คู่มือศึกษาพระคัมภีร์ โรงเรียนสะบาโตผู้ใหญ่
ไตรมาสที่ 2 เมษายน - พฤษภาคม - มิถุนายน 2010
พิมพ์จำนวน 1,400 เล่ม
สุขภาพและการเยียวยา
เขียนโดย แผนกสุขภาพและการดำเนินชีวิต
อย่างพอประมาณ ของสำนักงานใหญ่
แปลโดย ศาสนาจารย์ รังสิต อิศฤงคาร
จัดพิมพ์โดย ศจ. ดร. บุญรัตน์ มูลแก้ว
แผนกพันธกิจโรงเรียนสะบาโต
---------------------------------------------------------------------------------------------------
บทที่ 1 สรรเสริญ พระเจ้าผู้ทรงอวยพระพร
วันที่ 27 มีนาคม - 2 เมษายน 2010
บ่ายวันสะบาโต
ข้อควรจำ
“จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้น ที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของ พระองค์” (สดุดี 103:1)
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีดาวเทียมดวงหนึ่ง พร้อมกับกล้องโทรทรรศน์ สำรวจจักรวาล ได้ถูกส่งขึ้นไปโคจรในชั้นอวกาศรอบโลก กล้องโทรทรรศน์ ตัวนี้ได้ชื่อตามนักดาราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งว่า “กล้องฮับเบิ้ล” ตั้งแต่นั้น เป็นต้นมาความลึกลับแห่งการทรงสร้างได้กลายเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ ยิ่งมองเห็น จักรวาลได้กว้างไกลมากขึ้น ยิ่งตระหนักว่า จิตใจของเรามีข้อจำกัดในการเข้าใจ ความยิ่งใหญ่ของจักรวาล อย่างนี้แล้วเราจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้อย่างไรว่า พระเจ้าทรงสร้างจักรวาลมาไดอ้ ยางไร? โซฟาร ชาวนาอาเมห ์ เพื่อนคนหนึ่งของ โยบได้ถามโยบว่า “ท่าน จะหยั่งรู้สภาพของพระเจ้าได้หรือ ท่านหยั่งรู้องค์ผู้ทรง มหิทธิฤทธิ์ได้หมดหรือ?” (โยบ 11:7)
เป็นความจริงที่คำตอบคือ “ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ทั้งหมดได้” พระเจ้า องค์นี้ ผู้ทรงเนรมิตสร้างจักรวาล เป็นพระเจ้าองค์เดียว (พระเยซู) ผู้ทรงมาบังเกิด ในเนื้อหนังของมนุษย์ แล้วทรงแบกเอาความบาปของเราไว้บนไม้กางเขน พระเจ้า ผู้ทรงสร้างจักรวาล ทรงรับเอาการลงโทษบาปของเราไว้ เพื่อเราทั้งหลายจะได้ รับชีวิตชั่วนิรันดร์ ปัจจุบัน เรามีความจริงอันประเสริฐนี้อยู่กับเรา แต่มีบ่อยครั้งเพียงใด ที่เราล้มเหลวที่จะรักพระเจ้าองค์นี้ ด้วยการขอบพระคุณ และกล่าวสรรเสริญ พระองค์ ในการนมัสการของเรา?
ศึกษาบท เรียนของสัปดาห์นี้ด้วยใจจดจ่อ: บทเรียนนี้จะช่วยเราให้เข้าใจ ความรัก ฤทธิ์อำนาจ และความยิ่งใหญ่แห่งองค์พระเจ้าของเรามากขึ้น ซึ่ง จะทำให้เรามีความปรารถนาที่จะสรรเสริญพระเจ้ามากขึ้น แม้ว่าขณะที่เรา ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดก็ตาม |
วันอาทิตย์ พระเจ้าแห่ง ความรักของเรา (2 ทิโมธี 1:9)
| “โดยอาศัยฤทธิ์เดชเจ้าผู้ทรง ช่วยเราให้รอด และทรงให้เรามา เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่การดีที่เราได้กระทำ แต่ เพราะเห็นแก่พระประสงค์ของพระองค์เอง และพระคุณซึ่งทรงประทาน แก่เรา ในพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มานั้น” (2 ทิโมธี 1:9) |
พระเจ้าทรงประทานอำนาจในการเลือกให้กับมนุษย์ ซึ่งมนุษย์มีสิทธิ์ จะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังพระเจ้าก็ได้ ซึ่งเราเรียกว่าเสรีภาพในการเลือก นอกจาก นี้พระเจ้าทรงให้เรามีทางออกสำหรับการเลือกที่ผิดด้วย ซึ่งเราเรียกทางสายนั้น ว่า “พระกิตติคุณ” หรือข่าวดี นั่นคือข่าวเกี่ยวกับสิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำเพื่อ เรา พระองค์ได้เสนอทางออกให้ เพื่อเราจะได้รับชีวิตนิรันดร์กลับคืนมา หลังจาก เราได้ถูกสร้างมาให้มีชีวิตนิรันดร์ตั้งแต่ครั้งแรก 2 ทิโมธี 1:9 ได้บอกเราถึงความลึกล้ำในการที่พระเจ้าได้ทรง เตรียมแผนการแห่งความรอดไว้ ก่อนที่โลกนี้จะอุบัติขึ้น? สิ่งนี้ได้บอก อะไรเราเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรา โดยที่ทรงวางแผน แห่งความรอดก่อนที่เราจะเกิดมาเสียอีก?
พระคัมภีร์ข้อนี้ช่วยเราให้ เข้าใจในพระคุณของพระเจ้าอย่างไร? ความรักและพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้มีผลเพื่อเรา ก่อนที่เราจะ เริ่มลืมตาดูโลก ในเวลาเดียวกัน พระกิตติคุณเป็นหลักประกันสำหรับจิตวิญญาณ ของเรา พระเจ้าทรงทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นในความรักและปัญญาของ พระองค์ พระเจ้าทรงวางแผนการแห่งความรอดไว้พร้อมต่อวิกฤติกาล เมื่อเวลา มาถึง และแน่นอน ณ จุดกลางของแผนการดังกล่าว พระเยซูจะต้องสิ้นพระชนม์ แทนที่เรา มีเงื่อนไขหนึ่งเดียวที่เราจะรอดพ้นจากสภาพความบาปของเราได้ คือ บนเส้นทางไม้กางเขน บนกางเขนนั้นพระเจ้าเอง ซึ่งบังเกิดเป็นมนุษย์ได้รับ การลงโทษบาปของเราไป เพราะไม่มีทางอื่นใดแล้วที่จะจ่ายค่าไถ่บาปได้เพียง พอนอกจากวิธีนี้ แม้พระเยซูต้องจ่ายค่าด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์ พระองค์ ก็ทรงยินดีจ่ายเพื่อเรา อย่างนี้เราจะสนองตอบต่อความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรา อย่างไร ในพระธรรมเอเฟซัส 4:32; เอเฟซัส 5:2; ฟิเลโมน 2: 5-8 และ โคโลสี 3:13? มีข่าวสารพื้นฐานอะไรที่เหมือนกัน?
การที่ใครจะ รักอย่างไม่เห็นแก่ตัว เป็นสิ่งที่แปลกต่อจิตใจ มนุษย์ นี้เป็นเกือบเหมือนการซ่อนเอาเหตุผลที่เห็นแก่ตัวเอาไว้ แต่ใน เวลาเดียวกัน ถ้าต้องรอจนกระทั่งเหตุผลของเราจะบริสุทธิ์ เราอาจไม่ได้ ทำสิ่งใดสำเร็จ ท่านจะต้องใช้เวลามากเท่าไรในการครุ่นคิดเกี่ยวกับ อุปนิสัยของพระคริสต์? มีสิ่งใดจะช่วยท่านให้เรียนรู้ได้มากขึ้นเกี่ยวกับ ความรักไม่เห็นแก่ตัว ที่ได้ทรงสำแดงออกในชีวิตของพระเยซู |
วันจันทร์ พระ เจ้าแห่งพระคุณ (เอเฟซัส 2:8-9)
| “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอด นั้นก็รอดโดยพระคุณ เพราะความ เชื่อและมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใด อวดได้” (เอเฟซัส 2:8-9) |
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเกิดชักขึ้นมาทันทีจากอาการของลมบ้าหมู เขาตกลง ไปยังรางรถไฟใต้ดิน ซึ่งกำลังจะเข้าจอดที่สถานี โดยไม่ยอมเสียเวลาไป ชาย แปลกหน้าคนหนึ่งกระโดดลงไปยังเด็กหนุ่มที่มีอาการตัวสั่น เขากดให้เด็กคน นั้นนอนราบข้างตัวเขา และบอกให้อยู่นิ่งๆ จนขบวนรถไฟมาหยุดอยู่เหนือเขา ทั้งสอง ชายแปลกหน้าร้องบอกเด็กหนุ่ม ซึ่งขณะนั้นหายจากอาการสั่นแล้วว่า “เราปลอดภัยแล้ว!” การกระทำอันไม่เห็นแก่ตัวของชายแปลกหน้าคนนี้ เป็น วิธีเดียวที่เขาจะช่วยเด็กหนุ่มไว้ไม่ให้ถูกรถไฟทับตาย นี่ช่างเป็นตัวอย่างอัน ทรงพลังยิ่ง อันแสดงให้เห็นถึงพระคุณของพระคริสต์ที่ได้ทรงทำเพื่อเรา ลอง จิตนาการว่าเด็กหนุ่มจะขอบคุณชายแปลกหน้าที่ได้ช่วยเขาให้รอดชีวิตเพียงใด? เช่นเดียวกันเราทั้งหลายรู้สึกขอบคุณพระเยซูมากสุดหัวใจ ในสิ่งที่พระองค์ได้ ทรงทำเพื่อเราบนไม้กางเขน? คำถามสำคัญสำหรับเราทุกคนคือ เราจะกล่าวขอบคุณพระเยซู และเป็น พยานว่าเรารักพระเจ้าอย่างที่สุด ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเราอย่างไร นั่นเป็น เพียงเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าเรารู้สึกขอบคุณและรักพระเจ้าจริงจังเพียงใด ต้องปรากฏออกในความเชื่อ และการกระทำของเรา การกระทำนั้นไม่ได้เกิดขึ้น จากความพยายามจะแลกเอาความรอด ซึ่งไม่อาจทำได้ แต่เป็นสิ่งที่เกิดมาจาก จิตใจ ที่เต็มล้นด้วยการขอบคุณและสรรเสริญพระนามพระเจ้า ที่ทรงประทาน พระคุณแห่งความรอดให้เรา โดยผ่านทางการเสียสละพระชนม์ชีพ และพระสัญญา ของพระคริสต์ บางครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเราจะรู้สึกเห็นคุณค่าในสิ่งที่พระคริสต์ ได้ทรงทำเพื่อเราอย่างแท้จริง เด็กรุ่นคนหนึ่งได้แสดงความเห็นขณะที่มีการ อภิปรายในชั้นเรื่องแผนการแห่งความรอด โดยเขาได้ยกมือขึ้นพูดว่า “ผมคิด ว่าผมไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไรร้ายแรงที่จะต้องรับโทษตาย” ซึ่งพระคัมภีร์บอก ว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” แต่อาจมีใครบางคนตั้งคำถามในอีก แง่หนึ่งว่า “เราได้ทำดีอะไรบ้างที่สมควรได้รับชีวิตรอด?” เราได้ทำอะไรที่คู่ควร กับชีวิตชั่วนิรันดร์? เหตุใดพระเจ้าและพระบุตรของพระองค์ต้องผ่านสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อจะช่วยเราทั้งหลายให้รอด?
| คิดใคร่ครวญเกี่ยวกับคำถามสอง สามข้อในย่อหน้าที่ผ่านมา ถ้าให้ท่านเป็นคนตอบคำถามเหล่านั้น ท่านจะตอบอย่างไร? ซึ่งจะ ว่าไปแล้ว มีใครในพวกเราที่ได้ทำการดีมีค่าควรต่อการได้รับชีวิต ชั่วนิรันดร์? มีใครท่ามกลางพวกเราเป็นคนมีคุณค่ามาก ที่ทุกคน สามารถเข้าใจได้ว่า เหตุใดพระเยซูจึงทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบุคคลนั้น? คำตอบของท่านจะช่วยให้ท่านเข้าใจดีขึ้นว่าเราควรจะขอบคุณพระเจ้า มากเพียงใดสำหรับความรอดที่ทรงประทานให้เรา? ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ชีวิตและการงานของท่านแสดงออกให้คนอื่นเห็นว่า ท่านรู้สึกขอบคุณ พระเจ้ามากเพียงใด? |
วันอังคาร ความ รักความสัมพันธ (มัทธิว 22:37, 38)
| “พระเยซูทรงตอบเขาว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า นั่นแหละเป็น พระบัญญัติข้อใหญ่” (มัทธิว 22:37, 38) |
มีผู้หนึ่งถามพระเยซูว่า พระบัญญัติข้อใดเป็นข้อที่สำคัญที่สุด พระองค์ทรงตอบว่า“จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิต ของเจ้าและด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่” (มัทธิว22:37, 38) ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้หมายถึงอะไร? เราทั้งหลายจะ ต้องทำอะไรตามที่พระเยซูทรงพระบัญชาตรงนี้? เมื่อเราคิดถึงความหมายของข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ สิ่งสำคัญมากที่สุด ของพระบัญญัติทั้งหมด ไม่ใช่การถือรักษาวันสะบาโต ไม่ใช่พระบัญญัติข้อใด ที่ห้ามเรื่องอย่าฆ่าคน อย่าลักขโมย และอย่าล่วงประเวณี สิ่งสำคัญที่สุดของ พระบัญญัติพูดเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในใจ และดวงวิญญาณของเรา กล่าวคือพูดถึง สิ่งที่อยู่ภายในตัวตนของเราไม่ใช่การปฏิบัติภายนอก แน่นอน ส่วนสำคัญที่สุดของพระบัญญัติว่าด้วยความรักของเราที่มีต่อ พระเจ้า ซึ่งนั่นก็คือรากฐานของพระบัญญัติ ทั้งหมดกล่าวถึงความสัมพันธ์ ซึ่ง จะว่าไปแล้วอะไรคือความรัก ถ้าสิ่งนั้นไม่เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ สรุปก็คือ เรารักพระเจ้าเหนือกว่า หรือเกินกว่าเรารักคนใดคนหนึ่ง หรือสิ่งอื่นใด? เหตุใดความรักในองค์พระเจ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เหนือความ สัมพันธ์อื่นทั้งปวง? เหตุใดจึงมีความสำคัญมากปานนั้น? มีอันตราย ด้านจิตวิญญาณอะไรเกิดขึ้น ถ้าเรารักบางสิ่ง หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากกว่า รักพระเจ้า? พระเจ้าทรงวางแผนไว้แต่เริ่มแรก ให้มนุษย์มีความชื่นชมยินดีจาก ความสัมพันธ์พิเศษที่มีกับพระองค์ เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงประทาน ประสบการณ์ระดับสูงส่งกว่ากับมนุษย์ มากกว่าสิ่งที่มีชีวิตอื่นใดบนพื้นโลก ดังที่เราจะพบความจริงข้อนี้ตามที่ได้ทรงสำแดงให้ทราบในปฐมกาลว่า แล้ว พระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูง ปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:26) ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดมีลักษณะตาม พระฉายาของพระเจ้า เว้นแต่มนุษย์ และสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆ ไม่ได้มอบหมายให้ทำ หน้าที่เหมือนมนุษย์ ดังนั้นมนุษย์จึงไม่ใช่ลิงที่พัฒนาขึ้นมาเป็นมนุษย์ ซึ่งจะว่า ไปแล้วมีช่องว่างอันใหญ่หลวงระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์กับสิ่งทั้งปวงที่ทรง สร้าง ขึ้นบนพื้นโลก ดังที่เราได้ประจักษ์แล้วว่า มนุษย์มีความสัมพันธ์ด้านความรัก เป็นพิเศษกับพระเจ้า ที่เหล่าสรรพสัตว์หรือพืชไม่มีวันจะมีประสบการณ์กับ พระเจ้า เหมือนกับมนุษย์ได้
| ท่าน มีประสบการณ์อะไรกับพระเจ้าแห่งความรักไหม? ท่าน ทราบได้อย่างไรว่าท่านรักพระเจ้า? เขียนอธิบายออกมาสักย่อหน้าหนึ่ง ว่า ความรักมีความหมาย และได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของท่านอย่างไร? แล้ว นำเอาสิ่งที่เขียนไว้มาในชั้นวันสะบาโต |
วันพุธ สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า (วิวรณ์ 21:4)
“พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตา
ทุกๆ หยดจากตาของเขา ความตาย จะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้
และการเจ็บปวดจะไม่มีอีก ต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (วิวรณ์
21:4)
“จงชื่นชมยินดีในองค์พระเจ้า พระคริสต์ทรงเป็นแสงสว่าง ใน พระองค์ไม่มีความมืด จงมองไปยังความสว่าง จงเปล่งสรรเสริญพระเจ้า จงทำให้คนอื่นมีความสุข นี้เป็นงานชิ้นแรกของท่าน ซึ่งจะบังเกิดผลดี ที่สุดจากอุปนิสัยของท่าน จงเปิดประตูแห่งจิตวิญญาณสู่ทิศสวรรค์เบื้อง บน และให้แสงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมของพระคริสต์ฉายเข้ามา ใน เวลาเช้า เที่ยงวัน และค่ำคืน เพื่อให้จิตใจของท่านทั้งหลายอาจได้รับการ เติมเต็มด้วยรังสีแห่งสวรรค์” จากข้อเขียนของ เอลเลน ไวท์ ในนิตยสาร “แอ๊ดเวนตีสรีวิว และสะบาโต เฮอร์รัล” 7 เมษายน 1904 ท่านจะทำให้ คำกล่าวนี้เป็นจริงในชีวิตของท่านได้อย่างไร? ไม่มีคำถามเลย ในฐานะที่เป็นคริสเตียนเรามีเหตุผลดีจะกล่าวสรรเสริญ องค์พระเจ้า ชีวิตของเราอาจต้องต่อสู้ดิ้นรน เราอาจยังมีความกลัว เราอาจมี การเจ็บปวด การสูญเสีย หรือได้รับความผิดหวัง แต่เราทั้งหลายยังมีหลายสิ่ง ที่จะเอ่ยขอบคุณพระเจ้าได้ ที่สุดแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดกับเราบนโลกนี้ เรายัง มีความหวัง และพระสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์ในองค์พระเยซู ความหวังและ พระสัญญานั้นมีข้อความว่า “พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆ หยดจากตาของเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มี อีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (วิวรณ์ 21:4) พระสัญญาข้อนี้ เพียงข้อเดียว เป็นเหตุผลเพียงพอที่เรากล่าวสรรเสริญพระเจ้า ไม่ว่าตอนนี้ท่านจะมีปัญหาอะไร มีสิ่งใดบ้าง ท่านอยากขอบคุณ พระเจ้า? เขียนสิ่งเหล่านั้นลงบนกระดาษ และบอกด้วยว่าเหตุใดท่านจึง ต้องการขอบคุณสำหรับสิ่งนั้นๆ “พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆ หยดจากตาของเขา ความตาย จะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีก ต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (วิวรณ์ 21:4) พระสัญญาข้อนี้ เพียงข้อเดียว เป็นเหตุผลเพียงพอที่เรากล่าวสรรเสริญพระเจ้า
ไม่ว่าตอนนี้ท่านจะมีปัญหาอะไร มีสิ่งใดบ้าง ท่านอยากขอบคุณ พระเจ้า? เขียนสิ่งเหล่านั้นลงบนกระดาษ และบอกด้วยว่าเหตุใดท่านจึง ต้องการขอบคุณสำหรับสิ่งนั้นๆ
ก่อนที่เราจะขอบคุณพระเจ้า เราจำเป็นต้องมีประสบการณ์ว่า พระ- ผู้เป็นเจ้าทรงดีต่อเราเพียงไร เราจำเป็นต้องทราบด้วยตัวเราเองว่า ความรักของ พระเจ้าที่มีต่อเราแต่ละคนเป็นเรื่องจริง ประสบการณ์เช่นนี้องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานให้กับใคร และทุกคน ผู้เปิดใจต่อการทรงนำของพระองค์ เพียง แต่ธรรมชาติใจบาปดื้อดึงของเราต่างหากที่ปิดกั้นเราไว้ ทำให้เรามองไม่เห็น ความดี และความรักของพระเจ้า แต่เมื่อเราได้รับรู้ในความดีและความรักของ พระครั้งหนึ่งแล้ว จิตใจของเราจะมีความปรารถนาจะสรรเสริญพระนามของ พระเจ้า
| ท่านเรียนรู้ที่จะเอ่ยขอบคุณ และสรรเสริญองค์พระเจ้ามาก ขึ้น และมากขึ้นได้อย่างไร แม้ว่าท่านจะมีปัญหาและความทุกข์ยาก ใดๆ อยู่ก็ตาม? |
วันพฤหัสบดี เหตุผลดีใการถ วายตัวรับใช้ (โรม 12:1)
“พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของ พระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่ง เป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย” (โรม 12:1) |
เท่าที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้แล้วว่า พระเจ้าที่เรานมัสการเป็นพระเจ้าแห่ง ความรัก พระองค์ทรงประสงค์จะมีความสัมพันธ์พิเศษกับเรา ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด บนพื้นโลกที่จะได้ชื่นชมในความสัมพันธ์นี้ และ ณ แกนกลางแห่งความสัมพันธ์ นี้ ซึ่งก็คือแผนการแห่งความรอด เรามองเห็นไม้กางเขนเด่นเป็นสง่า เรามี เหตุผลหลายประการที่จะรักพระเพระเจ้าแต่ ไมก้ างเขนยังคงเปน็ เหตุผลที่มีน้ำหนัก ที่สุดเกินสิ่งใด 1 ยอห์น 4:10 แสดงให้เห็นว่า การที่จะรักพระเจ้ามีความหมาย อย่างไร เมื่อเรารักใคร เป็นธรรมชาติที่เราจะเอ่ยคำชมเชย และกล่าวขอบคุณ ออกมา เมื่อเราในฐานะคริสเตียนมอบถวายดวงใจแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เราได้ รับของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์เติมเต็ม ความรู้สึกให้เราต้องการขอบคุณอย่างลึกซึ้ง การขอบคุณในลักษณะเช่นนี้ จิตใจ จะได้รับการเติมเต็มด้วยคำสรรเสริญและการถวายเกียรติแด่พระเจ้า กระนั้นยัง มีจุดสำคัญอยู่แห่งหนึ่งที่หลายคนลืมไป การสรรเสริญพระเจ้าเที่ยงแท้ของ คนหนึ่งจะต้องพร้อมทั้งตัวและหัวใจ นั่นหมายความว่า เราสรรเสริญพระเจ้า อย่างสุดจิตสุดใจและสุดความคิดของเจ้า อันรวมไปถึงการสรรเสริญพระเจ้า ด้วยร่างกาย นั่นก็คือการดำเนินชีวิตด้วยสุขนิสัยดี ทำให้เรามีจิตใจผ่องใส ก่อให้เกิดความสมดุลด้านสุขภาพโดยรวมทั้งร่างกาย และจิตใจของเรา นัก วิทยาศาสตร์ได้ค้นพบการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสมอง อันเป็นผลจากการ ปฏิบัติตนในการกินดื่มจนเป็นนิสัย ยกตัวอย่าง ยาเสพติดมีอิทธิพลต่อการ เปลี่ยนแปลงในสมอง ทำให้ผู้ใช้ยาเกิดความอยากจะได้รับยาอีกและมากขึ้น ในเวลาที่ผ่านไป จากการใช้ยานั้นอย่างต่อเนื่อง หลอดเลือดจะค่อยๆ เสื่อมลง ยังผลทำให้สมองเฉื่อยลงทำหน้าที่ไม่ได้ดีเหมือนเดิม โรคอย่างที่เกิดกับสมอง คือโรคสมองเสื่อม ที่เรียกกันว่าโรคอัลไซเมอร์ เกิดขึ้นจากเซลล์ในสมองเสื่อม หรือตายลง แน่นอนเราทุกคนต้องการมีร่างกายแข็งแรง เพื่อเราจะได้รู้สึกชื่นชม ในความสัมพันธ์อันแจ่มใสของจิตใจ และจิตวิญญาณ อาหารและเครื่องดื่ม หลายอย่างเป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา และจะกลายเป็นปัญหา เมื่อเราดื่ม หรือรับประทานอาหารนั้นจนเป็นนิสัย ดังนั้นข้อพระคัมภีร์ที่เราได้ศึกษามา แนะนำว่าเราควรถวายตัวเราเอง แด่พระเจ้าด้วยร่างกายจิตใจและจิตวิญญาณ เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่
ใคร่ควรดูว่าเราจะสรรเสริญพระเจ้าด้วยร่างกายของเราได้ อย่างไร นั่นหมายถึงอะไร? การเลือกรูปแบบการดำเนินชีวิตอาจเป็น การสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างไร? ในเวลาเดียวกัน การเลือกดำเนิน รูปแบบชีวิตอย่างผิดๆ อาจเท่ากับเป็นการปฏิเสธพระเจ้าได้อย่างไร? |
วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม
อ่านหนังสือของเอลเลน จี. ไวท์. ในบทที่ชื่อ “การเจิมดาวิด” หนังสือ “บรรพชน และผู้เผยพระวจนะ” หน้า 637-642
“ในวัยหนุ่มแน่น อันเต็มไปด้วยพละกำลังของดาวิด ดาวิดได้รับการ เตรียมตัวไว้ให้รับตำแหน่งสูงในฐานะกษัตริย์ ท่ามกลางผู้สูงศักดิ์ในแผ่นดินโลก ตะลันต์ความสามารถของดาวิดเป็นของประทานจากพระเจ้า เพื่อใช้ในการถวาย เกียรติแด่พระองค์ ความสามารถในการใช้ความคิดอันเฉียบคม ทำให้ดาวิดเต็ม ไปด้วยสติปัญญาซึ่งได้นำเขาให้เข้าใกล้พระเจ้าและเหล่าทูตสวรรค์ ขณะที่ ดาวิดศึกษาในความสมบรูณ์แบบของพระเจ้า เขาเข้าใจกระจ่างในสิ่งที่พระเจ้า เปิดเผยต่อจิตวิญญาณของเขา ข้อใดที่ยังไม่กระจ่าง พระเจ้าประทานให้ดาวิด เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น สิ่งยากทรงทำให้เป็นสิ่งที่ง่ายกว่า ดาวิดเข้าใจปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น ลำแสงใหม่แต่ละครั้งนำดาวิดเข้ามาใกล้พระสิริของพระเจ้า และพระ- ผู้ช่วยให้รอดมากขึ้น ความรักที่ขับเคลื่อนดาวิด ความเศร้าโศกที่รบกวนจิตใจ ของเขา ชัยชนะที่เขาได้รับมา เป็นผลอันเกิดจากความคิดอันทรงพลัง และขณะ ดาวิดต้องการพระเจ้าให้ทรงนำทางชีวิตของเขา เขาได้รับการเติมเต็มด้วย ความชื่นชม และรู้สึกต้องการสรรเสริญพระนามของพระเจ้า ในช่วงเวลาเช่นนี้ เสียงร้องเพลงของเขาแสนไพเราะ และเสียงพิณของเขาแสนเพาะพริ้ง เด็กเลี้ยง แกะหนุ่มมีพลังกายมากขึ้นตามลำดับ มีสติปัญญาความรู้เพิ่มพูนขึ้น เพราะ พระวิญญาณของพระเจ้าได้สถิตอยู่กับเขา” จากหนังสือของเอลเลน จี. ไวท์ “บรรพชนและผู้เผยพระวจนะ” หน้า 642
ศึกษาเพิ่มเติม: คำถามเพื่อการอภิปราย: 1.
อภิปรายคำตอบของท่าน สำหรับคำถามที่ว่า “การรักพระเจ้ามี ความหมายว่าอะไร?
เราซึ่งเป็นคนบาปรักพระเจ้าได้อย่างไร? นั่น หมายความว่าอะไร?
ความรักที่มีต่อพระเจ้าแตกต่างจากความรัก ที่มีต่อคนอื่น
หรือสิ่งอื่นอย่างไร? 2.
เหตุใดการสรรเสริญพระเจ้ามีความสำคัญมากต่อเรา? การสรร
เสริญและการนมัสการนำเราเข้าใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นอย่างไร? การสรรเสริญ
และการนมัสการช่วยเราให้รู้จัก และรักพระเจ้าดี ขึ้นอย่างไร?
เหตุใดการสรรเสริญพระเจ้ามีความสำคัญมากในช่วง ที่มีความยากลำบาก?
คนหนึ่งสามารถสรรเสริญพระเจ้าในเวลาที่ มีสุขเท่านั้น ถูกต้องไหม?
แต่เราสามารถสรรเสริญพระองค์ได้ใน ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ได้อย่างไร? 3.
ตามที่เราได้ศึกษามาตลอดทั้งสัปดาห์ ความรอดเป็นมาจากความ เชื่อเท่านั้น
ไม่มีใครในพวกเราที่มีค่าควรสำหรับความรอด ไม่มี
ใครในพวกเราที่มีความดีเพียงพอสำหรับความรอด ความรอดเป็น
ของประทานมาจากความรัก ความกรุณาของพระเจ้าซึ่งมีต่อ
มนุษย์คนบาปผู้ไม่มีอะไรจะเสนอให้แด่พระเจ้า แต่ในเวลาเดียว กัน
เราได้รับการร้องขออยู่บ่อยจากพระคัมภีร์ให้เชื่อฟังพระเจ้า
หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าเราไม่ได้รับความรอดจากการ ประพฤติ
หรือประกอบการดี แต่การดีเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกว่า เราได้รับความรอด
เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อ และ การประกอบการดีอย่างไร?
เราสามารถเรียนรู้ที่จะสรรเสริญ พระเจ้า
และแสดงความรักต่อพระองค์ผ่านการดีของเราได้ อย่างไร?
เราสามารถทำเช่นนั้นขณะเดียวกันไม่ตกลงไปในกับดัก
ของการเชื่อว่าการประกอบการดีสามารถช่วยเราให้รอดได้อย่างไร?