ค้นพบ
บทที่ 19
การเข้าสู่ชีวิตคริสเตียน
- การรับบัพติศมาคืออะไร?
- ทำไมเราควรรับบัพติศมา?
- ความสำคัญของการรับบัพติศมา
- การรับบัพติศมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
- สาเหตุของความยินดีปรีดา
การเข้าสู่ชีวิตคริสเตียน
เมื่อเร็วๆนี้ ตัวแทนคนหนึ่งของโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ในแอฟริกา ส่งรายงานมาที่เราว่า “เมื่อห้าปีก่อนคณะจัดรายการวิทยุ “เสียงแห่งคำพยากรณ์” ขอให้ผมไปเยี่ยมนักโทษในคุกซึ่งเป็นนักเรียนศึกษาพระคัมภีร์ทางจดหมาย ผมยื่นเรื่องขอเยี่ยมนักโทษส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งเรื่องก็ได้รับการอนุมัติอย่างราบรื่น และเป็นเพราะนักโทษคนนั้น มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะเรียนพระคัมภีร์อย่างละเอียด ผมจึงเข้าเยี่ยมเขาอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากการเยี่ยมครั้งแรกของผมผ่านไปหกเดือน นักโทษคนนั้นขอรับบัพติศมา และขอเข้าร่วมสรรเสริญพระเจ้าในโบสถ์ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจึงตกลงใจเตรียมจัดพิธีการรับบัพติศมาในคุก โดยคนเร่ร่อนและผู้ต้องหาคนอื่นๆร่วมกันเป็นพยานให้กับการรับบัพติศมาครั้งนี้ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดที่ผมเคยจัดมา
หลังจากนั้นไม่นาน น้องชายร่วมพระคริสต์ของเราคนนี้พ้นโทษและได้ออกจากคุก อย่างไรก็ตามเขายังคงใช้เวลาอันมีค่านี้ในการรับใช้พระเจ้าอยู่ดี เมื่อผมถามเขาว่าทำไม ผมได้รับคำตอบว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนไปมากจนกระทั่งเป็นประจักษ์พยานให้กับพระผู้ช่วยให้รอดของเขา และศาสนาของเขา ซึ่งเขาไม่มีความคิดของการเป็นนักโทษหรือการถูกปฏิบัติเยี่ยงนักโทษอีกเลย ชายผู้นี้ได้เป็นหนึ่งในครอบครัวศาสนาของเขา และเดี๋ยวนี้เขาได้เป็นหนึ่งในผู้นำการนมัสการพระเจ้าในโบสถ์ที่มีสมาชิกมากมายของเรา”
การรับบัพติศมาคืออะไร?
เมื่อนักโทษคนนี้ได้กลายเป็นคริสตชน ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ ทำไมจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขาในการเข้ารับบัพติศมา? ในพระคัมภีร์พูดไว้อย่างชัดเจน ถึงความสำคัญและความหมายที่แท้จริงของการรับบัพติศมา ในการสนทนากับนิโคเดมัสหัวหน้าปุโรหิตซึ่งมาหาพระเยซูในยามค่ำคืน แล้วพระเยซูทรงประกาศว่า
“เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้เกิดใหม่ คนนั้นไม่สามารถเห็นแผ่นดินของพระเจ้า”
— ยอห์น 3:3 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดๆไว้ บทความทั้งหมดภาคภาษาอังกฤษในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี] แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
นิโคเดมัสไม่เข้าใจในสิ่งที่พระคริสต์หมายถึง ในที่สุดคนเราสามารถจะ “เกิดใหม่อีก” ได้อย่างไร? ดังนั้นพระเยซูทรงอธิบายว่า
“เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ คนนั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้”
— ยอห์น 3:5
“เกิดจาก.....พระวิญญาณ” เป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นถึงการมีชีวิตใหม่พร้อมการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่ เพราะว่าการเข้ามาในแผ่นดินพระเจ้านั้นเป็นการดำรงอยู่แบบใหม่อย่างสมบูรณ์ มิใช่เป็นเพียงแค่การซ่อมแซมชีวิตเก่า แต่เป็นการเกิดใหม่เลยทีเดียว การที่จิตวิญญาณได้เกิดใหม่ถือเป็นสิ่งสำคัญ และการรับบัพติศมาด้วยน้ำเป็นเครื่องหมายที่เกิดขึ้นบนร่างกายเพื่อวาดภาพ ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจเรานั่นเอง ตัวแทนของเราทำพิธีการรับบัพติศมานักโทษ เพื่อระลึกถึงพันธสัญญาของนักโทษคนนั้นที่จะมีต่อพระเยซูคริสต์ และเป็นเครื่องหมายของการเริ่มยอมรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้สถิตในเขาและแสดงออกในรูปลักษณะนิสัยของเขา
ทำไมเราควรรับบัพติศมา?
การช่วยให้รอดจากบาปของเรา มีการพิจารณาจากการทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของพระคริสต์สามประการคือ
“พระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์.... และทรงถูกฝังไว้.... แล้ววันที่สามพระองค์ถูกทำให้เป็นขึ้นมา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์”
— โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 15:3, 4
พระคริสต์ทรงทำให้การช่วยให้รอดจากบาปนั้นเป็นไปได้โดยผ่านการสิ้นพระชนม์ การถูกฝังและการฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาใหม่ของพระองค์ พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา ทรงถูกฝังแล้วทำให้เป็นขึ้นมาอีกจากหลุมฝังศพเพื่อจะให้ชีวิตใหม่แห่งความยุติธรรมแก่เรา
“ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า เราผู้ที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในการตายของพระองค์? เพราะฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระบิดาทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากตาย โดยพระสิริของพระองค์แล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน”
— โรม 6:3, 4
การรับบัพติศมาแสดงได้ว่า (ในทางนั้น) เราสามารถมีส่วนร่วมในการสิ้นพระชนม์ การถูกฝังและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูจริงๆ การรับบัพติศมาหมายความว่าเราตายไปกับพระคริสต์ และถูกฝังไปกับชีวิตเก่าที่เต็มไปด้วยบาปพร้อมกับพระคริสต์ และเราก็ถูกทำให้เป็นขึ้นมาเพื่อ “อาศัยในชีวิตใหม่” ในพระคริสต์ เราสามารถได้ประโยชน์จากการได้รับการช่วยให้รอดจากบาปเหล่านั้น เสมือนหนึ่งเราอยู่ที่เนินเขาคาลวารี่และที่สวนบริเวณหลุมศพ
การสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ ได้กลายมาเป็นการตายและฟื้นขึ้นมาของเรา นั่นเป็นความจริง ความจริงประการแรกสุดแสดงในรูปความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า พระเจ้าทรงมองเราในฐานะที่เราอยู่ในพระคริสต์ ซึ่งพระโลหิตพระองค์ทรงครอบคลุมบาปของเรา การมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบของพระองค์ทรงครอบคลุมความไม่รู้จักพอของเรา ความจริงประการที่สองแสดงในรูปประสบการณ์ของเรา พระเจ้าทรงสามารถทำให้เราตายต่อบาปเสมือนหนึ่งว่าเราถูกตรึงกางเขน พระองค์ทรงสามารถทำให้จิตวิญญาณของเรามีชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเราถูกทำให้ฟื้นขึ้นจากความตายในจิตวิญญาณ
การรับบัพติศมาทางร่างกายที่แสดงออกอย่างชัดเจนนี้ เป็นสัญญลักษณ์แสดงถึงขั้นตอนในการเปลี่ยนความเชื่อ ประการแรก เราจุ่มจมมิดน้ำเสมือนหนึ่งได้ตายอยู่ในหลุมฝังศพที่กลบเรียบร้อยแล้ว สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าเราตายไปกับพระคริสต์ และฝังการใช้ชีวิตแบบเก่าๆของเราเรียบร้อยแล้ว การรับบัพติศมาเป็นพิธีฝังศพที่เราบอกลาอย่างเป็นทางการกับความบาปที่คอยครอบงำเราอยู่ และแล้วเราได้ถูกยกขึ้นมาจากน้ำโดยการรับบัพติศมาครั้งเดียว ซึ่งเปรียบเสมือนคนที่ถูกทำให้ฟื้นขึ้นจากหลุมศพ การทำเช่นนี้พูดได้ว่าเราเป็น “คนที่ถูกสร้างใหม่” อย่างสมบูรณ์แบบที่พระเจ้าทรงรอคอยที่จะให้ “ชีวิตใหม่” แก่เราอยู่
การจุ่มมิดน้ำเท่านั้นที่เป็นการแสดงออกอย่างถูกต้องถึงความหมายของการรับบัพติศมาอย่างแท้จริง คือการสิ้นพระชนม์ การถูกฝังและการกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง “การรับบัพติศมา” โดยการประพรมไม่ถือเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ได้อย่างเพียงพอ
การตายกับพระคริสต์มีความหมายที่แท้จริงว่าอะไร?
“เรารู้แล้วว่า คนเก่าของเรานั้นถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป [หมายถึงตัวบาปไม่มีพละกำลัง] และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป”
— โรม 6:6
การรับบัพติศมาเป็นการแสดงออกภายนอกของคนที่ต้องทำสิ่งต่อไปนี้ที่อยู่ภายในจิตใจคือ การยอมจำนนทุกสิ่งทุกอย่างต่อพระคริสต์และวางทั้งหมดไว้บนโต๊ะ หากเราเก็บบางสิ่งบางอย่างไว้เป็นความลับ หากเราถือบางสิ่งบางอย่างกลับออกมาจากพระเจ้าแล้วล่ะก็ เราก็ยังคงเป็นเหมือน “ทาสของบาป” ในวิธีทางใดทางหนึ่งนั่นเอง นับเป็นความคิดที่ดีที่ท่านจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการรับบัพติศมา ขอให้ท่านทำการประเมินส่วนตัวแล้วเก็บไว้ทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยทำงานในจิตใจท่าน และร่วมกับท่านเพื่อเปลี่ยนสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้เราเปลี่ยน การก่อร่างสร้างตัวตนของเราจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดในทันที แต่เราต้องยินดีและเต็มใจที่จะมอบชีวิตของเราทั้งหมดไว้ในพระหัตถ์ทั้งสองของพระองค์ เมื่อไรที่เรายอมจำนนต่อพระคริสต์อย่างเต็มที่แล้ว ความต้องการทำบาปของเราจะ “ไม่มีพละกำลัง”
“ข้าพเจ้าถูกตรึงร่วมกับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า”
— กาลาเทีย 2:20
การรับบัพติศมาทำให้ฉันรู้ถึงการประหารชีวิตโดยการตรึงกางเขน ฉันเชิญพระฤทธานุภาพมาในชีวิต คือขอให้ “พระคริสต์ทรงสถิตอยู่กับฉัน” ไม้กางเขนและหลุมศพที่ว่างเปล่าเป็นการแสดงอัศจรรย์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับสิ่งต่างๆได้ด้วยเช่นกัน
เพื่อกระตุ้นความยินยอมและความเต็มใจฝากชีวิตของท่าน ในพระหัตถ์ทั้งสองของพระคริสต์ ขั้นแรกขอให้มองการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์บนไม้กางเขน อย่ามองความบาปที่คอยคุกคามท่านและคัดค้านความตั้งใจของท่าน อย่ามองที่ประวัติหรือความเศร้าที่ผ่านมาของท่าน ให้มองที่พระเยซู หากท่านอธิษฐานและมองอย่างชื่นชม พินิจพิจารณาถึงพระสิริและความกล้าหาญของพระคริสต์บนเนินเขาคาลวารี่แล้ว ท่านจะได้รับแรงดลใจ ท่านจะสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับพระเยซูได้ว่า “โดยพระฤทธานุภาพบนไม้กางเขนที่ฉันเรียกร้อง ขอให้ฉันตายไปพร้อมกับนิสัยเหล่านี้ และตอบรับพระเจ้าทันที ฉันขอยืนเคียงข้างพระคริสต์นับจากนี้เป็นต้นไป ฉันจะ ‘อาศัยความเชื่อในพระบุตรพระเจ้า ผู้ซึ่งทรงรักฉันและทรงมอบพระองค์เพื่อฉัน’”
ขณะที่เราสัมผัสถึงพระฤทธานุภาพการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ เราจะมองเห็นคุณลักษณะดีๆมากมายในพระองค์เพื่อแทนที่นิสัยไม่ดีที่ผ่านมาของเรา
“ฉะนั้นถ้าใครอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ แล้วสิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะ กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น! สิ่งทั้งหมดนี้เกิดจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกับพระองค์โดยทางพระเยซูคริสต์”
— โครินธ์ ฉบับที่สอง 5:17, 18
การรับบัพติศมานับเป็นขั้นตอนอย่างเป็นทางการอันดับแรกในกระบวนการนี้ โดยผ่านทางนี้ เราแสดงความปรารถนาของเราที่จะเกี่ยวก้อยพระเยซูและพร้อมดำเนินชีวิตใหม่ที่ดีกว่า “ในพระคริสต์” พระเยซูทรงกระทำผ่านจิตใจในเรา ซึ่งเราไม่สามารถกระทำได้ด้วยตนเอง พระองค์ทรงทำเพื่อเรา การที่เราลุกขึ้นจากน้ำเหมือน “คนที่ถูกสร้างใหม่” และพระองค์ทรงมอบพระฤทธานุภาพแก่เราเพื่ออาศัยในชีวิตแบบ “ใหม่”
“เพราะฉะนั้นไม่มีการลงโทษคนที่อยู่ ‘ใน’ พระเยซูคริสต์ เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต ‘ใน’ พระเยซูคริสต์ได้ทำให้ท่านพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย”
— โรม 8:1, 2 ((พระคัมภีร์ใหม่ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่, ฟิลลิปส์เป็นผู้แปล, ลิขสิทธิ์ ©เจ.บี.ฟิลลิปส์ 1958, บริษัทแมคมิลลัน,นิวยอร์ค) แปลเป็นไทยจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971(ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
ทำไมพระเยซูทรงรับบัพติศมา?
ขอให้จำไว้ว่าการรับบัพติศมานั้นไม่เพียงแต่เป็นสัญญลักษณ์แสดงถึงความตาย พร้อมกับบาปที่ผ่านมาของเราเท่านั้น แต่การรับบัพติศมายังให้ภาพวิธีการชำระล้างบาปของเรา โดยพระเยซูทรงใช้พระโลหิตพระองค์ชำระล้างบาปให้กับเรานั่นเอง ที่เพ็นเทคอสต์เปโตรบอกกับเขาเหล่านั้นที่กำลังมองหาวิธีการปลดปล่อยความผิดที่ว่า
“จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามของพระเยซูคริสต์ให้หมดทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านทั้งหลาย”
— กิจการของอัครฑูต 2:38
ข้อนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ในเมื่อพระเยซูทรงไม่มีบาปเลย (โครินธ์ ฉบับที่สอง 5:21) แล้วทำไมพระองค์จึงทรงยอมให้พระองค์เองรับบัพติศมาเล่า?
“แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลี มาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อทรงรับบัพติศมาจากท่าน แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า ‘ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์?’ แต่พระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า ‘บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่พวกเราจะทำ ความชอบธรรมให้ครบถ้วนทุกประการ’ แล้วยอห์นก็ยอม เมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้วก็เสด็จขึ้นจากน้ำ และในทันใดนั้นฟ้าก็แหวกออก และพระองค์ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมา ดุจนกพิราบสถิตบนพระองค์ และนี่แน่ะ มีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า ‘ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก’”
— มัทธิว 3:13-17
พระเยซูทรงปราศจากบาป พระองค์ทรงไม่จำเป็นต้องกลับใจจากการทำผิดแต่ประการใด หรือไม่มีความผิดใดที่ต้องล้างออกไป พระคริสต์ทรงรับบัพติศมาด้วยเหตุผลอย่างหนึ่งคือ “ทำความชอบธรรมให้ครบถ้วนทุกประการ” โดยทรงยอมอนุญาตให้ยอห์นจุ่มพระองค์มิดในแม่น้ำจอร์แดน พระเยซูทรงสร้างตัวอย่างที่ดีให้เรา พระองค์ทรงชี้แจงว่าพระองค์ทรงเต็มไปด้วยความอ่อนแอ ทรงเป็นมนุษย์ที่ทำบาป (ถึงแม้พระองค์ไม่มีบาป) พระองค์ทรงเต็มใจที่จะก้าวไปทุกหนทุกแห่งที่พวกเขาต้องการ พระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของเรา ทรงไม่เคยขอให้ผู้ติดตามพระองค์ไปในที่ที่พระองค์ไม่ทรงประทับ พระองค์ทรงเป็นฝ่ายนำก่อนเสมอ พระองค์ทรงไม่เคยผลักไสไล่ส่ง ดังนั้นเมื่อผู้มีความเชื่อจุ่มมิดน้ำในการรับบัพติศมา เขาเหล่านั้นกำลังติดตามพระบาทพระองค์ผู้ทรงเป็นนาย
โดยผ่านทางการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ พระองค์ทรงมอบความชอบธรรมของพระองค์ให้แก่เรา
“พระเจ้าทรงทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์”
— โครินธ์ ฉบับที่สอง 5:21
ในสายพระเนตรพระเจ้าที่ทรงเปลี่ยนคนบาปเป็นธรรมิกชน เราเป็นคนบาปและกลายเป็นคนชอบธรรมนั่นก็คือเราได้รับ “ของประทาน” จากพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเราจึงมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ผ่านทางการบังเกิดและการรับบัพติศมาของพระคริสต์ พระองค์ทรงกระทำก้าวแรกของพระองค์โดยการเชิญความเป็นมนุษย์มาในชีวิตของพระองค์ การสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระผู้ช่วยให้รอดบาปเป็นก้าวที่สำคัญ และเป็นก้าวสุดท้ายและเป็นจุดหมายสูงสุดของพระองค์
ทำไมเราควรจุ่มมิดน้ำ?
หลักฐานทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าพระคริสต์รับบัพติศมาโดยการจุ่มมิดน้ำ พระองค์มิได้ใช้น้ำประพรมหรือใช้น้ำรดพระเศียรพระองค์อย่างธรรมดาๆ เหตุผลอันหนึ่งที่ยอห์นรับบัพติศมาพระองค์ในแม่น้ำจอร์แดนก็คือ “เพราะที่นั่นมีน้ำมาก” (ยอห์น 3:23) เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์น พระองค์ทรงเดินลงน้ำและ “เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติศมาแล้ว [จุ่มลงในน้ำ] ก็ เสด็จขึ้นจากน้ำ” (มัทธิว 3:16)
เมื่อเราเข้าใจ ความหมาย การรับบัพติศมาอย่างแท้จริงแล้ว เราจะระลึกถึงรูปแบบจริงของการรับบัพติศมาได้ไม่ยากนัก คำคำนี้ “รับบัพติศมา” มาจากภาษากรีก baptize และหมายความว่าจมหรือจุ่ม (อยู่ข้างใต้)
ระหว่างการเยือนของยอห์น เวสเล่ย์ที่อเมริกาในปี 1737 คณะกรรมการสามสิบสี่คนของโบสถ์ อนุญาตให้เขาใช้วิธีการแปลกใหม่โดย “ปฏิเสธการรับบัพติศมาลูกของนายปาร์คเกอร์ ยกเว้นจะยอมจุ่มมิดน้ำ” (มีการบันทึกพิธีแปลกใหม่นี้ที่กระบวนการศาลรัฐจอร์เจีย) นั่นเป็นข้ออ้างอิงว่าบาทหลวงของนิกายเมทโทดีซึ่ม (กลุ่มความเชื่อตามคำสอนของยอห์น เวสเล่ย์) ยังใช้วิธีการจุ่มมิดน้ำในการเข้าศาสนาเขา
ประวัติศาสตร์โบสถ์ในยุคเริ่มแรกแสดงอย่างชัดเจนว่า การรับบัพติศมาหมายถึงการจุ่มพวกเขามิดน้ำ เป็นข้อความจาก Ante-Nicene Fathers (เล่มที่เจ็ด, หน้า379; และเล่มที่สาม, หน้า94) แสดงไว้ว่าโบสถ์ใช้วิธีจุ่มผู้รับบัพติศมาลงมิดน้ำในศตวรรษที่สองและที่สาม สถานที่ที่ใช้ทำพิธีผู้เข้ารับบัพติศมานั้น ปรากฏในโบสถ์หลายแห่งที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่สี่ถึงศตวรรษที่สิบสี่ในยุโรปและเอเซีย ผู้นำกระบวนการปฏิรูปคริสตศาสนายอห์น คาลวินกล่าวไว้ว่า “อย่างไรก็ตาม คำคำนี้ บัพติศมา เป็นสัญญลักษณ์การจุ่ม ซึ่งแน่นอน เป็นที่ปฏิบัติกันในโบสถ์สมัยโบราณ” - สถาบันศาสนาคริสต์, เล่ม 4, บทที่ 15, ส่วนที่ 19
ดีน สแตนเล่ย์ หนึ่งในนักเขียนที่มีความรู้มากที่สุดของโบสถ์อังกฤษประกาศว่า “เพราะศตวรรษที่สิบสามเป็นศตวรรษแรกที่เกือบทั่วโลกมีการรับบัพติศมา จากสิ่งที่เราอ่านในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งเป็นความหมายแท้จริงของคำว่า ‘บัพติศมา’ เขาเหล่านั้นรับบัพติศมาโดยการกระโดดน้ำ จมอยู่ใต้น้ำ จุ่มมิดน้ำ” — สถาบันคริสเตียน, หน้า 21
โบสถ์ต่างๆทั่วยุโรปสามารถยืนยันได้ถึงข้อเท็จจริงในการทำพิธีรับบัพติศมาเช่น โบสถ์ใหญ่ที่สำคัญในปิซาที่อิตาลี และโบสถ์เซนต์ยอห์นซึ่งใหญ่เป็นที่สองของกรุงโรม โบสถ์ใหญ่ที่สำคัญในเฟรจัส (Frejus) ที่ฝรั่งเศส มีการสงวนโบสถ์ที่สร้างขึ้นและใช้ประกอบพิธีบัพติศมาในศตวรรษที่สิบห้าไว้อย่างดี ที่เอเชียไมเนอร์มีการพบซากปรักหักพังของโบสถ์ในสมัยศตวรรษที่สองที่ใช้ประกอบพิธีรับบัพติศมาด้วยเช่นกัน
วิธีการประพรมด้วยน้ำนั้นไม่ใช่ จนกระทั่งในช่วงต้นๆของศตวรรษที่สิบห้า สภาเรเวนน่าแห่งคริสตจักรคาทอลิกอนุมัติการประพรมด้วยน้ำให้มีค่าเทียบเท่ากับการจุ่มมิดน้ำ เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติของโบสถ์ เราจะไม่ทำตามในสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้สอน แต่เราจะทำตามตัวอย่างของพระคริสต์และเหล่าอัครสาวกให้เหมือนมากที่สุดที่จะทำได้ (โคโลสี 2:8)
แล้วการรับบัพติศมาเด็กทารกจะทำอย่างไร? ชาวคริสเตียนที่จริงใจหลายคนทะนุถนอม ธรรมเนียมการรับบัพติศมาเด็กทารกด้วยความรัก และนั่นเป็นวิธีที่เขาทั้งหลายอุทิศเด็กของเขาให้กับพระเยซู การให้เด็กๆของเราเข้าหาพระเจ้าตั้งแต่ยังเป็นทารกเล็กๆนั้น เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญยกย่องทีเดียว ดังนั้นจึงเป็นการยอมรับได้ตามพระคัมภีร์ ที่เราสามารถอุทิศลูกของเราให้กับพระคริสต์ด้วยความรัก
อย่างไรก็ตามการรับบัพติศมา เป็นการรับใช้หน้าที่อย่างพิเศษในพระคัมภีร์ใหม่ พระคัมภีร์บอกไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการรับบัพติศมาว่า คนเรานั้นจะต้องถูกสอนให้รู้วิธีการช่วยให้รอดจากบาปก่อนการรับบัพติศมา (มัทธิว 24:14; 28:19, ฉบับคิงส์เจมส์, ฉบับสากลใหม่) นั่นคือคนเราจะต้องเชื่อในพระเยซูก่อนที่จะรับบัพติศมา (กิจการของอัครฑูต 8:37) และนั่นคือคนเราต้องกลับใจจากบาปและได้รับการให้อภัยก่อนรับบัพติศมา (กิจการของอัครฑูต 2:38) เด็กทารกยังไม่มีความสามารถพอที่จะฟังและกลับใจและสารภาพบาป ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่จะต้องดำเนินการก่อนรับบัพติศมา
พระคัมภีร์ไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆเป็นพิเศษเกี่ยวกับเด็กๆที่ต้องเข้าพิธีรับเชื่อ ก่อนที่เขาจะโตพอที่จะรู้จักเลือกให้พระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของเขาและจึงรับบัพติศมา แต่เรารู้ดีว่าเด็กๆจะได้รับการช่วยให้รอดจากบาปในแผ่นดิน (อิสยาห์ 11:6) และแน่นอนเราสามารถเชื่อมั่นถึงอนาคตของเด็กๆเหล่านี้ในพระผู้ช่วยให้รอดซึ่งทรงตรัสว่า
“จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาเฝ้าเรา อย่าห้ามพวกเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น”
— มัทธิว 19:14
ความสำคัญของการรับบัพติศมา
ด้วยเหตุว่าจะมีการจุ่มผู้มีความเชื่อทั้งหลายมิดน้ำ ดังนั้นการรับบัพติศมาสำคัญอย่างไร? พระเยซูทรงตักเตือนนิโคเดมัสว่า “ถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ คนนั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” (ยอห์น 3:5) ตามที่พระเยซูตรัส “การเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ” เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนเหล่านั้นที่ปรารถนาจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์
พระเยซูทรงให้ข้อยกเว้นเพียงข้อเดียวเท่านั้น ผู้ร้ายบนไม้กางเขนให้ “ได้เกิดในพระวิญญาณ” เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ร้ายจะลงจากไม้กางเขนแล้วจุ่มมิดน้ำ เพื่อแสดงถึงสัญญลักษณ์การเปลี่ยนจิตใจเขา พระเยซูทรงสัญญากับเขาว่าเขาจะได้อยู่กับพระองค์ในเมืองบรมสุขเกษม (ลูกา 3:42, 43) อย่างไรก็ดีผู้ร้ายคนนั้นได้ “เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ” โดยการชำระล้างเขาด้วยพระโลหิตของพระเยซู ที่ไหลขณะถูกตรึงกางเขนในตอนนั้นพอดี ออกัสตินสังเกตว่า “มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่ถูกบันทึกไว้เกี่ยวกับการกลับใจก่อนตาย (หมายถึงผู้ร้ายที่สารภาพบาปคนนั้น) ดังนั้นจึงไม่ควรมีใครที่จะสิ้นหวัง และเป็นเพียงกรณีเดียวเท่านั้นซึ่งไม่ควรมีใครนำมาถืออ้างเป็นประโยชน์”
พระเยซูทรงให้คำเตือนอย่างเคร่งขรึมด้วยพระองค์เองว่า
“ใครเชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ใครไม่เชื่อ [เพราะฉะนั้นจึงไม่รับบัพติศมา] จะถูกลงโทษ”
— มาระโก 16:16
โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูที่เนินเขาชื่อว่า กระโหลกศีรษะ (Calvary) เป็นการแสดงให้สาธารณชนเห็นถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา เราจำเป็นต้องตอบรับด้วยการแสดงตัวของเราออกมาให้สาธารณชนรับรู้ด้วยเช่นกัน โดยการสารภาพบาปอย่างไม่อาย แสดงถึงพันธสัญญาของเรากับพระคริสต์โดยการรับบัพติศมา ท่านจะเริ่มชีวิตใหม่ของท่านในพระคริสต์หรือยัง? ท่านรับบัพติศมาแล้วหรือยัง? หากยัง ทำไมท่านไม่เตรียมตัวรับบัพติศมาในอนาคตอันใกล้นี้ล่ะ?
การรับบัพติศมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
พิธีการรับบัพติศมาเปรียบเหมือนพิธีแต่งงาน หมายถึงการยืนยันอย่างเป็นทางการ และปฎิญาณตนถึงการยอมรับความสัมพันธ์อันอัศจรรย์ที่กำลังเจริญเติบโต แต่ขณะที่รับบัพติศมา จะเกิดผลลัพธ์อันทรงพลังในประสบการณ์การเป็นคริสเตียนของเรา เราจำเป็นที่จะต้องระวังอย่าวาดภาพว่า การรับบัพติศมาจะทำให้เราพ้นบาปโดยอัตโนมัติตลอดชีวิต การยอมจำนนของเราไม่ได้หมายความเช่นนั้นแน่
เรามักจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเด็กเกิดใหม่ อย่างไรก็ตามหลังจากวันเกิดผ่านไป ความตื่นเต้นก็ลดน้อยถอยลงไปด้วย เด็กๆก็ยังคงต้องรับประทานอาหารประจำวัน อาบน้ำทุกวันและสนใจในสวัสดิภาพของตนทุกวันเหมือนเดิม
ช่างเหมือนกับการรับบัพติศมามากทีเดียว อาจารย์เปาโลพูดถึงประสบการณ์ของเขาว่า “ข้าพเจ้าตายทุกวัน” (โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 15:31) โดยการหนีห่างความเห็นแก่ตัวทุกวัน เราก็สามารถตอบรับพระคริสต์มากขึ้นๆทันที เพื่อการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอเราจำเป็นต้องมอบตัวเราให้พระคริสต์ทุกวัน ต้อนรับชีวิตใหม่ทุกวันโดยผ่านการอธิษฐานและการศึกษาพระคัมภีร์
พระเยซูทรงสั่งสอนเขาเหล่านั้นที่รับบัพติศมาว่าอย่างไร?
“เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”
— มัทธิ 28:19-20
พระเยซูทรงชี้แจงความสำคัญของ “การสอน” พวกเขาที่รับบัพติศมา “ให้รักษาสิ่งสารพัด” ที่พระองค์ทรงสั่งไว้ การรับบัพติศมาเป็นการบอกถึงพันธสัญญาของเราที่จะดำเนินชีวิตแบบคริสตชน สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสัมพันธภาพกับพระคริสต์ที่พัฒนาขึ้น ผู้เผยพระวจนะเปโตรตักเตือนเราว่า “จงเจริญขึ้นในพระคุณและในความรู้ของพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดพระเยซูคริสต์ของเรา” (เปโตร ฉบับที่สอง 3:18) เราสามารถเจริญเช่นเดียวกับคริสตชนเพราะว่า “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ให้ทุกสิ่งแก่เราที่จำเป็นต่อชีวิตและต่อการดำเนินตามทางพระเจ้า โดยการรู้จักพระองค์ ผู้ทรงเรียกเราด้วยพระสิริและคุณธรรมของพระองค์เอง” (เปโตร ฉบับที่สอง 1:3) ขอให้ท่านอ่านเปโตร ฉบับที่สอง บทที่หนึ่งทั้งหมดซึ่งจะให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากขึ้นสำหรับวิธีที่ทำให้เจริญเติบโตดังเช่นคริสตชน
สาเหตุของความยินดีปรีดา
ครั้งหนึ่ง พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้แนะนำฟีลิป (คนธรรมดาในโบสถ์คริสเตียนยุคแรกๆ) ให้เข้าหาและพูดคุยกับขันทีชาวเอธิโอป ฟีลิปพบว่าขันทีนั่งในรถม้าและกำลังอ่านคำพยากรณ์ของพระคริสต์ พระเมสสียาห์ พระวจนะของอิสยาห์ เมื่อขันทีถามฟีลิปว่าใครคือคนที่ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวถึง ฟีลิปจึง “ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูกับขันทีผู้นั้น” (กิจการของอัครฑูต 8:26-35)
“ขณะกำลังเดินทางไปก็มาถึงที่ที่มีน้ำแห่งหนึ่ง ขันทีจึงบอกว่า ‘นี่แน่ะ ที่นี่มีน้ำ มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมา?’ แล้วท่านจึงสั่งให้หยุดรถ คนทั้งสองก็ลงไปในน้ำทั้งฟีลิปกับขันที ฟีลิปให้ท่านรับบัพติศมา เมื่อท่านทั้งสองขึ้นจากน้ำแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับฟีลิปไป และขันทีคนนั้นไม่ได้เห็นท่านอีก จึงเดินทางต่อไปด้วยความยินดี ”
— กิจการของอัครฑูต 8:36-39
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ขันทีรู้สึกยินดี? คงไม่ใช่แค่ความจริงที่ว่าเขายินดีเพราะได้จุ่มมิดน้ำเท่านั้น แต่เป็นความตื่นเต้นของการทำพันธสัญญากับพระคริสต์ ขันทีเป็นพยานต่อความเชื่อของเขาในพระฤทธานุภาพของพระเยซู ที่มาสถิตในจิตใจเขา และช่วยให้เขารอดจากบาป ฟีลิปพาเขา “ลงไปในน้ำ” เป็นการประกาศถึงความเชื่อใหม่ ที่เข้าไปเผาไหม้จิตใจบาปของคน พระองค์ฝังเขาในน้ำเป็นเหมือนสัญญลักษณ์การฝังชีวิตเก่าๆที่มีบาป ฟีลิปยกขันที “ขึ้นจากน้ำ” เป็นเหมือนเครื่องหมายให้ขันทีชาวอธิโอปมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ นี่คือความยินดีอย่างใหญ่หลวงในการรับบัพติศมา เพราะเรากำลังมอบการดำเนินชีวิตของเรา ให้พระผู้ช่วยให้รอดจากบาปผู้ยิ่งใหญ่
การรับบัพติศมาทำให้เกิดความยินดีอย่างมากมาย เพราะเขาเหล่านั้นซึ่งเชื่อในพระคริสต์สามารถมีหลักประกันแห่งชีวิตนิรันดร์ “ใครเชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด” (มาระโก 16:16) เมื่อเรารับบัพติศมา เราอยู่บนหนทางที่สูงส่งที่นำเราสู่ความยินดีปรีดาอย่างนิรันดร์กับพระเจ้า
การรับบัพติศมายังเป็นการฉลองความสุขในปัจจุบันกับพระคริสต์ด้วย พระเยซูทรงสัญญาที่จะให้ ของประทาน ที่หาค่าเสมอเหมือนมิได้คือพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้รับบัพติศมาเหล่านั้น (กิจการของอัครฑูต 2:38) และด้วยพระวิญญาณที่มา “ส่วน ผล ของพระวิญญาณนั้น” คือ “ความรัก” ซึ่งเติมชีวิตด้วย “ความอดทน ความกรุณา ความดี ความซื่อสัตย์ ความสุภาพอ่อนโยนและการรู้จักบังคับตน” (กาลาเทีย 5:22, มีอักษรตัวเอน)
การมีพระเยซูสถิตอยู่ในเราในรูปพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ลึกล้ำถึงความมั่นคงปลอดภัยและความจริงแท้แน่นอน
“เพราะว่าพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมานั้นจะไม่ทรงให้ท่านเป็นทาส ซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่พระวิญญาณจะทรงให้ท่านมีฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า โดยพระวิญญาณนั้นเราจึงร้องเรียกพระเจ้าว่า ‘อับบา [พ่อ] พ่อ’ พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับจิตวิญญาณของเราว่า เราเป็นลูกของพระเจ้า”
— โรม 8:15, 16
โดยความเชื่อท่านสามารถได้ยินเสียงเรียกของพระบิดาบนสรวงสวรรค์เหมือนที่พระองค์ทรงเรียกพระเยซู “นี่คือบุตรหรือธิดาที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” (เทียบกับมัทธิว 3:17)
ความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่มั่นคงปลอดภัยนี้ให้ประโยชน์ต่างๆมากมายแก่เรา แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นการรับรองว่าชีวิตเราจะไม่มีปัญหา แท้จริงแล้วบ่อยครั้งที่ศัตรูพยายามทำให้ผู้ที่มีพันธสัญญากับพระเจ้าได้รับความลำบากอย่างที่สุด อย่างไรก็ตามในยามทุกข์ยาก ชีวิตในพระคริสต์ได้ให้แง่มุมที่ทรงคุณค่าแก่เราจริงๆ เมื่อเราอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า เราจะสามารถรู้ว่าพระองค์ทรงให้เราพบกับทุกสิ่งไม่ว่าจะดีหรือเลว เพื่อสอนเราและช่วยให้เราเจริญในพระคริสต์ (ดูโรม 8:28)
มีหญิงสาวคนหนึ่งตัดสินใจมอบชีวิตเธอให้พระคริสต์โดยการรับบัพติศมา แม้สามีเธอจะขู่ว่าจะหย่าขาดจากเธอก็ตาม สามีเธอไม่ต้องการมีส่วนร่วมในความเชื่อใหม่ของเธอ แต่เธอยึดติดพระเยซูและพยายามเป็นภรรยาที่ทำตัวน่ารักมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในบางเวลาสามีก็นำเรื่องเดือดร้อนมาที่บ้าน แต่ในที่สุดเขาก็ต้องพ่ายแพ้ต่อข้อโต้แย้งที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ คือชีวิตใหม่ที่เธอเปลี่ยนแปลง ทำให้เขาต้องยอมยกชีวิตของเขาทั้งหมดให้พระเจ้าและรับบัพติศมาตามภรรยาของเขาในเวลาต่อมา
การยึดติดพระคริสต์โดยผ่าน “พระคัมภีร์ที่หน้ากระดาษบางเฉียบอัดในเล่มหนังสือที่หนาเตอะ” ทำให้เรามีเครื่องมืออันทรงพลังจากพระหัตถ์พระองค์ ขอให้พบความยินดีในพันธสัญญาที่จะหาอื่นใดมาเทียบมิได้ เราสามารถสร้างพันธสัญญาการดำเนินชีวิตของเรากับพระองค์โดยไม่มีเงื่อนไข เพราะพระองค์ทรงสร้างพันธสัญญากับเราไว้มากที่สุดเรียบร้อยแล้ว คือการยอมจำนนมากที่สุดบนไม้กางเขนนั่นเอง พระเยซูทรงจ่ายราคาแพงที่สุดในฐานะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดบาปของเรา นับเป็นสิทธิพิเศษอะไรเช่นนี้ที่ได้มอบถวายความรักและความจงรักภักดีของเราแด่พระองค์อย่างเปิดเผย! หากท่านยังไม่ได้ทำเช่นนั้น ทำไมท่านไม่มอบชีวิตของท่านให้พระองค์ในตอนนี้เสียเลยพร้อมคำอธิษฐานดังนี้
ข้าแต่พระบิดาอันเป็นที่รักบนสรวงสวรรค์ ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของข้าพระองค์ ทรงถูกฝังและลุกขึ้นจากหลุมศพและเป็นผู้ให้ชีวิตนิรันดร์ ขณะที่ข้าพระองค์ยอมจำนนชีวิตของข้าพระองค์ให้พระองค์โดยการตายต่อตนเอง ขอให้พระองค์ทรงสถิตในชีวิตของข้าพระองค์ และเติมชีวิตของข้าพระองค์ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ ขอโปรดให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์หลั่งมาในชีวิตของข้าพระองค์ เหมือนที่พระองค์ทรงกระทำต่อพระชนม์พระเยซู ขอโปรดเติมชีวิตของข้าพระองค์ด้วยสันติสุขและความยินดี ที่เกิดขึ้นจากการมีสามัคคีธรรมกับพระองค์ ในนามของพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน
___________________________
ค้นพบ บทที่ 19
การเข้าสู่ชีวิตคริสเตียน (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 19)
1. การ "เกิดจากน้ำ" คือการแสดงรูปแบบภายนอกเพื่อให้เป็นประจักษ์พยานถึงการยอมเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ
ถูก
ผิด
2. การ "เกิดจากน้ำ" ใช้อ้างถึงการรับบัพติศมาด้วยน้ำ
ถูก
ผิด
3. การ "เกิดจากพระวิญญาณ" คือการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจและหัวใจ
ถูก
ผิด
4. ตามที่พระเยซูกล่าว ทั้งการเกิดจากน้ำและจากพระวิญญาณ คือเงื่อนไขของการเข้าสู่อาณาจักรพระเจ้า
ถูก
ผิด
5. การรับบัพติศมาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อของเรา ในการสิ้นพระชนม์ ถูกฝังและฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เพื่อบาปของเรา
ถูก
ผิด
6. การหงายศีรษะในน้ำในการรับบัพติศมา เป็นสัญญลักษณ์การตายของบาปพร้อมกับพระคริสต์
ถูก
ผิด
7. การถูกฝังใต้น้ำในการรับบัพติศมา เป็นสัญญลักษณ์ว่าพระคริสต์ได้ฝังชีวิตเก่าที่มีบาปของเรา
ถูก
ผิด
8. การขึ้นจากน้ำในการรับบัพติศมา เป็นสัญญลักษณ์ถึงการลุกขึ้นมามีชีวิตใหม่ในพระคริสต์
ถูก
ผิด
9. การรับบัพติศมาโดยการประพรมด้วยน้ำ เป็นสัญญลักษณ์ที่เพียงพอของการสิ้นพระชนม์ ถูกฝังและฟื้นคืนพระชนม์
ถูก
ผิด
10. การรับบัพติศมาทางภายนอกเป็นการแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในใจของคน
ถูก
ผิด
11. เวลารับบัพติศมาเราแสดงความปรารถนาของเราที่จะเกี่ยวแขนกับพระเยซูและอยู่ในชีวิตใหม่ที่ดีกว่าในพระคริสต์
ถูก
ผิด
12. พระเยซูทรงรับบัพติศมา
เพื่อสารภาพความผิดของพระองค์
เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เรา
13. พระเยซูทรงรับบัพติศมาโดย
การจุ่มมิดในน้ำ
การประพรมด้วยน้ำ
14. สำหรับ 1300 ปีแรกภายหลังพระคริสต์ โบสถ์คริสเตียน
รับบัพติศมาโดยการจุ่มมิดน้ำ
รับบัพติศมาโดยการประพรมด้วยน้ำ
15. ตามที่พระเยซูกล่าว สำหรับคนเหล่านั้นที่เข้าไปในสวรรค์
การรับบัพติศมาเป็นสิ่งจำเป็น
การรับบัพติศมาสามารถเลือกได้
16. คนที่ยอมรับพระคริสต์ในช่วงการเจ็บป่วยครั้งสุดท้าย การกลับใจและสารภาพบาปทุกข้อแต่ไม่มีโอกาสที่จะรับบัพติศมา
จะสูญเสียไป
จะได้รับการช่วยให้รอดจากบาป
17. การรับบัพติศมาเป็นสัญญลักษณ์
การเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเรากับพระคริสต์
เป็นจุดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระคริสต์
18. สามเหตุการณ์ในการเสียสละของพระคริสต์บนไม้กางเขนที่ได้รับการระลึกถึงในการรับบัพติศมาคืออะไรบ้าง? โรม 6:3, 4 (ก) __________________ (ข) ________________ (ค) ________________
19. ในยุคพระคัมภีร์ ชาวคริสเตียนต้องการให้เขาเหล่านั้นมีประสบการณ์อะไรก่อนการรับบัพติศมา? กิจการของอัครฑูต 2:38 และ 3:19
20. การกลับใจแปลว่าอะไร? (พจนานุกรมอาจช่วยท่านตอบคำถามนี้ได้)
21. คำถามที่เป็นหัวใจ: เราแต่ละคนมีโอกาสเป็นเหมือนขันทีที่เชื่อในพระคริสต์คือเข้ารับบัพติศมา แล้วของประทานรวมถึงผลลัพธ์แห่งพระวิญญาณจะไหลพรั่งพรูมายังท่าน ให้ท่านได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้าและมีชีวิตที่สมบูรณ์ ท่านได้รับบัพติศมาโดยจุ่มมิดน้ำตามที่กล่าวในพระคัมภีร์หรือไม่?
22. ท่านปรารถนาจะทำตามตัวอย่างของพระเยซูและรับบัพติศมาหรือไม่?