ค้นพบ
บทที่ 22
พระเจ้าทรงยุติธรรมหรือไม่?
· ช่วงเวลาหนึ่งพันปีที่ถูกเปิดเผย
· การฟื้นคืนพระชนม์ในการเสด็จมาของพระคริสต์
· คนชอบธรรมพิพากษาคนอธรรม
· ฉากการพิพากษาครั้งสุดท้าย
· การชำระล้างและสร้างโลกใหม่
พระเจ้าทรงยุติธรรมหรือไม่?
เด็กผู้ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ อยู่ดีๆขณะนั่งที่โต๊ะในครัวทำการบ้าน ก็ถูกลูกหลงจากการยิงของแก๊งอันธพาลจนเสียชีวิต
คุณแม่ยังสาวในชนบทพบว่า ลูกของเธอติดโรคเอดส์จากการถ่ายเลือด
เรื่องโศกนาฏกรรมต่างๆเกิดแล้วเกิดเล่าบนโลกเรา อันเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้และกินใจอย่างสุดซึ้ง ซึ่งเราได้แต่ปรารถนาอย่างมากขอให้ได้รับการตอบอธิษฐาน อย่างถาวร ที่จะไม่ต้องเจอกับเหตุการณ์ร้ายๆเหล่านี้
ดังที่นักเขียนอลิสเตอร์ แม็คกราชกล่าวว่า “พระเจ้าทรงอยู่ที่ส่วนไหนของโลกหนอ... โลกแห่งทุกข์ทรมานและความตายที่ไม่มีความหมายอะไรเหล่านี้? พระเจ้าอาจทรงอยู่บนสรวงสวรรค์แล้วพระเจ้าทรงอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่หนอ?” จาก The Mystery of the Cross (แกรนด์แรพิดซ์: ซันเดอร์แวน, 1988), หน้า 107
เราเคยได้รับความมั่นใจว่าพระเจ้าทรงยุติธรรมและเที่ยงตรง พระวจนะเพลงสดุดีได้กล่าวไว้ว่า
“พระเจ้าทรงรักความชอบธรรมและความยุติธรรม แผ่นดินโลกเต็มด้วยความรักมั่นคงของพระเจ้า”
- เพลงสดุดี 33:5
และหากสิ่งนั้นเป็นความจริง แล้วพระองค์จะทรงให้ความเป็นธรรมกับโลกนี้อย่างไร? แล้วพระองค์จะทรงทำให้ความเศร้าโศกและการทรมานจบลงอย่างไร? เรารู้ว่าพระองค์ทรงมอบความแข็งแกร่งและกำลังใจเพื่อให้เราสามารถผ่านเรื่องร้ายๆเหล่านี้ได้ แต่เราไม่ต้องการพบกับเรื่องร้ายๆเหล่านี้ไปตลอดจนถึงวาระสุดท้ายนี่นา เราต้องการให้เป็นคำตอบสุดท้าย เราต้องการเห็นแสงไฟที่ปลายอุโมงค์นี่นา
ในบทเรียนนี้ เราจะค้นพบวิธีที่พระเจ้าทรงทำให้ความบาปและการทุกข์ทรมานพบจุดจบอวสาน และเมื่อพระองค์ทรงทำเช่นนั้น สิ่งมีชีวิตทุกๆชีวิตในเอกภพก็จะเป็นพยานได้ว่าพระเจ้าทรงยุติธรรม ในหนังสือวิวรณ์บทที่ 20 แสดงให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงทำให้ความบาปและความทุกข์ทรมานต่างๆของเรามีจุดจบอย่างไรและเมื่อใด
ช่วงเวลาหนึ่งพันปีที่ถูกเปิดเผย
หนังสือวิวรณ์บทที่ 20 ได้มุ่งประเด็นไปที่ช่วงเวลาของหนึ่งพันปี หลังการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู เหตุการณ์ในช่วง “หนึ่งพันปี” นี้เป็นวาระสุดท้ายของการต่อสู้ระหว่างพระคริสต์และซาตาน ซึ่งได้ดำเนินมาตั้งแต่ความบาปได้บังเกิดขึ้นในเอกภพ
ละครในจักรวาลนี้ได้เริ่มขึ้นที่สรวงสวรรค์ เมื่อลูซีเฟอร์ได้อิจฉาพระคริสต์ และเริ่มทะเลาะวิวาทกับฑูตสวรรค์ทั้งหลายบนสวรรค์ ในที่สุดลูซีเฟอร์ถูกขับไล่และหนีลงมาที่โลกของเรา ละครดำเนินต่อไปยังโลกที่สวนเอเดน ซึ่งได้ถอยไปอีกหลายศตวรรษจนมาถึงจุดสำคัญจุดแรก เมื่อความบาปได้หลอกลวงให้มนุษย์ตัดสินพระคริสต์ (ท่านสามารถทบทวนเรื่องเศร้าเรื่องนี้อีกครั้งในบทที่ 3) ละครฉากสุดท้ายที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อครบหนึ่งพันปี โดยพระคริสต์ได้ชำระล้างโลกที่เต็มไปด้วยบาปและคุ้มครองโลกของเรา
หนังสือวิวรณ์บทที่ 20 แสดงให้เห็นว่า ช่วงเวลาหนึ่งพันปีนั้นเริ่มตั้งแต่การฟื้นคืนพระชนม์ครั้งที่หนึ่ง จนถึงการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งที่สองของพระคริสต์แล้ว พระเจ้าทรงทำให้ใครฟื้นคืนชีพในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งที่หนึ่ง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งพันปี?
“ใครที่มีส่วนในการเป็นขึ้นจากตายครั้งแรก ก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือเขาทั้งหลาย แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์หนึ่งพันปี”
– วิวรณ์ 20:6
“การได้รับพระพรและความบริสุทธิ์” สำหรับคนที่ยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขาจะฟื้นจากความตายใน “การฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกของพระองค์” ถ้าผู้ชอบธรรมได้ “ครอบครองร่วมกับ” พระคริสต์ในช่วงหนึ่งพันปี ก็หมายถึงกลุ่มผู้ชอบธรรมซึ่งกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในจุดเริ่มต้นของหนึ่งพันปีนั่นเอง
ใครจะฟื้นขึ้นจากความตายในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งที่สองของพระองค์เมื่อครบหนึ่งพันปี?
“ ส่วนคนอื่นๆที่ตายไปแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตขึ้นอีกจนกว่าจะครบหนึ่งพันปี”
– วิวรณ์ 20:5
“คนอื่นๆที่ตายไปแล้ว” หมายถึงคนอธรรมที่ตายเท่านั้น เพราะคนที่ชอบธรรม (ซึ่งได้รับการช่วยให้รอดจากความเชื่อในพระคริสต์ของเขา) จะกลับมีชีวิตขึ้นอีกเมื่อเริ่มหนึ่งพันปี
ดังนั้นช่วงหนึ่งพันปีจึงเริ่มต้นและจบลง ด้วยการฟื้นคืนชีพครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง คือการฟื้นคืนชีพของคนชอบธรรมในช่วงต้นของหนึ่งพันปี และการฟื้นคืนชีพของคนอธรรมในช่วงครบหนึ่งพันปีนั่นเอง
การฟื้นคืนพระชนม์ในการเสด็จมาของพระคริสต์
คนชอบธรรมฟื้นคืนชีพครั้งแรกเมื่อพระคริสต์เสด็จมาครั้งที่สอง
“ คือว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วย... เสียงแตรของพระเจ้า และทุกคนที่ตายแล้วในพระคริสต์จะเป็นขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงรับพวกเราซึ่งยังมีชีวิตอยู่ขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์”
- เธสะโลนิกา ฉบับที่หนึ่ง 4:16, 17
เมื่อพระเยซูเสด็จมาบนโลกของเราอีก พระองค์จะทรงรับ “ผู้ตายในพระคริสต์” ที่ฟื้นคืนชีพและคนชอบธรรมที่ยังมีชีวิตขึ้นไปบนสวรรค์พร้อมๆกัน (ยอห์น 14:1-3) เวลานั้นพระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงคนชอบธรรมทั้งหมดให้เป็นอมตะซึ่งจะไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย ความชราหรือความตายอีกต่อไป (โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 15:51-57)
อะไรจะเกิดขึ้นกับคนอธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่เมื่อพระเยซูเสด็จมา? เพราะว่าคนบาปยังคงติดอยู่กับความบาปและไม่ยอมรับพระเยซู เขาเหล่านั้นไม่สามารถจะอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าได้ และเขาทั้งหลายจะถูกเผาผลาญ “ด้วยไฟ” เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา (ลูกา 17:29-30; เธสะโลนิกา ฉบับที่สอง 2:7,8) (ท่านสามารถทบทวนบทที่ 8 ถึงเหตุการณ์การเสด็จกลับมาของพระเยซู)
ซาตานถูกจับขังในโลกเป็นเวลาหนึ่งพันปี
ในช่วงต้นของหนึ่งพันปี คนชอบธรรมทั้งหมดจะขึ้นไปบนสวรรค์และคนอธรรมทั้งหมดก็จะตาย อะไรจะเกิดขึ้นบนโลกของเราในช่วงหนึ่งพันปีนี้?
“แล้วข้าพเจ้าเห็นฑูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลูกกุญแจของบาดาลลึก และถือโซ่เส้นใหญ่ในมือของท่าน และท่านจับพญานาคที่เป็นงูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นมารและซาตาน แล้วมัดมันไว้หนึ่งพันปี แล้วโยนมันลงไปในบาดาลลึกนั้น ใส่กุญแจและประทับตราไว้ เพื่อไม่ให้มันล่อลวงประชาชาติต่างๆได้อีกต่อไป จนครบหนี่งพันปี หลังจากนั้นจะต้องปล่อยมันออกมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง”
- วิวรณ์ 20:1-3
ในเวลาที่พระเยซูเสด็จมา ซาตานจะยังถูกมัดด้วยโซ่ตรวนหนึ่งพันปี ซาตานจะถูกมัดไว้ที่ใด? ใน “บาดาล” คำภาษาอังกฤษที่เทียบเท่าภาษากรีกถูกแปลจากภาษาฮีบรูหมายถึง “ลึกมาก” หรือ “อเวจี” ในปฐมกาล 1:2 พระคัมภีร์เดิมภาษากรีกใช้คำ “บาดาล” อธิบายถึงโลกในช่วงก่อนการสร้างโลก ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่าโลกของเราก็คือบาดาลที่ซึ่งพระเจ้าทรงขังซาตาน
พระคัมภีร์บรรยายถึงซาตานที่ถูกมัดโดย “โซ่ตรวนใหญ่” นี่เป็นโซ่จริงๆหรือ? ไม่ใช่ โซ่เป็นเพียงสัญญลักษณ์หมายถึงสถานการณ์ ข้อความนี้แสดงถึงการที่เราไม่สามารถจะทำอะไรได้คือ “ฉันอยากช่วยคุณ แต่มือของฉันถูกมัดอยู่”
ซาตานต้องการหลอกลวงคนเป็นอย่างมากในช่วงหนึ่งพันปีนี้ แต่ก็ไม่มีใครให้ซาตานหลอกลวง เพราะคนชอบธรรมทั้งหมดอยู่ในสวรรค์ และไม่มีมารร้ายเหลืออยู่ เพราะว่ามันได้ตายกลายเป็นธุลีไปหมดสิ้นแล้ว ซาตานต้องท่องเที่ยวไปในโลกที่ผุพังว่างเปล่า และปราศจากคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของมัน เป็นสถานการณ์ที่ “เพื่อไม่ให้มันล่อลวงประชาชาติต่างๆได้อีกต่อไป จนครบหนึ่งพันปี” (วิวรณ์ 20:3)
ที่นี่เราพบซาตานในการกระทำสุดท้ายในชีวิตของมัน คือการต่อสู้อย่างยาวนานเพื่อขัดขืนพระเจ้า ลักษณะความชั่วร้ายของมันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ซาตานและบริวารยังคงไว้ใจโลกที่ว่างเปล่าของเรา เป็นเวลาหลายร้อยปีที่ซาตานไม่สามารถหลอกลวงใครได้เลย แต่มันก็ยังคงล่องลอยในโลกที่ว่างเปล่านี้ และถูกบังคับให้ครุ่นคิดเรื่องชวนปวดหัวและเรื่องโศกนาฏกรรมทั้งหมดที่มันเป็นสาเหตุให้เกิดขึ้นมา
คนชอบธรรมพิพากษาคนอธรรม
ช่วงเวลาหนึ่งพันปีเป็นเวลาแห่งการพิพากษาด้วย การพิพากษาประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆสี่ประการคือ
1. การพิพากษาที่มาถึงก่อนของคนชอบธรรม ก่อนการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์
2. รางวัลของคนชอบธรรมเมื่อพระคริสต์เสด็จมาครั้งที่สอง
3. การพิพากษาคนอธรรมในช่วงหนึ่งพันปีนี้
4. รางวัลของซาตานและคนอธรรมเมื่อครบหนึ่งพันปี (ท่านสามารถทบทวนบทที่ 13 เกี่ยวกับขั้นตอนที่ 1 และ 2 ในการพิพากษา การสืบสวน และรางวัลของคนชอบธรรม) แต่ตอนนี้เราจะดูถึงขั้นตอนที่ 3 และ 4 เพื่อให้ทราบถึงรางวัลของคนอธรรม
เราทราบแล้วว่า คนชอบธรรมที่ตายจะฟื้นคืนชีพจากหลุมฝังศพเมื่อพระคริสต์เสด็จมาเป็นครั้งที่สอง พร้อมกับคนชอบธรรมซึ่งยังมีชีวิตอยู่จะออกจากโลกนี้และถูกรับขึ้นไปในนิเวศบนสรวงสวรรค์ของพระเจ้า เพื่ออยู่กับพระเยซูและบรรดาฑูตสวรรค์บริสุทธิ์ พวกเขาที่ถูกไถ่บาปจากพระเยซูจะมีบ้านของเขาบนสวรรค์ในช่วงหนึ่งพันปีนี้ แล้วคนชอบธรรมจะทำอะไรบนสรวงสวรรค์ในช่วงหนึ่งพันปีนี้?
“ ท่านไม่รู้หรือว่า ธรรมิกชน [ผู้ได้รับการช่วยให้รอด] จะพิพากษาโลก... ท่านไม่รู้หรือว่าเราจะพิพากษาพวกฑูตสวรรค์”
-โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 6:2-3
“ข้าพเจ้าเห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งอยู่บนนั้นได้รับมอบอำนาจในการพิพากษา ข้าพเจ้าเห็นดวงวิญญาณของคนทั้งหลายที่ถูกตัดศีรษะ เพราะการเป็นพยานถึงพระเยซูและเพราะพระวจนะของพระเจ้า... เขาทั้งหลายกลับมีชีวิตขึ้นอีก และครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาหนึ่งพันปี”
- วิวรณ์ 20:4
ในช่วงหนึ่งพันปี คนชอบธรรมจะพิพากษาคนอธรรม และบริวารของซาตานซึ่งรวมถึงหัวหน้าของพวกมันด้วยนั่นคือซาตาน เป็นความยุติธรรมอะไรอย่างนี้สำหรับผู้พลีชีพ ผู้ได้รับชัยชนะ และผู้ติดตามพระเกียรติคุณที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากการต่อสู้นี้ ทำให้พวกเขาได้มีโอกาสตรวจสอบ และเข้าใจถึงการพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อคนอธรรม
พระเจ้าทรงไถ่บาปมนุษย์ได้อย่างสง่างาม และเปิดโอกาสให้รู้ถึงการประเมิน และการพิพากษาของพระองค์ต่อคนอธรรม วันแล้ววันเล่าเรารับรู้ถึงสิ่งที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนในโลกแห่งความบาป ที่คนอธรรมเหล่านี้มักทำให้เราเสียเกียรติไปด้วย เราอาจมีคำถามมากมาย เช่น “ทำไมลุงป้าน้าอาของเราจึงไม่ได้อยู่ที่นี่? เขาดูเหมือนเป็นคนชอบธรรมปานนั้น” หรือ “ทำไมลุงป้าน้าอาของฉันถึงไม่เป็นคนชอบธรรม?” คำถามของเราทั้งหมดนี้จะได้รับคำตอบในขั้นของการพิพากษานี้แหละ เมื่อเราได้ดูการบันทึกในหนังสือแห่งชีวิตและพิพากษาคนตาย “คนตายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของเขาทั้งหลายที่เขียนไว้ในหนังสือเหล่านั้น” (วิวรณ์ 20:12) เราจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า ในการพิพากษามนุษย์ของพระเจ้า พระองค์ทรงเที่ยงธรรมและยุติธรรมกับทุกคน
ครั้งหนึ่งศาสตราจารย์ในงานสัมมนาแห่งหนึ่งประหลาดใจกับนักเรียนของเขาด้วยคำถามที่ว่า “คุณรู้ไหมว่าที่บนสวรรค์ก็มีน้ำตาไหลด้วยเหมือนกัน?” นักเรียนทั้งหลายไม่มั่นใจในเรื่องนั้น ศาสตราจารย์จึงอธิบายว่าคนชอบธรรมจะได้พิพากษาคนที่เขารักและเพื่อนๆที่หลงทางของเขาในช่วงหนึ่งพันปีในสวรรค์ และเป็นเรื่องเศร้าที่เราจะได้รับรู้ว่า การที่พระเจ้าผู้ทรงพยายามจะช่วยเขาเหล่านั้นให้รอดด้วยความกล้าหาญ แต่ในส่วนตัวแต่ละคนกลับหันหนีออกจากพระองค์ด้วยวิธีต่างๆนานาดังที่บันทึกในหนังสือแห่งชีวิต เราจะเห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีวิธีให้โอกาสแก่มนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ยอมใจต่อพระเจ้า ความยุติธรรมในแต่ละประโยคจะเป็นไปอย่างซื่อสัตย์ มีทั้งเวลาที่โศกเศร้า แต่เราสามารถเชื่อมั่นได้ว่าหลังจากความโศกเศร้าเหล่านี้ที่เกิดขึ้นแล้ว พระเจ้า “จะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขาทั้งหลาย” (วิวรณ์ 21:4)
ซาตานได้รับการปลดปล่อยเมื่อครบหนึ่งพันปี
เมื่อครบหนึ่งพันปี ผ้าม่านได้ถูกเปิดขึ้นทำให้เห็นการแสดงฉากสุดท้ายของละครการพิพากษา พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า
“และข้าพเจ้าได้เห็นนครบริสุทธิ์ คือนครเยรูซาเล็มใหม่ เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ และจากพระเจ้า นครนี้เตรียมพร้อม เหมือนอย่างเจ้าสาวที่แต่งตัวไว้สำหรับสามี”
- วิวรณ์ 21:2
นครที่แสนมหัศจรรย์นี้ (ถนนเป็นทองประตูเป็นไข่มุกซึ่งสะท้อนรับเสียงร้องสรรเสริญปิติยินดี) เป็นนิเวศของเราช่วงหนึ่งพันปี ตอนนี้เป็นนครบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งประกอบด้วยพระคริสต์และบรรดาคนทั้งหมดที่ได้รับการไถ่บาปจากพระองค์ แล้วนครนี้จะเลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์สู่โลกเรา
ในเวลานั้น อะไรจะเกิดขึ้นกับคนอธรรม?
“ส่วนคนอื่นๆที่ตายไปแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตขึ้นอีกจนกว่าจะครบหนึ่งพันปี”
- วิวรณ์ 20:5
“ส่วนคนอื่นๆที่ตายไปแล้ว” หมายถึงคนอธรรมที่ตายไปแล้ว เพราะคนชอบธรรมที่ตายไปจะกลับขึ้นมา เป็นในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกเมื่อเริ่มหนึ่งพันปี ดังนั้นจึงเป็นคนอธรรมซึ่งจะฟื้นคืนชีพในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งที่สอง เมื่อครบหนึ่งพันปี
ซาตานทำอะไรเมื่อสิ้นสุดหนึ่งพันปี?
“เมื่อครบหนึ่งพันปีแล้ว ซาตานจะถูกปล่อยออกจากคุกที่ขังมัน และมันจะออกไปล่อลวงประชาชาติต่างๆทั้งสี่ทิศของแผ่นดินโลก... ให้มาชุมนุมกันเพื่อเข้าสู่สงคราม จำนวนของเขาทั้งหลายเหมือนอย่างเม็ดทรายที่ทะเล และพวกเขายกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก และล้อมกองทัพของพวกธรรมิกชนและนครอันเป็นที่รักนั้นไว้”
- วิวรณ์ 20:7-9
เมื่อคนชอบธรรมในนครบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์เลื่อยลอยลงสู่โลก และคนอธรรมฟื้นคืนชีพขึ้นมา “ซาตานจะถูกปล่อยออกไป” เช่นเคยซาตานจะมีคนอธรรมเป็นพวก และเป็นฝ่ายนำส่วนคนชอบธรรมจะเป็นเหมือนเป้าหมายของมัน ซาตานจะไม่ยอมปล่อยให้เสียเวลาแม้แต่น้อย มันจะเริ่มจัดขบวนคนอธรรมให้เป็นกองทัพใหญ่โตทันที
นี่เป็นเหมือนโอกาสทองของซาตาน นครบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่แข็งแกร่งพอเพราะผู้ที่อาศัยอยู่ในนครนั้นไม่มีอาวุธ การตัดสินใจที่จะเอาชนะด้วยกำลังและปล้นความร่ำรวย ซาตานจึงชักจูงบริวารของมันว่า เพราะเรามีกำลังคนที่เหนือกว่าคนชอบธรรมดังนั้นเราต้องได้ชัยชนะอย่างแน่นอน
ซาตานสามารถวางกลยุทธ์กับพวกคนที่เก่งทางทหาร จากทุกช่วงเวลาทั้งหมดของประวัติศาสตร์โลก ผู้บัญชาการกองทัพที่สามารถเอาชนะจักรวรรดิ์ได้ก็จะอยู่ในกองทัพของซาตาน หรือนักวิทยาศาสตร์สามารถทดลองสร้างอาวุธใหม่เพื่อทำลายล้างฝูงชน การฟื้นคืนชีพครั้งที่สองนี้เปิดเผยความจริงที่น่าเศร้าว่าลักษณะของคนอธรรมที่ตายไปแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย พวกเขาฟื้นจากหลุมศพด้วยความทะเยอทะยานเหมือนเดิม ด้วยความเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม
ในที่สุดซาตานได้ออกคำสั่งให้ยกกองทัพเข้านครบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการตัดสินใจทางการทหาร กองทัพหลายกองทัพจำนวนมหาศาลได้เคลื่อนทัพ และอ้างสิทธิ์การเข้าโจมตีเพื่อเรียกร้องเมืองหลวงที่ส่องแสงประกายนี้คืน พวกมันได้ทึกทักว่านครแห่งนี้เป็นเมืองหลวงของพวกมัน ซาตานและคนอธรรมได้โอบล้อมกรุงเยรูซาเล็มใหม่ไว ้และนี่คือโอกาสสุดท้ายของพวกมันที่จะก่อวินาศกรรมแผนของพระเยซู ผู้ทรงประสงค์ที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดจากการสาปแช่งแห่งบาปตลอดไป แต่ขณะที่พวกมันได้ประจำที่อยู่รอบๆกรุงเยรูซาเล็มใหม่นั้น ความจริงที่น่ากลัวก็เริ่มจมเข้าไปในจิตใจว่า “พวกเราอยู่ข้างนอก! พวกเราอยู่ข้างนอกในความมืด!” คนอธรรมได้เหลือบเห็นความน่ากลัวที่แท้จริงของการกำลังหลงทางที่เป็นการหลงทางตลอดกาล
ฉากการพิพากษาครั้งสุดท้าย
นี่นับเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่พงศ์พันธุ์นมุษย์ทั้งหมดจะมาพบกันแบบตัวต่อตัว พระเยซูทรงเป็นผู้นำฝ่ายบุตรของพระเจ้าที่ได้รับการไถ่บาปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาศัยอยู่ในนคร ส่วนซาตานเป็นผู้นำกลุ่มคนอธรรมซึ่งอยู่นอกกำแพงนคร วิกฤตการณ์ได้เริ่มขึ้น ณ เวลานี้ พระเจ้าทรงพิพากษาโดยใช้มาตรการขั้นสุดท้ายและคนอธรรมจะได้รับโทษตามการพิพากษานั้น
“แล้วข้าพเจ้าเห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาว และเห็นพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น... ข้าพเจ้ายังเห็นบรรดาคนตาย ทั้งคนใหญ่โตและคนเล็กน้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น แล้วหนังสือต่างๆก็ถูกเปิดออก และหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็ถูกเปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต คนตายก็ถูกพิพากษา ตามการกระทำของเขาทั้งหลาย ที่เขียนไว้ในหนังสือเหล่านั้น ทะเลก็ส่งคืนคนตายที่อยู่ในทะเล ความตายและแดนคนตายก็ส่งคืนคนตายที่อยู่ในนั้น แต่ละคนก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตน”
– วิวรณ์ 20:11-13
ขณะที่คนอธรรมยืนต่อหน้าบัลลังก์พิพากษา การกระทำของเขาทั้งหมดที่บันทึกอยู่ในหนังสือแห่งชีวิตได้ถูกเปิดออกต่อหน้าเขา จากบันทึกจะประกอบด้วยเรื่องในสวรรค์ เรื่องพระเยซู การพิพากษาคนชอบธรรม และเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับการกระทำของเขากับคนอธรรมคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายหรือบริวารของซาตาน
เอกภพทั้งหมดเริ่มมองด้วยความสนใจที่เข้มข้นขึ้น การยืนต่อหน้าบัลลังก์พระเจ้า พระเยซูทรงให้ทุกๆคนเข้าใจแนวคิดการทำงานการไถ่บาปของพระองค์ พระองค์ทรงเปิดเผยว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อหาและช่วยผู้หลงทาง พระองค์เสด็จมาในรูปเนื้อหนังมังสามนุษย์ อาศัยในร่างชีวิตที่บริสุทธิ์ปราศจากมลทินบาป ท่ามกลางความกระเสือกกระสนและสิ่งล่อใจมากมายทำให้ในที่สุดพระองค์ทรงสละพระชนม์บนไม้กางเขน และเป็นพระเจ้าของเราในสวรรค์ เมื่อพระคริสต์ทรงก้าวไปข้างหน้าอย่างชอกช้ำและพิพากษาคนเหล่านั้นซึ่งต่อต้านพระเกียรติคุณของพระองค์ ทุกชีวิตในเอกภพจะรับรู้ถึงการตัดสินและความจำเป็นในการพิพากษาวาระสุดท้ายของพระองค์
“เพราะว่าเราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ เรามีชีวิตอยู่ตราบใด ทุกคนจะคุกเข่ากราบเราและทุกลิ้นจะสรรเสริญ” ”
- โรม 14:10-11
“พระองค์ [พระเยซูคริสต์]ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งมรณาบนกางเขน! เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงยกพระองค์ขึ้นสูงสุด และประทานพระนามเหนือนามทั้งหมดแก่พระองค์ เพื่อที่ว่าเพราะพระนามของพระเยซูนั้น ทุกชีวิตในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก และใต้พื้นแผ่นดินโลก จะคุกเข่าลงกราบพระองค์ และเพื่อที่ว่าทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดา”
– ฟีลิปปี 2:8-11
ตั้งแต่ความบาปได้เกิดขึ้น ความชั่วร้ายได้ใส่ร้ายป้ายสีบุคลิกลักษณะของพระเจ้า กล่าวหาว่าพระองค์ทรงไม่ยุติธรรม แต่เดี๋ยวนี้ทุกคำถามได้รับคำตอบ ความสงสัยต่างๆได้รับการชี้แจงจนหมดสิ้น ในตอนจบมีเพียงตัวของซาตานเท่านั้น (ผู้กล่าววหาที่ยิ่งใหญ่) ที่มีคำพูดแก้ต่างให้ตนเอง ปัจจุบันทุกชีวิตบนเอกภพได้รับรู้ว่า ในการพิพากษาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิพากษานั้น พระเยซูหรือพระเมษโปดกของพระเจ้า ทรงเป็นผู้ที่สมควรได้รับความรักและการนมัสการจากเรา การร้องประสานเสียงที่ยิ่งใหญ่ได้ประกาศว่า “พระเมษโปดกผู้ถูกปลงพระชนม์แล้วนั้น ทรงสมควรได้รับฤทธานุภาพ ทรัพย์สมบัติ พระปัญญา พระกำลัง พระเกียรติ พระสิริ และคำสดุดี” (วิวรณ์ 5:12)
เดี๋ยวนี้แผนการและจุดประสงค์ทั้งหมดของพระเจ้าถูกเปิดเผยอย่างครบถ้วน รวมถึงลักษณะของพระเจ้าได้แสดงถึงความบริสุทธิ์
“ประชาชาติทั้งหมดจะมานมัสการเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เพราะว่าพระราชกิจอันชอบธรรมของพระองค์ปรากฎให้เห็นแล้ว”
- วิวรณ์ 15:4
“แล้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมด ทั้งในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก ใต้แผ่นดินโลก ในมหาสมุทร และทุกสิ่งซึ่งอยู่ในที่เหล่านั้นร้องว่า ‘ขอให้คำสดุดี พระเกียรติ พระสิริ และอานุภาพ จงมีแด่พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งและแด่พระเมษโปดก ตลอดไปเป็นนิตย์!’”
- วิวรณ์ 5:13
ไม่เพียงแต่ผู้ได้รับการช่วยให้รอดเท่านั้น แม้แต่ตัวซาตานเองและบริวารที่ชั่วร้ายยังสารภาพว่าวิถีทางของซาตานนั้นผิด และวิถีทางของพระเจ้าต่างหากที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม ทุกคนเห็นว่าความชั่วร้ายและการเห็นแก่ตัวจะนำมาซึ่งความทุกข์ นำมาซึ่งความไม่พอใจและไม่มีค่าพอที่จะรักษาลักษณะเหล่านี้ให้เกิดขึ้นต่อไปอีก
จุดอวสานของความบาป
แม้ว่าความคิดของซาตานและบัลลังก์ของคนอธรรมทั้งหลายจะยอมรับว่าวิถีทางของพระเจ้าเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง แต่หัวใจของพวกเขาก็ยังไม่เปลี่ยน บุคลิกลักษณะของเขาก็ยังคงอยู่ในความบาปนั่นเอง และหลังจากที่คำพิพากษาถูกประกาศ คนอธรรมเหล่านั้นก็พบกับโชคชะตาที่น่าสลดของพวกเขา
“และพวกเขายกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก และล้อมกองทัพของพวกธรรมิกชนและนครอันเป็นที่รักนั้นไว้ แต่ไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญคนเหล่านั้น ส่วนมารที่ล่อลวงเขาทั้งหลายก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน... แล้วความตายและแดนคนตายก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟ บึงไฟนี่แหละคือความตายครั้งที่สอง และถ้าพบว่าใครไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต เขาก็จะถูกโยนลงไปในบึงไฟ”
– วิวรณ์ 20:9, 10, 14, 15
ในการพิพากษาครั้งสุดท้าย ไฟนิรันดร์ของพระเจ้าจะทำลายล้างความบาปและคนอธรรม ที่ยังคงดื้อดึงติดอยู่ในความบาปนั้น ซาตานและคนที่หลงทางทั้งหมดจะสูญไปใน “การตายครั้งที่สอง” นี้ ซึ่งเป็นความตายนิรันดร์ที่จะไม่มีการฟื้นขึ้นมาอีก การกบฏของพวกเขาจะทำให้พวกเขาไม่พบความสุขที่แท้จริง ความบาปและเหล่าบริวารของซาตานก็ยังคงทำลายพวกเขาอยู่นั่นเอง ไฟสวรรค์จะชำระล้างโลกแห่งการแก้แค้นของความบาปไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในวาระสุดท้ายพระเจ้าจะทรงชำระล้างเอกภพ ไม่ให้เหลือร่องรอยความบาปนั้นอีกเลย ในที่สุดมหากาพย์การต่อสู้ระหว่างความดีและความบาป ระหว่างพระคริสต์และซาตานจะสิ้นสุดลง โดยพระคริสต์จะได้รับชัยชนะ
ท่านวางแผนแล้วหรือยังว่า วันนั้นท่านจะไปที่ไหน? ท่านตัดสินใจหรือยังที่จะอยู่ในความคุ้มครองของพระคริสต์ภายในกำแพงเมือง และถูกช่วยให้รอดตลอดไป? หรือท่านจะอยู่นอกกำแพงเมืองโดยปราศจากการคุ้มครองจากพระคริสต์และหลงทางอยู่ตลอดเวลา?
ถ้าท่านยกชีวิตของท่านให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระคริสต์เดี๋ยวนี้ ท่านจะไม่ต้องห่วงเลยว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ท่านสามารถจะอยู่ในนครนั้นและถูกช่วยให้รอดจากบาป หากท่านยังมิได้ทำ ขอให้ท่านยกจิตใจให้พระคริสต์ในเวลานี้ แล้วพระคริสต์จะอ้อมกอดท่านด้วยความรักและการให้อภัย นี่เป็นโอกาสของท่านแล้ว นี่เป็นวันที่ท่านได้รับการช่วยให้รอดแล้ว
การชำระล้างและสร้างโลกใหม่
จากเถ้าถ่านของวาระสุดท้ายนี้ (การทำลายล้างเผ่าพันธุ์) เพื่อพระเจ้าจะได้ทรงสร้างโลกใหม่
“และข้าพเจ้าเห็นฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะว่าฟ้าสวรรค์เดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้น หายไปแล้ว... และข้าพเจ้าได้เห็นนครบริสุทธิ์ คือนครเยรูซาเล็มใหม่ ลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า.....“นี่แน่ะ ที่ประทับของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว และพระองค์จะประทับกับเขาทั้งหลาย พวกเขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ พระเจ้าเองจะสถิตกับเขา และจะทรงเป็นพระเจ้าของเขา พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขาทั้งหลาย และความตายจะไม่มีอีกต่อไป ความโศกเศร้า การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นผ่านไปแล้ว.... เราสร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่!” ”
- วิวรณ์ 21:1-5
เพื่อให้ความสวยงามกลับสู่สภาพเดิม โลกจะกลายเป็นบ้านสำหรับผู้ได้รับการไถ่บาปไปชั่วกาลนาน เป็นโลกที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีความเจ็บป่วยและไม่มีความทุกข์ทรมาน เรามีเอกภพทั้งหมดไว้ชื่นชม (ความสัมพันธ์อันน่าอัศจรรย์ที่มีขึ้น) และมีความเป็นนิรันดร์ในการได้นั่งแทบเท้าพระเยซูเพื่อฟัง เรียนรู้และรักพระองค์ (สำหรับคำอธิบายทั้งหมดของโลกใบใหม่นี้ ท่านสามารถหาอ่านได้ในบทที่ 9)
ละครอันเก่าแก่แห่งความบาปได้ปิดฉากลง และพระเกียรติคุณของโลกใหม่ที่เป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดจะถูกยกขึ้น องค์พระเยซูคริสต์ผู้คุ้มครองโลกที่เสด็จมายังโลกของเรา ขอให้เราอ่าน
“และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช เพื่อการปกครองของท่านจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น และสันติภาพจะไม่มีที่สิ้นสุด”
- อิสยาห์ 9:6, 7
ท่านสามารถที่จะอยู่กับที่ปรึกษามหัศจรรย์และพระบิดานิรันดร์ได้ตลอดกาล ในวันนั้นท่านสามารถยืนอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ เมื่อมนุษย์ทั้งหมดได้เผชิญหน้าซึ่งกันและกันแบบตัวต่อตัว หากท่านยกชีวิตไว้ในพระหัตถ์พระเยซู ท่านจะไม่ต้องพบกับความน่ากลัวซึ่งยากที่จะกล่าวได้เหล่านั้นที่นอกกำแพงนคร ซึ่งมนุษย์นอกกำแพงเมืองก็คือคนที่หลงทางไปตลอดกาล หากท่านวางใจในพระคริสต์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของท่าน ท่านจะได้รับความมั่นใจว่า เมื่อการพิพากษามาถึงและหนังสือแห่งชีวิตได้เปิดออก พระเยซูจะทรงตรัสว่า “เรายอมสละพระชนม์ชีพเพื่อคนคนนี้ การบันทึกของการมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบของเรา เป็นของเขาบุคคลอันเป็นที่รักของเรา!”
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ไม่ทราบจะขอบคุณพระองค์อย่างไรจึงจะเหมาะสม ที่พระองค์ไม่ทรงมีเพียงความยุติธรรมเท่านั้น แต่ยังทรงมีความรักและพระเมตตามากมายอะไรเช่นนี้! ข้าพระองค์ไม่ทราบจะขอบคุณพระองค์อย่างไรจึงจะเหมาะสม ที่พระองค์ได้ทรงทำและกำลังจะทำเพื่อข้าพระองค์ในทุกๆวัน! ข้าพระองค์ไม่ทราบจะขอบคุณพระองค์อย่างไรจึงจะเหมาะสม ที่พระองค์ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อช่วยข้าพระองค์ให้รอดจากบาป เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถเข้าไปในนครบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นและถูกช่วยให้รอดอย่างนิรันดร์! ใช่แล้ว พระบิดา ข้าพระองค์วางแผนที่จะไปอยู่ในนครแห่งนั้น ขอได้โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความเชื่อและจงรักภักดีต่อพระองค์ ข้าพระองค์ขออธิษฐานในนามของพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน
_______________________________________
ค้นพบ บทที่ 22
พระเจ้าทรงยุติธรรมหรือไม่? (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 22)
1. คนที่ชอบธรรมจะฟื้นขึ้นมา
เมื่อเริ่ม 1,000 ปี
เมื่อครบ 1,000 ปี
2. คนอธรรมจะฟื้นขึ้นมา
เมื่อเริ่ม 1,000 ปี
เมื่อครบ 1,000 ปี
3. 1,000 ปีเริ่มจาก
การเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์
ในปีค.ศ. 2000
4. การเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์ คนชอบธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่
พบพระคริสต์ในอากาศ
ถูกฆ่าด้วยไฟของการเสด็จมาของพระคริสต์
5. การเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์ คนชอบธรรมที่ตาย
จะเปลี่ยนเป็นชีวิตที่ไร้บาปลและเป็นอมตะ
ยังคงอยู่ในหลุมฝังศพ
6. ในการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์คนอธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่
ยอมรับพระคริสต์และถูกนำขึ้นไปบนสวรรค์
ถูกทำลายโดยความสว่าง
7. ทำไมซาตานจะไม่มีใครให้ล่อลวงในระหว่าง 1,000 ปี?
มันถูกผูกมัดไว้ในโลก
คนชอบธรรมอยู่บนสวรรค์
คนอธรรมตายหมด
ถูกทุกข้อ
8. คนชอบธรรมจะกำลังทำอะไรในสวรรค์ช่วง 1,000 ปี?
สร้างพระวิหาร
พิพากษาคนอธรรม
9. ใครที่จะฟื้นเป็นครั้งที่สองเมื่อครบ 1,000 ปี?
คนชอบธรรม
คนอธรรม
10. เมื่อครบ 1,000 ปี สิ่งไหนที่จะไม่มาบนโลก
พระคริสต์
ซาตาน
กรุงเยรูซาเล็มใหม่
ชนชาติที่ถูกช่วยให้รอดบาป
11. ในเวลาที่นครบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์มาในโลกนี้และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดได้อาศัยอยู่ ใครจะสารภาพว่าซาตานเป็นฝ่ายผิดและพระเจ้าทรงมากยิ่งกว่าการยุติธรรม?
ซาตานและชนชาติที่หลงทาง
ฑูตสวรรค์ทั้งหลาย
ชนชาติที่ถูกช่วยให้รอด
เอกภพทั้งหมด
12. ท่านรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการพิพากษา?
กลัว
ไม่รู้สึกรำคาญ
ยอมรับได้ถ้าฉันมีพระเยซู
อื่นๆ
13. วิวรณ์ 20:4,6 พูดไว้ว่าชนชาติของพระเจ้าจะถูกพิพากษาระหว่างหนึ่งพันปี พวกเขากำลังพิพากษาอะไร?
14. วิวรณ์ 21:1-5 อธิบายว่าสวรรค์และโลกใหม่ที่ซึ่งไม่มีความตาย เสียงร้องไห้หรือความเจ็บปวด คุณลักษณะอะไรต่อไปนี้ที่จะกลายเป็นนิรันดร์และท่านจะมีความสุขมากที่สุดที่ได้ชนะสิ่งนั้น?
ความโกรธ การถูกข่มเหง
ความตาย
ความตะกละ
ความเห็นแก่ตัว
ความเจ็บป่วย
15. ทำไมคุณลักษณะนั้นจึงทำให้ท่านมีความสุขที่สุด?
16. ท่านปรารถนาที่จะอยู่ที่ไหนเมื่อครบ 1,000 ปี เมื่อพระคริสต์จะชำระล้างโลกให้บริสุทธิ์ด้วยไฟและทำให้เป็นโลกใหม่ที่สมบูรณ์เพื่อช่วยให้รอดตลอดไป?
ในเมืองกับพระคริสต์และถูกช่วยให้รอดตลอดไป
นอกเมืองซึ่งไม่มีพระคริสต์และจะหลงทางตลอดไป