สิ่งที่ผูกพันเราไว้ด้วยกัน
วันที่ 19 - 25 มิถุนายน 2010
บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
ปฐมกาล 1:27; ยอห์น 1:1-3; โรม 14:7; 1 โครินธ์ 12:14 -26;1 โครินธ์ บทที่ 13; กาลาเทีย 6:2; เอเฟซัส 4:1-16
ข้อควรจำ
เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา(ยอห์น 13:34, 35)
คนที่ไม่มีใครรัก และคนที่น่ารักค่อนข้างจะเป็นคนที่ สร้างความยุ่งยาก หรือประพฤติตนแบบเสี่ยงๆ คนประเภทนี้เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการเกิดโรค หรือเสียชีวิตก่อนวัย ซึ่งอาจสูงถึง 200-500 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่าสิ่งที่น่าเศร้าเหนืออะไรทั้งหมดคือ ความเปล่าเปลี่ยว กีดกั้นเราไว้จากการรู้สึกของความชื่นชมในชีวิตประจำวัน ความชื่นชมยินดีอย่างนี้มาจากความพึงพอใจและความสัมพันธ์ที่ได้รับการเติมให้เต็ม มีงานศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งทำกับภรรยานายทหารจำนวน 170 คน ผู้ซึ่งได้ฝากครรภ์ไว้ก่อนคลอดที่โรงพยาบาลทหารผลจากการศึกษาออกมาว่า ผู้หญิงที่ไม่มีใครให้การสนับสนุนดูแลด้านอารมณ์และด้านจิตวิทยา จะมีปัญหาต่างๆ มากกว่าผู้ที่ได้รับการสนับสนุนดูแลอย่างดีถึงสามเท่า
สิ่งใดเป็นสาเหตุให้เกิดความหงอยเหงา เปล่าเปลี่ยว อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเจ็บป่วย และความทุกข์ใจได้ด้วย ในทางตรงกันข้าม ความรักความใกล้ชิด การติดต่อสัมพันธ์ กับชุมชน สามารถนำสุขภาพ และการเยียวยามาให้ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องทำให้ประหลาดใจ เพราะว่าในความเป็นมนุษย์ เราต้องการอาศัยอยู่ในชุมชน และมีมิตรสัมพันธ์ต่อกันและกัน ด้วยแนวความคิดนี้ในใจ เรามาถึงสัปดาห์สุดท้ายแห่งการศึกษาเรื่องสุขภาพ และการประมาณตน สัปดาห์นี้เราจะศึกษาในหัวข้อซึ่งเป็นคำถามสำคัญเกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น และสิ่งนี้มีอิทธิพลต่อสุขภาพของเราอย่างไร
ศึกษาบทเรียนของสัปดาห์นี้ด้วยใจจดจ่อมากขึ้น: การรักซึ่งกันและกันเป็นข้อกำหนดสำคัญ ในการเป็นสาวกของพระคริสต์ ความรักไม่ได้ส่งพรให้กับผู้ได้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพรสำหรับผู้ให้เช่นเดียวกัน
วันอาทิตย์ รูปร่าง (กาย) ดั้งเดิม (ปฐมกาล 1:27)
พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง (ปฐมกาล 1:27)
ในความเป็นมนุษย์ เราได้ตกลงไปในหลุมลึกแห่งความบาป จนบ่อยครั้งเราลืมไปว่ามันเลวร้ายเพียงใด และลืมไปอีกว่ามันมีอิทธิพลเหนือเรายิ่งนักไม่เป็นการง่ายเลยที่จะทราบว่าเราตกลงไปลึกแค่ไหนแล้ว ทั้งนี้เพราะเราได้ตกลงลึก และเป็นเวลาที่นานมากแล้วนั่นเอง
องค์พระเยซูเองทรงเป็นพระเจ้า ความจริงข้อนี้ช่วยให้เราเข้าใจดีขึ้นว่า การที่เราถูกสร้างมาในพระฉายาของพระองค์ ในปฐมกาล 1:27หมายความว่าอย่างไร? การรู้เรื่องเกี่ยวกับพระเยซู ช่วยให้เราเข้าใจอุปนิสัยของอาดัมและเอวา ในตอนที่สร้างโลกเสร็จอย่างไร?
พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่า เราถูกสร้างมาในพระฉายาของพระเจ้า และก็ชัดเจนด้วยเช่นกันว่า พระเยซูคือพระเจ้า (ยอห์น 1:1-3) ดังนั้นในตอนเริ่มแรกมนุษย์ได้แสดงออกมาให้เห็นว่า มีระดับศีลธรรมเกือบเหมือนกับพระอุปนิสัยของพระเยซู ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูทรงรักเราอย่างมากมาย จนทรงถ่อมพระองค์ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะทรงช่วยเราให้รอด ในตอนเริ่มแรก ความรักของมนุษย์เป็นเหมือนกับของพระเยซู พระเยซูทรงเต็มพระทัยรับใช้ โดยการล้างเท้าให้อัครทูตยูดาส ก่อนมนุษย์ล้มลงในความาป ความรักของมนุษย์ก็เหมือนกับของพระเยซู พระเยซูผู้ทรงกำลังจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนยังทรงใช้เวลาประโลมใจโจรที่กำลังจะตาย นี่คือลักษณะความรักของมนุษย์ก่อนการล้มลงในความบาป บนไม้กางเขนพระเยซูทรงร้องออกมาว่า โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขา เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร (ลูกา 23:34 ) นี่ก็เป็นลักษณะของมนุษย์ ก่อนความบาปจะเข้ามาในโลกเช่นกัน"
พระเยซูทรงสำแดงความรักอันไม่เห็นแก่ตัว และทรงความห่วงใยต่อคนอื่นตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ซึ่งก็เกือบเหมือนกับอุปนิสัยของอาดัมและเอวา ตอนที่พวกเขาถูกสร้างเสร็จใหม่ ตามแบบพระฉายาของพระองค์
ดังนั้น แนวคิดที่ว่า เกือบเหมือนกับพระเยซูหมายความว่า เราถูกสร้างขึ้นมาตามแบบพระฉายาของพระองค์ เราทราบว่าพระองค์ทรงดำเนินไปอย่างไร เราทราบว่าพระองค์ทรงปฏิบัติต่อประชาชน และแม้แต่ทรงรักศัตรูอย่างไร ดังนั้นเราจึงเข้าใจว่า พระทัย และพระลักษณะอุปนิสัยของพระคริสต์เต็มไปด้วยความรัก ที่ไม่เห็นแก่ตัวที่ให้กับคนอื่น ในลักษณะเดียวกับที่เราถูกสร้างขึ้นมาให้รัก และเอาใจใส่ผู้อื่นที่อยู่รอบๆ เราอย่างไม่เห็นแก่ตัวเช่นกัน นี่คือส่วนของความหมายที่ว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาตามแบบพระฉายาของพระเจ้า ดังนั้นเราถูกสร้างมาให้รักและเป็นผู้ที่ถูกรัก และนี่เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถปฏิบัติได้ในอวกาศ แต่ในโลกนี้ เราต้องรักผู้คน เหมือนอย่างที่ผู้คนทั้งหลายต้องการให้คนอื่นรัก นี่คือสิ่งที่ชุมชน และครอบครัวต้องการ
ครุ่นคิดมากขึ้นเกี่ยวกับการที่เราถูกสร้างขึ้นมา ตามแบบพระฉายาของพระเจ้าและพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า หมายความว่าอะไร ความจริงข้อนี้ช่วยเราให้เข้าใจว่าขณะนี้เราเป็นคนบาปหนา และต้องการพระผู้ช่วยให้รอดมากเพียงใด? ยิ่งกว่านั้นอีก ความจริงดังกล่าวช่วยเราให้เข้าใจว่า เหตุใดเราจึงจำเป็นต้องปฏิบัติต่อคนอื่นให้ดีกว่าบ่อยครั้งที่เราได้ทำมาอย่างไร?
วันจันทร์ วิตที่อยู่กันเป็นสังคม (โรม 14:7)
ในพวกเราไม่มีผู้ใดมีชีวิตอยู่เพื่อตนเองฝ่ายเดียว และไม่มีผู้ใดตายเพื่อตนเอง ฝ่ายเดียว (โรม 14:7)
พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์อยู่กันเป็นสังคม ไม่นานหลังจากอาดัมได้ถูกสร้างขึ้น พระเจ้าทรงประทานคู่ชีวิตให้กับเขา พระเจ้าตรัสว่า ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น (ปฐมกาล 2:18)เราจึงมีความต้องการซึ่งกันและกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นี่เป็นจุดสำคัญ ที่เราทั้งหลายจำเป็นต้องเข้าใจมีหลักการสำคัญอะไร ที่พบได้ ในโรม 14:7? ท่านเคยมีประสบการณ์ในพระวจนะข้อนี้ว่าเป็นความจริงเพียงใด?
ในการดำรงชีวิต หรือแม้ตอนที่เราตาย เรามีอิทธิพลบางอย่างต่อคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลในครอบครัวของเรา อย่างเช่นความรับผิดชอบในการเอาใจใส่ต่อสุขภาพของตัวเรา ได้นำพรมาสู่ทั้งเราเอง และบุคคลที่ล้อมรอบเรา
พระธรรมปฐมกาล 2:18; ปัญญาจารย์ 4:9-12 ; 1 โครินธ์ 12:14-26และกาลาเทีย 6:2 บอกเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านสังคม ว่าหมายถึงพรสำหรับเราอย่างไร?
ความสัมพันธ์อันดีในด้านบวก มีอิทธิพลต่อทั้งชีวิตของเราเอง และผู้อื่นด้วยเหตุผลข้อนี้ เราควรเรียนรู้ที่จะ ให้ และ รับ ด้วยการขอบพระคุณ ไม่
เป็นการถูกต้องที่จะพูดว่า มันเป็นเรื่องของฉัน คนอื่นธุระไม่ใช่ คำว่า สังคมอย่างเช่นสังคมของคริสเตียน มีส่วนช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกัน แม้แต่ในเรื่องของสุขภาพชีวิตของมนุษย์เป็นสิ่งมีค่าล้ำในการสร้างของพระเจ้า เมื่อชีวิตมีค่าสูงส่งจึงสมควรได้รับการปกปักรักษาไว้ ในหลายพื้นที่ของโลกนี้ชีวิตของมนุษย์มีค่า ถูก แต่สำหรับคริสเตียนแต่ละคนล้วนมีค่าสูงสุด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะลงทุนไม่เพียงเพื่อสุขภาพของเราเท่านั้น แต่ควรเป็นสำหรับสุขภาพของคนอื่นๆด้วย แพทย์คนหนึ่งได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับความผูกพันทางสังคม และการสนับสนุนด้านสังคมว่ามีผลต่อการเกิดโรค และความตายหรือไม่ และได้พบว่าสังคมที่ใกล้ชิดผูกพันกันแน่นเหนียวตามแบบวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น นำไปสู่ผลดีที่สุดในด้านสุขภาพ ยิ่งสังคมมีความผูกพันต่อกันมากเท่าไร ผลลัพธ์คือมีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น แพทย์คนนี้ได้พบว่า การแยกตัวจากสังคมที่ผูกพันใกล้ชิด ความหงอยเหงา โดดเดี่ยว ผลคือนำไปสู่การมีสุขภาพเสื่อมลง และอัตราการตายสูงขึ้นด้วย การที่คนเรามีความสุข มีความพึงพอใจ และมิตรภาพอันดี นำไปสู่การมีสุขภาพร่างกายดี จิตใจ และหัวใจทำงานได้ดี
มีด้านใดบ้าง ที่ท่านได้กำไรจากการมีความสัมพันธ์ด้านสังคม?ท่านจะช่วยคนอื่นให้รับประโยชน์อย่างเดียวกันได้อย่างไร? ท่านคิดว่าเป็นฝ่ายได้มากกว่าจากการมีความสัมพันธ์ หรือท่านเป็นฝ่ายให้มากกว่า? คำตอบของท่านบอกอะไรเกี่ยวกับตัวท่าน?
วันอังคาร ความเป็นหนึ่งในความรอด (เอเฟซัส 4:1-16)
เหตุฉะนั้นข้าพเจ้า ผู้ถูกจำจองเพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้าขอวิงวอนท่าน ให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้น ด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว พระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของคนทั้งปวง ผู้ทรงอยู่เหนือคนทั้งปวง และทั่วคนทั้งปวง และในคนทั้งปวงแต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ (เอเฟซัส 4:1-7)
พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ทุกชาติ สืบสายโลหิตอันเดียวกันให้อยู่ทั่วพิภพโลก และได้ทรงกำหนดเวลาและเขตแดนให้เขาอยู่ (กิจการฯ 17:26)จากพระวจนะข้อนี้ เราได้ทราบว่ามนุษย์ทั้งโลก มีความเกี่ยวพันต่อกัน และโดยความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรา ทุกคนสามารถได้รับความรอดโดยพระโลหิตอันประเสริฐของพระคริสต์ทั้งนี้เพราะ พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านานพระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย แต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่ (2 เปโตร3:9) พระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดเจนว่า เราทั้งหลายมีโอกาสได้รับความรอดในองค์พระเยซูกันทุกคน ดังนั้นจึงควรทำให้กำแพง หรือสิ่งขวางกั้นทั้งหลายพังทลายลง ทั้งนี้เพราะเราเป็นเหมือนกันในสายพระเนตรของพระเจ้า คือเราเป็นคนบาปและต่างต้องการพระคุณของพระเจ้า
ในเอเฟซัส 4:1-16 ท่านเปาโลพรรณนาถึงคนทั้งหลายผู้ถูกซื้อไว้แล้วด้วยพระโลหิตของพระเยซูอย่างไร? การที่เรามีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน มีความหมายว่าอะไร?
ไม่มีใครเกลียดชังร่างกายของเขา หรือของเธอเอง (เอเฟซัส 5:29,30)อวัยวะทุกส่วนทำงานประสานกันอย่างกลมกลืน ถ้าส่วนหนึ่งของร่างกายได้รับบาดเจ็บ ส่วนอื่นจะได้รับผลกระทบ ถ้าพี่น้องคริสเตียนยิ่งใกล้ชิดกัน จะพร้อมมากขึ้นในการร่วมเผชิญกับปัญหา และมีพลังอำนาจ มีพลังใจมากขึ้นต่อการแก้ปัญหานั้นๆ เมื่อเราใกล้ชิดสนิทสนม และให้การช่วยเหลือเจือจุนซึ่งกันและกัน สุขภาพและกำลังใจของเราจะดีขึ้น มีการบันทึกผลของการทดลองว่า กลุ่มผู้อาสาสมัครสุขภาพดีกลุ่มหนึ่งจำวน 276 คน ไปทำงานคลุกคลีกับผู้มีไวรัสหวัดแบบทั่วไป ผลการทดลองพบว่า อาสาสมัครผู้ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร กล่าวคือมีการสังคมน้อย มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหวัดเป็น 4 เท่าของอาสาสมัคร ที่ชอบการสังคมและมีความสัมพันธ์ดีกับคนอื่น ความแตกต่างนี้อธิบายได้จากองค์ประกอบเช่น ภูมิต้านทาน การสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย ความยาวนานของการนอน (นับเป็นชั่วโมง) การใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อสรุปของการทดลองมีว่าการทำงานร่วมกัน ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน ช่วยให้ผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับคนอื่น มีพลังต่อสู้กับการติดเชื้อหวัดได้ดีกว่าจากจุดสำคัญต่างๆ
ในเรื่องสุขภาพที่เราได้ศึกษามาในไตรมาสนี้สุขภาพด้านอารมณ์ของเรา สุขภาพของจิตใจ และจิตวิญญาณของเรา สามารถมีอิทธิพลอันทรงพลังต่อสุขภาพกายของเรา และความสัมพันธ์ของเรา ที่มีกับคนอื่นๆ มีความสำคัญต่อสุขภาพของเราด้วย แน่นอน มีบางเวลาที่ส่วนใหญ่ของพวกเราต้องการอยู่ตามลำพัง แต่นั่นไม่ใช่อย่างเดียวกับการที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือกลุ่มคนที่ใหญ่ขึ้น ในสังคมแต่ละคนจะให้การสนับสนุนคนในกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ต้องการ
ท่านอาจเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโบสถ์ และชุมชนที่ท่านอยู่มากขึ้นได้อย่างไร? ท่านจะต้องตายต่อตนเองมากเท่าไร จึงจะเข้าไปมีส่วนได้มากขึ้น? ท่านมีของประทานอะไรที่อาจนำไปใช้ช่วยเหลือคนอื่นได้?
วันพุธ บสนุนซึ่งกันและกัน (1 โครินธ์ บทที่ 13)
ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉาไม่อวดตัว ไม่หยิ่ง ผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียวไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิดแต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิด
ของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอและทนต่อทุกอย่าง (1 โครินธ์ 13:4-7)
เราต่างยอมรับในคุณค่าของการรับใช้เพื่อนมนุษย์คนอื่น เราจึงสามารถเข้าใจว่าเหตุใด เอลเลน จี.ไวท์. จึงเขียนข้อความนี้ในหนังสือ พันธกิจด้านการแพทย์ (Medical Ministry) ว่า คริสเตียนจำเป็นแสดงความกรุณา และดำเนินชีวิตในทางบริสุทธิ์ หน้า 204 คนหนึ่งอาจเรียนรู้คำสอนในพระคัมภีร์ได้ลึกซึ้ง แต่ถ้าเขา หรือเธอไม่มีใจรัก ใจกรุณา และเอาใจใส่ผู้อื่น ความรู้ที่เขามีจะให้ประโยชน์อะไร นี่ก็คล้ายกับอัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้ ใน 1 โครินธ์บทที่ 13 การที่เราจะอ่านบทนี้เป็นครั้งคราวจะช่วยให้เราได้รับอะไรดีๆ ไปใช้ขณะที่อ่านอย่าลืมถามตัวเราเองด้วยว่า เราปฏิบัติตามพระวจนะที่ท่านเปาโลสอนไว้อย่างจริงจังเพียงไร
พระธรรม ยอห์น 13:35; โรม 15:7; เอเฟซัส 4:32; โคโลสี 3:13;1 เธสะโลนิกา 4:18; ยากอบ 5:16; 1 เปโตร 3:8; 1 เปโตร 4:9 และ1 ยอห์น 1:7 สอนเราเกี่ยวกับว่า เราจะมีส่วนผูกพันต่อกันและกันอย่างไร?
มีสิ่งหนึ่งในจำนวนหลายสิ่งที่คริสเตียนจะทำได้ คือติดตามแบบอย่างการให้ความรักกับประชาชนของพระเยซู ไม่ว่าพวกเขาจะมีความอ่อนแอเพียงไรพระเยซูทรงรักอัครทูต และสาวกของพระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะมีจุดอ่อนตรงไหน และความล้มเหลวในเรื่องอะไร พระเยซูทรงดูแล และปกป้องพวกเขาแม้แต่กับผู้ปฏิเสธที่จะรับพระองค์และสุดท้ายทรยศต่อพระองค์ เราถูกเรียกมาให้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นเมื่อพระคริสต์ทำงานในชีวิตของเราเท่านั้น และพระองค์จะทำได้ขึ้นอยู่กับเรามอบถวายชีวิตให้พระองค์มากเพียงใด และยอมให้พระองค์เข้ามาทำการ เช่นเดียวกับที่เราเข้าใจพระคุณ และพระกรุณา ที่พระเจ้าทรงประทานให้เรา เราสามารถเริ่มต้นทำสิ่งเดียวกันกับคนอื่น การที่เราจะรักและกรุณาบุคคลที่น่ารักเป็นเรื่องง่าย เกือบทุกคนทำได้แต่สมมุติเราถูกเรียกให้รักคนที่เข้ากับเราได้ยาก หรือคนที่ปฏิบัติต่อเราอย่างไม่ยุติธรรมมาก่อน อย่างนี้เราต้องการพระคุณของพระเจ้าให้เข้ามาทำการในตัวเราก่อนจึงจะเป็นไปได้
ท่านรักเหล่าคนที่ไม่ง่ายที่จะรักพวกเขาได้อย่างไร? ท่านสามารถเรียนรู้ที่จะทำในจุดนี้ได้อย่างไร? ถ้าเป็นในสมัยพระเยซูพระองค์จะปฏิบัติต่อคนนั้นอย่างไร? พระองค์จะทรงสั่งว่า จงไป และทำอย่างเดียวกัน ไหม?
วันพฤหัสบดี รับใช้ซึ่งกันและกัน (โรม 12:4-8)
เพราะว่า ในร่างกายอันเดียวนั้น เรามีอวัยวะหลายอย่าง และอวัยวะนั้นๆ มิได้มีหน้าที่เหมือนกันฉันใด พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์ และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้นและเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณ ที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตาก็จงแสดงด้วยใจยินดี (โรม 12:4-8)
ชีวิตของพระคริสต์บนโลก เป็นชีวิตแห่งการรับใช้ จากวันเริ่มต้นในพันธกิจของพระองค์ ต่อเนื่องไปจนวันสุดท้าย พระเยซูทรงรับใช้ปวงชนโดยตลอด พระคัมภีร์กล่าวด้วยว่า พระองค์ยังคงรับใช้พวกเราในทุกวันนี้ (ฮีบรู2:17, 18)
เราทุกคนถูกสร้างมา ด้วยของประทานฝ่ายจิตวิญญาณเฉพาะบางประการ ทั้งนี้เพื่อพันธกิจรับใช้ มีของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์อะไรที่พบได้ใน โรม 12:4-8; 1 โครินธ์ 12:1-5 และเอเฟซัส 4:8-11?
ในฐานะเป็นมนุษย์ เราถูกสร้างขึ้นมาให้รักคนอื่น เหมือนที่พระเยซูทรงรัก และเมื่อเราทำสิ่งนี้ เราได้ช่วยคนอื่น และตัวเราเองด้วย
หยุดคิดสักครู่หนึ่ง ท่านรู้สึกดีภายในอย่างไร เมื่อท่านได้ออกไปให้การช่วยเหลือคนอื่น เช่นไปช่วยหญิงหม้าย ลูกกำพร้า (ไปแจกสิ่งของ หรือไปกับแพทย์เคลื่อนที่-ผู้แปล) ท่านออกไปโดยไม่หวังสินจ้างรางวัลใดๆ บางครั้งเมื่อเราออกไปประกาศพระกิตติคุณ เรากลับได้รับการสัมผัสเสียเอง เรามีความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ เราอาจไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นมาก่อน นั่นเป็นเพราะเราให้ตัวเราเองในการรับใช้ และเพราะเราดำเนินชีวิตตามที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนไว้ให้ เราได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างเราให้มาทำ
การมองชีวิตและสิ่งแวดล้อมด้วยความคิดด้านบวก มีอิทธิพลด้านดีต่อร่างกายของเรา กล่าวคือร่างกายของเราทำงานได้ดีกว่า เมื่อเรารู้สึกในด้านบวก เรามีความสุข และเติมเต็ม นี่ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร เพราะการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ได้แสดงผลออกมาแล้วว่า การกระทำดีต่อคนอื่น การคิดในด้านบวกมีผลดีต่อการรักษาโรค โดยการช่วยเหลือคนอื่น เรารู้สึกดีขึ้นและเมื่อเรารู้สึกดีขึ้น สุขภาพกายเราพลอยดีขึ้นด้วย นี่ช่างเป็นความสมบูรณ์ที่ไปด้วยกัน!
พี่น้องชายหญิงของข้าพเจ้า ท่านถูกเลือกมาให้มีเสรีภาพ แต่อย่าใช้เสรีภาพของท่านเป็นข้อแก้ตัวที่จะมีชีวิตอยู่ในความบาป แทนที่จะทำเช่นนั้นให้ท่านรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรัก (กาลาเทีย5:13) คำว่า การรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรัก มีความหมายว่าอย่างไร? ท่านจะนำคำสอนเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตของท่านเดี๋ยวนี้ได้อย่างไร? คิดถึงบางคนที่ท่านอาจ รับใช้ด้วยความรัก ได้จากนั้นเริ่มปฏิบัติแม้นั่นหมายถึงว่า ท่านจะต้องปฏิเสธตนเอง ซึ่งจะว่าไปไม่มีข้อสงสัยเลยว่า มีใครบ้างตรงนั้นที่ไม่ต้องการท่าน
วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม:
อ่านหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. การทรงสร้าง ใน บรรพชนและผู้เผยพระวจนะ หน้า 44-51 บทที่ชื่อ สังคมที่บริสุทธิ์ ใน Counsel(Advice) on Health ages 567-67; Saved to Serve, in The Ministryof Healing, pages 95-107. Development (Growth) and Service Inแพทย์ผู้ประเสริฐ หน้า 497-502
หลายคนรู้สึกว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ไปเยือนสถานที่พระคริสต์ทรงบังเกิด ขณะที่พระองค์ทรงอยู่ในโลก ที่จะได้เดินไปในที่พระองค์ทรงดำเนินที่จะได้เห็นทะเลสาบกาลิลี ที่พระองค์ทรงยืนบนเรือเทศนาสั่งสอน อีกทั้งเนินเขาและหุบเขาที่พระองค์ทรงมองดูอยู่บ่อยๆ แต่ความจริงมีว่า เราไม่จำเป็นต้องไปที่เมืองนาซาเร็ธ เมืองคาเปอรนาอุม หรือเมืองเบธานี เพื่อที่จะได้เดินตามรอยพระบาทของพระเยซู เราสามารถพบรอยพระบาทของพระองค์ที่ข้างเตียงคนไข้ ณ สถานที่คนจนอาศัยอยู่ในท่ามกลางฝูงชนในเมืองใหญ่ทั้งหลายและในทุกแหล่งแห่งที่ดวงใจของมนุษย์ต้องการการปลอบประโลม เราจะต้องให้อาหารแก่คนหิวโหย ให้เสื้อผ้าแก่คนยากจน ให้การปลอบโยนผู้มีความทุกข์โศก และเจ็บป่วย เราจะต้องให้การรับใช้ผู้รู้สึกท้อถอย ผู้มีความเศร้าซึม ให้ความหวังแก่ผู้ที่สิ้นหวังความรักของพระคริสต์ได้สำแดงออกมาในการรับใช้โดยไม่เห็นแก่พระองค์เอง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงผู้กระทำความผิดบาปมากกว่าดาบ หรือที่ศาลตัดสินลงโทษ สิ่งดังกล่าวอาจทำให้ผู้ละเมิดกฏหมายรู้สึกเกรงกลัวบ้าง แต่ความรักของมิชชันนารีสามารถทำได้มากกว่า บางครั้งจิตใจของคนกระด้างขึ้นภายใต้การถูกลงโทษ แต่ภายใต้ความรักของพระคริสต์จิตใจแข็งกระด้างอ่อนโยนลง จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน แพทย์ผู้ประเสริฐ หน้า 105,106
คำถามเพื่อการอภิปราย:
1. ครุ่นคิดมากขึ้น จากข้อมูลความจริงที่ว่า ในความเป็นมนุษย์ อาดัมและเอวาถูกสร้างขึ้นใน พระฉายาของพระเจ้า และพวกเขามีลักษณะคล้ายกับพระคริสต์มาก แม้ว่าพวกเขาจะต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง สิ่งนี้ช่วยเราให้เข้าใจว่า เรามีความต้องการพระผู้ช่วยให้รอด (ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อเราเปรียบเทียบตัวเรากับพระเยซูแล้วเพราะความบาปของเรา เราอยู่ห่างไกลจากพระองค์มาก)
2. คิดเกี่ยวกับสถานการณ์ในโบสถ์ท้องถิ่นของท่าน แล้วร่วมกันอภิปรายในชั้นว่า จะช่วยกันทำ การมีความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในโบสถ์ ให้ดีขึ้นได้ไหม ในฐานะท่านเป็นคนหนึ่ง ท่านจะช่วยปรับปรุงระดับความสัมพันธ์ภายในโบสถ์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร?และในชั้นของท่าน ชั้นจะเสริมสร้างความเข้มแข็งในเรื่องความสัมพันธ์ในโบสถ์ได้อย่างไร? โบสถ์ของท่านได้ปฏิบัติกับผู้ที่มีความต้องการเป็นพิเศษได้ดีเพียงใด ยกตัวอย่างเช่นคนเจ็บป่วยที่นอนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน?
3. ในชั้นให้อภิปรายเกี่ยวกับรางวัล และความสุขที่ได้จากการรับใช้ผู้อื่น เหตุใดเราได้รับความสุข ความพึงพอใจอย่างมากจากการบใช้ผู้อื่น? มีสิ่งใดบ้างไหมที่ยับยั้งเราไม่ให้ทำในสิ่งดังกล่าวบ่อยๆโดยผ่านทางอำนาจของพระคริสต์ เราจะต่อสู้กับการมองไปที่ความเห็นแก่ตัว และความต้องการของเรามากกว่าความต้องการของคนอื่นได้อย่างไร? ท่านมีประสบการณ์ความเห็นแก่ตัวในชีวิตของท่านเองไหม? ท่านมีประสบการณ์ในชีวิตของท่านเอง ท่านรู้สึกว่าชีวิตไม่พบกับความพึงพอใจ และชีวิตว่างเปล่าอย่างยิ่ง ในช่วงที่ท่านรู้สึกเห็นแก่ตัวไหม?