Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

บทที่ 11

อำนาจของการคิดในแง่บวก

วันที่ 5 - 11 มิถุนายน 2010


บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

1 พงศ์กษัตริย์ 19:2-18; สดุดี บทที่ 27; สดุดี บทที่ 42; ลูกา 8:14;ลูกา 10:38-42; โรม 8:35-39; 

2 โครินธ์ 12:9,10; 1 เธสะโลนิกา 5:16, 17


ข้อควรจำ

“ข้าพเจ้าหวนคิดขึ้นมาได้ ข้าพเจ้ามีความหวังขึ้นเมื่อคิดได้ว่าความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก” (บทเพลงคร่ำครวญ 3:21-23

 ชายสองคนต้องโทษอยู่ในเรือนจำ คนหนึ่งแหงนหน้าดูท้องฟ้าเบื้องบน มองเห็นดาวดารดาษเต็มฟ้า บ้างส่องแสงระยิบระยับเป็นดุจเพชรพลอยในเวลาค่ำคืน เขารู้สึกชมในภาพที่เห็น และมีความรู้สึกด้านบวก มีความหวังเขาทราบว่าบางสิ่งดีกว่าคอยอยู่ด้านหลังลูกกรงที่กั้นไว้! ส่วนอีกคนหนึ่งก้มหน้ามองดูโคลนตมรอบห้องขัง ไม่มีอะไรตรงนั้นที่ให้การหนุนใจ ความคิดด้านบวกของเขาค่อยน้อยลง และน้อยลง เขาไม่มีความหวังเหลืออยู่ เพราะว่าเขากำลังเฝ้ามองลงต่ำ พระคัมภีร์วาดภาพชีวิตจริงให้เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ได้รับการปกป้องจากสถานการณ์ที่อาจทำให้เรารู้สึกผิดหวัง และมีความเศร้า แม้แต่สาวกที่สัตย์ซื่อขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ก็ยังดีที่มีข้อพระวจนะของพระเจ้ามากมายที่ให้การหนุนใจ และเป็นน้ำพุแห่งความหวังแก่เรา ความ         แม้ในเวลาของความยากลำบากหรือวิตกกังวล การมองในแง่ดีมีอิทธิพลทำให้รู้สึกมีความหวัง อารมณ์มีชีวิตชีวา การมองในแง่ดียังมีอิทธิพลต่อสุขภาพทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่ ทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นบ่อยครั้งเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา แต่มีอยู่บ่อยๆ ที่เราสามารถเปลี่ยนท่าที ความรู้สึกของเราต่อสิ่งเหล่านั้นได้ สัปดาห์นี้เราจะศึกษาเกี่ยวกับหลักการนี้ จากมุมมองของพระคัมภีร์ เราสามารถเรียนรู้ได้ว่า เหตุใดเราจึงมอบความหวังไว้กับเรื่องนี้มาก

ศึกษาบทเรียนของสัปดาห์นี้ด้วยใจจดจ่อมากขึ้น: การมอง (โลก) ในแง่ดีและมีความหวัง ทำให้เกิดอิทธิพลด้านบวกต่อสุขภาพของเรา

วันอาทิตย์    

ความเศร้า ความกดดัน และความหมดหวัง(สดุดี บทที่ 42)

“จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า จิตใจของข้าพระองค์ฝ่ออยู่ภายในข้าพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงระลึกถึงพระองค์ ตั้งแต่แผ่นดินแห้งแม่น้ำจอร์แดนและแห่งภูเขาเฮอร์โมน ตั้งแต่เนินมิซาร์ เมื่อเสียงน้ำแก่งตก ที่ลึกก็กู่เรียกที่ลึก บรรดาคลื่นและระลอกของพระองค์ ท่วมข้าพระองค์แล้ว กลางวันพระเจ้าทรงบัญชาความรักมั่นคงของพระองค์ และกลางคืนเพลงของพระองค์อยู่กับข้าพเจ้าความหดหู่ ความเศร้า ความกดดัน และความรู้สึกหมดหวัง เป็นปัญหาของคนทั่วไปในปัจจุบัน บุคคลที่เศร้า สูญเสียความชื่นชมในสิ่งต่างๆ ที่เขาเคยรู้สึกยินดีในอดีต พวกเขาประสบกับความเมื่อยล้า รู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่าพอ และรู้สึกหมดหวังอันทำให้สูญเสียพลังไป พวกเขามักจะนอนไม่หลับ และยามีปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ตามมา อย่างเช่น ท้องผูก ปวดศีรษะ และปวดหลังถ้ายังไม่รับรู้ในสภาพของตน และได้รับการเยียวยาแก้ไข จากความเศร้าซึมหนักเข้าจะกลายเป็นความซึมเศร้า ที่มักจะปลีกตัวออกห่างผู้อื่น และอาจลงท้ายด้วยการฆ่าตัวตายความเศร้าซึม และกดดันมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกมาจากเหตุการณ์อันไม่น่าอภิรมย์ในชีวิต อย่างคนใกล้ชิดตาย การเจ็บป่วยยืดเยื้อ ถูกให้ออกจากงาน หรือถูกคนรักตัดสัมพันธ์จึงอกหัก ซึ่งตามเป็นที่จริง ทุกคนต้องเผชิญอะไรในลักษณะนี้ ไม่ครั้งใดก็หลายครั้งในชีวิต ความเศร้า ความกดดันประเภทที่สองมีความเกี่ยวพันกับความไม่สมดุลของสารเคมีซึ่งอยู่ในประสาทส่วนกลาง สิ่งนี้อาจเกิดจากปัญหาของครอบครัว ความเศร้าซึม ถ้าเป็นหนักจะมีความรุนแรงเท่ากับโรคอย่างหนึ่ง เราจำเป็นต้องระมัดระวังโดยจะไม่ตัดสิน หรือต่อต้านคนมีปัญหาเรื่องความเศร้าซึม หรือความกดดันในสดุดี บทที่ 42 และ ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 19:2-8 เราพบตัวอย่างบุคคลสำคัญจากพระคัมภีร์ที่ประสบความทุกข์ลำบากจากความเศร้าซึมพวกเขาเป็นใคร? และพวกเขามีปัญหาเรื่องอะไร?ชีวิตของบุคคลสำคัญทั้งสองในพระคัมภีร์เดิมตกอยู่ในความยากลำบากชีวิตของพวกเขาอยู่ภายใต้เงามืดของความเศร้าซึม และรู้สึกท้อแท้ ดาวิดใช้เวลาหลายวันหลายคืนร้องไห้ เอลียาห์ได้รับความกดดัน รู้สึกท้อถอยจนถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย แต่นั่นเป็นเพียงความคิด (1 พงศ์กษัตริย์ 19:4)           

ถ้าเอลียาห์ยังคงมีชีวิตอยู่บนโลกในวันนี้ ท่านอาจได้บ่นว่า ท่านเป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสเพียงคนเดียวที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า!พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อดาวิดและเอลียาห์อย่างนุ่มนวล ภายหลังดาวิดรู้สึกว่าท่านจะต้องมอบความหวังไว้ในพระเจ้า (สดุดี 42:11) และผลที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตของท่านเติมเต็มด้วยการถวายสรรเสริญแด่องค์พระเจ้า และด้วยเสียงเบาๆ ท่ามกลางความสงบ พระเจ้าทรงเตือนท่านเอลียาห์เกี่ยวกับพันธกิจที่ทรงมอบหมายให้ทำ และบอกด้วยว่ากำลังวังชาของท่านมาจากไหน จากนั้นยามีปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ตามมา อย่างเช่น ท้องผูก ปวดศีรษะ และปวดหลังถ้ายังไม่รับรู้ในสภาพของตน และได้รับการเยียวยาแก้ไข จากความเศร้าซึมหนักเข้าจะกลายเป็นความซึมเศร้า ที่มักจะปลีกตัวออกห่างผู้อื่น และอาจลงท้ายด้วยการฆ่าตัวตายความเศร้าซึม และกดดันมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกมาจากเหตุการณ์อันไม่น่าอภิรมย์ในชีวิต อย่างคนใกล้ชิดตาย การเจ็บป่วยยืดเยื้อ ถูกให้ออกจากงาน หรือถูกคนรักตัดสัมพันธ์จึงอกหัก ซึ่งตามเป็นที่จริง ทุกคนต้องเผชิญอะไรในลักษณะนี้ ไม่ครั้งใดก็หลายครั้งในชีวิต ความเศร้า ความกดดันประเภทที่สองมีความเกี่ยวพันกับความไม่สมดุลของสารเคมีซึ่งอยู่ในประสาทส่วนกลาง สิ่งนี้อาจเกิดจากปัญหาของครอบครัว ความเศร้าซึม ถ้าเป็นหนักจะมีความรุนแรงเท่ากับโรคอย่างหนึ่ง เราจำเป็นต้องระมัดระวังโดยจะไม่ตัดสิน หรือต่อต้านคนมีปัญหาเรื่องความเศร้าซึม หรือความกดดันในสดุดี บทที่ 42 และ ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 19:2-8 เราพบตัวอย่างบุคคลสำคัญจากพระคัมภีร์ที่ประสบความทุกข์ลำบากจากความเศร้าซึมพวกเขาเป็นใคร? และพวกเขามีปัญหาเรื่องอะไร?ชีวิตของบุคคลสำคัญทั้งสองในพระคัมภีร์เดิมตกอยู่ในความยากลำบาก

         ชีวิตของพวกเขาอยู่ภายใต้เงามืดของความเศร้าซึม และรู้สึกท้อแท้ ดาวิดใช้

เวลาหลายวันหลายคืนร้องไห้ เอลียาห์ได้รับความกดดัน รู้สึกท้อถอยจนถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย แต่นั่นเป็นเพียงความคิด (1 พงศ์กษัตริย์ 19:4) ถ้าเอลียาห์ยังคงมีชีวิตอยู่บนโลกในวันนี้ ท่านอาจได้บ่นว่า ท่านเป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสเพียงคนเดียวที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า!

          พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อดาวิดและเอลียาห์อย่างนุ่มนวล ภายหลังดาวิดรู้สึกว่าท่านจะต้องมอบความหวังไว้ในพระเจ้า (สดุดี 42:11) และผลที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตของท่านเติมเต็มด้วยการถวายสรรเสริญแด่องค์พระเจ้า และด้วยเสียงเบาๆ ท่ามกลางความสงบ พระเจ้าทรงเตือนท่านเอลียาห์เกี่ยวกับพันธกิจที่ทรงมอบหมายให้ทำ และบอกด้วยว่ากำลังวังชาของท่านมาจากไหน จากนั้นเอลียาห์ลุกขึ้นและมุ่งหน้าต่อไป และท่านได้เริ่มถ่ายทอด และฝึกการรับใช้ให้กับเอลีชา ซึ่งต่อมาได้สานพันธกิจต่อจากท่านเอลียาห์

           ทุกคนในบางขณะของชีวิต จะต้องต่อสู้ ฟันฝ่ากับความเศร้าซึมและรู้สึกท้อแท้ ความเศร้าซึมอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ท่านยังอาจเลือกที่จะหลีกเลี่ยงมัน ท่านกำลังทำการเลือกประเภทใด การเลือกนั้นจะนำไปสู่ที่ไหน?

วันจันทร์ ความกังวลกับชีวิตนี้ (มีคาห์ 6:8)

“มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี และพระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้กระทำความยุติธรรมและรักสัจกรุณา และดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้าของเจ้า” (มีคาห์ 6:8)

          บ่อยครั้งเราลืมเรื่อง “การมองโลกในแง่ดี มีความหวัง” โดยเฉพาะเมื่อเรามัวยุ่งกับตารางเวลางาน หรือธุรกิจของเรา เราอาจมุ่งอยู่กับสิ่งต่างๆ และทำงานจนละเลยความสัมพันธ์ของเรากับพระเยซูไป ความสัมพันธ์นี้มีความสำคัญมาก ต่อการเติบโตในชีวิตของเราทั้งหลายมีคาห์ 6:8; ลูกา 8:14; ลูกา 10:38-42 และลูกา 12:16-21 บอกเกี่ยวกับว่าเราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไร? มีบทเรียนอะไรที่เราจะเรียนรู้ได้จากตัวอย่างแต่ละตัวอย่างเหล่านี้?ผู้คนมักทำงานหนักเสมอเพื่อให้ประสพความสำเร็จ พวกเขามักทำงานจนดึกดื่นเพื่อไล่ตามเป้าหมายให้ทัน เราวิ่งตามความสำเร็จบ่อยแค่ไหน ขณะเดียวกันเราเพิกเฉยต่อความสัมพันธ์ของเรากับพระเยซู เราควรถามตนเองว่า“สิ่งที่ฉันทำ พูด และคิด สำคัญมากไหม? หรือว่า ฉันอยากจะเป็นเหมือนชาวนา“ที่ประสพความสำเร็จ” ให้อ่านเรื่องเศรษฐีชาวนาของพระเยซู (ลูกา 12:16-20และลูกา 21:34) ซึ่งลงเอยด้วยการเป็นชาวนาที่โง่เขลา เพราะชีวิตของเขาสิ้นเสียก่อน ก่อนที่จะได้ชื่นชมกับผลผลิตมหาศาล และสมบัติพัสถานอันมากมายมารธา ยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหาร และเครื่องดื่มสำหรับแขกพิเศษ คือพระเยซู ซึ่งก็เหมือนกับเรา เธอขยันขันแข็งมากในงานเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและเธอลืมการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการงาน พระเยซูทรงเตือนมารธาว่า มารีย์นั้นได้ทำการเลือกอย่างฉลาด ด้วยการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า เหนือกว่าการงานเพื่อความสำเร็จและในบางครั้ง เหมือนกับเมล็ดพืชที่ตกบนทางเดิน หรือพุ่มหนาม เราอาจติดใน “กับดักของปัญหา”ของชีวิตนี้ ในความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่นี้ อาจรวมถึงการเอาใจใส่ในความต้องการของครอบครัว การศึกษา หรือสิ่งดีเพื่อเด็กๆ ของเรา หรือเพียงเพื่อให้มีชีวิตทัดเทียมกับคนอื่นในโลกแห่งการทรยศใบนี้ แต่การรักษาความสัมพันธ์ไว้กับพระเยซู สิ่งนี้จะมีอิทธิพลต่อทุกส่วนของชีวิตเรา อีกทั้งจะเป็นการหนุนใจให้มุ่งมองโลกในแง่บวก อันจะทำให้เราเต็มไปด้วยความหวัง มีท่าทียิ้มสู้แม้ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก และความกดดัน

มีอะไรที่ท่านกำลังทำอยู่ จะเป็นสิ่งให้จดจำไปชั่วนิรันดร์? และ

ท่านกำลังทำสิ่งที่วันหนึ่งจะถูกลืมตลอดไปมากเท่าไร? คำตอบของ

ท่านบอกอะไรเกี่ยวกับตัวท่านเองว่า ท่านดำเนินชีวิตอย่างไร และมี

การเลือกอะไรที่ท่านจำเป็นต้องทำ?

วันอังคาร จงชื่นบานอยู่เสมอ (1 เธสะโลนิกา 5:16, 17)

“จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” (1 เธสะโลนิกา

5:16, 17)

คำเตือนทั้งสองคือ ใน 1 เธสะโลนิกา 5:16 และ 17 มีความเกี่ยวพันกันอย่างไร?เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว มีบทความมากมายถูกเขียนขึ้นเกี่ยวกับ “การสรรเสริญพระเจ้า” สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาทุกประเภท ซึ่งตามหลักการแล้วถือเป็นเรื่องดี แต่บทความหลายชิ้นเหล่านี้ทำให้คนที่กำลังเจ็บป่วยหนัก ดิ้นรนต่อสู้กับความตาย ผู้มีความพิการและเจ็บปวดใจ รู้สึกผิดบาปในชีวิต ซึ่งดูเหมือนว่า พวกเขาเป็นคนไม่สัตย์ซื่อต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่ได้ดำเนินชีวิตเหมือนคริสเตียนแท้ ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่รู้สึกชื่นชมยินดี และมีความสุข จึงไม่ได้เปล่งคำสรรเสริญพระเจ้าอย่างเต็มที่ ขณะพวกเขาตกอยู่ในความยากลำบาก

          ที่จริงแล้ว เราไม่รู้สึกชื่นชมยินดีเสมอในทุกสถานการณ์ เป็นที่แน่ใจว่าพระเยซูไม่ทรงเป็นเช่นนั้น (มัทธิว 26:38; ยอห์น 11:35) แล้วใครกล้าจะพูดว่า พระเยซูไม่ทรงสัตย์ซื่อ? โยบสัตย์ซื่อต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ไม่ปรากฏว่า เขามีความชื่นชมยินดีเป็นส่วนใหญ่ หนังสือโยบที่ถูกเรียกตามชื่อของเขาบันทึกว่า เขารู้สึกเป็นทุกข์โศกเศร้าอย่างหนัก และร้องไห้ในความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นแม้จะมีความเจ็บปวด และความเศร้าใจในชีวิต เรายังอาจหาเหตุผลสำหรับความยินดี และมองทุกสิ่งในด้านบวกได้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเหตุผลเหล่านี้ เป็นความรู้สึกที่อยู่เหนือปัญหาความยุ่งยากต่างๆ มากเพียงใด ที่มันอาจปะทุขึ้นรบกวนเราได้เป็นครั้งคราว แต่เรายังขอบคุณพระเยซูในพระสัญญาที่ทรง        ประทานให้เราทราบว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวและเราทราบอีกด้วยว่า ไม่ว่าเราจะต้องผ่านความยากลำบากและปัญหาที่คิดไม่ตกมากเพียงใด และได้รับความทุกข์ยากเพียงไหน พระเจ้ายังคงรัก และเอาพระทัยใส่พวกเรา อนึ่งการมีชีวิตท่ามกลางความยากลำบาก ควรจะเป็นเวลาที่เราจะยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถรู้สึกชื่นชมยินดี และมองทุกสิ่งในด้านบวกได้ แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์เลวร้ายสุดสุดมีความหวัง และการมองโลกในแง่ดีอะไร ที่ท่านสามารถเรียนรู้ได้จากพระสัญญาที่พบได้ ในโรม 8:31; โรม 8:35-39; 1 ยอห์น 3:1 และวิวรณ์ 21:4?

มีพระสัญญาจากพระคัมภีร์ข้อใดอีก ที่ท่านสามารถนำมาอ้างในการอธิษฐาน เพื่อท่านจะมีเหตุผลในการมองทุกสิ่งในแง่ดีและมีความหวังเต็มๆ แม้จะอยู่ระหว่างความยากลำบากได้? ข้อพระสัญญาเหล่านี้จะช่วยท่านยืนหยัดผ่านสถานการณ์ความยากลำบากได้อย่างไร?

วันพุธ การหัวเราะ และการเยียวยา (2 โครินธ์ 12:9, 10)

“แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหงในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (2 โครินธ์ 12:9, 10)

          ร่างกาย หลังจากที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่านอร์แมนเป็นโรคอะไร แพทย์ได้สั่งยาแก้ปวดให้นอร์แมนหลายขนาน เพื่อบรรเทาอาการปวด และให้ยาระงับประสาทด้วย ในจำนวนยาแก้ปวด มีตั้งแต่แอสไพริน ไปจนถึงโคดิอีน (codeine) และแพทย์ได้ให้ยานอนหลับอีกหลายชนิด ในช่วงเวลาสั้นๆ ร่างกายของนอร์แมนตอบสนองต่อยาที่แพทย์สั่งให้ แต่ต่อมาผิวหนังของนอร์แมนแตกระแหงเป็นร่องเล็กๆ เหมือนรังผึ้ง ตอนนี้การเจ็บปวดของผิวหนังที่แตกออกสร้างความทรมานให้กับนอร์แมน มากกว่าโรคที่เขาเป็นอยู่เสียอีก อาการของนอร์แมนดูเหมือนจะแย่ลงทุกขณะโดยเฉพาะตามสถิติแล้ว มีเพียงหนึ่งในห้าร้อยรายเท่านั้นที่หายจากโรคนี้ได้ในที่สุด นอร์แมนรู้สึกท้อแท้จากการใช้ยาจำนวนมากมายที่แพทย์สั่งเขาเริ่มดูภาพยนต์จากรายการยอดนิยมทาง ที.วี. รายการนี้ชื่อว่า “ตากล้องเถรตรง” ขณะนอนบนเตียง เขาหัวเราะ และหัวเราะกับการแสดงตลก แทบไม่น่าเชื่อ นอร์แมนสังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ยิ่งหัวเราะ เขายิ่งรู้สึกดีขึ้นบางครั้งพยาบาลจะอ่านเรื่องขำขันให้เขาฟัง ซึ่งทำให้เขาหัวเราะออกมาดังๆเวลาผ่านไป แพทย์ได้บอกกับนอร์แมนว่า อาการโดยทั่วไปของเขาดีขึ้น ก้อนแข็งๆตามผิวหนังยุบลงไป ประมาณสองเดือนต่อมา นอร์แมนกลับไปทำงานไม่นานหลังจากนั้น นอร์แมนที่เมื่อก่อนพลิกตัวก็แสนจะเจ็บปวด แต่ตอนนี้เขาเล่นเทนนิสได้ เล่นกอล์ฟได้ เล่นเปียโน และแม้แต่ขี่ม้าได้ด้วย!มีใครคนหนึ่งกล่าวว่า การหัวเราะเป็นตัวยาดีที่สุด ของกระบวนยาทั้งหมด ที่ใช้รักษาปัญหาเรื่องสุขภาพของเรา เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ท่าทีความคิด และความรู้สึกดีๆ สามารถมีอิทธิพลในด้านบวกต่อสุขภาพของเรา

          บ่อยครั้งท่าที เป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ถ้าเราต้องการจริงๆ ท่าทีทั่วไปของท่านเป็นอย่างไร? ท่านสามารถเรียนรู้ที่จะมีแนวคิดด้านบวกมากขึ้นได้อย่างไร? การมุ่งมองไปที่ไม้กางเขน จะสามารถช่วยให้เรามีท่าทีด้านบวกมากขึ้นในชีวิตของเราอย่างไร?

วันพฤหัสบดี จิตใจที่ร่าเริง (สุภาษิต 17:22)

“ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง”(สุภาษิต 17:22)

           ถูกแล้ว ผู้ที่หัวเราะและมีความชื่นชม เป็นสิ่งดีต่อร่างกายของเขา การหัวเราะทำให้ปอดได้ออกกำลัง มันทำให้การไหลเวียนของเลือดสู่หัวใจดีขึ้น ผลที่ตามมาคือ ออกซิเจนเข้าสู่กระแสโลหิตได้มากขึ้น การหัวเราะทำให้บุคคลรู้สึกผ่อนคลาย แม้แต่อาจทำให้ความดันเลือดลดลงได้ด้วย การหัวเราะทำให้ร่างกายสร้างสารเคมีตัวหนึ่งเรียกชื่อว่า “เอ็นดอร์ฟิน” (endorphins) เอ็นดอร์ฟินตัวนี้จะทำให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ทำให้คนหนึ่งมีอารมณ์ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ และระบบภูมิต้านทานโรคการมองสิ่งต่างๆ ในแง่ดี และการทำใจให้ร่าเริง สามารถเป็นไปได้ เมื่อคนหนึ่งทราบว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงควบคุมชีวิตของเรา เราทราบด้วยว่า เป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งจะหัวเราะตลอดเวลา แต่เราสามารถพยายามที่จะมีท่าทีในด้านบวกได้ท่านสามารถนำเอาข้อพระคัมภีร์ อิสาห์ 26:1-4 มาใช้ทำให้เกิดผลดีกับชีวิตของท่านได้อย่างไร?

           เมื่อจิตใจของเรายืนหยัดมั่นคงและไว้วางใจในพระเจ้า เราได้กำไรหลายอย่างการศึกษาวิจัย ได้แสดงให้เห็นว่า การมองคนอื่นในแง่ดี สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อได้ มันช่วยให้เรามีอารมณ์ดีที่จะอยู่กับผู้คนรอบข้าง ขณะที่เราทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระคริสต์ให้เติบโตขึ้น สุขภาพร่างกายของเราก็จะดีขึ้นด้วย นอกจากที่เราได้รับการเยียวยาทั้งด้านอารมณ์และจิตวิญญาณแล้ว การเยียวยาดังกล่าวยังมีอิทธิพลทำให้ผู้ที่อยู่ระหว่างการเจ็บป่วยฝ่ายร่างกายพลอยได้รับการเยียวยาด้วยเราได้เผชิญกับการเลือกในสุภาษิต 17:22 : การมีใจรื่นเริงทำให้เกิดผลดี แต่จิตวิญญาณที่แตกหัก จะมีผลด้านลบต่อสุขภาพโดยรวม กษัตริย์ดาวิดเรียนรู้ในความสำคัญของการเลือก ดาวิดเตือนตัวเองเกี่ยวกับการปกปักรักษา

           ของพระเจ้า ผู้ทรงเอาพระทัยใส่ในการต่อสู้ดิ้นรนของเราสดุดี บทที่ 27 ได้นำเสนอความหวังอะไรให้เรา? เราจะสามารถใช้พระวจนะเหล่านี้ในชีวิตของเราอย่างไร?

มีข้อพิสูจน์มากมายว่า การมีความสัมพันธ์เข้มแข็งกับพระเจ้ามีอิทธิพลต่อสุขภาพโดยรวมของเรา ท่านมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไร เพื่อที่จะมีความสัมพันธ์ดีขึ้นกับองค์พระผู้เป็นเจ้า?

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม:

อ่านหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. “การเยียวยาจิตใจ” ใน “TheMinistry (Work Done for God) of Healing.” Pages 241-259.“ไม่มีสิ่งใดจะส่งเสริมสุขภาพของร่างกาย และจิตวิญญาณ ได้มากกว่าจิตวิญญาณที่รู้สึกขอบคุณ และจิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยคำสรรเสริญองค์พระเจ้า เป็นหน้าที่ด้านบวกที่จะปฏิเสธความเศร้า ความคิด และความรู้สึกไม่พึงพอใจ ถ้าเราผูกพันอยู่กับสวรรค์ เราในฐานะรวมกันเป็นกลุ่ม เราจะเศร้าโศกและบ่นว่า ตลอดเส้นทางไปสู่บ้านพระบิดาหรือ?” จาก เอลเลน จี.ไวท์.“แพทยผู้ประเสริฐ” หน้า 251“ปราศจากไม้กางเขน มนุษย์ไม่อาจรวมเป็นหนึ่งกับพระบิดาได้ ความหวังของเราพึ่งพิงอยู่กับไม้กางเขน จากไม้กางเขนปรากฏแสงสว่างแห่งความรักของพระผู้ช่วยให้รอดฉายออกมา ณ เชิงไม้กางเขนเป็นจุดที่คนบาปทั้งหลายมองขึ้นไปยังพระเยซู ผู้สิ้นพระชนม์เพื่อไถ่พวกเขาให้รอด ทั้งนี้เพื่อพวกเขาจะชื่นชมยินดีอย่างเปี่ยมล้น เพราะว่าความบาปของเขาได้ถูกยกแล้ว พวกเขาต้องคุกเข่าลงด้วยความเชื่อที่ไม้กางเขน คนบาปทั้งหลายได้มาถึงจุดสูงสุดที่มนุษย์สามารถไปถึงได้” จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. “กิจการของอัครทูต”หน้า 209, 210“ในความหวังแห่งความมั่นใจนี้ มีรางวัลเตรียมไว้ในโลกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ คริสเตียนยุคเริ่มแรก มีความชื่นชมยินดี แม้ในช่วงเวลาที่พวกเขาต้อง

           ผ่านความทุกข์ยากเดือดร้อน ท่านเปโตรได้เขียนไว้ว่า “ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ เพื่อการลองดูความเชื่อของท่านอันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ ซึ่งแม้เสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟ จะได้เป็นเหตุให้เกิดความสรรเสริญ เกิดศักดิ์ศรีและเกียรติ ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปรากฏพระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่ แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชมด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้ แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลแห่งความเชื่อ” (1 เปโตร 1:6-9) จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน “กิจการของอัครทูต” หน้า 517, 518

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. ท่านรู้จักใครที่ต้องทนลำบากจากความเศร้าซึม หรือความกดดันไหม? ถ้ารู้จัก ท่านจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้การช่วยเหลือ? บ่อยครั้งการกล่าวถ้อยคำด้วยความกรุณาและแสดงความเห็นอกเห็นใจจะช่วยทำให้คนเหล่านั้นผู้กำลังต่อสู้กับความรู้สึกเศร้าซึม หดหู่ มีกำลังใจดีขึ้น ชั้นของท่าน หรือโบสถ์สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยบุคคลเหล่านั้น?

2. สุภาษิต 3:7 และ 8 กล่าวว่า “อย่าคิดว่าตนฉลาด จงยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย การกระทำเช่นนี้ จะเป็นที่ชุ่มเนื้อของเจ้าและเป็นที่ชื่นฉ่ำแก่กระดูกของตน” คำสั่งนี้ลงตัวกับบทเรียนของสัปดาห์นี้อย่างไร?

3. ครั้งต่อไปเมื่อท่านรู้สึกเศร้าใจ ท้อแท้ หมดหวัง จงพยายามยิ่งที่จะคิดมองสิ่งต่างๆ ในด้านดี คิดเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า อ่าน

ข้อพระคัมภีร์ที่ท่านชอบมาก แล้วร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า และคุกเข่าลงอธิษฐาน ท่านอาจต้องประหลาดใจ ที่ท่านรู้ดีขึ้นมาก

อะไรเช่นนั้น

4. บทเรียนสัปดาห์นี้ได้พูดเกี่ยวกับความรู้สึกของเรา และความสำคัญของการมีความรู้สึกดีๆ แต่เราจะต้องจำไว้ด้วยว่า ความเชื่อไม่ใช่ความรู้สึก เมื่อเรารู้สึกเศร้าเหงาใจ เซื่องซึม หรือท้อถอย นั่นไม่ได้หมายความว่า เราได้สูญเสียความสัมพันธ์กับพระเจ้า ความเชื่อและความรู้สึกต่างกันอย่างไร? เหตุใดจึงมีความสำคัญที่จะรู้จักในความแตกต่าง?




Progress