระเจ้าอธิบายได้ในสามลักษณะคือ: ยึดถือคำพยานของพระเยซู   (วิวรณ์ 12:17)   รักษาพระบัญญัติของพระเยซู   (วิวรณ์ 12:17)   และหัวใจของการเผยพระวจนะ   (วิวรณ์ 19:10)   สิ่งนี้มีความหมายต่อท่านอย่างไร?

 

8. อะไรที่ทำให้ผู้ที่เชื่อฟังมีความยินดีและมีความปรารถนาสำหรับคริสเตียน?

ความรักในพระเจ้า

พระสัญญาแห่งสวรรค์

มีความสัมพันธ์กับพระเยซู

รางวัลแห่งความตายที่ไม่นิรันดร์

 

9. วิวรณ์ 14:12 กล่าวว่า   "นี่แหละคือความทรหดอดทนที่พวกธรรมิกชนจะต้องมี   คือพวกที่ถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า   และจงรักภักดีต่อพระเยซู"   พระบัญญัติของพระเจ้าคืออะไร?

 

10. ความเชื่อของพระเยซูคืออะไร?

 

11. คำถามที่เป็นหัวใจ:  คำถาม? แสดงความคิดเห็น? ที่ว่างนี้สำหรับท่าน:

 

 

 




Progress