Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

ค้นพบ

ครั้งหนึ่งจิมเคยถามผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าว่า   มีบ้างไหมในบางเสี้ยววินาทีที่เขาเคยคิดว่าพระเจ้ามีจริง   เขารีบตอบรับว่า แน่นอน!”   จิมประหลาดใจที่ได้ยินผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าตอบเช่นนั้น   หลายปีก่อนที่ลูกคนแรกของเราเกิด   ผมเกือบจะกลายเป็นผู้ที่เชื่อพระเจ้า   เพราะขณะที่ผมเฝ้าดูลูกของผม   มนุษย์สมบูรณ์แบบตัวเล็กๆซึ่งถูกย่อส่วนให้เล็กลงนอนอยู่ในเตียงเด็กพร้อมกับนิ้วมือและดวงตาเล็กๆที่เคลื่อนไหวไปมา   ภาพนั้นทำให้ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นครั้งแรก   เวลาผ่านไปหลายเดือนเกือบทำให้ผมเลิกเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า   การมองเด็กคนนั้นทำให้ผมเชื่อมั่นว่าโลกนี้จะต้องมีพระเจ้าจริงๆ

สรรพสิ่งทั้งปวงมีรูปแบบก็เพราะมีผู้ออกแบบ

การจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ   แต่จะต้องเกิดจากผู้ออกแบบ

ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าการที่ดวงตาของเราสามารถมองเห็นภาพได้นั้นจะต้องมีอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง?   นักวิทยาศาสตร์บอกเราว่า กลไกการทำงานอันประณีตและละเอียดอ่อน ของกระจกตาและเลนส์นัยน์ตาทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม   จนทำให้กล้องถ่ายรูปที่ทันสมัยที่สุดได้กลายเป็นของเด็กเล่นไปโดยปริยาย   กระบวนการทำงานของอวัยวะเล็กๆในดวงตาจะเปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณกระตุ้นทางเคมีไฟฟ้า   และผ่านกระบวนการจนเป็นภาพในที่สุด   ต่อมาภาพจะถูกส่งไปยังเซลสมองทำให้เราสามารถเห็นภาพได้อย่างน่าอัศจรรย์   (จะเห็นว่าภาพที่เกิดขึ้น   เกิดจากการทำงานของอวัยวะภายในของร่างกายของเรา   ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงมาช่วยแต่ประการใด   แม้แต่ห้องทดลองที่มีประสิทธิภาพสูงสุดยังไม่สามารถจะสร้างกระบวนการสร้างภาพดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้)

ไม่ว่าจะเป็นกลไกการทำงานด้านวิศวกรรม   ด้านเคมี   และกระบวนการผลิตภาพของดวงตา   ทุกอย่างทำงานประสานกันอย่างลงตัว   และพร้อมที่จะให้ภาพทันทีที่ลืมตาขึ้นมาทุกครั้ง   ครั้งหนึ่งชาร์ลส ดาร์วินได้เคยกล่าวว่า   เมื่อใดที่เขาคิดถึงความเป็นไปได้ของกลไกการทำงานของดวงตาที่ธรรมชาติสรรหามาให้   เมื่อนั้นทำให้เขาเหมือนกับไข้ขึ้นทันที   นั่นเป็นเพราะว่า

ดวงตามนุษย์มีอายุการใช้งานที่ไม่ยาวนัก   เพราะดวงตาจะใช้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิงถ้าไม่มีส่วนประกอบที่ครบสมบูรณ์ของดวงตา  เลนส์นัยน์ตาซึ่งปรับจุดชัดของแสงจะทำงานไม่ได้หากไม่มีจอรับภาพ จอรับภาพจะทำงานไม่ได้หากไม่มีแสง   และแสงที่ดวงตาได้รับทั้งหมดจะไม่มีความหมายอะไร   หากไม่มีเส้นประสาทตาคอยส่งรหัสภาพไปยังสมอง

การมองเห็นจะเกิดขึ้นได้เมื่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้ทำหน้าที่ประสานกันอย่างลงตัว ตามระบบแบบแผนที่วางไว้อย่างครบสมบูรณ์   และนั่นก็เป็นกลไกการทำงานที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับอวัยวะภายในทุกชิ้นในร่างกายมนุษย์เช่นกัน   ไม่ว่าจะเป็นตับ   หัวใจ   เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ   ไม่เพียงแต่การทำงานที่สลับซับซ้อนแบบไม่น่าเชื่อที่เกิดขึ้นภายในในอวัยวะแต่ละประเภทเท่านั้น   แต่อวัยวะแต่ละประเภททั้งหมดยังมีการทำงานประสานเชื่อมโยง พึ่งพากันและกันอย่างลงตัวแบบสลับซับซ้อนและไม่น่าเชื่ออีกด้วย

ไม่เป็นที่น่าสงสัยที่พระวจนะในเพลงสดุดีได้สรุปไว้ว่า   ร่างกายมนุษย์เป็นหลักฐานที่สำคัญและชัดเจนที่สุดของพระผู้สร้างที่ทรงมหัศจรรย์ยิ่งนัก

Text Box:           ข้าพระองค์โมทนา   พระคุณพระองค์เพราะพระองค์ทรงกระทำ ให้ข้าพระองค์แปลกประหลาดอย่างน่ากลัว   พระราชกิจของพระองค์อัศจรรย์   พระองค์ทรงทราบ  ข้าพระองค์ดี
เพลงสดุดี 139:14 (หากมิได้ทำครื่องหมายใดไว้ บทอ่านที่อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งหมดในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี])   แปลไทยจาก พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998),   ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย   ใช้โดยได้รับอนุญาต”)

 
เราไม่ต้องไปไหนไกลเพื่อค้นหา   
พระราชกิจ”   ของพระเจ้าหรอก การออกแบบกลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์เป็นหลักฐานที่ดีเยี่ยม   ที่แสดงให้เห็นถึงนักคิดออกแบบมือฉมังชนิดที่จับหาตัวได้ยาก   ซี่งมีความชำนิชำนาญและมีความสามารถอย่างท่วมท้นเหลือเกิน

ถ้าท่านใส่ตัวเลขหนึ่งถึงสิบบนเหรียญแต่ละเหรียญจำนวนสิบเหรียญตามลำดับ   นำเหรียญสิบเหรียญที่มีตัวเลขนี้ใส่กระเป๋าเขย่ารวมกัน   แล้วให้หยิบครั้งละหนึ่งเหรียญขึ้นมา และใส่กลับคืนเหรียญที่หยิบขึ้นมานั้น ในกระเป๋าตามเดิมทุกครั้งก่อนจะหยิบเหรียญต่อไป   หากท่านจะหยิบเหรียญสิบครั้งแล้วให้เหรียญเรียงตามลำดับเลขหนึ่งถึงสิบ    โอกาสความเป็นไปได้ที่ท่านจะสามารถหยิบเหรียญได้ตามวิธีดังกล่าวมีมากน้อยเพียงใด?   ตามหลักคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็นไปได้นั้น   มีเพียงหนึ่งในหมื่นล้านเท่านั้น

คราวนี้ลองพิจารณาโอกาสและความเป็นไปได้มีมากน้อยแค่ไหน   หากเรานำสำไส้   สมอง   หัวใจ   ตับ   เส้นเลือดแดง   เส้นเลือดดำ   ไต   หู   ตาและฟันออกมา   แล้วใส่กลับเข้าที่เดิมอีกครั้งโดยให้อวัยวะแต่ละชิ้นเริ่มทำงานตามหน้าที่พร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน?

คำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับการออกแบบร่างกายของมนุษย์คือ

แล้วพระเจ้าตรัสว่าให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา... ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์  ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นและได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง
ปฐมกาล 1:26, 27

ชายหญิงคู่แรกไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้   ในพระคัมภีร์ประกาศยืนยันว่า   พระเจ้าทรงเป็นผู้ออกแบบเราให้เป็นไปตามพระฉายาของพระองค์   พระองค์ทรงเป็นวิศวกรที่ชาญฉลาดและยิ่งใหญ่   ผู้ซึ่งมีความละเอียดรอบคอบและทำให้เรามีชีวิตขึ้นมา

                   

สรรพสิ่งทั้งปวงถูกทำขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้ทำ

พระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงสร้างหรือทรงออกแบบร่างกายมนุษย์เท่านั้น   แต่พระเจ้ายังทรงสร้างสิ่งต่างๆอีกมากมายแผ่กระจายไปยังแผ่นดินสวรรค์

ท่านลองหาโอกาสละแสงสีในเมืองหลวงและเดินทางไปยังชนบท   มองขึ้นไปบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน   ท่านอาจเห็นทางสว่างของดวงอาทิตย์นับพันล้านดวง ส่องสว่างเป็นกลุ่มๆสีขาวพาดยาวไปในท้องฟ้าที่เราเรียกว่า   ทางช้างเผือก   ในความเป็นจริงแล้วดวงอาทิตย์และดวงดาวบริวารรอบโลกของเรา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทางช้างเผือกเท่านั้น

คราวนี้ลองมองไปที่กลุ่มดาวแอนโดรเมดา   ท่านจะเห็นเป็นแสงสลัวๆรูปวงรี   จากกล้องดูดาว   กลุ่มดาวแอนโดรเมดาจะกลายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มดาวที่มีดวงดาวมากมายมารวมกัน   เหมือนทางช้างเผือกของเราที่ประกอบไปด้วยดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่นับพันพันล้านดวงนั่นเอง

กลุ่มดาวแอนโดรเมดาเป็นกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งเท่านั้นจากกลุ่มดาวประมาณหนึ่งแสนล้านกลุ่มดาว ที่เราสามารถมองเห็นได้จากกล้องดูดาวขนาดมหึมา   นักดาราศาสตร์ได้บอกเราว่า   จริงๆแล้วกลุ่มดาวบางกลุ่มเหล่านี้ได้หมุนโคจรรอบซึ่งกันและกันด้วยความเร็วที่เราไม่สามารถเข้าใจได้   ซึ่งกลุ่มดาวทั้งหมดได้โคจรหมุนกันอย่างสมดุลและสมบูรณ์แบบอยู่ในอวกาศ

เนื่องด้วยเหตุผลบางประการ   การหมุนรอบตัวเองพร้อมกับการโคจรรอบดาวอื่นๆได้เกิดขึ้นสอดคล้องเป็นจังหวะเดียวกัน การโคจรทั้งหมดจะอยู่บนเส้นทางโคจร   ซึ่งจะดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างมีรูปแบบและตรงเวลา   ไม่น่าแปลกใจที่พระวจนะในเพลงสดุดีได้กล่าวไว้ว่า   ดวงดาวบนท้องฟ้าต่างประกาศก้องอย่างยินดีปรีดาถึงพระผู้ทรงสร้างอันทรงเกียรติพระองค์นี้

Text Box:      ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์ วันส่งถ้อยคำให้แก่วัน และคืนแจ้งความรู้ให้แก่คืน วาจาไม่มี  ถ้อยคำก็ไม่มี   และไม่มีใครได้ยินเสียงฟ้า
เพลงสดุดี 19:1-3

เราจะสรุปได้อย่างไร   เมื่อเรามองไปที่การออกแบบที่ยากจะอธิบาย และความใหญ่โตมโหฬารของเอกภพที่เกิดขึ้น?

        “[พระเจ้า] พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์
โคโลสี 1:17

วีเม้าท์ได้แปลความหมายไว้อย่างชัดเจนว่า   “พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวงและด้วยในพระองค์และผ่านพระองค์ เอกภพจึงเป็นสรรพสิ่งทั้งปวงที่อยู่รวมกันอย่างกลมกลืนจนเป็นหนึ่งเดียว

สรรพสิ่งทั้งปวงที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพยานหลักฐานได้เป็นอย่างดี

พระเจ้าทรงเป็นผู้ออกแบบ!   พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง!”   จากความลงตัวที่สมบูรณ์แบบของโปรตอนและอิเลคตรอนในอะตอม   ไปจนถึงการโคจรของดาวนพเคราะห์รอบดวงอาทิตย์   เราพบว่าล้วนเป็นพยานหลักฐานให้เห็นถึงแผนการสำคัญชิ้นโบว์แดง การเป็นนักคิดผู้ปราดเปรื่องของพระเจ้า   ผู้ทรงเป็นผู้ออกแบบและเป็นผู้สร้างที่จะหาผู้ใดยิ่งใหญ่เสมอเหมือนมิได้

เมื่อนักมนุษยวิทยาขุดทรายในดินแดนแมกซิโกใหม่   เขาพบหินรูปสามเหลี่ยม   เขาตรวจสอบหินนั้นอย่างละเอียดรอบคอบ ถ้าเขาเห็นการทำสัญญลักษณ์บนหินเหมือนมีการใช้สิ่วสลักให้เป็นรูปร่างขึ้น   เขาจะสรุปได้ทันทีว่าคนอินเดียนอเมริกันเป็นคนสร้างสิ่งของชิ้นนี้   และเขาจะค้นหาต่อไปว่า   หินรูปสามเหลี่ยมนั้นมีอายุนานเท่าไร   อยู่ในยุคใดและเป็นของคนอินเดียนเผ่าใด

ไม่มีนักมนุษยวิทยาคนใดจะยอมลดเกียรติของตนแล้วบอกว่า   หินรูปสามเหลี่ยมนั้นอยู่ที่นั่นโดยบังเอิญ   ไม่มีใครที่จะพยายามอธิบายว่าเป็นเพราะฟ้าแลบ   เป็นเพราะลม   เป็นเพราะน้ำที่สร้างสิ่งเหล่านี้   แต่มันเหมือนเป็นของแน่นอนอยู่แล้วที่ทุกๆคนจะทราบว่า   มนุษย์เป็นผู้ประดิษฐ์หินรูปสามเหลี่ยมนั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ขุดค้นพบซากพืชซากสัตว์   ซึ่งเป็นหลักฐานของสิ่งมีชีวิตในอดีต   เขาเหล่านั้นตั้งข้อสมมติฐานไปต่างๆนานา   เขาเหล่านั้นไม่เคยเห็นฝีพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง   เขาสันนิษฐานได้เพียงว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นเองตามกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่ยังหาคำตอบให้ไม่ได้   จะมีก็เพียงว่าธรรมชาติมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น

ซากสัตว์ที่เราค้นพบ   (ถึงแม้จะถูกฝังเข้าไปยังชั้นหินที่ลึกที่สุดก็ตาม)   เป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าหินรูปสามเหลี่ยมหลายร้อยเท่า   ดังนั้นทำไมเราไม่สรุปให้ชัดไปเลยว่า   ต้องมีคนใดคนหนึ่งสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นขึ้นมา?   พระคัมภีร์ได้ให้คำตอบตามหลักตรรกวิทยาสำหรับคำถามของการกำเนิดว่า

ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน
ปฐมกาล 1:1

 

 

เพียงวลีธรรมดาๆที่ว่า   ในปฐมกาลพระเจ้า...”   เราได้พบคำตอบของความมหัศจรรย์ของชีวิต   ความเชื่อทางศาสนาข้อแรกได้บันทึกในพระคัมภีร์ว่า   พระเจ้าทรงมีอยู่จริง   ในความเป็นจริงพระวจนะข้อแรกในพระคัมภีร์บอกเราว่า   ด้วยพระอำนาจของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้สร้าง   ครั้งหนึ่ง ดร.อาร์เธอร์  คอมพ์ตัน   ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับพระวจนะนี้ในพระคัมภีร์ว่า

ในความศรัทธาโดยส่วนตัวของข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสุดยอดของอัจฉริยภาพที่เกิดขึ้น   ที่ทำให้เกิดเอกภพซึ่งยังคงดำรงอยู่   และที่ทำให้มนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้น   มันไม่ยากสำหรับข้าพเจ้าที่จะมีความศรัทธาและมีความเชื่อแบบนั้น   เพราะมันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า   ที่ใดที่มีแบบแผนหรือแผนการเกิดขึ้น   ที่นั่นความสุดยอดของอัจฉริยภาพจะเกิดขึ้นตามมาด้วย   เอกภพที่ถูกเปิดออกอย่างเป็นระเบียบแบบแผน   เป็นพยานหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความจริงที่สง่างามมากที่สุด   จากคำกล่าวที่เปล่งให้ทราบโดยทั่วกันว่า ในปฐมกาลพระเจ้า...

ปัจจุบันในใจของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่หลายคนมีความเชื่อในเรื่องพระเจ้า   หนังสือเรื่อง Behind the Dim Unknown แต่งโดย   นายยอห์น โคลเวอร์ มอสมา   (นิวยอร์ค:จี. พี. บุตรของพุตนาม)   มียี่สิบหกบท   แต่ละบทเขียนโดยนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ   และเป็นชาวคริสเตียน   ผู้เขียนแต่ละคนได้เน้นถึงพื้นฐานความจริงที่เหมือนกันว่า พระเจ้าทรงมีอยู่จริง

วลีที่กล่าวว่า   “ในปฐมกาลพระเจ้า...”   พวกเราพบพื้นฐานของสิ่งต่างๆยังคงมีอยู่จริง   พระคัมภีร์ไม่ได้พยายามพิสูจน์พระเจ้า   พระคัมภีร์ประกาศให้ทราบว่า   พระองค์ทรงมีอยู่จริงซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่เรามีตัวตนและสิ่งต่างๆรอบตัวเราก็มีตัวตนอยู่จริงนั่นเอง   ผลแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นต้องอธิบายได้ด้วยเหตุอย่างเพียงพอ   เมื่อมีการออกแบบที่เกิดขึ้นบนโลกของเรา   ก็ต้องมีนักออกแบบที่คิดขึ้น   เมื่อมีแบบแผนทางคณิตศาสตร์เกิดขึ้นในเอกภพก็ต้องมีนักวางแผนคิดขึ้น   ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาจากความยังคงมีอยู่จริงบางอย่าง   และความยังคงมีอยู่จริงบางอย่างนั้นคือพระเจ้านั่นเอง

ดร.อาร์เธอร์ คอนคลิน   เคยเป็นนักชีววิทยาของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันได้เขียนไว้ว่า   เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้นจากความบังเอิญ   และอีกนั่นแหละเป็นไปไม่ได้ที่หนังสือพจนานุกรมจะเกิดขึ้นจากการระเบิดของโรงพิมพ์

เราทราบว่ามนุษย์ไม่สามารถสร้างบางสิ่งบางอย่างจากความว่างเปล่า   เราอาจจะก่อสร้างสิ่งต่างๆ   ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ   นำสิ่งต่างๆมารวมกัน   ทำให้สิ่งต่างๆทำงานได้   แต่ด้วยความฉลาดทั้งหมดที่เรามี  เราไม่สามารถจะขีดเขียนออกมาแล้วให้เกิดเป็นสิ่งมีชีวิต   แม้แต่จะเป็นเพียงยอดหญ้าขนาดเล็กที่สุด   หรือจะเป็นคางคกตัวเล็กที่สุด   หรือจะเป็นดอกไม้ที่ธรรมดาที่สุดก็ตาม

แล้วใครเป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด?   ใครสร้างสิ่งเหล่านี้ในปฐมกาล?   ใครเป็นคนเริ่มหนอ?   มีคำตอบที่น่าพอใจเพียงคำตอบเดียวเท่านั้นคือ พระเจ้า

สิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับเรา   ทำให้เรากู่ก้องได้อย่างเปิดเผยว่า   พระเจ้าทรงเป็นผู้ออกแบบ   พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง   พระเจ้าทรงเป็นผู้รักษาไว้ให้คงอยู่   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิต   (หรือแหล่งกำเนิดขั้นพื้นฐานที่สุดของชีวิต)   ที่ถูกสร้างขึ้น   คำตอบที่เป็นไปได้ของผู้ทรงให้กำเนิดเอกภพ   ผู้ทรงให้กำเนิดโลกใบนี้   และผู้ทรงให้กำเนิดมนุษย์ คือ พระเจ้า

พระเจ้าเสด็จลงมาเพื่อเป็นมิตรสหายกับมวลชน

พระเจ้าผู้ทรงออกแบบสรวงสวรรค์อันประดับประดาไปด้วยหมู่ดาว   ผู้ทรงสร้างเอกภพ   ผู้เสด็จลงมาเป็นมิตรสหายกับมวลชน   พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยให้ทราบถึงการทรงมีอยู่ของพระองค์ ไว้ในส่วนลึกของจิตใจและหัวใจของทุกๆคนเป็นการส่วนตัวว่า พระองค์คือ   “ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้(ยอห์น 1:9)

พระคัมภีร์ได้ยืนยันว่าพระผู้สร้างของเราได้แสดงความเป็นเพื่อนส่วนตัวกับเรา   อับราฮัมได้ชื่อว่าเป็นสหายของพระเจ้า”   (ยากอบ 2:23)   พระเจ้าเคยตรัสสนทนากับโมเสสสองต่อสอง เหมือนมิตรสหายสนทนากัน”   (อพยพ 33:11)   และพระเจ้าจะสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับท่านและกลายเป็นสหายของท่าน   พระเยซูได้ทรงสัญญากับผู้ที่ติดตามพระองค์ว่า   “ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา”   (ยอห์น 15:14)

ด้วยความมีตัวตนอยู่จริงของมนุษย์   จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนความคิดที่ว่า   พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา   ทุกคนทราบดีว่าบุคลิกภาพที่มีพระเจ้าสถิตอยู่กับเราได้เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้    เราและเพื่อนของเราเป็นมนุษย์  และเพราะว่าการที่มนุษย์มีบุคลิกภาพนี่เอง   ย่อมหมายความว่ามนุษย์มีพระเจ้าสถิตอยู่ในบุคลิกภาพนั้นเพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างเรา   มันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะคงอยู่โดยปราศจากการสถิตของพระเจ้าซึ่งอยู่เบื้องหลังภายในจิตใจของเรา    และการมีบุคลิกภาพส่วนตัวในแต่ละบุคคล   จึงเป็นเหตุผลทางตรรกวิทยาที่จะสรุปได้ว่า   พระเจ้าผู้ซึ่งทรงเป็นทั้งมนุษย์ทรงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อบุคลิกภาพเหล่านั้นที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

 

Text Box: เมื่อประมาณ 2500 ปีที่ผ่านมา   กลุ่มนักปรัชญาชาวกรีกได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับคำถามที่ว่า  “ผู้ชายคืออะไร?”

เพลโตเสนอว่า   ผู้ชายคือสัตว์สองขา

อย่างไรก็ตามนักปรัชญาคนต่อไปได้ให้คำนิยามเพื่อเรียกร้องความสนใจ    เขาลุกขึ้นและพูดว่า   ดูนั่น ผู้ชายอย่างนักปราชญ์กรีก (เพลโต)!”

พวกเขาครุ่นคิดอยู่ในความเงียบสักพัก   จนกระทั่งมีนักคิดคนหนึ่งอุทานขึ้นมาว่า ฉันรู้แล้ว!   ผู้ชายคือสิ่งมีชีวิตที่มีศาสนา

ใช่แล้ว   นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างในเมล็ดถั่วนั่นเอง   ความเป็นมนุษย์จะขาดซึ่งศาสนาไม่ได้ ลำพังเพียงตัวเรา   เรายังคงมีความรู้สึกที่ต้องการพลังอำนาจที่เหนือกว่ามาช่วยเรา   เราทุกคน  (ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เชื่อหรือไม่เชื่อพระเจ้า)   ต่างก็ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้รู้ถึงความคิดของพระเจ้าทั้งสิ้น   เราแตกต่างจากสัตว์ตรงที่เรามีจินตนาการ   มีเหตุมีผลและรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี   ไม่มีสัตว์ชนิดใดที่รู้จักสร้างแท่นบูชาเพื่อนมัสการพระเจ้า   อย่างไรก็ตามทุกๆแห่งที่ท่านพบ   ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง   ท่านจะพบพวกเขานมัสการพระเจ้า   ในส่วนลึกก้นบึ้งของหัวใจมนุษย์ยังมีความปรารถนาที่จะนมัสการพระเจ้า   “ความระลึกถึงพระเจ้า

พระเจ้าทรงใส่ความปรารถนาให้กับเรา   ให้เรามาเป็นมิตรสหายกับพระองค์   เมื่อเรามีความปรารถนาที่จะวิงวอนและคร่ำครวญเพื่อเข้าหาพระเจ้า   เราก็จะไม่มีข้อสงสัยใดๆเกี่ยวกับการทรงเป็นอยู่จริงของพระองค์และความต้องการของเรา

Text Box: ในช่วงทศวรรษ 1990   ผู้ไม่เชื่อพระเจ้านับล้านๆคนในรัสเซียได้ละทิ้งลัทธิเดิม   และหันกลับเข้าหาพระเจ้า   ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยเซนต์ ปีเตอร์เบริก   สาขาดาราศาสตร์ได้เสนอบทความในสหภาพโซเวียตสมัยก่อน   ซึ่งแสดงความคิดเห็นโดยกลุ่มผู้ที่กลับใจมาเชื่อพระเจ้าว่า

          “ฉันได้ค้นพบความหมายของชีวิตเมื่อทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์   แต่ไม่พบว่าจะยึดถือหรือมั่นใจอะไรได้เลย   นักวิทยาศาสตร์รอบๆตัวฉันรู้สึกเหมือนฉัน  คืออยู่ในความว่างเปล่าเดียวกัน   เมื่อฉันมองไปยังเอกภพที่กว้างใหญ่ไพศาลในการศึกษาดาราศาสตร์   ยิ่งทำให้พบความว่างเปล่าในจิตวิญญาณของฉัน   ฉันรู้สึกว่ามันควรจะต้องมีความหมายบางอย่าง   แล้วเมื่อฉันได้รับพระคัมภีร์ที่ท่านให้มา   เมื่อฉันได้เริ่มอ่านพระคัมภีร์   ความว่างเปล่าของฉันได้ถูกเติมเต็ม   ฉันพบว่าพระคัมภีร์เป็นสิ่งเดียวที่เพิ่มความมั่นใจให้กับจิตวิญญาณของฉัน   ฉันยอมรับพระเยซูให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของฉัน   และฉันได้ค้นพบสันติสุขที่แท้จริง   ความผ่อนคลายและความพึงพอใจในชีวิตของฉัน”

คริสตชนที่เชื่อพระเจ้าเป็นเพราะทั้งเขาและเธอได้พบพระองค์ และค้นพบว่าพระองค์ได้ตอบสนองความต้องการส่วนลึกที่สุดของหัวใจของเขาและเธอ   พระเจ้าผู้ซึ่งทำให้คริสตชนได้รับความสนุกสนานชื่นชมยินดีที่แท้จริง   ช่วยให้เรามีมุมมองที่แปลกใหม่   ความหมายใหม่   แรงดลบันดาลใจใหม่   จุดหมายใหม่และความสนุกสนานแบบใหม่

พระเจ้าไม่ได้ทรงสัญญาที่จะให้ชีวิตปราศจากความลำบากและความขัดแย้ง   แต่พระองค์ได้ทรงให้ความมั่นใจกับเราว่า พระองค์จะทรงคอยนำทางและทรงช่วยเหลือเรา   ถ้าเราเข้าหาและรับพระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจ    คริสตชนนับล้านๆคนจะให้การเป็นพยานได้ว่าเขาจะยอมทำทุกสิ่งทุกอย่าง   เพื่อแลกกับการที่จะไม่ไปมีชีวิตแบบเก่าที่ไม่มีพระเจ้า

นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา   พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ   ผู้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย   ผู้ทรงสร้างและทรงรักษาไว้ซึ่งกลุ่มทางช้างเผือก   กลุ่มดวงดาว   ผู้ทรงซึ่งปรารถนาที่จะเป็นยิ่งกว่ามิตรสหายกับชาย   หญิง   เด็กๆ หรือกับทุกๆคนเป็นการส่วนพระองค์    เดวิดได้แสดงความประหลาดใจเมื่อเขาเขียนว่า

Text Box: เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์ อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา?”
เพลงสดุดี 8:3, 4

พระผู้ทรงสร้างของเรา   “ทรงสนพระทัย”   ในตัวเราแต่ละคน   พระองค์ทรงสนพระทัยในท่านเป็นการส่วนพระองค์เพราะว่าท่านคือมนุษย์ที่มีอยู่จริงที่พระองค์ทรงสร้างขี้น

          ดังนั้นเราสามารถเชื่อพระเจ้าได้

  1. เพราะการออกแบบที่ยากจะเข้าใจในทุกๆสิ่ง   ที่พระองค์ทรงสร้างเกี่ยวกับเรา
  2. เพราะการคร่ำครวญหาพระเจ้าที่มีอยู่ในตัวเราทำให้เรากระวนกระวายใจ   จนกระทั่งเราได้พบสันติสุขในพระองค์
  3. และเพราะว่าเมื่อเราค้นหาและพบพระเจ้าแล้ว   พระองค์ได้ทรงเติมเต็มสิ่งที่เราต้องการในทุกๆเรื่องได้อย่างน่าพอใจ!

          พระเจ้าทรงมาหาเราเป็นการส่วนพระองค์   เพียงเพื่อต้องการเปิดเผยพระองค์ต่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นเท่านั้น  เหมือนพ่อที่ปรารถนาให้ลูกๆได้รู้จัก   และพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยพระองค์ให้กับเราในพระคัมภีร์   (บทที่ 2   จะเป็นการแสดงหลักฐานว่าพระคัมภีร์เป็นหนังสือที่น่าเชื่อถือที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราประทานให้แก่เรา)

พระองค์เป็นพระเจ้าแบบไหน?

ในพระคัมภีร์   พระเจ้าทรงตรัสกับเราว่า   พระองค์คือใคร   และพระองค์เหมือนอะไร

          พระเจ้าทรงใช้รูปแบบใดในการสร้างชายและหญิง?

พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้น ตามพระฉายาของพระองค์   ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง
ปฐมกาล 1:27

ตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์   เราถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า   และนี่คือทำไมเราจึงเกี่ยวข้องกับพระองค์ ความสามารถของเราในการสนองตอบและความรู้สึก   ความสามารถในการจำและความหวัง   ความสามารถในการคิดใคร่ครวญและวิเคราะห์นั้นล้วนมาจากพระองค์ทั้งสิ้น

เนื่องจากพระเจ้าทรงมีบุคลิกภาพ   ดังนั้นอะไรคือคุณสมบัติเฉพาะของพระองค์?

พระเจ้าคือความรัก ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 4:8

พระเจ้าได้ทรงดึงเอาความรักที่มีอยู่ในหัวใจของพระองค์ออกมามอบให้กับมนุษย์   พระองค์ไม่เคยทำหรือแม้แต่คิดว่าจะทำเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์   พระองค์มีแต่ทรงให้ซึ่งความรักที่เสียสละแก่เราเท่านั้น

พระเยซูทรงเปิดเผยอย่างไรว่าพระเจ้าเหมือนอะไร

สมาชิกครอบครัวใดที่ให้ความคิดแก่เราว่าพระเจ้าเหมือนอะไร?

เราทุกคนมิได้มีบิดาคนเดียวดอกหรือ? พระเจ้าองค์เดียวได้ทรงสร้างเรามิใช่หรือ?”
มาลาคี 2:10

ในพระคัมภีร์พระเจ้าได้ทรงตรัสซ้ำๆว่า   พระองค์เป็นพระบิดา

ภาพของพ่อบางคนที่เราเห็นในทุกวันนี้ไม่มีอะไร   มีเพียงความปรารถนาที่ผิดๆ พ่อที่ไม่เอาใจใส่ดูแลลูก   พ่อที่คอยต่อต้านค่านิยม   พ่อที่กระทำการทารุณ   พระเจ้าไม่ทรงเป็นเช่นนั้นแน่   ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงเป็นพระบิดาผู้ทรงละเอียดอ่อน   ทรงรักษาเยียวยาแผลใจ    ทรงเป็นพระบิดาผู้ทรงรักที่จะแบ่งปันเวลาให้กับลูกๆของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระบิดา ที่ทำให้เด็กๆหลงใหลในนิทานก่อนนอนเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์

พระเจ้า   (พระบิดาผู้เป็นที่รักยิ่งของเรา)   พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะกระทำบางสิ่งบางอย่าง มากยิ่งกว่าแค่เพียงการเผยแพร่พระวจนะของพระองค์ผ่านทางพระคัมภีร์เท่านั้น   พระองค์ทรงตระหนักดีว่า   หากพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาที่อยู่ร่วมกับเราได้   พระวจนะของพระองค์ก็จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น   มากกว่าการที่พระองค์ทรงเป็นใครคนหนึ่งที่เราเพียงแต่ได้ยินหรือได้อ่านจากหนังสือเท่านั้น   ดังนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จมายังโลกของเราในรูปแบบที่เป็นเฉพาะบุคคลที่มีตัวตนจริง   และเป็นรูปธรรม  

พระเจ้าเสด็จมาอยู่ในระดับเดียวกับเรา   (พระองค์กลายมาเป็นเหมือนเรา)   ดังนั้นพระองค์จึงสามารถสอนเราได้ว่า   เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรให้มีความสุข   และเราก็จะสามารถมองเห็นได้จริงๆด้วยว่าพระเจ้าเป็นเช่นไร

          พระเจ้าทรงเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์ ในรูปของบุคคลธรรมดาได้อย่างไร?

        “[พระเยซู] ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา
          —
โคโลสี 1:15

พระเจ้าเสด็จมาบนโลกของเราในรูปของมนุษย์นามว่า พระเยซู

เด็กชายตัวน้อยๆคนหนึ่งและพี่ชายของเขากำลังยืนมองรูปวาดขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า   ซึ่งเป็นรูปคุณพ่อของเขา    คุณพ่อของเขาได้เสียชีวิตเมื่อน้องชายคนเล็กยังเป็นเพียงทารกอยู่

       “พี่ครับ บอกผมหน่อย” น้องคนเล็กพูดขึ้น “คุณพ่อเป็นคนอย่างไร?”  (คำอธิบายคือ หากเราถูกถามว่าพระบิดาบนสรวงสวรรค์ทรงมีลักษณะอย่างไร?)

พี่ชายพยายามจะบอกบางอย่างให้น้องฟังเกี่ยวกับคุณพ่อของเขา   พี่ชายอธิบายถึงความแข็งแรง   ความเป็นคนดี   มีเมตตาและความสง่างาม   คุณพ่อมีความเป็นมิตรและใครๆก็ชอบที่จะอยู่กับเขา   คุณพ่อเป็นคนสุภาพกับคุณแม่เสมอ   คุณพ่อชอบทำให้ผู้อื่นมีความสุข (คำอธิบายคือ เราพยายามตอบว่าพระบิดาบนสรวงสวรรค์ทรงเป็นคนดี   มีเมตตาและความสง่างาม   มีความเป็นมิตรและใครๆก็ชอบที่จะอยู่กับพระองค์   พระบิดาเป็นคนสุภาพกับพระมารดาเสมอ   พระบิดาชอบทำให้ผู้อื่นมีความสุข)

ถึงแม้ว่าพี่ชายจะได้พูดให้น้องฟังไปทั้งหมดแล้ว   แต่ดูเหมือนว่าน้องชายก็ยังไม่เข้าใจว่าคุณพ่อของเขาเป็นคนอย่างไร น้องชายอยากจะรู้มากว่าคุณพ่อเป็นเหมือนอะไรกันแน่   ท้ายที่สุดเขาจึงขัดจังหวะพี่ชายด้วยคำถามที่ว่า  “บอกฉันมาหนึ่งอย่างนะ พี่เฮนรี่ ว่าคุณพ่อมีอะไรที่เหมือนพี่บ้าง?”  

พี่ชายลังเลสักพักและตอบว่า   “เออ… เพื่อนๆของเราที่รู้จักคุณพ่อของเราดีที่สุดพูดว่าพี่เหมือนคุณพ่อตอนยังมีชีวิตอยู่ แม้แต่คุณแม่ก็ยังพูดแบบนี้เหมือนกันเลย”

ด้วยหัวใจที่พองโตอย่างเปล่งปลั่ง เด็กน้อยได้เดินไปพร้อมพูดว่า   “อ๋อ..  คราวนี้ฉันเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วแหละว่าคุณพ่อเป็นยังไง   คุณพ่อก็เป็นเหมือนพี่เฮนรี่ของฉันนี่เอง” (คำอธิบายคือ   ถ้าเราเปรียบพระบิดาหรือพระเจ้าในรูปของพระเยซู   จะเป็นการอธิบายที่ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น   เหมือนเรื่องนี้ที่น้องชายเปรียบคุณพ่อเหมือนพี่เฮนรี่ของเขา   ทำให้เขาเข้าใจว่าคุณพ่อเป็นคนอย่างไร นั่นเอง)

พระเยซูทรงบังเกิดมาในโลกของเรา   ในรูปของพระเจ้าที่มีเนื้อหนังมังสา   พระเยซูคือ  “พระบุตรของพระเจ้า”  (มาระโก 15:39)   เป็นพระเจ้าในรูปร่างที่เราสามารถมองเห็นได้   เป็นรูปความคิดของพระเจ้าที่เปล่งออกมาเป็นเสียงให้เราได้ยินได้   พระเยซูทรงตรัสว่า   “ใครก็ตามที่เห็นในเราก็จะเห็นในพระบิดา”   (ยอห์น 14:9)   ดังนั้นถ้าท่านเห็นพระเยซู   ท่านก็จะเห็นพระเจ้าผ่านทางพระเยซู  เมื่อไรที่ท่านอยากรู้ว่าพระเจ้าเป็นเสมือนเช่นไร   ให้ท่านดูที่พระเยซูอย่างที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยถึงเรื่องราวของพระองค์

ขณะที่ท่านอ่านเรื่องราวของพระเยซูตามคำพยากรณ์สี่เล่มแรกในพระคัมภีร์ใหม่   ท่านจะเห็นภาพการพรรณนาถึงพระบิดาบนสรวงสวรรค์ของเราได้อย่างน่าชื่นชมเป็นยิ่งนัก   ชาวประมงที่หยาบกระด้างและต้องหาเลี้ยงตนเองยอมละทิ้งอาชีพของตนเพื่อติดตามพระเยซู   และกลุ่มเด็กเล็กๆที่ได้รับพระพรของพระองค์    พระองค์สามารถช่วยคนบาปที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้นสบายใจขึ้น   รู้ซึ้งถึงพระผู้ช่วยให้รอดมากขึ้นและรู้สึกปลอดภัย   พระองค์สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของคนเจ้าเล่ห์ ที่คิดว่าตนมีความถูกต้องที่สุดให้มีความรู้สึกถึงความถูกต้อง และสยบต่อความดีของพระองค์   พระองค์สามารถรักษาโรคต่างๆตั้งแต่คนตาบอดสนิทไปจนกระทั่งคนเป็นโรคเรื้อน   ซึ่งแพทย์สามารถรักษาได้เพียงการสั่งยาแอสไพรินให้เท่านั้น   ด้วยพระวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์เพียงสองคำ   “จงหยุด”   สามารถทำให้พายุที่กำลังโหมกระหน่ำได้อ่อนแรงและสงบลง   เหมือนเด็กซุกซนที่ถูกบอกให้หยุดเล่นและเขาหยุดเล่นทันที   ด้วยการกระทำของพระองค์   พระเยซูทรงแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าคือความรัก!   พระองค์ทรงรู้ถึงความต้องการของมนุษย์ในทางที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ล่วงหน้าก่อนพระองค์   หรือตั้งแต่ที่พระองค์ได้รู้มา!

ภารกิจสุดท้ายอันทรงเกียรติของพระเยซู   พระเจ้าได้ทรงสำแดงออกมาบนไม้กางเขนที่ซึ่งพระองค์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา   เราจะได้รู้ถึงการมีชีวิตนิรันดร์และไม่ต้องรู้จักกับความตายของเราอีกต่อไป

พวกเราได้ประโยชน์อะไรกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู?

เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์  เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์
ยอห์น 3:16

การที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ไม่เพียงแต่ต้องการให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้นเดี๋ยวนี้เท่านั้น   แต่พระองค์ยังทรงให้ชีวิตนิรันดร์แก่เรา พระเยซูคือ  “พระบุตรหนึ่งเดียวเท่านั้น”   ของพระเจ้า   พระองค์ทรงมีเอกลักษณ์ที่เป็นของพระองค์เอง   พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ดำรงอยู่ซึ่งเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์อย่างสมบูรณ์

จากความมหัศจรรย์   ความหวังและความฝันเกี่ยวกับพระเจ้าที่เกิดขึ้นมาหลายชั่วอายุคน   เขาเหล่านั้นได้ประจักษ์แล้วว่าพระราชกิจอันประณีตของพระองค์   ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าหรือความงามตามธรรมชาติต่างๆ หลายคนได้รำพึงกับตนเองว่า   “พระเจ้าทรงสร้างธรรมชาติได้งามขนาดนี้เชียวหรือ!” แต่ความสวยงามที่พระเยซูทรงมีชีวิตที่เสียสละอย่างใหญ่หลวง และการทรงสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนต่างหากเล่า   ที่ได้เปิดเผยภาพของพระเจ้าได้ชัดเจนมากกว่าความงามตามธรรมชาติที่กล่าวมาข้างต้น   คนทั่วไปพบว่าหากเขาได้พบพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างเต็มอิ่มและรู้ซึ้งถึงพระองค์อย่างทะลุปรุโปร่ง   เขาจะได้เห็นพระองค์เสมือนหนึ่งว่าพระองค์ทรงเป็นเช่นนั้นจริงๆ   พระองค์ทรงเป็นความรัก   ความรักที่เป็นอมตะและนิรันคร์!

ท่านสามารถที่จะเข้าร่วมการค้นพบพระเจ้าได้ ณ บัดนี้   เหมือนพระเยซูทรงเปิดเผยเรื่องราวของพระเจ้า   การค้นพบดังกล่าวจะนำท่านไปสู่การยอบรับโดยส่วนตัวจริงๆว่า   “พระบิดา   ฉันรักพระองค์!”

  

ค้นพบ   บทที่ 1

เราสามารถเชื่อพระเจ้าได้   (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 1)

การขอรับเอกสารพระคัมภีร์เพิ่มเติม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ทางอินเตอร์เน็ต กรุณากรอกคำตอบตามแบบสอบถามที่อยู่ด้านล่างและกดปุ่ม   “ส่งบทความนี้

1. การออกแบบร่างกายมนุษย์แสดงให้เห็นถึงผู้ออกแบบที่มีความสามารถและมีความชำนาญสูง

ถูก
ผิด

2. การออกแบบร่างกายมนุษย์เป็นหลักฐานอ้างอิงของพระผู้สร้าง

ถูก
ผิด

3. ร่างกายมนุษย์เป็นผลจากวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นมานับล้านๆปี

ถูก
ผิด

4. บนสรวงสวรรค์ที่ประดับประดาด้วยดวงดาวมากมายเป็นหัตถกิจของพระเจ้า

ถูก
ผิด

5. การระเบิดโดยบังเอิญทำให้เกิดเอกภพ

ถูก
ผิด

6. พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างและทรงเป็นผู้ออกแบบเอกภพที่ยิ่งใหญ่

ถูก
ผิด

7. ในใจของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่หลายคนก็ยังเชื่อพระเจ้า

ถูก
ผิด

8. พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราเป็นการส่วนพระองค์

ถูก
ผิด

9. พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์

ถูก
ผิด

10. ความรักไม่ใช่เป็นบุคลิกภาพของพระเจ้าที่เป็นลักษณะเฉพาะหรือสำคัญแต่ประการใด

ถูก
ผิด

11. พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาที่ละเอียดอ่อนคอยดูแลและห่วงใยเราในทุกๆเรื่องอย่างใกล้ชิด

ถูก
ผิด

12. พระเจ้าทรงเสด็จลงมายังโลกของเราเสมือนหนึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

ถูก
ผิด

13. พระเยซูทรงเป็นเพียงบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่พระเจ้า

ถูก
ผิด

14. พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่เรามองเห็นได้

ถูก
ผิด

15. พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อมอบชีวิตนิรันดร์ให้กับพวกเรา?

ถูก
ผิด

16. ใครเป็นผู้ออกแบบโลกและทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกของเรา?   อิสยาห์ 40: 26, 28

17. โลกถูกสร้างขึ้นเมื่อไร?   ปฐมกาล 1:1

18. พระเจ้า คืออะไร ขอให้ท่านตอบด้วยคำเพียงคำเดียว?   ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 4:8

19. พระเจ้าทรงแสดงความรักของพระองค์ต่อเราอย่างไร?    ยอห์น 3:16

20. จงแสดงความคิดเห็น: บทที่ 1 ใน ค้นพบ นี้ช่วยให้ท่านเข้าใจและเชื่อพระเจ้าหรือไม่?

21. วลีที่กล่าวว่า “ปฐมกาล” หมายความว่าอย่างไร?

การเริ่มต้นของเวลา

ณ ขณะที่พระเจ้าทรงสร้างโลก
การเริ่มต้นสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพ
ไม่แน่ใจ




Progress