ค้นพบ
ครั้งหนึ่งจิมเคยถามผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าว่า มีบ้างไหมในบางเสี้ยววินาทีที่เขาเคยคิดว่าพระเจ้ามีจริง เขารีบตอบรับว่า “แน่นอน!” จิมประหลาดใจที่ได้ยินผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าตอบเช่นนั้น “หลายปีก่อนที่ลูกคนแรกของเราเกิด ผมเกือบจะกลายเป็นผู้ที่เชื่อพระเจ้า เพราะขณะที่ผมเฝ้าดูลูกของผม มนุษย์สมบูรณ์แบบตัวเล็กๆซึ่งถูกย่อส่วนให้เล็กลงนอนอยู่ในเตียงเด็กพร้อมกับนิ้วมือและดวงตาเล็กๆที่เคลื่อนไหวไปมา ภาพนั้นทำให้ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นครั้งแรก เวลาผ่านไปหลายเดือนเกือบทำให้ผมเลิกเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า การมองเด็กคนนั้นทำให้ผมเชื่อมั่นว่าโลกนี้จะต้องมีพระเจ้าจริงๆ”
สรรพสิ่งทั้งปวงมีรูปแบบก็เพราะมีผู้ออกแบบ
การจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่จะต้องเกิดจากผู้ออกแบบ
ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าการที่ดวงตาของเราสามารถมองเห็นภาพได้นั้นจะต้องมีอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง? นักวิทยาศาสตร์บอกเราว่า กลไกการทำงานอันประณีตและละเอียดอ่อน ของกระจกตาและเลนส์นัยน์ตาทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม จนทำให้กล้องถ่ายรูปที่ทันสมัยที่สุดได้กลายเป็นของเด็กเล่นไปโดยปริยาย กระบวนการทำงานของอวัยวะเล็กๆในดวงตาจะเปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณกระตุ้นทางเคมีไฟฟ้า และผ่านกระบวนการจนเป็นภาพในที่สุด ต่อมาภาพจะถูกส่งไปยังเซลสมองทำให้เราสามารถเห็นภาพได้อย่างน่าอัศจรรย์ (จะเห็นว่าภาพที่เกิดขึ้น เกิดจากการทำงานของอวัยวะภายในของร่างกายของเรา ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงมาช่วยแต่ประการใด แม้แต่ห้องทดลองที่มีประสิทธิภาพสูงสุดยังไม่สามารถจะสร้างกระบวนการสร้างภาพดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้)
ไม่ว่าจะเป็นกลไกการทำงานด้านวิศวกรรม ด้านเคมี
และกระบวนการผลิตภาพของดวงตา ทุกอย่างทำงานประสานกันอย่างลงตัว
และพร้อมที่จะให้ภาพทันทีที่ลืมตาขึ้นมาทุกครั้ง ครั้งหนึ่งชาร์ลส ดาร์วินได้เคยกล่าวว่า
เมื่อใดที่เขาคิดถึงความเป็นไปได้ของกลไกการทำงานของดวงตาที่ธรรมชาติสรรหามาให้
เมื่อนั้นทำให้เขาเหมือนกับไข้ขึ้นทันที นั่นเป็นเพราะว่า
ดวงตามนุษย์มีอายุการใช้งานที่ไม่ยาวนัก เพราะดวงตาจะใช้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิงถ้าไม่มีส่วนประกอบที่ครบสมบูรณ์ของดวงตา เลนส์นัยน์ตาซึ่งปรับจุดชัดของแสงจะทำงานไม่ได้หากไม่มีจอรับภาพ จอรับภาพจะทำงานไม่ได้หากไม่มีแสง และแสงที่ดวงตาได้รับทั้งหมดจะไม่มีความหมายอะไร หากไม่มีเส้นประสาทตาคอยส่งรหัสภาพไปยังสมอง
การมองเห็นจะเกิดขึ้นได้เมื่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้ทำหน้าที่ประสานกันอย่างลงตัว ตามระบบแบบแผนที่วางไว้อย่างครบสมบูรณ์ และนั่นก็เป็นกลไกการทำงานที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับอวัยวะภายในทุกชิ้นในร่างกายมนุษย์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตับ หัวใจ เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ไม่เพียงแต่การทำงานที่สลับซับซ้อนแบบไม่น่าเชื่อที่เกิดขึ้นภายในในอวัยวะแต่ละประเภทเท่านั้น แต่อวัยวะแต่ละประเภททั้งหมดยังมีการทำงานประสานเชื่อมโยง พึ่งพากันและกันอย่างลงตัวแบบสลับซับซ้อนและไม่น่าเชื่ออีกด้วย
ไม่เป็นที่น่าสงสัยที่พระวจนะในเพลงสดุดีได้สรุปไว้ว่า ร่างกายมนุษย์เป็นหลักฐานที่สำคัญและชัดเจนที่สุดของพระผู้สร้างที่ทรงมหัศจรรย์ยิ่งนัก
“ข้าพระองค์โมทนา พระคุณพระองค์เพราะพระองค์ทรงกระทำ ให้ข้าพระองค์แปลกประหลาดอย่างน่ากลัว
พระราชกิจของพระองค์อัศจรรย์ พระองค์ทรงทราบ ข้าพระองค์ดี”
— เพลงสดุดี 139:14 (หากมิได้ทำครื่องหมายใดไว้ บทอ่านที่อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งหมดในบท
ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่
[เอ็นไอวี])
แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998),
ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย
ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
เราไม่ต้องไปไหนไกลเพื่อค้นหา “พระราชกิจ”
ของพระเจ้าหรอก
การออกแบบกลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์เป็นหลักฐานที่ดีเยี่ยม
ที่แสดงให้เห็นถึงนักคิดออกแบบมือฉมังชนิดที่จับหาตัวได้ยาก ซี่งมีความชำนิชำนาญและมีความสามารถอย่างท่วมท้นเหลือเกิน
ถ้าท่านใส่ตัวเลขหนึ่งถึงสิบบนเหรียญแต่ละเหรียญจำนวนสิบเหรียญตามลำดับ นำเหรียญสิบเหรียญที่มีตัวเลขนี้ใส่กระเป๋าเขย่ารวมกัน แล้วให้หยิบครั้งละหนึ่งเหรียญขึ้นมา และใส่กลับคืนเหรียญที่หยิบขึ้นมานั้น ในกระเป๋าตามเดิมทุกครั้งก่อนจะหยิบเหรียญต่อไป หากท่านจะหยิบเหรียญสิบครั้งแล้วให้เหรียญเรียงตามลำดับเลขหนึ่งถึงสิบ โอกาสความเป็นไปได้ที่ท่านจะสามารถหยิบเหรียญได้ตามวิธีดังกล่าวมีมากน้อยเพียงใด? ตามหลักคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็นไปได้นั้น มีเพียงหนึ่งในหมื่นล้านเท่านั้น
คราวนี้ลองพิจารณาโอกาสและความเป็นไปได้มีมากน้อยแค่ไหน หากเรานำสำไส้ สมอง หัวใจ ตับ เส้นเลือดแดง เส้นเลือดดำ ไต หู ตาและฟันออกมา แล้วใส่กลับเข้าที่เดิมอีกครั้งโดยให้อวัยวะแต่ละชิ้นเริ่มทำงานตามหน้าที่พร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน?
คำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับการออกแบบร่างกายของมนุษย์คือ
“แล้วพระเจ้าตรัสว่า ‘ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา’... ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์
ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นและได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง”
— ปฐมกาล 1:26, 27
ชายหญิงคู่แรกไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ ในพระคัมภีร์ประกาศยืนยันว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ออกแบบเราให้เป็นไปตามพระฉายาของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นวิศวกรที่ชาญฉลาดและยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งมีความละเอียดรอบคอบและทำให้เรามีชีวิตขึ้นมา
สรรพสิ่งทั้งปวงถูกทำขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้ทำ
พระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงสร้างหรือทรงออกแบบร่างกายมนุษย์เท่านั้น
แต่พระเจ้ายังทรงสร้างสิ่งต่างๆอีกมากมายแผ่กระจายไปยังแผ่นดินสวรรค์
ท่านลองหาโอกาสละแสงสีในเมืองหลวงและเดินทางไปยังชนบท มองขึ้นไปบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน ท่านอาจเห็นทางสว่างของดวงอาทิตย์นับพันล้านดวง ส่องสว่างเป็นกลุ่มๆสีขาวพาดยาวไปในท้องฟ้าที่เราเรียกว่า ทางช้างเผือก ในความเป็นจริงแล้วดวงอาทิตย์และดวงดาวบริวารรอบโลกของเรา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทางช้างเผือกเท่านั้น
คราวนี้ลองมองไปที่กลุ่มดาวแอนโดรเมดา ท่านจะเห็นเป็นแสงสลัวๆรูปวงรี จากกล้องดูดาว กลุ่มดาวแอนโดรเมดาจะกลายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มดาวที่มีดวงดาวมากมายมารวมกัน เหมือนทางช้างเผือกของเราที่ประกอบไปด้วยดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่นับพันพันล้านดวงนั่นเอง
กลุ่มดาวแอนโดรเมดาเป็นกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งเท่านั้นจากกลุ่มดาวประมาณหนึ่งแสนล้านกลุ่มดาว ที่เราสามารถมองเห็นได้จากกล้องดูดาวขนาดมหึมา นักดาราศาสตร์ได้บอกเราว่า จริงๆแล้วกลุ่มดาวบางกลุ่มเหล่านี้ได้หมุนโคจรรอบซึ่งกันและกันด้วยความเร็วที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ ซึ่งกลุ่มดาวทั้งหมดได้โคจรหมุนกันอย่างสมดุลและสมบูรณ์แบบอยู่ในอวกาศ
เนื่องด้วยเหตุผลบางประการ การหมุนรอบตัวเองพร้อมกับการโคจรรอบดาวอื่นๆได้เกิดขึ้นสอดคล้องเป็นจังหวะเดียวกัน การโคจรทั้งหมดจะอยู่บนเส้นทางโคจร ซึ่งจะดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างมีรูปแบบและตรงเวลา ไม่น่าแปลกใจที่พระวจนะในเพลงสดุดีได้กล่าวไว้ว่า ดวงดาวบนท้องฟ้าต่างประกาศก้องอย่างยินดีปรีดาถึงพระผู้ทรงสร้างอันทรงเกียรติพระองค์นี้
“ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์ วันส่งถ้อยคำให้แก่วัน
และคืนแจ้งความรู้ให้แก่คืน วาจาไม่มี
ถ้อยคำก็ไม่มี และไม่มีใครได้ยินเสียงฟ้า”
—
เพลงสดุดี
19:1-3
เราจะสรุปได้อย่างไร เมื่อเรามองไปที่การออกแบบที่ยากจะอธิบาย และความใหญ่โตมโหฬารของเอกภพที่เกิดขึ้น?
“[พระเจ้า] พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์”
— โคโลสี 1:17
วีเม้าท์ได้แปลความหมายไว้อย่างชัดเจนว่า “พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวงและด้วยในพระองค์และผ่านพระองค์ เอกภพจึงเป็นสรรพสิ่งทั้งปวงที่อยู่รวมกันอย่างกลมกลืนจนเป็นหนึ่งเดียว”
สรรพสิ่งทั้งปวงที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพยานหลักฐานได้เป็นอย่างดี
“พระเจ้าทรงเป็นผู้ออกแบบ! พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง!”
จากความลงตัวที่สมบูรณ์แบบของโปรตอนและอิเลคตรอนในอะตอม
ไปจนถึงการโคจรของดาวนพเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ เราพบว่าล้วนเป็นพยานหลักฐานให้เห็นถึงแผนการสำคัญชิ้นโบว์แดง การเป็นนักคิดผู้ปราดเปรื่องของพระเจ้า
ผู้ทรงเป็นผู้ออกแบบและเป็นผู้สร้างที่จะหาผู้ใดยิ่งใหญ่เสมอเหมือนมิได้
เมื่อนักมนุษยวิทยาขุดทรายในดินแดนแมกซิโกใหม่ เขาพบหินรูปสามเหลี่ยม เขาตรวจสอบหินนั้นอย่างละเอียดรอบคอบ ถ้าเขาเห็นการทำสัญญลักษณ์บนหินเหมือนมีการใช้สิ่วสลักให้เป็นรูปร่างขึ้น เขาจะสรุปได้ทันทีว่าคนอินเดียนอเมริกันเป็นคนสร้างสิ่งของชิ้นนี้ และเขาจะค้นหาต่อไปว่า หินรูปสามเหลี่ยมนั้นมีอายุนานเท่าไร อยู่ในยุคใดและเป็นของคนอินเดียนเผ่าใด
ไม่มีนักมนุษยวิทยาคนใดจะยอมลดเกียรติของตนแล้วบอกว่า หินรูปสามเหลี่ยมนั้นอยู่ที่นั่นโดยบังเอิญ ไม่มีใครที่จะพยายามอธิบายว่าเป็นเพราะฟ้าแลบ เป็นเพราะลม เป็นเพราะน้ำที่สร้างสิ่งเหล่านี้ แต่มันเหมือนเป็นของแน่นอนอยู่แล้วที่ทุกๆคนจะทราบว่า มนุษย์เป็นผู้ประดิษฐ์หินรูปสามเหลี่ยมนั้น
อย่างไรก็ตามเมื่อนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ขุดค้นพบซากพืชซากสัตว์ ซึ่งเป็นหลักฐานของสิ่งมีชีวิตในอดีต เขาเหล่านั้นตั้งข้อสมมติฐานไปต่างๆนานา เขาเหล่านั้นไม่เคยเห็นฝีพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง เขาสันนิษฐานได้เพียงว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นเองตามกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่ยังหาคำตอบให้ไม่ได้ จะมีก็เพียงว่าธรรมชาติมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น
ซากสัตว์ที่เราค้นพบ (ถึงแม้จะถูกฝังเข้าไปยังชั้นหินที่ลึกที่สุดก็ตาม) เป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าหินรูปสามเหลี่ยมหลายร้อยเท่า ดังนั้นทำไมเราไม่สรุปให้ชัดไปเลยว่า ต้องมีคนใดคนหนึ่งสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นขึ้นมา? พระคัมภีร์ได้ให้คำตอบตามหลักตรรกวิทยาสำหรับคำถามของการกำเนิดว่า
“ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน”
— ปฐมกาล 1:1
เพียงวลีธรรมดาๆที่ว่า “ในปฐมกาลพระเจ้า...” เราได้พบคำตอบของความมหัศจรรย์ของชีวิต
ความเชื่อทางศาสนาข้อแรกได้บันทึกในพระคัมภีร์ว่า
พระเจ้าทรงมีอยู่จริง
ในความเป็นจริงพระวจนะข้อแรกในพระคัมภีร์บอกเราว่า
ด้วยพระอำนาจของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้สร้าง ครั้งหนึ่ง ดร.อาร์เธอร์ คอมพ์ตัน
ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับพระวจนะนี้ในพระ
คัมภีร์ว่า
“ในความศรัทธาโดยส่วนตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสุดยอดของอัจฉริยภาพที่เกิดขึ้น ที่ทำให้เกิดเอกภพซึ่งยังคงดำรงอยู่ และที่ทำให้มนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้น มันไม่ยากสำหรับข้าพเจ้าที่จะมีความศรัทธาและมีความเชื่อแบบนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ใดที่มีแบบแผนหรือแผนการเกิดขึ้น ที่นั่นความสุดยอดของอัจฉริยภาพจะเกิดขึ้นตามมาด้วย เอกภพที่ถูกเปิดออกอย่างเป็นระเบียบแบบแผน เป็นพยานหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความจริงที่สง่างามมากที่สุด จากคำกล่าวที่เปล่งให้ทราบโดยทั่วกันว่า “ในปฐมกาลพระเจ้า...”
ปัจจุบันในใจของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่หลายคนมีความเชื่อในเรื่องพระเจ้า หนังสือเรื่อง Behind the Dim Unknown แต่งโดย นายยอห์น โคลเวอร์ มอสมา (นิวยอร์ค:จี. พี. บุตรของพุตนาม) มียี่สิบหกบท แต่ละบทเขียนโดยนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ และเป็นชาวคริสเตียน ผู้เขียนแต่ละคนได้เน้นถึงพื้นฐานความจริงที่เหมือนกันว่า พระเจ้าทรงมีอยู่จริง
วลีที่กล่าวว่า “ในปฐมกาลพระเจ้า...” พวกเราพบพื้นฐานของสิ่งต่างๆยังคงมีอยู่จริง พระคัมภีร์ไม่ได้พยายามพิสูจน์พระเจ้า พระคัมภีร์ประกาศให้ทราบว่า พระองค์ทรงมีอยู่จริงซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่เรามีตัวตนและสิ่งต่างๆรอบตัวเราก็มีตัวตนอยู่จริงนั่นเอง ผลแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นต้องอธิบายได้ด้วยเหตุอย่างเพียงพอ เมื่อมีการออกแบบที่เกิดขึ้นบนโลกของเรา ก็ต้องมีนักออกแบบที่คิดขึ้น เมื่อมีแบบแผนทางคณิตศาสตร์เกิดขึ้นในเอกภพก็ต้องมีนักวางแผนคิดขึ้น ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาจากความยังคงมีอยู่จริงบางอย่าง และความยังคงมีอยู่จริงบางอย่างนั้นคือพระเจ้านั่นเอง
ดร.อาร์เธอร์ คอนคลิน เคยเป็นนักชีววิทยาของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันได้เขียนไว้ว่า “เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้นจากความบังเอิญ และอีกนั่นแหละเป็นไปไม่ได้ที่หนังสือพจนานุกรมจะเกิดขึ้นจากการระเบิดของโรงพิมพ์”
เราทราบว่ามนุษย์ไม่สามารถสร้างบางสิ่งบางอย่างจากความว่างเปล่า
เราอาจจะก่อสร้างสิ่งต่างๆ ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ
นำสิ่งต่างๆมารวมกัน
ทำให้สิ่งต่างๆทำงานได้ แต่ด้วยความฉลาดทั้งหมดที่เรามี
เราไม่สามารถจะขีดเขียนออกมาแล้วให้เกิดเป็นสิ่งมีชีวิต แม้แต่จะเป็นเพียงยอดหญ้าขนาดเล็กที่สุด
หรือจะเป็นคางคกตัวเล็กที่สุด หรือจะเป็นดอกไม้ที่ธรรมดาที่สุดก็ตาม
แล้วใครเป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด? ใครสร้างสิ่งเหล่านี้ในปฐมกาล? ใครเป็นคนเริ่มหนอ? มีคำตอบที่น่าพอใจเพียงคำตอบเดียวเท่านั้นคือ พระเจ้า
สิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับเรา ทำให้เรากู่ก้องได้อย่างเปิดเผยว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ออกแบบ พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงเป็นผู้รักษาไว้ให้คงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิต (หรือแหล่งกำเนิดขั้นพื้นฐานที่สุดของชีวิต) ที่ถูกสร้างขึ้น คำตอบที่เป็นไปได้ของผู้ทรงให้กำเนิดเอกภพ ผู้ทรงให้กำเนิดโลกใบนี้ และผู้ทรงให้กำเนิดมนุษย์ คือ พระเจ้า
พระเจ้าเสด็จลงมาเพื่อเป็นมิตรสหายกับมวลชน
พระเจ้าผู้ทรงออกแบบสรวงสวรรค์อันประดับประดาไปด้วยหมู่ดาว ผู้ทรงสร้างเอกภพ ผู้เสด็จลงมาเป็นมิตรสหายกับมวลชน พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยให้ทราบถึงการทรงมีอยู่ของพระองค์ ไว้ในส่วนลึกของจิตใจและหัวใจของทุกๆคนเป็นการส่วนตัวว่า พระองค์คือ “ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้” (ยอห์น 1:9)
พระคัมภีร์ได้ยืนยันว่าพระผู้สร้างของเราได้แสดงความเป็นเพื่อนส่วนตัวกับเรา
อับราฮัม “ได้ชื่อว่าเป็นสหายของพระเจ้า”
(ยากอบ 2:23)
“พระเจ้าเคยตรัสสนทนากับโมเสสสองต่อสอง
เหมือนมิตรสหายสนทนากัน” (อพยพ 33:11) และพระเจ้าจะสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับท่านและกลายเป็นสหายของท่าน
พระเยซูได้ทรงสัญญากับผู้ที่ติดตามพระองค์ว่า “ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา” (ยอห์น 15:14)
ด้วยความมีตัวตนอยู่จริงของมนุษย์ จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนความคิดที่ว่า พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา ทุกคนทราบดีว่าบุคลิกภาพที่มีพระเจ้าสถิตอยู่กับเราได้เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ เราและเพื่อนของเราเป็นมนุษย์ และเพราะว่าการที่มนุษย์มีบุคลิกภาพนี่เอง ย่อมหมายความว่ามนุษย์มีพระเจ้าสถิตอยู่ในบุคลิกภาพนั้นเพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างเรา มันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะคงอยู่โดยปราศจากการสถิตของพระเจ้าซึ่งอยู่เบื้องหลังภายในจิตใจของเรา และการมีบุคลิกภาพส่วนตัวในแต่ละบุคคล จึงเป็นเหตุผลทางตรรกวิทยาที่จะสรุปได้ว่า พระเจ้าผู้ซึ่งทรงเป็นทั้งมนุษย์ทรงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อบุคลิกภาพเหล่านั้นที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน
เมื่อประมาณ 2500
ปีที่ผ่านมา กลุ่มนักปรัชญาชาวกรีกได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับคำถามที่ว่า “ผู้ชายคืออะไร?”
เพลโตเสนอว่า “ผู้ชายคือสัตว์สองขา”
อย่างไรก็ตามนักปรัชญาคนต่อไปได้ให้คำนิยามเพื่อเรียกร้องความสนใจ เขาลุกขึ้นและพูดว่า “ดูนั่น ผู้ชายอย่างนักปราชญ์กรีก (เพลโต)!”
พวกเขาครุ่นคิดอยู่ในความเงียบสักพัก จนกระทั่งมีนักคิดคนหนึ่งอุทานขึ้นมาว่า “ฉันรู้แล้ว! ผู้ชายคือสิ่งมีชีวิตที่มีศาสนา”
ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างในเมล็ดถั่วนั่นเอง ความเป็นมนุษย์จะขาดซึ่งศาสนาไม่ได้ ลำพังเพียงตัวเรา เรายังคงมีความรู้สึกที่ต้องการพลังอำนาจที่เหนือกว่ามาช่วยเรา เราทุกคน (ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เชื่อหรือไม่เชื่อพระเจ้า) ต่างก็ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้รู้ถึงความคิดของพระเจ้าทั้งสิ้น เราแตกต่างจากสัตว์ตรงที่เรามีจินตนาการ มีเหตุมีผลและรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ไม่มีสัตว์ชนิดใดที่รู้จักสร้างแท่นบูชาเพื่อนมัสการพระเจ้า อย่างไรก็ตามทุกๆแห่งที่ท่านพบ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ท่านจะพบพวกเขานมัสการพระเจ้า ในส่วนลึกก้นบึ้งของหัวใจมนุษย์ยังมีความปรารถนาที่จะนมัสการพระเจ้า “ความระลึกถึงพระเจ้า”
พระเจ้าทรงใส่ความปรารถนาให้กับเรา ให้เรามาเป็นมิตรสหายกับพระองค์ เมื่อเรามีความปรารถนาที่จะวิงวอนและคร่ำครวญเพื่อเข้าหาพระเจ้า เราก็จะไม่มีข้อสงสัยใดๆเกี่ยวกับการทรงเป็นอยู่จริงของพระองค์และความต้องการของเรา
ในช่วงทศวรรษ
1990 ผู้ไม่เชื่อพระเจ้านับล้านๆคนในรัสเซียได้ละทิ้งลัทธิเดิม
และหันกลับเข้าหาพระเจ้า ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยเซนต์
ปีเตอร์เบริก สาขาดาราศาสตร์ได้เสนอบทความในสหภาพโซเวียตสมัยก่อน
ซึ่งแสดงความคิดเห็นโดยกลุ่มผู้ที่กลับใจมาเชื่อพระเจ้าว่า
“ฉันได้ค้นพบความหมายของชีวิตเมื่อทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่พบว่าจะยึดถือหรือมั่นใจอะไรได้เลย นักวิทยาศาสตร์รอบๆตัวฉันรู้สึกเหมือนฉัน คืออยู่ในความว่างเปล่าเดียวกัน เมื่อฉันมองไปยังเอกภพที่กว้างใหญ่ไพศาลในการศึกษาดาราศาสตร์ ยิ่งทำให้พบความว่างเปล่าในจิตวิญญาณของฉัน ฉันรู้สึกว่ามันควรจะต้องมีความหมายบางอย่าง แล้วเมื่อฉันได้รับพระคัมภีร์ที่ท่านให้มา เมื่อฉันได้เริ่มอ่านพระคัมภีร์ ความว่างเปล่าของฉันได้ถูกเติมเต็ม ฉันพบว่าพระคัมภีร์เป็นสิ่งเดียวที่เพิ่มความมั่นใจให้กับจิตวิญญาณของฉัน ฉันยอมรับพระเยซูให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของฉัน และฉันได้ค้นพบสันติสุขที่แท้จริง ความผ่อนคลายและความพึงพอใจในชีวิตของฉัน”
คริสตชนที่เชื่อพระเจ้าเป็นเพราะทั้งเขาและเธอได้พบพระองค์
และค้นพบว่าพระองค์ได้ตอบสนองความต้องการส่วนลึกที่สุดของหัวใจของเขาและเธอ
พระเจ้าผู้ซึ่งทำให้คริสตชนได้รับความสนุกสนานชื่นชมยินดีที่แท้จริง
ช่วยให้เรามีมุมมองที่แปลกใหม่ ความหมายใหม่
แรงดลบันดาลใจใหม่ จุดหมายใหม่และความสนุกสนานแบบใหม่
พระเจ้าไม่ได้ทรงสัญญาที่จะให้ชีวิตปราศจากความลำบากและความขัดแย้ง
แต่พระองค์ได้ทรงให้ความมั่นใจกับเราว่า
พระองค์จะทรงคอยนำทางและทรงช่วยเหลือเรา
ถ้าเราเข้าหาและรับพระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจ คริสตชนนับล้านๆคนจะให้การเป็นพยานได้ว่าเขาจะยอมทำทุกสิ่งทุกอย่าง
เพื่อแลกกับการที่จะไม่ไปมีชีวิตแบบเก่าที่ไม่มีพระเจ้า
นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ
ผู้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
ผู้ทรงสร้างและทรงรักษาไว้ซึ่งกลุ่มทางช้างเผือก กลุ่มดวงดาว
ผู้ทรงซึ่งปรารถนาที่จะเป็นยิ่งกว่ามิตรสหายกับชาย
หญิง เด็กๆ หรือกับทุกๆคนเป็นการส่วนพระองค์
เดวิดได้แสดงความประหลาดใจเมื่อเขาเขียนว่า
“เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์ อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้
มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา?”
— เพลงสดุดี 8:3, 4
พระผู้ทรงสร้างของเรา “ทรงสนพระทัย” ในตัวเราแต่ละคน
พระองค์ทรงสนพระทัยในท่านเป็นการส่วนพระองค์เพราะว่าท่านคือมนุษย์ที่มีอยู่จริงที่พระองค์ทรงสร้างขี้น
ดังนั้นเราสามารถเชื่อพระเจ้าได้
- เพราะการออกแบบที่ยากจะเข้าใจในทุกๆสิ่ง
ที่พระองค์ทรงสร้างเกี่ยวกับเรา
- เพราะการคร่ำครวญหาพระเจ้าที่มีอยู่ในตัวเราทำให้เรากระวนกระวายใจ
จนกระทั่งเราได้พบสันติสุขในพระองค์
- และเพราะว่าเมื่อเราค้นหาและพบพระเจ้าแล้ว
พระองค์ได้ทรงเติมเต็มสิ่งที่เราต้องการในทุกๆเรื่องได้อย่างน่าพอใจ!
พระเจ้าทรงมาหาเราเป็นการส่วนพระองค์
เพียงเพื่อต้องการเปิดเผยพระองค์ต่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นเท่านั้น
เหมือนพ่อที่ปรารถนาให้ลูกๆได้รู้จัก
และพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยพระองค์ให้กับเราในพระคัมภีร์ (บทที่ 2
จะเป็นการแสดงหลักฐานว่าพระคัมภีร์เป็นหนังสือที่น่าเชื่อถือที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราประทานให้แก่เรา)
พระองค์เป็นพระเจ้าแบบไหน?
ในพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงตรัสกับเราว่า
พระองค์คือใคร และพระองค์เหมือนอะไร
พระเจ้าทรงใช้รูปแบบใดในการสร้างชายและหญิง?
“พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้น ตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น
พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง”
— ปฐมกาล 1:27
ตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์
เราถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า และนี่คือทำไมเราจึงเกี่ยวข้องกับพระองค์
ความสามารถของเราในการสนองตอบและความรู้สึก
ความสามารถในการจำและความหวัง
ความสามารถในการคิดใคร่ครวญและวิเคราะห์นั้นล้วนมาจากพระองค์ทั้งสิ้น
เนื่องจากพระเจ้าทรงมีบุคลิกภาพ ดังนั้นอะไรคือคุณสมบัติเฉพาะของพระองค์?
“พระเจ้าคือความรัก” — ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 4:8
พระเจ้าได้ทรงดึงเอาความรักที่มีอยู่ในหัวใจของพระองค์ออกมามอบให้กับมนุษย์
พระองค์ไม่เคยทำหรือแม้แต่คิดว่าจะทำเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์
พระองค์มีแต่ทรงให้ซึ่งความรักที่เสียสละแก่เราเท่านั้น
พระเยซูทรงเปิดเผยอย่างไรว่าพระเจ้าเหมือนอะไร
สมาชิกครอบครัวใดที่ให้ความคิดแก่เราว่าพระเจ้าเหมือนอะไร?
“เราทุกคนมิได้มีบิดาคนเดียวดอกหรือ? พระเจ้าองค์เดียวได้ทรงสร้างเรามิใช่หรือ?”
— มาลาคี 2:10
ในพระคัมภีร์พระเจ้าได้ทรงตรัสซ้ำๆว่า
พระองค์เป็นพระบิดา
ภาพของพ่อบางคนที่เราเห็นในทุกวันนี้ไม่มีอะไร
มีเพียงความปรารถนาที่ผิดๆ พ่อที่ไม่เอาใจใส่ดูแลลูก
พ่อที่คอยต่อต้านค่านิยม พ่อที่กระทำการทารุณ
พระเจ้าไม่ทรงเป็นเช่นนั้นแน่
ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงเป็นพระบิดาผู้ทรงละเอียดอ่อน
ทรงรักษาเยียวยาแผลใจ ทรงเป็นพระบิดาผู้ทรงรักที่จะแบ่งปันเวลาให้กับลูกๆของพระองค์
พระองค์ทรงเป็นพระบิดา
ที่ทำให้เด็กๆหลงใหลในนิทานก่อนนอนเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์
พระเจ้า (พระบิดาผู้เป็นที่รักยิ่งของเรา)
พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะกระทำบางสิ่งบางอย่าง
มากยิ่งกว่าแค่เพียงการเผยแพร่พระวจนะของพระองค์ผ่านทางพระคัมภีร์เท่านั้น
พระองค์ทรงตระหนักดีว่า
หากพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาที่อยู่ร่วมกับเราได้
พระวจนะของพระองค์ก็จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น
มากกว่าการที่พระองค์ทรงเป็นใครคนหนึ่งที่เราเพียงแต่ได้ยินหรือได้อ่านจากหนังสือเท่านั้น
ดังนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จมายังโลกของเราในรูปแบบที่เป็นเฉพาะบุคคลที่มีตัวตนจริง
และเป็นรูปธรรม
พระเจ้าเสด็จมาอยู่ในระดับเดียวกับเรา
(พระองค์กลายมาเป็นเหมือนเรา)
ดังนั้นพระองค์จึงสามารถสอนเราได้ว่า
เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรให้มีความสุข
และเราก็จะสามารถมองเห็นได้จริงๆด้วยว่าพระเจ้าเป็นเช่นไร
พระเจ้าทรงเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์
ในรูปของบุคคลธรรมดาได้อย่างไร?
“[พระเยซู] ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา”
— โคโลสี
1:15
พระเจ้าเสด็จมาบนโลกของเราในรูปของมนุษย์นามว่า พระเยซู
เด็กชายตัวน้อยๆคนหนึ่งและพี่ชายของเขากำลังยืนมองรูปวาดขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า
ซึ่งเป็นรูปคุณพ่อของเขา
คุณพ่อของเขาได้เสียชีวิตเมื่อน้องชายคนเล็กยังเป็นเพียงทารกอยู่
“พี่ครับ บอกผมหน่อย” น้องคนเล็กพูดขึ้น “คุณพ่อเป็นคนอย่างไร?”
(คำอธิบายคือ หากเราถูกถามว่าพระบิดาบนสรวงสวรรค์ทรงมีลักษณะอย่างไร?)
พี่ชายพยายามจะบอกบางอย่างให้น้องฟังเกี่ยวกับคุณพ่อของเขา
พี่ชายอธิบายถึงความแข็งแรง ความเป็นคนดี
มีเมตตาและความสง่างาม คุณพ่อมีความเป็นมิตรและใครๆก็ชอบที่จะอยู่กับเขา
คุณพ่อเป็นคนสุภาพกับคุณแม่เสมอ คุณพ่อชอบทำให้ผู้อื่นมีความสุข
(คำอธิบายคือ เราพยายามตอบว่าพระบิดาบนสรวงสวรรค์ทรงเป็นคนดี
มีเมตตาและความสง่างาม
มีความเป็นมิตรและใครๆก็ชอบที่จะอยู่กับพระองค์
พระบิดาเป็นคนสุภาพกับพระมารดาเสมอ
พระบิดาชอบทำให้ผู้อื่นมีความสุข)
ถึงแม้ว่าพี่ชายจะได้พูดให้น้องฟังไปทั้งหมดแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าน้องชายก็ยังไม่เข้าใจว่าคุณพ่อของเขาเป็นคนอย่างไร
น้องชายอยากจะรู้มากว่าคุณพ่อเป็นเหมือนอะไรกันแน่
ท้ายที่สุดเขาจึงขัดจังหวะพี่ชายด้วยคำถามที่ว่า “บอกฉันมาหนึ่งอย่างนะ
พี่เฮนรี่ ว่าคุณพ่อมีอะไรที่เหมือนพี่บ้าง?”
พี่ชายลังเลสักพักและตอบว่า “เออ… เพื่อนๆของเราที่รู้จักคุณพ่อของเราดีที่สุดพูดว่าพี่เหมือนคุณพ่อตอนยังมีชีวิตอยู่
แม้แต่คุณแม่ก็ยังพูดแบบนี้เหมือนกันเลย”
ด้วยหัวใจที่พองโตอย่างเปล่งปลั่ง เด็กน้อยได้เดินไปพร้อมพูดว่า
“อ๋อ.. คราวนี้ฉันเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วแหละว่าคุณพ่อเป็นยังไง
คุณพ่อก็เป็นเหมือนพี่เฮนรี่ของฉันนี่เอง” (คำอธิบายคือ
ถ้าเราเปรียบพระบิดาหรือพระเจ้าในรูปของพระเยซู
จะเป็นการอธิบายที่ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น
เหมือนเรื่องนี้ที่น้องชายเปรียบคุณพ่อเหมือนพี่เฮนรี่ของเขา
ทำให้เขาเข้าใจว่าคุณพ่อเป็นคนอย่างไร นั่นเอง)
พระเยซูทรงบังเกิดมาในโลกของเรา
ในรูปของพระเจ้าที่มีเนื้อหนังมังสา
พระเยซูคือ “พระบุตรของพระเจ้า” (มาระโก
15:39) เป็นพระเจ้าในรูปร่างที่เราสามารถมองเห็นได้
เป็นรูปความคิดของพระเจ้าที่เปล่งออกมาเป็นเสียงให้เราได้ยินได้
พระเยซูทรงตรัสว่า “ใครก็ตามที่เห็นในเราก็จะเห็นในพระบิดา”
(ยอห์น 14:9) ดังนั้นถ้าท่านเห็นพระเยซู
ท่านก็จะเห็นพระเจ้าผ่านทางพระเยซู
เมื่อไรที่ท่านอยากรู้ว่าพระเจ้าเป็นเสมือนเช่นไร ให้ท่านดูที่พระเยซูอย่างที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยถึงเรื่องราวของพระองค์
ขณะที่ท่านอ่านเรื่องราวของพระเยซูตามคำพยากรณ์สี่เล่มแรกในพระคัมภีร์ใหม่
ท่านจะเห็นภาพการพรรณนาถึงพระบิดาบนสรวงสวรรค์ของเราได้อย่างน่าชื่นชมเป็นยิ่งนัก
ชาวประมงที่หยาบกระด้างและต้องหาเลี้ยงตนเองยอมละทิ้งอาชีพของตนเพื่อติดตามพระเยซู
และกลุ่มเด็กเล็กๆที่ได้รับพระพรของพระองค์
พระองค์สามารถช่วยคนบาปที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้นสบายใจขึ้น
รู้ซึ้งถึงพระผู้ช่วยให้รอดมากขึ้นและรู้สึกปลอดภัย
พระองค์สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของคนเจ้าเล่ห์
ที่คิดว่าตนมีความถูกต้องที่สุดให้มีความรู้สึกถึงความถูกต้อง
และสยบต่อความดีของพระองค์ พระองค์สามารถรักษาโรคต่างๆตั้งแต่คนตาบอดสนิทไปจนกระทั่งคนเป็นโรคเรื้อน
ซึ่งแพทย์สามารถรักษาได้เพียงการสั่งยาแอสไพรินให้เท่านั้น
ด้วยพระวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์เพียงสองคำ “จงหยุด” สามารถทำให้พายุที่กำลังโหมกระหน่ำได้อ่อนแรงและสงบลง
เหมือนเด็กซุกซนที่ถูกบอกให้หยุดเล่นและเขาหยุดเล่นทันที
ด้วยการกระทำของพระองค์
พระเยซูทรงแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าคือความรัก! พระองค์ทรงรู้ถึงความต้องการของมนุษย์ในทางที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ล่วงหน้าก่อนพระองค์
หรือตั้งแต่ที่พระองค์ได้รู้มา!
ภารกิจสุดท้ายอันทรงเกียรติของพระเยซู
พระเจ้าได้ทรงสำแดงออกมาบนไม้กางเขนที่ซึ่งพระองค์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา
เราจะได้รู้ถึงการมีชีวิตนิรันดร์และไม่ต้องรู้จักกับความตายของเราอีกต่อไป
พวกเราได้ประโยชน์อะไรกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู?
“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”
— ยอห์น
3:16
การที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์
ไม่เพียงแต่ต้องการให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้นเดี๋ยวนี้เท่านั้น
แต่พระองค์ยังทรงให้ชีวิตนิรันดร์แก่เรา
พระเยซูคือ “พระบุตรหนึ่งเดียวเท่านั้น” ของพระเจ้า
พระองค์ทรงมีเอกลักษณ์ที่เป็นของพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ดำรงอยู่ซึ่งเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์อย่างสมบูรณ์
จากความมหัศจรรย์
ความหวังและความฝันเกี่ยวกับพระเจ้าที่เกิดขึ้นมาหลายชั่วอายุคน
เขาเหล่านั้นได้ประจักษ์แล้วว่าพระราชกิจอันประณีตของพระองค์
ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าหรือความงามตามธรรมชาติต่างๆ หลายคนได้รำพึงกับตนเองว่า
“พระเจ้าทรงสร้างธรรมชาติได้งามขนาดนี้เชียวหรือ!” แต่ความสวยงามที่พระเยซูทรงมีชีวิตที่เสียสละอย่างใหญ่หลวง
และการทรงสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนต่างหากเล่า
ที่ได้เปิดเผยภาพของพระเจ้าได้ชัดเจนมากกว่าความงามตามธรรมชาติที่กล่าวมาข้างต้น
คนทั่วไปพบว่าหากเขาได้พบพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างเต็มอิ่มและรู้ซึ้งถึงพระองค์อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาจะได้เห็นพระองค์เสมือนหนึ่งว่าพระองค์ทรงเป็นเช่นนั้นจริงๆ
พระองค์ทรงเป็นความรัก ความรักที่เป็นอมตะและนิรันคร์!
ท่านสามารถที่จะเข้าร่วมการค้นพบพระเจ้าได้ ณ
บัดนี้ เหมือนพระเยซูทรงเปิดเผยเรื่องราวของพระเจ้า
การค้นพบดังกล่าวจะนำท่านไปสู่การยอบรับโดยส่วนตัวจริงๆว่า
“พระบิดา ฉันรักพระองค์!”
ค้นพบ
บทที่ 1
เราสามารถเชื่อพระเจ้าได้
(คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่
1)
การขอรับเอกสารพระคัมภีร์เพิ่มเติม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ทางอินเตอร์เน็ต กรุณากรอกคำตอบตามแบบสอบถามที่อยู่ด้านล่างและกดปุ่ม “ส่งบทความนี้”
1. การออกแบบร่างกายมนุษย์แสดงให้เห็นถึงผู้ออกแบบที่มีความสามารถและมีความชำนาญสูง
ถูก
ผิด
2. การออกแบบร่างกายมนุษย์เป็นหลักฐานอ้างอิงของพระผู้สร้าง
ถูก
ผิด
3. ร่างกายมนุษย์เป็นผลจากวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นมานับล้านๆปี
ถูก
ผิด
4. บนสรวงสวรรค์ที่ประดับประดาด้วยดวงดาวมากมายเป็นหัตถกิจของพระเจ้า
ถูก
ผิด
5. การระเบิดโดยบังเอิญทำให้เกิดเอกภพ
ถูก
ผิด
6. พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างและทรงเป็นผู้ออกแบบเอกภพที่ยิ่งใหญ่
ถูก
ผิด
7. ในใจของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่หลายคนก็ยังเชื่อพระเจ้า
ถูก
ผิด
8. พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราเป็นการส่วนพระองค์
ถูก
ผิด
9. พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์
ถูก
ผิด
10. ความรักไม่ใช่เป็นบุคลิกภาพของพระเจ้าที่เป็นลักษณะเฉพาะหรือสำคัญแต่ประการใด
ถูก
ผิด
11. พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาที่ละเอียดอ่อนคอยดูแลและห่วงใยเราในทุกๆเรื่องอย่างใกล้ชิด
ถูก
ผิด
12. พระเจ้าทรงเสด็จลงมายังโลกของเราเสมือนหนึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
ถูก
ผิด
13. พระเยซูทรงเป็นเพียงบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
ไม่ใช่พระเจ้า
ถูก
ผิด
14. พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่เรามองเห็นได้
ถูก
ผิด
15. พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อมอบชีวิตนิรันดร์ให้กับพวกเรา?
ถูก
ผิด
16. ใครเป็นผู้ออกแบบโลกและทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกของเรา?
อิสยาห์
40: 26, 28
17. โลกถูกสร้างขึ้นเมื่อไร? ปฐมกาล 1:1
18. พระเจ้า คืออะไร
ขอให้ท่านตอบด้วยคำเพียงคำเดียว? ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 4:8
19. พระเจ้าทรงแสดงความรักของพระองค์ต่อเราอย่างไร?
ยอห์น 3:16
20. จงแสดงความคิดเห็น: บทที่ 1 ใน ค้นพบ
นี้ช่วยให้ท่านเข้าใจและเชื่อพระเจ้าหรือไม่?
21. วลีที่กล่าวว่า “ปฐมกาล” หมายความว่าอย่างไร?
การเริ่มต้นของเวลา
ณ ขณะที่พระเจ้าทรงสร้างโลก
การเริ่มต้นสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพ
ไม่แน่ใจ