ค้นพบ
บทที่ 25
ทุกวันนี้เราสามารถหาโบสถ์ของพระเจ้าได้หรือไม่?
· โบสถ์ที่พระเยซูเป็นผู้จัดตั้ง
· บทละครที่พ่ายแพ้ของซาตาน
· โบสถ์คริสตชนที่ขัดแย้งกับซาตาน
· โบสถ์ของพระเจ้าในทุกวันนี้ของเรา
ทุกวันนี้เราสามารถหาโบสถ์ของพระเจ้าได้หรือไม่?
เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนที่โรมันคาทอลิกและโปรเทสแตนท์ ทำสงครามกันอย่างรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือ ถึงแม้ว่าทั้งคู่สาบานที่จะมีความจงรักภักดีต่อพระคัมภีร์ก็ตาม จากการเลื่อมสลายของระบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก บ่อยครั้งที่ศาสนาคริสต์นิกายออโทดอกซ์ นิกายโรมันคาทอลิกและมุสลิมสังหารกันเอง เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเชื่อทางศาสนาของตน และเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระเบิดขึ้น ระหว่างความเชื่อของชาวยิวและชาวมุสลิม ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็มีต้นกำเนิดในพระคัมภีร์เก่าเหมือนกัน
ในปัจจุบันนี้ ไม่น่าประหลาดใจที่ประชาชนจะคอยหลบปืนของคนที่ตะโกนร้องปาวๆถึงความจริง ความเชื่อและเรียกหาความจงรักภักดีเสียเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกันเราก็กำลังหาที่ที่จะยืน หาความจริงที่จะเชื่ออย่างหมดจิตหมดใจเช่นกัน
ปัจจุบันนี้บางคนก็กระตุ้นเราให้ “หาความจริงส่วนตัวด้วยตัวท่านเอง” และพวกเขาก็ทำให้เรามั่นใจว่า “พระเจ้า” ทรงสถิตพักอยู่ที่ไหนสักแห่งในใจของเรา แต่มันก็ไม่ค่อยช่วยปลอบใจซะเท่าไรกับความจริงที่เราจะต้องดำเนินการหา เมื่อเรามองเข้าไปถึงความถูกต้องก็ทำให้เรากลัวที่จะเชื่อเสียแล้ว ซึ่งไม่มีความจริงอันใดใต้ขอบฟ้านี้จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความจริงส่วนตัวของเราเอง
นั่นเป็นภาวะวิกฤตของเราในปัจจุบัน เราต้องการสถานที่ซึ่งมีความหมายที่จะยืนบนโลก ซึ่งเราก็กลัวว่าจะพบกับสถานที่ที่พวกโรคจิตจะมาอยู่ด้วยเหมือนกัน
โชคดีที่พระเจ้าทรงเตรียมข่าวพิเศษสำหรับเราในช่วงเวลานี้ บ่อยครั้งที่พระเจ้าทรงมอบข่าวพิเศษตรงกับความต้องการของคนรุ่นต่างๆกัน เช่นข่าวที่จะช่วยอาดัมและเอวาหลังจากความบาปมาสู่โลกของเขาทั้งสอง หรือข่าวที่มายังโลกก่อนที่จะเกิดวิบัติน้ำท่วมโลก หรือข่าวสำหรับอิสราเอลเมื่อแอซซิเรียหรือบาบิโลนถูกคุกคาม
พระเยซูเสด็จมากับข่าวพิเศษสำหรับรุ่นพระองค์ และพระองค์ทรงมีข่าวพิเศษสำหรับยุคของพวกเรา ในการมอบสถานที่ที่ให้เราได้ยืนกัน เราพบสิ่งนี้ในพระคัมภีร์หนังสือพระวจนะของดาเนียลและวิวรณ์ พระวจนะวิวรณ์บทที่ 12 และ 14 สรุปถึงข่าวประเสริฐของพระเจ้าสำหรับเราในวันนี้ เราจะมาดูข่าวประเสริฐเหล่านั้นกันใน ค้นพบ นี้
โบสถ์ที่พระเยซูเป็นผู้จัดตั้ง
การมีชีวิตและการสอนของพระเยซูได้สร้างการรวมตัวของความเชื่อ และการมีสามัคคีธรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิดในโบสถ์ของอัครสาวกที่พระองค์ทรงจัดตั้งขึ้น คริสตชนในโบสถ์อัครสาวกนี้จะรู้แน่ชัดว่าใครที่ห่างไกลจากความเชื่อของพวกเขา พวกเขาจะสร้างความสัมพันธ์ที่คุ้นเคยกับพระคริสต์ที่ทรงฟื้นขึ้น อัครสาวกเปาโลให้ภาพความผูกพันอย่างใกล้ชิดเหมือนเป็นคู่ที่แต่งงานกันดังนี้
“เพราะว่าข้าพเจ้าหมั้นท่านไว้กับสามีคนเดียว เพื่อถวายพวกท่านให้เป็นหญิงพรหมจารีบริสุทธิ์ แด่พระคริสต์”
— โครินธ์ ฉบับที่สอง 11:2 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดไว้ เนื้อความในพระคัมภีร์ทั้งหมดใน ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์สากลฉบับใหม่ [เอ็นไอวี]แปลไทยจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998) , ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต)
ตามที่เปาโลกล่าวไว้ โบสถ์เป็นเหมือนหญิงบริสุทธิ์ เป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ ความเปล่งปลั่งและบริสุทธิ์ในหญิง เป็นเหมือนเจ้าสาวที่มีสัญลักษณ์ตรงกับโบสถ์อันเป็นที่รักของพระคริสต์
ในพระคัมภีร์เก่าก็ใช้คำอุปมาเช่นเดียวกัน ในการอธิบายอิสราเอลซึ่งเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก พระเจ้าตรัสกับอิสราเอลว่า “ความรักของเจ้าครั้งเจ้าเป็นสาว” (เยเรมีย์ 2:2) และ “เพราะเราเป็นนายของเจ้า” (เยเรมีย์ 3:14) ถึงแม้คำว่า “โบสถ์” จะไม่ใช้ในพระคัมภีร์เก่าของท่าน พระคัมภีร์ใหม่ได้พูดกับอิสราเอลดังนี้ “ที่อยู่ในชุมนุมชนในถิ่นทุรกันดาร” (กิจการของอัครฑูต 7:38, ฉบับคิงส์เจมส์)
ในหนังสือวิวรณ์ ยอห์นพูดถึงโบสถ์เป็นเหมือนหญิงด้วยว่า
“และมีหมายสำคัญยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งปรากฏในสวรรค์ คือผู้หญิงคนหนึ่งสวมดวงอาทิตย์เป็นเสื้อผ้า และมีดวงจันทร์อยู่ใต้เท้าของนาง บนศีรษะของนางมีมงกุฎที่เป็นดาวสิบสองดวง”
— วิวรณ์ 12:1
คำอธิบายถึงหญิงนี้ชี้ว่าในใจของยอห์นนั้นมีการเปลี่ยนชนชาติของพระเจ้า คืออิสราเอลในพระคัมภีร์เก่าเป็นโบสถ์ของพระองค์ในพระคัมภีร์ใหม่
1. หญิงนั้น “สวมดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์” สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าโบสถ์ส่องแสงเหมือนแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน เพราะว่าสวมเสื้อผ้าต่อเบื้องพระพักตร์พระเกียรติคุณของพระคริสต์ พระเยซูทรง “เป็นความสว่างแห่งโลก” (ยอห์น 8:12) ที่ฉายแสงให้สมาชิกในโบสถ์ของพระองค์โดยทั่ว แล้วเขาเหล่านั้นก็กลายเป็น “ความสว่างแห่งโลก” (มัทธิว 5:14)
2. หญิงนั้นมี “ดวงจันทร์อยู่ใต้เท้าของนาง” ดวงจันทร์แทนถึงการสะท้อนแสงของข่าวประเสริฐ ในการเสียสละและพิธีต่างๆของชนชาติของพระเจ้าในพระคัมภีร์เก่า ดวงจันทร์อยู่ “ใต้เท้าของนาง” หมายถึงแสงสะท้อนของข่าวประเสริฐในพระคัมภีร์เก่า ที่จะมีความเป็นจริงของชีวิต ทรงพันธกิจ การสิ้นพระชนม์และ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์มาแทนที่
3. หญิงนั้นมี “มงกุฎที่เป็นดาวสิบสองดวงบนศีรษะของนาง” ดวงดาวแทนถึงอัครสาวกสิบสองคนได้อย่างลงตัว บุคลิคของชายชนชั้นสูงซึ่งเป็นพยานเกี่ยวกับพระเยซูซึ่งฉายแสงแพรวพราวแบบนี้อยู่ทุกๆวัน
ชัดเจนมากสำหรับยอห์นที่อธิบายการเปลี่ยนจากชนชาติในพระคัมภีร์เก่าของพระเจ้า เป็นโบสถ์ของคริสตชนในพระคัมภีร์ใหม่ซึ่งพระเยซูทรงก่อตั้ง
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว ใช้อธิบายบุคลิกลักษณะของหญิงผู้นี้ที่เน้นถึงพันธกิจของโบสถ์คริสเตียน ที่ให้ความสว่างและเป็นบทบาทพื้นฐานของการแบ่งปันข่าวประเสริฐทั้งหลาย
บทละครที่พ่ายแพ้ของซาตาน
การปรากฏของหญิงทำให้เกิดเวทีละครที่ยิ่งใหญ่คือ
“หญิงนั้นมีครรภ์ และร้องด้วยความทรมานเพราะเจ็บครรภ์ แล้วหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็ปรากฏในสวรรค์ นี่แน่ะมีพญานาคสีแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง มันมีเจ็ดหัวและสิบเขา และบนหัวทั้งเจ็ดมีมงกุฎเจ็ดอัน และหางของพญานาคตวัดดวงดาวหนึ่งส่วนสามในท้องฟ้า แล้วทิ้งลงมาบนแผ่นดินโลก และพญานาคตัวนั้นก็ยืนอยู่ข้างหน้าหญิงที่กำลังจะคลอดบุตร เพื่อจะกินบุตรของนางทันทีที่บุตรนั้นคลอดออกมา แล้วนางก็คลอดบุตรชาย ผู้ที่จะครอบครองประชาชาติทั้งหมดด้วยคทาเหล็ก แต่บุตรของนางถูกนำตัวไปเฝ้าพระเจ้ายังพระที่นั่งของพระองค์ และหญิงคนนั้นก็หนีเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร ที่นั่นนางมีสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ เพื่อนางจะได้รับการเลี้ยงดูตลอดหนึ่งพันสองร้อยหกสิบวัน”
— วิวรณ์ 12:2-6
กุญแจสามดอกที่มีส่วนร่วมในละครนี้คือ
1. ผู้หญิง ซึ่งอธิบายเรียบร้อยแล้วว่าเป็นโบสถ์ของพระเจ้า
2. บุตรชาย ซึ่งเกิดจากหญิงนี้ “ถูกนำตัวไปเฝ้าพระเจ้ายังพระที่นั่งของพระองค์” และสักวันหนึ่งจะ “ครอบครองประชาชาติทั้งหมด” พระเยซูคริสต์คือบุตรชายคนเดียวเท่านั้นที่เกิดในโลกนี้ ที่นำขึ้นเข้าเฝ้าพระที่นั่งของพระเจ้าและสักวันหนึ่งจะทรงครอบครองประชาชาติทั้งหมด
3. พญานาค แทนถึงมารหรือซาตาน
“ขณะนั้นเกิดสงครามขึ้นในสวรรค์ มีคาเอลกับบรรดาฑูตสวรรค์ของท่าน ต่อสู้กับพญานาค และพญานาคกับบริวารของมันก็ต่อสู้ แต่มันพ่ายแพ้ และพบว่าไม่มีที่อยู่สำหรับพวกมันในสวรรค์อีกต่อไป พญานาคตัวใหญ่นั้นคืองูดึกดำบรรพ์ ที่เขาเรียกกันว่ามารหรือซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลก มันถูกโยนลงมาที่แผ่นดินโลก และเหล่าบริวารของมันถูกโยนลงมากับมันด้วย”
— วิวรณ์ 12:7-9
ภาพชัดเจนขึ้นอีกครั้งและทำให้เราเข้าใจในสัญญลักษณ์ต่างๆ เมื่อมารและบริวารของมัน “ไม่มีที่อยู่ในสวรรค์” มันจึง “ถูกโยนลงมาบนโลก” เมื่อพระเยซูทรงบังเกิดในโลกเกือบสองพันปีก่อน มารพยายามฆ่าพระเยซู (บุตรชาย) ทันทีที่พระองค์ทรงบังเกิด แต่มารพลาดไปและพระเยซูทรง “ถูกนำไปเข้าเฝ้า” ที่พระที่นั่งของพระเจ้า แล้วซาตานจึงคิดที่จะทำลายโบสถ์คริสตชนซึ่งพระคริสต์ทรงจัดตั้งขึ้น แต่ซาตานทำลายไม่สำเร็จไม่ว่าจะเป็นพระคริสต์หรือโบสถ์ของพระคริสต์ก็ตาม
อัครสาวกยอห์นได้มองแวบไปที่ความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ที่ต่อสู้กันบนโลกนี้ระหว่างพระคริสต์และซาตาน เหมือนสงครามที่ใกล้จุดสำคัญที่สุดที่การตรึงกางเขนพระคริสต์ ยอห์นได้ยินเสียงตะโกนร้องจากสวรรค์ว่า
“บัดนี้ความรอดและฤทธิ์เดชและอาณาจักรของพระเจ้าของเรา และสิทธิอำนาจของพระคริสต์ของพระองค์มาถึงแล้ว เพราะว่าผู้กล่าวหาพี่น้องของเรา ถูกโยนลงไปแล้ว คือผู้ที่กล่าวหาพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าของเราทั้งกลางวันและกลางคืนนั้น”
— วิวรณ์12:10 (เปรียบเทียบกับยอห์น 12:31,ฉบับคิงส์เจมส์)
พระเยซูทรงชนะเหนือซาตานที่ไม้กางเขน บนไม้กางเขนพระเยซูทรงยืนยันถึงแผนการที่แน่นอนของการช่วยให้รอดจากบาป พระเจ้าทรงจัดหา “ฤทธิ์เดช” เพื่อต่อสู้กับซาตานที่เจ้าเล่ห์ “อาณาจักรของพระเจ้า” ถูกทำให้ปลอดภัยและ “สิทธิอำนาจ” ของพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป เป็นการยืนยันของมหาปุโรหิตและกษัตริย์ของเรา
“การช่วยให้รอดจากบาปได้เกิดขึ้นแล้วเดี๋ยวนี้” เป็นการประกาศว่าเหตุการณ์การสวมมงกุฎในประวัติศาสตร์จะมาถึง การบังเกิดของพระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของโลกทรงเข้ามาแทนที่ (พระวจนะที่ 5) ถึงแม้ต้องพบการทดลองใจที่ดุร้ายของซาตานแต่พระเยซูยังทรงไม่มีบาป พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์และทรงลุกขึ้นมาจากหลุมศพ นับเป็นชัยชนะเหนือบาปและความตาย (พระวจนะที่ 10) ซาตานแพ้ตลอดกาล (พระวจนะที่ 7-9) ไม้กางเขนเป็นการขยายพระฤทธานุภาพอย่างเต็มที่ (พระวจนะที่ 10-11)
การประกาศ “การช่วยให้รอดจากบาปได้มาถึงแล้วเดี๋ยวนี้” ไม่เพียงแต่ทำให้ยอห์นสนใจเท่านั้นแต่ชนชาติทั้งหมดในเอกภพก็สนใจด้วย
“เพราะเหตุนี้จงรื่นเริงยินดีเถิด สวรรค์และบรรดาผู้ที่อยู่ในสวรรค์! แต่วิบัติจะมีแก่แผ่นดินโลกและทะเล เพราะว่ามารได้ลงมาหาเจ้าทั้งหลาย! ด้วยความเดือดดาลอย่างยิ่ง เพราะมันรู้ว่าเวลาของมันมีน้อย”
— วิวรณ์ 12:12
สวรรค์ทั้งหมดฉลองชัยชนะของพระเยซู พระคริสต์ทรงทำลายคำอ้างของซาตานซึ่งอาจเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในสวรรค์ และซาตานพ่ายแพ้ตลอดไปในคำอ้างของมันในโลกของเรา กับการก้าวในพระคริสต์อย่างมั่นคงแน่นหนาโบสถ์ของคริสตชนจึงเดินเรียงแถวกันไปข้างหน้าด้วยชัยชนะ
โบสถ์คริสตชนที่ขัดแย้งกับซาตาน
ก่อนที่พระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์ พระองค์ทรงก่อตั้งโบสถ์คริสตชน (ใช้ผู้หญิงเป็นสัญญลักษณ์) พระองค์ทุ่มเทพระชนม์ของพระองค์และทรงสละพระชนม์ของพระองค์ให้กับโบสถ์ การสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์บนไม้กางเขนทำให้โบสถ์คริสตชนมีอำนาจและชนะซาตาน
“พวกเขา [โบสถ์คริสตชน]ชนะพญามาร [ซาตาน] ด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก และด้วยคำพยานของพวกเขาเอง และพวกเขาไม่ได้รักตัวกลัวตาย ”
— วิวรณ์ 12:11
เดี๋ยวนี้พระคริสต์ทรงสามารถใช้พระฤทธานุภาพของพระองค์ (จนเป็นผลแห่งชัยชนะของพระองค์) กับโบสถ์ของพระองค์ เราสามารถเอาชนะดินแดนซึ่งเมื่อก่อนเป็นของซาตาน ก็เพราะพระฤทธานุภาพของไม้กางเขน เพียงแค่เพราะพระเยซูทรงชนะซาตานอย่างเด็ดเดี่ยวบนไม้กางเขน ซึ่งเดี๋ยวนี้พระองค์ยังคงชนะซาตานต่อไป โดยผ่านโบสถ์ของพระองค์ นับเป็นหลายๆศตวรรษของยุคคริสตชนที่ผ่านมา มีบุคลิกลักษณะสามประการที่ทำให้เป็นโบสถ์ที่ได้รับชัยชนะ
1. “เขาทั้งหลายชนะมัน [ซาตาน] ด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก” พระเยซูทรงถูกนำไปที่พระที่นั่งของพระเจ้า ดังนั้นพระองค์จึงทรงสามารถทำให้พระโลหิตของพระองค์มีผลต่อการมีชีวิตของผู้ติดตามพระองค์ พระองค์สามารถลบความบาปของเราและช่วยเราให้รอดจากบาปโดยผ่านพระโลหิตที่ไหลออกมาของพระองค์ (ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 1:7) พระโลหิตของการให้ชีวิตแห่งพระผู้ช่วยให้รอดบาปที่ทรงฟื้นขึ้นมา ยังให้พระฤทธานุภาพแก่เราในการดำเนินชีวิตของคริสตชนที่เจริญแข็งแรงอย่างเนืองนิตย์ (เปโตร ฉบับที่หนึ่ง1:18-20) (สำหรับการอธิบายอย่างสมบูรณ์ในความหมายของพระโลหิตของพระคริสต์ขอให้ดูบทที่ 11 ส่วนที่ 5)
2. “เขาทั้งหลายไม่ได้รักชีวิตของเขามากเสียจนทำให้เขากลัวความตาย” “พระโลหิตของพระเมษโปดก” ทำให้เขาทั้งหลายเต็มใจตาย เพราะเขาทั้งหลายทราบสาเหตุที่ทำให้พระคริสต์ต้องทรงสิ้นพระชนม์ ทำให้พวกเขาไม่ “กลัวความตาย” ผลกระทบของไม้กางเขนสามารถทำให้ผู้พลีชีพรู้สึกถึงงานที่ได้รับมอบหมายในการเผชิญหน้ากับเคราะห์กรรม พระเจ้าทรงได้รับการทรมานอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นพวกเขาจึงเต็มใจที่จะได้รับการทรมานนั้นบ้าง
ถึงแม้จะเป็นเด็กแต่ก็ยังรู้จักเสียสละมากที่สุดเป็นเหมือนกัน ดังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคุณแม่ชาวคริสเตียนคนหนึ่ง ซึ่งถูกโยนเป็นเหยื่อให้สิงโตในสนามกีฬาแห่งกรุงโรม สาเหตุเพราะความจงรักภักดีที่มีมากที่สุดของเธอต่อพระคริสต์ เธอไม่ยอมถอนคำพูดว่าเธอไม่ใช่คริสเตียน ลูกสาววัยรุ่นของเธอเห็นภาพที่โหดร้ายนั้น แต่แทนที่เธอจะกลัวแล้วหันหลังกลับ เปล่าเลย ในใจเธอรู้สึกถึงความเสียสละอันใหญ่หลวง ขณะที่สิงโตเข้าจู่โจมแม่ของเธอ เธอยืนขึ้นและร้องว่า “ฉันก็เป็นคริสเตียนด้วยเหมือนกัน” เจ้าหน้าที่แห่งกรุงโรมจึงจับเธอตรงนั้น และโยนเธอให้สัตว์ป่าที่หิวกระหายเหล่านั้นกินด้วยเช่นกัน
เทอร์ทิลเลี่ยน (ผู้นำโบสถ์ในศตวรรษที่สอง) พูดเกี่ยวกับคริสตชนว่า “การทำงานด้วยใจรักเหลือเกินนั้นเป็นเหมือนยี่ห้อที่ติดในตัวเราชาวคริสเตียน สำหรับคนที่เคร่งศาสนาจะพูดว่า ‘ดูสิดูถึงวิธีที่เขาทั้งหลายรักคนอีกคนหนึ่งและพร้อมที่จะตายแทนกันได้’”
คริสตชนผู้รักษาความจริงในพระคัมภีร์ เป็นตัวอย่างของการให้กำลังใจ เมื่อเขาเผชิญกับความตาย นี่เป็นการทดลองใจอย่างทารุณของผู้มีความเชื่อทั้งหลาย ซึ่งยืนยันที่จะซ้อมการรับบัพติศมาโดยการจุ่มมิดน้ำ ดังคำสอนในพระคัมภีร์ที่ว่า
ในปี 1160 เพื่อนๆที่เกี่ยวข้องกับนักบุญเปาโล (แบบตีส) เข้าไปที่เมืองออกซ์ฟอร์ด พระเจ้าเฮนรี่ที่สองทรงรับสั่งให้ตีตราพวกเขาที่หน้าผากด้วยเหล็กร้อน สาธารณชนเฆี่ยนโบยและตีพวกเขาไปตามถนนของเมือง ตัดเสื้อผ้าพวกเขาให้สั้นแค่เอวแล้วพาไปยังประเทศเปิด คนในหมู่บ้านไม่มีใครช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่อยู่อาศัยหรืออาหาร และพวกเขาล้มตายกันไปอย่างช้าๆจากความหนาวเย็นและความอดอยาก”—มัวร์, Earlier and Later Nonconformity in Oxford,หน้า 12
3. “เขาทั้งหลายชนะมัน [ซาตาน] .....โดยการเป็นพยานของพวกเขา” ไม่เพียงแต่คำพูดเท่านั้น แต่รูปการดำเนินชีวิตและการมีชีวิตของพวกเขา เป็นประจักษ์พยานอย่างดีให้กับพระฤทธานุภาพของพระเยซู และข่าวประเสริฐของพระองค์ ในยุคมืดที่สุดของคริสตชน กองทัพทั้งหมดของคริสตชน (นับจากบาทหลวงโบสถ์ยุคแรกๆไปจนถึงนักปฏิวัติโปแตสแตนท์) ได้รับชัยชนะจากการขว้างปาด่าทอของมารที่เลวร้ายที่สุด ด้วยวิธีง่ายๆตรงไปตรงมา นั่นคือการเคลื่อนไหวของประจักษ์พยาน ในรูปแบบการดำเนินชีวิตของพวกเขานั่นเอง
วิวรณ์ 12:11 ให้ภาพโบสถ์คริสตชนที่ได้รับชัยชนะ พระวจนะพรรณนาถึงโบสถ์ที่เต็มไปด้วยผู้ชนะคืออัครสาวก ผู้พลีชีพ นักปฏิวัติและชาวคริสตชนที่ซื่อสัตย์คนอื่นๆ คำพยานของความเมตตา ความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์และการมีชัยชนะของพวกเขาสามารถทำให้เกิดฟ้าผ่าลงมานับศตวรรษจนโลกขยับได้เลยทีเดียว เพราะซาตานล้มเหลวในการทำลายพระบุตรของพระเจ้าเมื่อพระองค์ทรงอยู่บนโลกในสภาพเนื้อหนัง เดี๋ยวนี้มารได้ค้นหาหนทางที่จะทำลายโบสถ์ของพระคริสต์ โบสถ์จึงได้รับทั้งกำลังใจและคำเตือนว่า
“เมื่อพญานาคตัวนั้นเห็นว่ามันถูกโยนลงไปที่แผ่นดินโลกแล้ว มันก็ไล่ตามหญิงที่คลอดบุตรชายนั้น แต่พระเจ้าประทานปีกของนกอินทรีใหญ่สองปีกแก่หญิงคนนั้น เพื่อว่านางจะบินเข้าไปในถิ่นทุรกันดารให้พ้นหน้างูตัวนั้น ไปยังสถานที่ของนางที่ซึ่งนางจะได้รับการเลี้ยงดูตลอดหนึ่งวาระ สองวาระ และครึ่งวาระ งูตัวนั้นก็พ่นน้ำออกจากปากเหมือนอย่างแม่น้ำไหลตามหญิงคนนั้น เพื่อจะทำให้นางถูกน้ำซัดไป แต่แผ่นดินช่วยหญิงคนนั้นไว้ โดยแยกออกเป็นช่องแล้วกลืนน้ำที่พญานาคพ่นออกจากปาก”
— วิวรณ์ 12:13-16
เหมือนคำทำนาย ช่วงเวลายุคมืดของคริสเตียน ซาตานส่ง “แม่น้ำ” ของการก่อกวน “มากวาด” โบสถ์ “ให้ลอยไปกับกระแสน้ำที่เชี่ยว” นี่คือการทำสงครามจิตวิญญาณ มันร้ายสุดขีด ซาตานต้องการทำลายอิทธิพลของพระคริสต์ โดยให้โบสถ์ของพระองค์ลอยออกไป และมันใช้กลอุบายทุกอย่าง ที่ความอัจฉริยะแห่งความชั่วร้ายของมันจะคิดขึ้นมาได้ พญานาคแทนถึงซาตานเป็นสิ่งแรก แต่ขอให้จำไว้ว่าซาตานจะโจมตีสถาบันของมนุษย์ เหมือนพญานาคที่โจมตีประชาชาติของพระเจ้า มันพยายามใช้กษัตริย์แห่งกรุงโรมเฮรอท ฆ่าพระคริสต์ทันทีที่พระองค์ทรงบังเกิด พระองค์ทรงทำงานผ่านคู่แข่งทางศาสนาที่อิจฉาพระคริสต์ ที่คอยเดินย่องเข้ามาและคอยรบกวนพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป และในที่สุดมันก็รู้สึกปลอดภัยเพราะการประหารพระองค์บนไม้กางเขนนั้นสำเร็จ แต่ชัยชนะที่เห็นได้ชัดเจนของซาตานกลับกลายเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระคริสต์ต่างหาก จากความโกรธแค้นในความพ่ายแพ้ของมันที่ไม้กางเขน ซาตานจึงได้เบนความโกรธของมันไปที่โบสถ์ที่พระเยซูทรงก่อตั้งขึ้น
ในช่วงเวลาหลายสิบปีหลังจากการตรึงกางเขนของพระคริสต์ คนหลายพันคนเสียชีวิตที่โรงละครโบราณที่กรุงโรม ที่สนามกีฬาหลายแห่ง ที่ลานกว้างของเมืองหลายแห่ง ที่คุกใต้ดินในปราสาทมากมายและถิ่นทุรกันดารที่อยู่หลบออกไป เป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษที่ผู้มีอำนาจเริ่มจับพระเยซูมาลงโทษในครั้งนี้
แต่หลังจากการตายของอัครสาวกทั้งหลาย ความเปลี่ยนแปลงได้เริ่มคีบคลานเข้ามาในโบสถ์อย่างช้าๆ ในช่วงศตวรรษที่สองที่สามและที่สี่ โบสถ์หลายแห่งเริ่มเปลี่ยนแปลง (และบางครั้งถึงแม้จะถูกคัดค้าน) จากความจริงในคำสอนของพระคริสต์และของอัครสาวกของพระองค์ ผู้นำอัครสาวกบางคนเริ่มจับคริสตชนเหล่านั้นที่ยืนยันในความบริสุทธิ์ของความเชื่อในพระคัมภีร์ใหม่มาลงโทษ
นักวิชาการทั้งหลายคาดว่า มีคนประมาณ 50 ล้านคนที่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อศาสนาเสียชีวิตลง ในความพยายามที่ล้มเหลวที่มารต้องการทำลายโบสถ์ให้ราบคาบ มารจึงส่ง “แม่น้ำ” มาก่อกวน และสอนคำสอนทางศาสนาที่ผิดๆ “มากวาดนาง [โบสถ์] ออกไปด้วยน้ำเชี่ยว” “แต่โลกช่วยนางไว้โดย......กลืนแม่น้ำ” ของการก่อกวนและคำสอนทางศาสนาที่ผิดๆนั้นเสีย
ในช่วงการก่อกวนในยุคกลางเหล่านี้ โบสถ์ที่แท้จริงได้ถอนตัวออกจากความเป็นผู้นำของพวกที่ไม่มีความศรัทธา และอพยพไปใน “สถานที่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับเธอในถิ่นทุรกันดาร” นับเป็นโชคดีที่ประชาชาติที่ศรัทธาในพระเจ้ามี “สถานที่สงบเงียบที่ถูกจัดเตรียมไว้ [เพื่อนาง] โดยพระเจ้าทรงเลี้ยงดูนางอย่างปลอดภัยเป็นเวลาหนึ่งพันสองร้อยหกสิบวัน” (วิวรณ์ 12:6, มีการเพิ่มรายละเอียดในพระคัมภีร์ใหม่ แต่สิ่งที่อยู่ในวงเล็บเป็นของดั้งเดิม) ในการทำนายนี้ได้บรรลุผลสำเร็จในระหว่าง 1260 ปีของการก่อกวน คือจากค.ศ. 538 ถึง 1798 (ขอให้จำไว้เสมอว่าหนึ่งวันคือหนึ่งปี ซึ่งเป็นเครื่องหมายในการเผยพระวจนะพระคัมภีร์ ขอให้ดู เอเสเคียล 4:6)
ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่เป็นยุคมืดนี้ คริสตชนที่เชื่อพระคัมภีร์อย่างศรัทธาแรงกล้า ได้ลี้ภัยไปทุกที่ที่พวกเขาสามารถจะทำได้เช่น ในหุบเขาวาลเดนเซียนของอิตาลีตะวันตก ฝรั่งเศสตะวันออก และโบสถ์เซลติคของเกาะอังกฤษหลายเกาะ ผู้เผยแพร่ศาสนาเช่น แพทริคแห่งไอร์แลนด์ โคลัมบาแห่งไอโอนา และเออีแดนแห่งลินดีสฟาร์นได้จัดเทศนาพระวจนะของพระเจ้าที่ศูนย์ลับของการเรียนรู้ ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ฝึกคนหนุ่มขึ้นมาเพื่อแบ่งปันข่าวประเสริฐที่บริสุทธิ์ในเวลาแห่งความเขลา ความเชื่อในไสยศาสตร์และการไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่าง (สำหรับรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับโบสถ์ที่รกร้างว่างเปล่าและช่วงเวลา 1260 ปีแห่งความลำบากและโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ขอให้แน่ใจว่าท่านจะลงเรียน พระเจ้าทรงสนพระทัยในดาเนียล และ พระเจ้าทรงสนพระทัยในวิวรณ์ เพิ่มเติม เมื่อท่านจบชุดของ ค้นพบ นี้อย่างสมบูรณ์)
ผ่านมาศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า ประวัติศาสตร์ของโบสถ์ (เหมือนที่มีโครงเรื่องที่ถูกต้องในวิวรณ์) เรามาถึงยุคของเราในตอนนี้ ซึ่งโบสถ์ที่แท้จริงของพระคริสต์ได้เริ่มตั้งแต่ค.ศ. 1798
โบสถ์ของพระเจ้าในทุกวันนี้ของเรา
อย่างที่เราอาจจะคาดว่า พญานาคยังคงโกรธประชาชาติของพระเจ้า สงครามที่มองไม่เห็นที่ยิ่งใหญ่ยังคงมีต่อไป แท้จริงแล้วซาตานโจมตีโบสถ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงแค่ก่อนที่พระเยซูเสด็จมา ขอให้จดไว้ว่าการกระทำสุดท้ายในละครมีการสรุปคำทำนายว่า
“แล้วพญานาค [มาร] ก็โกรธแค้นหญิงนั้น [โบสถ์ของพระเจ้า] มันจึงออกไปทำสงครามกับพงศ์พันธุ์ที่เหลืออยู่ของนาง คือคนทั้งหลายที่รักษาพระบัญญัติของพระเจ้า และยึดถือคำพยานของพระเยซู”
—วิวรณ์12:17
การทำนายนี้เพ่งเล็งมาที่ยุคเรา ซาตานโกรธแค้น มันออกไปทำสงครามกับ “พงศ์พันธุ์” “ที่เหลือ” ของนางคือประชาชาติร่วมสมัยของพระเจ้า โปรดสังเกตว่าโบสถ์คริสเตียนหลังสุดท้ายอธิบายเครื่องหมายไว้อย่างแน่นอนว่าพวกเขา “ประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้าและยึดถือคำพยานของพระเยซู”
1. ผู้มีความเชื่อวาระสุดท้ายเหล่านี้ที่ “ยึดถือคำพยานของพระเยซู” ด้วยการยึดติดอย่างศรัทธาแรงกล้าในคำสอนศาสนาพระวจนะที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า พวกเขาเป็นประจักษ์พยานของพระเยซูผ่านการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรร พวกเขาค้นพบว่าความจริงที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในพระคัมภีร์ได้ปลุกความรักและการเสียสละของพระคริสต์ ชนชาติที่ได้รับการดูแลต้องการแบ่งปันความยินดีในการดำเนินชีวิต “ในพระคริสต์” กับคนอื่นๆ
2. คริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้เป็นชนชาติของคำทำนาย การรับเป็น “คำพยานของพระเยซูคริสต์” สามารถทำให้ยอห์นเขียนหนังสือวิวรณ์ (วิวรณ์ 1:1-3) กลุ่มสุดท้ายของผู้เชื่อได้รับของประทานเหมือนๆกันคือการเป็นพยานโดยตรงจากพระเจ้าผ่านผู้ส่งสารบนโลก ยอห์นให้คำนิยามว่า “เป็นคำพยานของพระเยซู” เป็นเหมือน “จิตวิญญาณของคำทำนาย” (วิวรณ์ 19:10) ของประทานของพวกเขาของคำทำนายมุ่งเพ่งเล็งไปที่บทวิวรณ์ของพระเจ้า ในงานที่ได้รับมอบหมายและชะตากรรมสุดท้ายของพวกเขาเหล่านั้น
3. คริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้ได้ถูกนิยามไว้ว่าเป็น “พวกเขาซึ่งประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้า” พวกเขาไม่เพียงแต่ปกป้องความสมบูรณ์ของพระบัญญัติสิบประการเท่านั้น แต่พวกเขายังประพฤติอีกด้วย “ความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจ [ของเรา] โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์” (โรม 5:5) ความรักของพระเจ้าให้ความยินดีแก่ผู้ที่เชื่อฟัง (โรม 13:8-10)
โบสถ์ของอัครสาวกแสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบัญญัติของพระเจ้าและคริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้ มีจุดยืนที่เหมือนกันคือการทำตามตัวอย่างพระคริสต์และโบสถ์ยุคแรกๆที่เชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า ความยิ่งใหญ่นี้ยั่วให้ศัตรูของเราคือพญานาคโกรธเคือง มารทำสงครามกับ “พงศ์พันธุ์” “ที่เหลือ” ของนางนั้น เพราะพวกเขายึดถือคำพยานเป็นจริงที่ยิ่งใหญ่ คือความรักแท้สำหรับพระเจ้าที่ให้กับเหล่าสาวกที่เชื่อฟัง เหมือนที่พระเจ้าทรงรับสั่งว่า
“ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา”
— ยอห์น 14:15
ท่านค้นพบสิ่งนี้ในชีวิตท่านหรือไม่? การดำเนินชีวิตของคริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้แสดงว่า (ในพระคริสต์) นั้นเป็นไปได้ที่จะรักพระเจ้าอย่างหมดจิตหมดใจและรักเพื่อนบ้านของเราเหมือนรักตัวเราเอง คุณภาพเหล่านี้ การรักพระเจ้า และการรักคนอื่นๆรวมถึงพระบัญญัติสิบประการของพระเจ้า (มัทธิว 22:35-40)
พระบัญญัติข้อที่สี่ขอให้เรารักษาวันเสาร์ (วันที่เจ็ดของสัปดาห์) เป็นวันสะบาโต เพราะความรักต่อพระเยซูได้ฝังพระบัญญัติสิบประการทั้งหมดในจิตใจพวกเขาเหล่าคริสตชนในวาระสุดท้ายเหล่านี้ ให้เป็นผู้รักษาวันสะบาโต มารทำการทดลองใจหลายๆอย่างที่จะตัดข้อที่สี่ของพระบัญญัติออกไปจากแท่นหิน ซึ่งพระเจ้าทรงเขียนไว้แต่ก็ไม่สามารถจะลบออกไปจากจิตใจของผู้มีความเชื่อที่ศรัทธาอย่างแรงกล้าได้
พระเจ้าทรงมีการเคลื่อนไหวในวาระสุดท้ายแน่ๆ คือนำชายหญิงทั้งหลายให้กลับมาประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ คือพระองค์ทรงเรียกประชาชาติของพระองค์กลับไปจงรักภักดีต่อพระองค์ วันสะบาโตเป็นสัญญลักษณ์ว่า พระเจ้าทรงเป็นทั้งพระผู้สร้าง พระเจ้าแห่งโลกนี้และพระเจ้าของชีวิตของเราแต่ละคน วันสะบาโตเป็นเหมือนหัวใจการวิงวอนครั้งสุดท้ายของพระเจ้า ถึงประชาชาติของพระองค์ใน วิวรณ์บทที่ 12 ถึง 14
ฑูตสวรรค์ทั้งหมดในสวรรค์เรียงแถวกันมาหลังจากที่คริสตชนพบวาระสุดท้าย ซึ่งอธิบายไว้แล้วในบทเหล่านี้ พวกเขาอาจจะดูเหมือนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลก แต่การอธิษฐานของพวกเขาได้เรียกกองทัพฑูตสวรรค์บนสวรรค์มาอยู่ข้างๆพวกเขา และพระผู้ช่วยให้รอดบาปที่ยังทรงพระชนม์ก็มาเป็นเพื่อนพวกเขาอย่างสม่ำเสมอด้วย และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรง “ทำให้พวกเขาเข้มแข็งด้วยพระฤทธานุภาพในตัวคน” พระสัญญาเป็นสิ่งที่แน่นอน พวกเขาจะชนะซาตาน “โดยพระโลหิตของพระเมษโปดกและด้วยคำพยานของพวกเขาเอง” (วิวรณ์ 12:11)
ท่านปรารถนาที่จะเป็นหนึ่งในคริสตชนวาระสุดท้ายเหล่านี้หรือไม่ ผู้ซึ่ง “ประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้า” และ “ยึดถือคำพยานของพระเยซู”? ทำไมไม่ตัดสินใจซะตอนนี้เลยล่ะ
ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเป็นที่รัก ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณเหลือเกินสำหรับพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพยานที่ชัดเจนที่มอบให้พวกเรา ให้รู้ถึงวิธีที่พวกเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติในวาระสุดท้ายของพระเจ้า ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ยอมจำนนชีวิตให้กับข่าวประเสริฐตลอดไป เพื่อรักษาพระบัญญัติและความเชื่อของพระเยซู โปรดรักษาข้าพระองค์ให้เข้าใกล้พระคริสต์ขณะที่เรามีชีวิตของการปฏิบัติตาม และเชื่ออย่างสิ้นเชิงในพระสิริตลอดไป ข้าพระองค์ขออธิษฐานในนามของพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน
__________________
ค้นพบ บทที่ 25
ทุกวันนี้เราสามารถหาโบสถ์ของพระเจ้าได้หรือไม่? (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 25)
1. ใน วิวรณ์ 12 หญิงที่สวมดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์ แทนถึง
โบสถ์คริสตชน
รัฐยิวแห่งอิสราเอล
2. เด็กที่หญิงคนนั้นให้กำเนิดคือ
เป็นพระคริสต์
เป็นมาร
3. พญานาคผู้ซึ่งพยายามทำลายลูกแรกเกิดของเธอคือ
ผู้นำศาสนาทั้งหลาย
มาร
4. สักวันหนึ่งพระเยซูจะสามารถทำลายซาตานได้เมื่อ
พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
พระองค์ได้ทรงบังเกิด
5. โบสถ์ของคริสตชนสามารถเอาชนะซาตานผ่านทางพระโลหิตที่ชำระล้างของพระคริสต์
ถูก
ผิด
6. โบสถ์ที่แท้จริงของพระเจ้าในวันสุดท้ายนี้ของประวัติศาสตร์โลกเป็น
รักพระคริสต์มากพอที่จะรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ทั้งหมดรวมทั้งการรักษาวันสะบาโตในวันที่เจ็ด
ได้เปลี่ยนพระบัญญัติของพระเจ้าและนมัสการวันอาทิตย์
7. ในทุกวันนี้ประวัติศาสตร์ของโบสถ์ของพระเจ้าอธิบายได้ในสามลักษณะคือ: ยึดถือคำพยานของพระเยซู (วิวรณ์ 12:17) รักษาพระบัญญัติของพระเยซู (วิวรณ์ 12:17) และหัวใจของการเผยพระวจนะ (วิวรณ์ 19:10) สิ่งนี้มีความหมายต่อท่านอย่างไร?
8. อะไรที่ทำให้ผู้ที่เชื่อฟังมีความยินดีและมีความปรารถนาสำหรับคริสเตียน?
ความรักในพระเจ้า
พระสัญญาแห่งสวรรค์
มีความสัมพันธ์กับพระเยซู
รางวัลแห่งความตายที่ไม่นิรันดร์
9. วิวรณ์ 14:12 กล่าวว่า "นี่แหละคือความทรหดอดทนที่พวกธรรมิกชนจะต้องมี คือพวกที่ถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า และจงรักภักดีต่อพระเยซู" พระบัญญัติของพระเจ้าคืออะไร?
10. ความเชื่อของพระเยซูคืออะไร?
11. คำถามที่เป็นหัวใจ: คำถาม? แสดงความคิดเห็น? ที่ว่างนี้สำหรับท่าน: