Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.


บทที่ 2
อำนาจแห่งการเลือก
วันที่ 3 - 9 เมษายน 2010

บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

ปฐมกาล 2:16, 17; ปฐมกาล 3:1-13; เฉลยธรรมบัญญัติ 30:10-19;สดุดี 119:11; โคโลสี 3:2; ฮีบรู 11:8-10

ข้อควรจำ

“แต่ดาเนียลตั้งใจไว้ว่า จะไม่กระทำตัวให้เป็นมลทินด้วยอาหารสูงของพระราชา หรือด้วยเหล้าองุ่นซึ่งพระองค์ดื่มเพราะฉะนั้น เขาจึงขอหัวหน้าขันทีให้ยอมเขาที่ไม่กระทำตัวให้เป็นมลทิน” (ดาเนียล 1:8)

          แจ๊คกี้ และแครอล เป็นพี่น้องกัน แจ๊คกี้อายุมากกว่าน้องสาวสองปี และทั้งสองเติบโตมาด้วยกันในบ้านที่อบอุ่นด้วยไอรัก เมื่อทั้งสองมาถึงวัยแรกรุ่น แจ๊คกี้เป็นนักเรียนที่ตั้งหน้าเรียน หลังจากจบชั้นมัธยมปลาย แจ๊คกี้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในคณะบริหารธุรกิจ ปัจจุบันในวัยสามสิบแจ๊คกี้รั้งตำแหน่งรับผิดชอบสูงในบริษัทการลงทุนแห่งหนึ่ง แจ๊คกี้แต่งงานแล้วและมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ในบ้านของเธอเองส่วนแครอลเลือกชีวิตแบบง่ายๆ และใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบสนุกไปวันๆ เธอออกจากโรงเรียนกลางคันขณะยังไม่จบชั้นมัธยมปลาย และเริ่มทดลองรสชาติของบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล ์ รวมทั้งยาเสพติดอื่นๆ แครอลแตง่ งานแลว้ หย่า่ตอนนี้แครอลได้กลายเป็นหญิงหม้ายลูกติดหนึ่งคน มีชีวิตอยู่ด้วยเงินสวัสดิการจากรัฐบาล แครอลกำลังได้รับการบำบัดหลังจากเลิกใช้ยาเสพติด แครอลรู้สึกอิจฉาแจ๊คกี้นิดๆ ที่มีชีวิตครอบครัวอบอุ่น มีงานตำแหน่งดี แต่ขณะเดียวกันก็อดภูมิใจในความสำเร็จของพี่สาวไม่ได้เด็กสาวทั้งสองมีโอกาสอย่างเดียวกัน มีทางเลือกตามที่ใจต้องการเหมือนกัน แจ๊คกี้ได้เลือกเดินบนเส้นทางหนึ่ง ส่วนแครอลเลือกทางอีกสายหนึ่งตอนนี้พี่น้องสองคนกำลังใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทาง อันเป็นผลมาจากการเลือกของพวกเธอเอง จะว่าไปแล้วเราทั้งหลายมีทางเลือกและเราจะต้องตัดสินใจเอง และเราทุกคนต้องมีชีวิตอยู่กับผลลัพธ์ที่เราแต่ละคนเลือกดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับเราแต่ละคนคือ: การเลือกของเราจะเป็นไปในรูปไหน? เราสามารถจะทราบว่าเราเลือกทางเดินถูกต้องได้อย่างไร? สัปดาห์นี้เราจะศึกษามากขึ้นเกี่ยวกับอำนาจแห่งการตัดสินใจ

มองไปยังบทเรียนของสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น: พระเจ้าทรงประทานอำนาจแห่งการเลือกให้กับมนุษย์ และอย่างไรก็ดีการเลือกนั้นยังผลให้เกิดผลลัพธ์ตามมาด้วย

วันอาทิตย์   เสรีภาพนั้นเป็นของจริง (ปฐมกาล 2:16-17)

“พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกินเจ้าจะต้องตายแน่” (ปฐมกาล 2:16,17)

           บ่อยครั้งเราได้ยินผู้คนพูดกันถึง “เสรีภาพ” คนในพรรคการเมืองพูดเกี่ยวกับเรื่องการมี “เสรีภาพ” อยู่บ่อยๆ มีรัฐหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาคุยอวดคำขวัญของรัฐไว้ว่า “มีชีวิตได้อย่างเสรี จะอยู่หรือจะตาย”

          จริงๆ แล้ว คำว่า “เสรีภาพ” เป็นหัวข้อที่ลึกซึ้งมาก ความหมายคือ สิ่งที่แตกต่าง สำหรับผู้คนที่แตกกัน ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างไป จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชี้ชัดลงไป เมื่อคนทั้งหลายพูดเกี่ยวกับ “เสรีภาพ” แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอน เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ทรงสร้างให้มนุษย์มีหลักศีลธรรมการที่จะให้มนุษย์มีอิสระในการเลือกระหว่างสิ่งถูกและสิ่งผิด มนุษย์ต้องมีหลักศีลธรรมเป็นจุดเริ่มต้น ถ้ามนุษย์ไม่มีสิทธิ์ในเรื่องนี้ ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์มีเสรีภาพจริงๆมีข้อแนะนำอะไรในพระดำรัสของพระเจ้า ที่ทรงตรัสกับอาดัม ในปฐมกาล 2:16,17? หลักศีลธรรมในเสรีภาพของอาดัมแสดงออกมาให้เห็นในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อย่างไร?

          ในปฐมกาล 3:1-6 (“ในบรรดาสัตว์ป่าที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น งูฉลาดกว่าหมด มันถามหญิงนั้นว่า “จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า ‘อย่ากินผลจากต้นไม้ใดๆ ในสวนนี้’ ” หญิงนั้นจึงตอบงูว่า “ผลของต้นไม้ต่างๆในสวนนี้เรากินได้ เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่า ‘อย่ากินหรือถูกต้องเลยมิฉะนั้นจะตาย’ ”งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว” เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน”) เราได้พบเสรีภาพในหลักศีลธรรมที่พระเจ้าทรงประทานให้กับอาดัมและเอวา พระเจ้าทรงเตือนพวกเขาให้ระวังไม่รับประทานผลไม้ต้องห้าม ทั้งนี้เพราะพวกเขามีอิสระในการเลือกระหว่างสิ่งที่ถูกและผิด? ดังนั้นเราได้ทราบว่ามนุษย์คู่แรกมีความสมบูรณ์ พร้อมอาศัยอยู่ในโลกที่สมบูรณ์แบบ พวกเขามีเสรีในหลักศีลธรรม ณ จุดเริ่มต้นแห่งชีวิต จนทุกวันนี้เรายังมองเห็นว่ามนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกอย่างชัดเจน   

          อ่านปฐมกาล 3:1-6 และตอบคำถามต่อไปนี้ ทั้งอาดัมและเอวาใช้เสรีภาพในการเลือก ณ สถานที่ใด? ในเวลาที่แตกต่างกัน ต่อมาพวกเขาทำการเลือกได้ดีกว่าอย่างไร? เราสามารถเรียนรู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับประเภทของการเลือกที่เราจะต้องทำการตัดสินใจ?

          เสรีภาพในการเลือกของมนุษย์เป็นบางสิ่งที่สำคัญมากสำหรับพระเจ้าคิดดูว่าการที่เราใช้เสรีภาพในการเลือกสิ่งที่ผิด ทำให้พระเจ้าต้องจ่ายค่าอะไร?ของประทานนี้ช่างบริสุทธิ์และสำคัญยิ่ง จนพระคริสต์ต้องมาสิ้นพระชนม์บนกางเขน พระองค์อาจปล่อยให้เราเผชิญกับชะตากรรม (คือความตาย) เพราะว่าเราใช้ของประทานอย่างผิดไปก็ได้ แต่พระเจ้าไม่ทรงทำ

          อาดัม และเอวา ทั้งสองได้ทำผิดบนพื้นฐานอะไร? เราสามารถจะหลีกเลี่ยงจากการทำผิดที่เกือบเหมือนกัน ในสถานการณ์ของเราได้อย่างไร? ในทางใดบ้าง ที่เราเผชิญกับการทดสอบที่เกือบเหมือนกัน?

วันจันทร์     ผลลัพธ์ : ความรู้สึกผิด และความกลัว(ปฐมกาล 3:7-13)

         “ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้ เวลาเย็นวันนั้น เขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จ ดำเนินอยู่ในสวน ชายนั้นกับภรรยาก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ในสวนนั้นให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้าพระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน” ชายนั้นทูลว่า “ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัวเพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่จึงได้ซ่อนตัวเสีย” พระองค์จึงตรัสว่า “ใครเล่าบอกเจ้าว่าเจ้าเปลือยกาย เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามมิให้กินนั้นแล้วหรือ” ชายนั้นทูลว่า “หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้น ส่งผลไม้นั้นให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับประทาน”พระเจ้าตรัสถามหญิงว่า “เจ้าทำอะไรไป” หญิงนั้นทูลว่า “งูล่อลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับประทาน” (ปฐมกาล 3:7-13)

อ่านปฐมกาล 3:7-13 แล้วตอบคำถามต่อไปนี้:

1) ถ้าให้ท่านพรรณนาประสบการณ์ของอาดัม และเอวา ออกมาเป็นคำเดียว ท่านคิดว่าคำนั้นคืออะไร? เหตุใดจึงใช้คำนั้น? เราทั้งหลายในทุกวันนี้ บางครั้งมีประสบการณ์ที่เราเผชิญเหมือนกันอย่างไร?

......................................................................................................................

2) อาดัมและเอวา มีอารมณ์อะไรอีก ที่พวกเขาไม่เคยมีอารมณ์เช่นนั้น

มาก่อน? อีกครั้งหนึ่งถามว่า ในทางใดบ้างที่เรามีประสบการณ์อย่าง

เดียวกัน? เพราะเหตุใด?

.....................................................................................................................

เมื่อคดี “วอเตอร์เกต” ถูกตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ในต้นปี 1970ในช่วงเวลาดังกล่าว ทางรัฐบาลสหรัฐได้ใช้เวลามากมาย พยายามที่จะปกปิดความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้น ซึ่งในที่สุดประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ต้องลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะประธานาธิบดีนิกสัน อนุญาตให้คนในพรรควางแผนแอบเข้าไปในที่ทำการพรรคเดโมแครท เพื่อขโมยบันทึกจากแฟ้มทำงาน แต่ความผิดที่นิกสันทำคือ ความพยายามใช้อำนาจในฐานะเป็นประธานาธิบดีทำการปกปิดในสิ่งที่คนอื่นในพรรคการเมืองของตนได้ทำผิดเอาไว้ในลักษณะคล้ายกัน ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราว่า อาดัมและเอวาได้ทำการปกปิด สิ่งที่ตนได้กระทำลงไป หรืออีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาแต่ละคนพยายามกล่าวหาคนอื่น แทนที่จะยอมรับว่าเป็นความผิดของตนแน่นอน คนส่วนมากที่รู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า ทราบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะซ่อนสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้จากพระองค์ เพราะแม้แต่จำนวนเส้นผมบนศีรษะของเราพระองค์ยังทรงนับไว้ (มัทธิว 10:30) เราไม่อาจหลอกพระองค์ด้วยการกระทำของเรา แต่เราอาจหลอกตัวเองได้ เป็นการง่ายเพียงใดที่เราจะค้นหาวิธีกล่าวหาคนอื่น แทนตัวเราเอง อย่างเช่นการกล่าวว่า ถ้าเพียงเจ้านายของผมไม่ได้ทำสิ่งนี้ ผมคงไม่ได้ทำสิ่งดังกล่าว...ถ้าเพียงสามี (หรือภรรยา) ของฉันไม่ได้ทำสิ่งนั้นก่อน ฉันคงไม่ได้ทำผิดในสิ่งนี้...ถ้าเพียงพระเจ้าได้นำเอาการทดลองออกไป เมื่อผมอธิษฐาน ผมคงไม่ต้องล้มลง...ถ้าเพียงสิ่งนี้...ถ้าเพียงสิ่งนั้น...เป็นความจริงที่ว่า บางครั้งเราพบกับการทดลองที่มีอำนาจยิ่งใหญ่สถานการณ์เข้าข้างหรือเลวร้าย ทั้งนี้เราทั้งหลายมีธรรมชาติบาป และการเคยล้มลงอยู่แล้ว จึงเป็นการง่ายกว่าสำหรับเราที่จะทำให้เราอ่อนกำลังลง เมื่อการทดลอง หรือความยากลำบากประดังเข้ามา และเมื่อหลงทำผิดแล้ว มันหนักหนาสาหัสจากผลความบาปอยู่แล้วยังไม่พอ เรากลับทำให้สากรรจ์ลงไปอีกโดยการที่เราไม่ยอมรับผิด โดยปัดการรับผิดชอบไปให้คนอื่น ความจริงมีว่าเราจะเอาชนะความบาปได้อย่างไร ถ้าเราไม่ยอมรับความผิดในการกระทำของเราก่อน?

โดยการที่เราไม่ยอมรับผิด โดยปัดการรับผิดชอบไปให้คนอื่น ความจริงมีว่าเราจะเอาชนะความบาปได้อย่างไร ถ้าเราไม่ยอมรับความผิดในการกระทำของเราก่อน?

 วันอังคาร   การเลืวันอังคาร อก : สิ่งที่ดี หรือเลว (ฮีบรู 11:8-10) 

          “เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน เพราะความเชื่อของท่านท่านได้พำนักในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น คือได้พำนักในเต็นท์เป็นคนต่างด้าว ดังอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน ตามพระสัญญาอันเดียวกันนั้น ท่านได้เฝ้ารอคอยนครที่ตั้งบนรากฐาน ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นนายช่างและทรงเป็นผู้สร้าง” (ฮีบรู 11:8-10)

           ธรรมชาติของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปมากหลังจากที่อาดัมและเอวาล้มลง แต่เรายังมีอำนาจในการเลือก เรามีอิสระตรงจุดนี้ เราจะทำอะไรกับสิทธิ์ที่พระเจ้าทรงประทานให้ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง เราอาจมอบถวายชีวิตแด่พระเจ้า และเชื่อฟังพระองค์ หรือเราจะเลือกเดินไปตามเส้นทางความบาปของเราเอง

          ฮีบรู 11:8-10 บอกอะไรเราเกี่ยวกับอับราฮัม และการเลือกของเขา? เราสามารถเรียนรู้อะไรจากการเลือกเหล่านั้น?

........................................................................................................................

มีการเลือกผิดอะไรบ้าง ที่อับราฮัมได้เลือก ในปฐมกาล บทที่ 16และปฐมกาล 21:9-14? มีผลอะไรเกิดขึ้นจากการเลือกเหล่านั้น?

.........................................................................................................................

          “การมีภรรยาหลายคนในเวลาเดียวกัน เป็นสิ่งที่ผู้คนถือว่าเป็นเรื่อง “ธรรมดา” คนทั้งหลายไม่คิดว่าเป็นการทำบาป แต่พฤติกรรมนี้ละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า และมันได้ทำลายความบริสุทธิ์ และสันติสุขของครอบครัว การที่อับราฮัมแต่งงานกับนางฮาการ์ ได้นำความชั่วร้ายมาสู่บ้านเรือน และสู่ลูกหลานในอนาคตของเขา ตลอดจนครอบครัวของพวกเขาด้วย”จากหนังสือของเอลเลน จี. ไวท์ “บรรพชนและผู้เผยพระวจนะ” หน้า 145 อ่านดาเนียล 1:8-16 โดยเฉพาะในข้อ 8 มีข้อความว่า “แต่ดาเนียลตั้งใจไว้ว่าจะไม่กระทำตัวให้เป็นมลทินด้วยอาหารสูงของพระราชา หรือด้วยเหล้าองุ่นซึ่งพระองค์ดื่ม เพราะฉะนั้นเขาจึงขอหัวหน้าขันทีให้ยอมเขาที่ไม่กระทำตัวให้เป็นมลทิน” แสดงให้เห็นว่าการเลือกของดาเนียล ทั้งฉลาดและเข้มแข็ง ผลลัพธ์จากการเลือกอันถูกต้องมีอิทธิพลต่อชีวิตทั้งชีวิตของดาเนียลและสิ่งนี้ได้ทำให้พระเจ้าอวยพระพร และสนพระทัยในตัวดาเนียลเป็นพิเศษ ดาเนียลอุทิศถวายตัวเองให้แด่พระเจ้าทุกวัน ด้วยการอธิษฐาน และความเข้าใจในการศึกษา

พระวจนะของพระองค์

          การพูดด้วยปากว่า อยากทำการเลือกในสิ่งที่ถูกเป็นการไม่ยากกว่า สอดรับกับสดุดี 119:11; ฟิลิปปี 4:8 และโคโลสี 3:2 มีวิธีใดที่เราอาจฝึกฝนจิตใจของเราให้ทำการเลือกแต่สิ่งที่ถูกต้อง?ในที่สุด เรามีอิสระที่จะเลือกอยู่ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือมีเสรีจะเลือกต่อต้านพระองค์ ไม่มีพื้นที่ของคนกลาง เราจะต้องอยู่ฝ่ายใดหรือฝ่ายหนึ่งแต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำผิดพลาดหรือล้มลงเลย (ยกตัวอย่างเช่นอับราฮัม ยังเคยพลาด) แต่หมายความว่า “ความมุ่งมั่นในจิตใจของเรา” คือการพยายามทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เราจะต้อง “มุ่งมั่น ในจิตใจของเรา” เสมอที่จะเลือกทำสิ่งที่ถูก สิ่งที่ถูกนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เราปฏิบัติตาม อนึ่งสิ่งสำคัญถ้าล้มลง กล่าวคือทำการเลือกผิด พระเจ้าจะไม่ทรงตัดเราทิ้งไป อันตรายอีกอย่างคือ เราอาจรู้สึกผิดมากๆ เราอาจรู้สึกเป็นทุกข์แต่อย่าให้เราตกอยู่ในอันตรายของการยอมแพ้ ดังนั้นความหวังเดียวของเราคือให้เราน้อมตัวเราลงที่ฐานของไม้กางเขน สารภาพความบาป และร้องขอการยกบาปนั้นในพระนามขององค์พระเยซู

วันพุธ     การเลือก และคนในรุ่นอายุต่อไป (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:10-19)

“ถ้าท่านฟังพระสุรเสียงแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน โดยรักษาพระบัญญัติและกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งจารึกไว้ในหนังสือของกฎหมายนี้ ถ้าท่านทั้งหลายหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน...มิใช่พระบัญญัตินั้นอยู่บนสวรรค์...มิใช่อยู่พ้นทะเล...แต่ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่านทั้งหลายมาก อยู่ในปากของท่านและอยู่ในใจของท่าน ฉะนั้นท่านจึงกระทำตามได้ ....ให้รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ให้ดำเนินในพระมรรคาทั้งหลายของพระองค์และให้รักษาพระบัญญัติ และกฎเกณฑ์และกฎหมายของพระองค์ แล้วท่านจะมีชีวิตอยู่และทวีมากขึ้น...และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จะอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดินซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้นถ้าใจของท่านหันเหไปและท่านมิได้เชื่อฟัง..ข้าพเจ้าขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ว่า ท่านทั้งหลายจะพินาศเป็นแน่ ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่นานในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะยกข้ามแม่น้ำจอร์แดน เข้าไปยึดครองนั้น ....ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:10-19)ของท่าน จะอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดินซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้นถ้าใจของท่านหันเหไปและท่านมิได้เชื่อฟัง..ข้าพเจ้าขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ว่า ท่านทั้งหลายจะพินาศเป็นแน่ ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่นานในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะยกข้ามแม่น้ำจอร์แดน เข้าไปยึดครองนั้น ....ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:10-19)

มีข่าวสารสำคัญอะไร ที่พระเจ้าทรงตรัสกำชับกับพลไพร่ของพระองค์ ในเฉลยธรรมบัญญัติ 30:10-19? มีจุดไหนที่ประทับใจท่าน?ที่สำคัญยิ่งกว่าท่านเข้าใจได้ดีเพียงใดกับแนวคิดความจริงที่ว่า การเลือกของพวกเขามีอิทธิพลต่อลูกหลานของพวกเขาในอนาคต? นั่นหมายความว่าอย่างไร? การตัดสินใจเลือกของเราจะมีอิทธิพลต่อลูกหลานของเราอย่างไร?ผลของการตัดสินใจเลือกในชีวิตของเรา มีอิทธิพลต่อตัวเราเอง และเด็กๆ ของเรา อิทธิพลดังกล่าวมีผลกระทบมากกว่าที่เราจะจินตนาการได้ โดยเฉพาะที่จะเกิดกับเด็กๆ ของเรา ยกตัวอยา่ งเชน่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล ์มีคำกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า การดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์หนึ่งแก้วต่อวัน เป็นผล “ดี” ต่อสุขภาพ นี่เป็นการกล่าวของคนในบริษัทผลิตเหล้า เพื่อผลประโยชน์ในด้านการค้า ซึ่งมีคนไม่มากนักที่ทราบว่า ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลตายตัว สำหรับทุกคนที่ดื่ม และในทุกสถานการณ์ จึงสรุปได้ว่าการกล่าวอ้างในผลการวิจัยดังกล่าวไม่อาจเชื่อถือได้ ข้อเท็จจริงมีว่า “แอลกอฮอล์” ยังคงเป็นคำแช่งสาปยิ่งใหญ่ต่อสถาบันครอบครัวตลอดมา จากตัวอย่างที่เห็น และจากคำเตือนทุกอย่างเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่างเป็นการเบาปัญญาเพียงใดสำหรับเรา ที่จะลดการ์ด การเฝ้าระวัง แล้วปล่อยให้หมัดอันตรายนั้นชกตรงเข้าปากของเรา เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ดื่มเหล้าครั้งแรก จะกลายเป็นคนติดสุรา หรือผู้ดื่มที่มีปัญหาในภายหลัง การ

เลือกที่จะนำเหล้า เบียร์เข้ามาดื่มในบ้านของเรา อาจมี หรือไม่มีอิทธิพลต่อเราเป็นคนๆ ไป เราอาจไม่ได้รับผลเสียหายมากนักจากการดื่มเหล้า แต่สำหรับเด็กๆ หรือลูกของเราเป็นอีกเรื่องหนึ่ง? เพราะผลกระทบจากตัวอย่างที่ท่านได้วางไว้ให้พวกเขา เป็นเรื่องคาดเดาไม่ได้ใช่ไหม? ถ้าท่านดื่มแค่พอประมาณลูกๆ ของท่านอาจต้องการดื่ม หรือติดเหล้ามากกว่าท่านก็เป็นได้ เป็นการคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเลือกทำบางสิ่ง ที่อาจขโมยเอาส่วนดีจากชีวิตเด็กๆ ของท่านไป?ผลจากการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า เด็กที่เติบโตจากบ้านที่ดื่มสุรา เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีปัญหาจากสุรามากกว่าเด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่จาก บ้านที่ไม่ดื่มสุราข้อมูลจะแจ้งนี้ควรทำให้เราระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการทำตัวเป็นแบบอย่าง

อ่านเฉลยธรรมบัญัติ 30:10-19 อีกครั้งหนึ่ง การเลือกของท่านมีอิทธิพลต่อตัวท่านเอง เด็กๆ ของท่าน และแม้ท่านไม่มีเด็ก เหตุใดท่านจึงจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพมากขึ้นอันเนื่องมาจากการดื่มเหล้า? พระเจ้าทรงประทานกฏเกณฑ์เรื่องสุขภาพ เพื่อเป็นผลดีต่อเรา เรามีความเชื่อวางใจในถ้อยคำที่พระองค์ที่ทรงตรัสไว้หรือเปล่า?

          มีตัวอย่างมากมายของผู้คนที่บาดเจ็บ (อุบัติเหตุ) เป็นโรคร้ายหรือชีวิตถูกทำลาย (ขาดสติ) จากการใช้เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เหตุใดจึงยอมให้ถูกหลอก และรับเอาความเสี่ยงด้วยตัวเอง? และเหตุใดต้องทำบางสิ่งที่เป็นอิทธิพลด้านผิดต่อคนอื่น?

วันพฤหัสบดี การเลือกและโอกาส (สดุดี 87:5, 6)

 

"และเขาจะพูดเรื่องศิโยนว่า “ผู้นี้และผู้นั้นเกิดในเมืองนั้น”เพราะองค์ผู้สูงสุดนั่นแหละจะสถาปนาเมืองนั้นไว้ ขณะที่พระเจ้าทรงจดชนชาติทั้งหลายพระองค์ทรงบันทึกว่า “ผู้นี้เกิดที่นั่น” (สดุดี 87:5, 6)

คนทั้งปวงมีอำนาจในการเลือก แต่ไม่ใช่ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันบางครั้งการเลือกก็มีข้อจำกัดกับความเป็นไปได้ในอนาคต และโอกาสต่างๆบางคนต้องทนต่อความยากลำบากจากข้อเสียเปรียบ จากการเลือกของพวกเขาเอง คิดถึงก้อนเมฆทมึนครอบคลุมเหนือชีวิตของบางคน ยกตัวอย่างเช่นเด็กๆ เกิดในบ้าน ที่มีการใช้ยาเสพติด บ้านที่สามีทุบตีภรรยาหรือเด็กๆ บ้านที่ฐานะยากจนขัดสนสุดๆ คิดถึงผลกระทบด้านลบจากคนที่ใช้ชีวิตในความบาปเราทั้งหลายติดหนึบอยู่กับสถานการณ์ที่ตัวเราเองไม่ได้เป็นผู้เลือกข่าวสาร ในสดุดี 87:5, 6 มีสำหรับทุกคน เกี่ยวกับสถานการณ์บางครั้ง ที่เราเองไม่ได้เป็นผู้เลือก? ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวช่วยให้เราเข้าใจความหมาย ใน มัทธิว 7:1, 2 อย่างไร? (“อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้า26 สุขภาพและการเยียวยาจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไรพระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” มัทธิว 7:1, 2)พระเจ้าทรงทราบสถานการณ์ของเรา พระองค์ทรงทราบว่าเราหลายคนถูกชักนำสู่สถานการณ์อันน่ากลัวที่เราอยากหลบเลี่ยง พระเจ้าองค์เดียวทรงทราบพื้นเพเบื้องหลังของเราทุกคน เราทุกคนต่างพบเห็นผู้คนที่ดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาหนัก และความเดือดร้อนนาๆ แต่บ่อยครั้งความเดือดเนื้อร้อนใจ เกิดจากการเลือกของคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น การเลือกของบิดา มารดา ในการหย่าขาดจากกัน หรือคู่ชีวิตที่ไปมีภรรยาน้อย หรือภรรยาเล่นชู้ การเลือกของเพื่อนสนิทหักหลังเพื่อนที่ไว้วางใจเขาในเรื่องเงิน ทอง หรือธุรกิจ สถานการณ์เลวร้ายต่างๆ เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ ยิ่งมองตัวอย่างที่ไม่ดี ยิ่งทำให้จิตใจของเราห่อเหี่ยวลงแต่ข่าวดีเหนือกว่าข่าวอื่นใดหมด เราสามารถเลือกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าสิ่งทั้งปวงได้ นั่นคือเราสามารถเลือกติดตามพระเยซู เราสามารถเลือกพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราสามารถกลับใจใหม่ ผละจากเส้นทางผิดบาปของเรา และรับบัพติศมา รับเอาของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยของประทานดังกล่าวนี้พระเจ้าทรงเข้ามาในชีวิต และทรงมีอิทธิพลต่อจิตใจของเรา ทรงชี้นำทิศทางการประพฤติของเรา นำเราให้บังเกิดผล เราได้กลายเป็นกิ่งที่ติดสนิทกับเถาแท้คือ องค์พระเยซูคริสต์ในพระธรรมกาลาเทีย 5:22, 23 ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ได้มาในลักษณะแยกจากกัน แต่มาเป็นกลุ่ม ผลที่เกิดจากพระวิญญาณจะควบคุมเจตนาความมุ่งมั่นของเรา พอๆ กับที่เราเลือกให้พระองค์เข้ามาในชีวิตของเราและโดยอาศัยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่ทำการในชีวิตของเรา และเราสามารถเลือกขอพระเจ้าทรงขจัดความคิดอคติในบางสิ่ง ที่เราไม่ได้เลือกไว้ให้ออกไป

          มีอะไรบางสิ่งที่ท่านได้ต่อสู้ดิ้นรน อันเป็นผลเกิดจากการเลือกของคนอื่น ที่ได้ทำเพื่อท่านบ้างไหม? พระเจ้าได้ทรงทำการในชีวิตของท่านอย่างไร เพื่อขจัดผลลัพธ์ด้านลบอันเกิดจากการเลือกเหล่านั้น? มีการเลือกที่ดีกว่าอะไร ที่ท่านสามารถทำด้วยตนเอง อันอาจช่วยท่านในการเยียวยา?

วันศุกร์

ศึกษาเพิ่มเติม:

อ่านหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. “ทูตสวรรค์ฝ่ายพระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจ

เหนือกว่าทูตสวรรค์ฝ่ายพญามาร” หนังสือ “Selected Messages, book 1,

page 96

“วิญญาณทุกดวงมีช่องจะได้ชัยชนะเพื่อเข้าในสวรรค์ และมีนรกให้หลีกเลี่ยงเหล่าทูตสวรรค์ทั้งหลายของพระเจ้าต่างพร้อมที่จะลงมา เพื่อช่วยจิตวิญญาณที่ประสบความทุกข์และถูกทดลอง พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดกาลนิรันดร์ ทรงผ่านการทดสอบและความทุกข์แสนเข็ญเพื่อเราแต่ละคน ไม้กางเขนแห่งคาลวารี ตั้งอยู่ตรงด้านหน้าของวิญญาณทุกดวง คดีความของมนุษย์แต่ละคนจะถูกนำสู่การพิพากษา ผู้ที่พ่ายแพ้จะถูกตัดสินให้ทนทุกข์สำหรับการที่เขาไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าไม่เชื่อฟังพระองค์ ไม่มีใครจะกล่าวแก้ตัวใดๆ ได้ และคนบาปไม่ต้องถูกทรมานในนรกโดยไม่มีวันตาย ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกของพวกเขาเอง ว่าพวกเขาจะเลือกพระคริสต์เป็นเจ้าชายของพวกเขา หรือเลือกซาตานเป็นเจ้าชีวิต” จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์.หนังสือ “Selected Messages, book 1, page 96“พระเจ้าไม่ทรงบังคับมนุษย์ให้เชื่อในสิ่งที่เขาไม่เชื่อ แต่ทรงประทานทางเลือกระหว่างความสว่าง ความมืด ความจริง และความเท็จเอง ให้พวกเขาตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือไม่ด้วยตัวเอง พระเจ้าทรงประทานให้จิตใจของมนุษย์มีอำนาจ ที่จะบอกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ถูกและผิด ทรงประทานสติปัญญาให้มนุษย์รู้จักตัดสินใจโดยไม่ต้องใช้การเดา มนุษย์สามารถเข้าใจากการศึกษาเปรียบเทียบข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่ง กับพระคัมภีร์อีกข้อหนึ่ง”จากหนังสือของเอลเลน จี.ไวท์. “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 458

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. อภิปรายคำถามเกี่ยวกับ “เสรีภาพ” ทุกข้อ คำว่าเสรีภาพหมายถึงอะไร? คนหนึ่งเลือกเป็นทาสเขาจะมีเสรีภาพไหม? เรามีเสรีภาพจริงจังเพียงไร? อะไรคือข้อจำกัดของเสรีภาพ? เมื่อไรที่เสรีภาพกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย?

2. คิดทบทวนเกี่ยวกับด้านลบทุกอย่าง อันเป็นผลลัพธ์จากแอลกอ-ฮอล์? คิดถึงชีวิตของคนมากมายที่พังพินาศจากการใช้แอลกอฮอล์เหตุใดจึงเป็นการฉลาดที่จะไม่แตะต้อง หรือมีส่วนในการใช้เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์?

3. บางคนเกิดมาในครอบครัวคริสเตียน ที่บิดา มารดารัก เอาใจใส่ต่อพวกเขาเป็นอย่างดี ทั้งสอนพวกเขาเกี่ยวกับพระเยซู และพระคุณของพระองค์ แต่มีคนอีกมากมายเกิดในครอบครัวที่ปฏิบัติไม่ดีต่อลูก หรือแม้แต่เฆี่ยนตีทำร้ายร่างกาย และจิตใจ ขาดความรัก ขาดความอบอุ่น แม้ว่าอาจมีบางคนพูดเกี่ยวกับพระเยซู แต่ชีวิตของพวกเขาไม่ได้สะท้อนชีวิตของพระคริสต์ออกมา การกระทำของพวกเขาแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเป็นตัวแทนของซาตาน ไม่ใช่ของพระคริสต์ พระกิตติคุณแห่งความหวังมีผลดีอะไรต่อคนเหล่านี้? มีพระสัญญาข้อไหนของพระคริสต์ที่ท่านอาจให้กับพวกเขาได้?

4. ไม่มีข้อกังขาใดๆ กับข้อเท็จจริงที่ว่า มีบางคนเกิดมาในสถานการณ์ที่น่าสงสารซึ่งยังผลให้รบกวนจิตใจของพวกเขาไปตลอดชีวิต ในเวลาเดียวกัน ผู้ที่เกิดและเติบโตมาในสภาพแวดล้อมดังกล่าว ควรถามตนเองว่า ทำไมต้องคิดถึงปมด้อย และนึกปรักปรำบิดามารดาไปตลอดชีวิต? หรือคิดถึงแต่ว่าตนเติบโตขึ้นมาอย่างลำบากยากจนค่นแค้น แต่ให้เขาทั้งหลายคิดถึงโอกาสที่ได้มาสัมผัสกับความรักและความรอดของพระเจ้า และคิดว่าจะทูลขอพระคุณของพระเจ้าให้ช่วยพวกเขาจนได้ชัยชนะเหนือความเจ็บปวด ความขมขื่น และความน้อยเนื้อต่ำใจทั้งปวงได้อย่างไร?




Progress