Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

ค้นพบ

บทที่ 17

เคล็ดลับการเติบโตโดยการแบ่งปัน

·            เราเติบโตโดยการแบ่งปัน

·            เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการดำเนินชีวิตของเรา

·            เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการปฏิบัติของเรา

·            เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการแต่งกายของเรา

·            เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการให้ของเรา

 

เคล็ดลับการเติบโตโดยการแบ่งปัน

แลร์รี่กำลังสนทนาอย่างสนุกสนานพร้อมจิบชาญี่ปุ่น   และรับประทานข้าวเกรียบที่บ้านคุณโกโมริ   ขณะที่คนอื่นๆเริ่มนำพระคัมภีร์ออกมา   พวกเขามองแลร์รี่อย่างคาดหวัง   คุณจะเริ่มสอนพวกเราตอนนี้เลยได้ไหมครับ?”   คุณโกโมริถามอย่างสุภาพ

 

แลร์รี่เกือบสำลักน้ำชาตัวเอง   เขาคิดว่าการรวมตัวครั้งนี้เพื่อสนุกสนานกันเท่านั้น   แต่เดี๋ยวนี้เขายังคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี

 

จริงๆแล้วแลร์รี่สอนพระคัมภีร์อยู่หลายชั้นเรียน ที่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษคริสเตียนที่ญี่ปุ่นที่เขาทำงานอยู่   แต่สำหรับชั้นเรียนเหล่านั้นเขามีเวลาเตรียมการสอนเป็นอย่างดี   เขาจึงสามารถดึงข้อมูลอย่างง่ายดายจากพระคัมภีร์   แต่นี่เป็นการพูดเรื่องพระเจ้าอย่างไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน.....มันต่างกัน

 

แลร์รี่ได้ยินเรื่องราวพระคัมภีร์ทั้งหมดตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่   โดยพื้นฐานส่วนตัวแล้ว   เรื่องเหล่านั้นมีความหมายจิ๊บจ๊อยมากสำหรับเขา   เขาทำอะไรหลายๆอย่างที่เขารู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดในสายตาของพระเจ้า   ดังนั้นเขาจึงรักษาระยะห่างระหว่างเขากับพระเจ้าไว้   แล้วเขาจะเล่าเรื่องพระเจ้าให้คนอื่นฟังได้อย่างไร   ในเมื่อเขาเองยังไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงเลย?

 

แต่คราวนี้การนั่งบนโซฟาล้อมรอบด้วยคนที่คาดหวังจะฟัง   เอาล่ะสิเขากำลังเข้าตาจน   ในกาลเวลาที่เต็มไปด้วยความกลัวอย่างนั้น   พระวจนะข้อความหนึ่งได้ฉายแว่บเข้ามาในใจเขา   ทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรงสอนเราในเวลานั้นเองว่า ควรจะพูดอะไรบ้างต่อหน้าคนทั่วไปเพื่อการเป็นประจักษ์พยาน   (ลูกา 12:12)   เขาเปล่งเสียงอธิษฐานอย่างสิ้นหวังเพื่อขอความช่วยเหลือ และได้ลั่นกลอนไปที่เรื่องราวที่คุ้นหูที่สุดที่เขาคิดออกคือ   ลูกชายที่คอยผลาญทรัพย์

 

อย่างที่เขาอธิบายว่าพระเจ้าทรงรักพวกเขามากเพียงใด   ทั้งๆที่พวกเขาทั้งหลายได้วิ่งหนีจากพระองค์ไปอย่างไร้จุดหมาย   แลร์รี่พบว่าคำพูดของเขาออกมาจากใจอย่างตรงไปตรงมา   คำพูดของเขาเข้าถึงอารมณ์   และเป็นครั้งแรกในชีวิตแลร์รี่ที่ตระหนักว่าพระเจ้าทรงรักเขามากเพียงใด

 

คืนนั้นแลร์รี่คุกเข่าลงข้างเตียงและทำพันธสัญญาชีวิตระหว่างเขากับพระเจ้าซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นจริง   การแบ่งปันความรักของพระเจ้าเป็นมากกว่านามธรรมที่คุ้นเคย   เดี๋ยวนี้พระเจ้าทรงเป็นความจริงที่เขารู้สึกท่วมท้นเป็นยิ่งนัก

พระเยซูทรงดลใจให้เราเติบโตโดยการแบ่งปัน

ขณะที่พระเยซูเสด็จกลับไปบนสวรรค์   พระองค์ทรงแต่งตั้งให้บรรดาสาวกของพระองค์เป็นผู้แทนส่วนพระองค์

แต่พวกท่าน จะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเรา.... และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก

กิจการของอัครฑูต 1:8 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดๆไว้ บทความทั้งหมดภาคภาษาอังกฤษในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี] แปลไทยจาก พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)

บรรดาสาวกใช้เวลาสามปีครึ่งคลุกคลีกับพระวจนะและภารกิจของพระคริสต์  และในที่สุดก็ถึงการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์

พระเยซูองค์นี้พระเจ้าได้ทรงให้คืนพระชนม์แล้ว ซึ่งเราทุกคนคือสักขีพยานของเรื่องนี้

กิจการของอัครฑูต 2:32

เมื่อผู้ติดตามพระคริสต์มอบหัวใจให้พระองค์อย่างไม่มีข้อสงสัยที่เพ็นส์ทีคอส   พระคริสต์ผู้ทรงฟื้นขึ้นทรงเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตพวกเขาผ่านทางพระฤทธานุภาพของพระวิญญาณ   ไม่เพียงแต่ที่พวกเขาจะเป็นประจักษ์พยานให้กับการฟื้นคืนพระชนม์ทางร่างกาย และการเสด็จขึ้นบนสวรรค์ของพระคริสต์เท่านั้น   แต่พระฤทธานุภาพของการฟื้นคืนพระชนม์ กลับเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตให้กับพวกเขาเหล่านั้นด้วย

 

ในฐานะที่เป็นคริสตชนเราต้องเป็นประจักษ์พยานถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู   เพราะเรารับรู้ถึงพระฤทธานุภาพที่เกิดขึ้นใหม่ของพระองค์ในการดำเนินชีวิตของพวกเรา

 

แต่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา   พระองค์ทรงรักเราโดยความรักอันใหญ่หลวงของพระองค์   ถึงแม้ว่าเราเป็นคนตายเนื่องจากการละเมิด   พระองค์ยังทรงทำให้มีชีวิตอยู่ร่วมกับพระคริสต์    (พวกท่านได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณ)   และพระองค์ทรงทำให้เราเป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์   และทรงให้เรานั่งด้วยกันกับพระองค์ในสวรรคสถานในพระเยซูคริสต์  เพื่อว่า... พระองค์จะทรงสำแดงพระคุณอันอุดมเหลือล้นของพระองค์   ด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์

เอเฟซัส 2:4-7

เราอยู่ร่วมกับพระคริสต์ดังนั้นเราสามารถแสดงถึงความมั่งคั่งในพระคุณของพระองค์อย่างไม่มีที่เปรียบได้   และพระเยซูทรงขอให้ผู้ติดตามพระองค์จงประกาศข่าวประเสริฐไปทั่วโลก ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเมื่อครั้งมีพระชนม์ในรูปมนุษย์   แล้วพระคำสัญญาของพระองค์จะอยู่กับเราถ้าเราทำอย่างนั้น

 

ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา   จงบัพติศมาพวกเขา.... และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้   และนี่แน่ะ   เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค

มัทธิว 28:19-20

ในฐานะราชฑูตแห่งข่าวประเสริฐ   เราคือ   “ผู้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า”   (โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 4:1)   นับเป็นเกียรติที่ได้ช่วยส่งต่อพระฤทธานุภาพของข่าวประเสริฐไปยังคนอื่น   เอช.เอ็ม.เอส. ริชาร์ดส ผู้ก่อตั้งรายการวิทยุชื่อว่า   เสียงแห่งคำพยากรณ์ ได้เคยเขียนไว้ว่า

 

ผมเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงจิตใจของคนที่ได้ยินข่าวประเสริฐของพระคริสต์   ผมเดินทางไปหลายแห่งซึ่งไม่เคยปรากฏพระนามพระผู้เป็นเจ้าหรือพระคริสต์มาก่อน   จนกระทั่งโบสถ์ของพระองค์ประกาศข่าวประเสริฐขึ้นที่นั่น   ผมจึงได้เห็นคนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป   จากความโสมนมาเป็นความสะอาดบริสุทธิ์   จากความเจ็บไข้ได้ป่วยมาเป็นสุขภาพที่แข็งแรง   จากความกลัวในวิญญาณชั่วร้ายที่เกิดขึ้นตลอดเวลามา เป็นความร่าเริงยินดีในการดำเนินชีวิตเฉกเช่นคริสตชน   ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงสถานะความเป็นหญิง   ผมเห็นบ้านคริสตชนอย่างแท้จริงที่หลุดจากความมืดมนของพวกนอกศาสนา   ในทุกๆแห่งที่ผมไปเยี่ยมเยียนผมเห็นการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป   ผมรู้ว่า   ‘ข่าวประเสริฐของพระคริสต์.....เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า   เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด’   (โรม 1:16, ฉบับคิงส์เจมส์)   ผมรู้ว่าเมื่อใดที่โบสถ์ประกาศข่าวประเสริฐ   เมื่อนั้นการเปลี่ยนแปลงจะมาแทนที่ในจิตใจมนุษย์   และในบ้านของเขา   จะมองเห็นได้ในชีวิตของผู้ที่ตอบรับการเรียกร้องนั้น

 

เราทั้งหมดมีส่วนร่วมในภารกิจที่น่าตื่นเต้นนี้   พระเจ้าทรงให้บทบาทที่พิเศษแก่เรามนุษย์ที่อ่อนแอ   เพราะการแบ่งปันเรื่องพระคริสต์คือส่วนสำคัญของการเจริญเติบโตของเรา   เพื่อให้มีความเชื่อความศรัทธาที่ยังคงแข็งแกร่งต่อไปจึงต้องมีการแสดงออกให้ผู้อื่นรับรู้   ขณะที่แลร์รี่ค้นพบอย่างน่าตื่นเต้น   การพูดคุยเรื่องพระเจ้าจะช่วยให้พระองค์กลายเป็นเรื่องจริงสำหรับเราไปด้วย   การกระทำที่แสดงออกถึงความเชื่อความศรัทธาของเราจะช่วยเราให้มีประสบการณ์สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น   การเป็นประจักษ์พยานช่วยทำให้เราเจริญเติบโต

 

นอกจากการพูดจาแบ่งปันเรื่องพระคริสต์กับคนอื่นแล้ว   ยังมีวิธีอื่นๆอีกที่เราสามารถเป็นประจักษ์พยานได้

 

เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการดำเนินชีวิตของเรา

ชายหนุ่มเติบโตมาในบ้านที่มีแต่การข่มเหงกัน   ครั้งหนึ่งเขาสังเกตเห็นว่า   “ฉันมองไปที่พ่อแม่ของฉันซึ่งตัวอย่างของเขาทำให้ฉันเห็นภาพของพระเจ้าที่บิดเบือนไป   ฉันไม่เคยเห็นตัวอย่างของใครบางคนที่รักฉันจริง”   ความต้องการมากที่สุดของคนรอบข้างเราคือการที่เขาจะเห็นใครสักคน ที่สามารถให้ภาพพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบแก่พวกเขาได้   เขาเหล่านั้นต้องการใครสักคน   “ที่มีเนื้อหนัง”   ซึ่งมีบุคลิกลักษณะเหมือนพระเจ้า

 

บ่อยครั้งที่มีการพูดกันอย่างง่ายๆว่า   การเทศนาที่จะทรงอานุภาพมากที่สุดก็คือวิธีการดำเนินชีวิตของเรานั่นเอง   ก่อนที่ใครจะสนใจว่าท่านรู้มากน้อยแค่ไหน   เขาเหล่านั้นต้องดูก่อนว่าท่านสนใจพวกเขามากแค่ไหน   เปโตรกระตุ้นเราว่า

 

จงรักษาความประพฤติอันดีของพวกท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ   [ไม่ใช่คริสตชน]   เพื่อว่าเมื่อพวกเขาใส่ร้ายพวกท่านว่าประพฤติชั่ว พวกเขาจะได้เห็นคุณความดีของพวกท่าน และจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน... เพราะพระเจ้าทรงเรียกพวกท่านเพื่อจุดประสงค์นี้   เพราะว่าพระคริสต์ทรงทนทุกข์เพื่อพวกท่าน   พระองค์ทรงวางแบบอย่างแก่พวกท่าน   เพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์

เปโตร ฉบับที่หนึ่ง 2:12, 21

เพราะว่า   “พระคริสต์ทรงทนทุกข์ทรมาน”   เพื่อเราที่คาลวารี่   เรามีตัวอย่างความรักที่เสียสละอันอยู่ใกล้มือแค่เอื้อม   ความรักแบบนั้น   (เกิดขึ้นซ้ำกับเราเพื่อให้เราแสดงความรักแบบนั้นต่อคนอื่นๆ)   สามารถกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงฤทธานุภาพสามารถดึงผู้ไม่มีความเชื่อเข้ามาในอ้อมกอดพระคริสต์ได้

 

เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีคิดของเรา

บ่อยครั้งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินสำหรับเราที่จะตกเป็นเหยื่อการทดลองใจของ   “โลก เนื้อหนังมังสาและมาร”   แต่พระเยซูทรง   เคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง   ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป”   (ฮีบรู 4:15)   ทำไมพระองค์ยังทรงประสบความสำเร็จในขณะที่หลายๆคนยังคงตกเป็นเหยื่อ?

 

เมื่อมารดักซุ่มโจมตีพระเยซูในถิ่นทุรกันดารด้วยความดึงดูดใจ   การอดอาหาร   การคุยโว   ความอวดดี   พระเยซูทรงต่อสู้กลับอย่างประสบความสำเร็จโดยยกคำอ้างในพระคัมภีร์   (มัทธิว 4:4, 7, 10)   พระคริสต์ทรงตระเตรียมพระองค์ไว้ล่วงหน้าแล้ว   เพราะพระองค์ทรงเติมเต็มความคิดของพระองค์ด้วยพระวจนะ ที่เป็นความจริงในพระคัมภีร์   นั่นคือสงครามจะแพ้หรือชนะนั้นอยู่ที่ใจเรา   โดยปกติเรามักจะคิดต่อต้านสิ่งยั่วยวนใจเมื่อสิ่งยั่วยวนใจเหล่านั้น ได้ครอบครองจนเต็มล้นจิตใจเราเรียบร้อยแล้ว   จึงทำให้เราต่อต้านสิ่งยั่วยวนใจเหล่านั้นไม่สำเร็จหรือเรียกได้ว่าเราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้นั่นเอง   เรามักจะแพ้สงครามแบบนั้นมากที่สุด   แต่เราสามารถประสบความสำเร็จได ้หากเราโจมตีนิสัยที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งเหล่านั้นนั่นคือ   รูปแบบความคิดของเรานั่นเอง

 

เพราะ[เขา]เป็นเหมือนคนที่คอยนับอยู่ข้างใน

สุภาษิต 23:7, ฉบับคิงส์เจมส์

การเติบโตของคริสตชนมักจะคิดเกี่ยวกับเรื่องเบื้องบนสวรรค์ไว้ก่อน   พวกเขารู้ว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าปัญหาต่างๆรอบๆตัวพวกเขา   พวกเขาสนใจในคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบที่พวกเขาพยายามจะไปให้ถึง มากกว่าการกระทำที่ไม่ดีที่พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยง

       จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา.... แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ   โดยการอธิษฐาน   และการวิงวอน   พร้อมกับการโมทนาพระคุณ   แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ   จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลาย ไว้ในพระเยซูคริสต์   สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย   ขอจงใคร่ครวญดูสิ่งเหล่านี้คือ   สิ่งที่เป็นจริง   สิ่งที่น่านับถือ   สิ่งที่ยุติธรรม   สิ่งที่บริสุทธิ์   สิ่งที่น่ารัก   สิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญ   รวมทั้งถ้ามีสิ่งใดที่ยอดเยี่ยม   สิ่งใดที่น่ายกย่อง   และพวกท่านจงปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านเรียนรู้..... แล้วพระเจ้าผู้ประทานสันติสุขจะสถิตกับพวกท่าน

ฟีลิปปี 4:4, 6-9

สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเราทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดความต่าง   ขยะที่เกิดในใจก็จะเป็นขยะที่แสดงออกมา   พระวจนะของพระเจ้าที่เกิดในใจก็จะเป็นรูปแบบชีวิตพระเจ้าที่แสดงออกมา

 

เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการมองของเรา

ในฐานะที่เป็นตัวแทนพระคริสต์   คริสตชนจะต้องอ่อนน้อมถ่อมตน   ไม่ว่าเขาหรือเธอจะมองอย่างไร   ให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมสุดขั้วทุกรูปแบบ   พระเจ้าทรงตรัสกับคริสตชนว่า

 

เพื่อว่าแม้สามีบางคนไม่เชื่อพระวจนะ    แต่ความประพฤติของภรรยาก็อาจจูงใจพวกเขา ให้เชื่อได้...คือเมื่อพวกเขาได้เห็นความประพฤติ ที่นอบน้อมและบริสุทธิ์ของพวกท่าน   อย่าประดับตัวแต่ภายนอก   ด้วยการถักผม   การสวมใส่เครื่องทอง   หรือการนุ่งห่มเสื้อผ้า   แต่จงประดับด้วยบุคลิกที่ซ่อนอยู่ในใจ   ด้วยเครื่องประดับซึ่งไม่รู้เสื่อมสลาย   คือด้วยจิตใจที่สุภาพอ่อนโยน และจิตใจที่สงบ   ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่งนักในสายพระเนตรพระเจ้า   เพราะว่า....[ผู้]  ซึ่งหวังในพระเจ้า   ก็ได้ประดับกายโดยยอมเชื่อฟังสามีของตน

เปโตร ฉบับที่หนึ่ง 3:1-5

ควรแต่งกายให้สุภาพด้วยความเหมาะสม   และพอเหมาะพอควร   ไม่ต้องถักผมหรือประดับกายด้วยทองคำ   ไข่มุก หรือเสื้อผ้าราคาแพง   แต่ประดับด้วยการทำดี   สมกับ..[เป็นหญิง] ที่ประกาศตนว่านมัสการพระเจ้า

ทิโมธี ฉบับที่หนึ่ง 2:9-10

การแต่งกายและการประดับประดาที่เรียบง่ายเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเหมือนพระคริสต์อย่างแท้จริงเสมอ   ดังนั้นคริสตชนมักจะหลีกเลี่ยงการแต่งตัวแบบสุดขั้วและการแต่งตัวของผู้คลั่งไคล้ที่แปลกประหลาด   รสนิยมที่ดีและเรียบง่ายจะเป็นหนทางที่ยาวนาน   ตามหลักการณ์แล้วสิ่งที่จะดึงดูดใจเราไม่ควรจะเป็นในเรื่องตามแฟชั่น   แต่ควรจะเป็นการดำเนินชีวิตของเราในพระเยซู

 

คนที่ [สุภาพอ่อนโยน] ก็เป็นสุข    เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก

        มัทธิว 5:5

เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการปฏิบัติของเรา

นักประวัติศาสตร์   เอ็ดเวิร์ด กิบบอน   บอกเราว่าเมื่อกาลีเรียสได้ไข่มุกใส่เต็มกระเป๋าหนังเคลือบเงาจากค่ายชาวเปอร์เซีย   ซึ่งตกอยู่ในมือทหารที่ปล้นสะดมมา   ชายคนนี้จะถนอมกระเป๋าที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างระมัดระวัง   แต่กลับโยนไข่มุกที่มีค่าทิ้งไป

ประชาชนมักยึดติดกับสิ่งตื่นเต้นที่โลกจัดหาให้แต่เพียงผิวเผิน   ขณะที่ละทิ้งพระเยซู   (ไข่มุกที่ราคาแพงเหลือเกิน)   และแผ่นดินนิรันดร์ซึ่งพระคริสต์จัดหาให้   ก็เป็นเพียงสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าทหารที่ปล้นสะดมเสียอีก   (ที่เลือกเก็บกระเป๋าแทนที่จะเก็บไข่มุก)   พระองค์นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่โชคชะตาที่ไถลมาที่มือของเรา   แต่พระองค์นั้นทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปอย่างนิรันดร์   ดังที่พระคัมภีร์เตือนเราว่า

อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก   ถ้าใครรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น   เพราะว่าทุกสิ่งที่อยู่ในโลก   คือตัณหาของเนื้อหนัง  [ความอยาก]  และตัณหาของตา  [ความรักในโลก]   และความทะนงในลาภยศไม่ได้มาจากพระบิดา   แต่มาจากโลก   และโลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไป   แต่คนที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าจะดำรงอยู่เป็นนิตย์

ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 2:15-17

ซาตานทำงานหนักมากเพื่อให้ได้โล่เกียรติยศทองคำแห่งความบาปที่เป็นตัวทำลายมากที่สุด   และการโฆษณาชวนเชื่อนิสัยที่แย่ที่สุดให้เห็นเป็นการหรูหรา   ท่านจะต้องคิดว่าความบาปมีแผนประชาสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก   ทำไมหญิงโสเภณีตามเกมโชว์ต่างๆในทีวีถึงน่ารักและมีการตกแต่งแก้ไขเสียอย่างดีอยู่บ่อยๆ?   เราแทบจะไม่เห็นใครที่หน้าตาเหมือนกับคนที่ถูกรังแกมา   มีแผลเป็น   มีใบหน้าซีดเซียวมาเที่ยวเดินตามท้องถนนในยามค่ำคืน   ทำไมการโฆษณาเหล้าส่วนใหญ่จะใช้นักแสดงเป็นหญิงสาวที่สวย   เป็นคนทำงานหนัก   ดูเป็นคนที่น่าพอใจและมีความสุขจริงๆ?   ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ   “ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่านี้แล้ว”   อะไรทำให้เขาพยายามเข้าหาอัลกอฮอล์เพื่อให้เขาเกิดอาการมึนชา?   เราจะไม่เห็นโฆษณาของคนขี้เหล้าเดินโซซัดโซเซออกมาจากร้านเหล้าพร้อมถุงกระดาษห่อขวดเหล้าในมือพวกเขา

 

ความพอใจที่เป็นตัวทำลายมากที่สุดดูเหมือนจะได้รับการตอบรับเสียงดังที่สุด   และเป็นภาพที่แสดงชัดเจนที่สุดในตอนนี้   เราไม่สามารถที่จะซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกนี้กำลังขาย   พระคริสต์ทรงขอให้เรารู้จักแยกแยะเพื่อให้เห็นความแตกต่าง   “จงเฉลียวฉลาดเหมือนงูและไม่มีพิษมีภัยเหมือนนกพิราบ”   (มัทธิว 10:16, ฉบับคิงส์เจมส์)

 

เราจะต้องระมัดระวังเรื่องการคบค้าสมาคมกับคนอื่น ที่มักจะขอให้หลักการคริสเตียนของเรามีความยืดหยุ่นผ่อนปรนบ้าง

 

อย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ   เพราะว่าความชอบธรรมจะมีส่วนอะไรกับความอธรรม และความสว่างจะมีส่วนกับความมืดได้อย่างไร

โครินธ์ ฉบับที่สอง 6:14

แน่นอน   พระคริสต์ทรงมีพระประสงค์ให้เราพยายามชักจูงเพื่อนๆที่ไม่ใช่คริสตชนเข้ามาหาพระองค์จริง   ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเป็นวิธีขั้นพื้นฐานที่เราจะแบ่งปันความเชื่อ   เพียงแต่ขอให้มีความมั่นใจว่าการคบค้าสมาคมของท่านจะไม่ดึงท่านกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม   หากท่านรู้สึกว่าท่านต้องการที่จะซ่อนความเชื่อของท่านไว้สำหรับความสัมพันธ์อะไรสักอย่าง   นั่นหมายความว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว

 

สิ่งที่เรานำเข้ามาในการดำเนินชีวิตของเราแม้กระทั่งความบันเทิงที่เราเลือก   ย่อมมีผลกระทบต่อชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราจริงๆ   เราจำเป็นต้องสำนึกว่าสิ่งใดที่เรากำลังนำมาหล่อเลี้ยงจิตใจของเรา

 

ข้าพระองค์จะไม่ตั้งสิ่งใดๆที่ชั่วช้าไว้ต่อหน้าต่อตาของข้าพระองค์

เพลงสดุดี 101:3

ความบันเทิงที่มีมากขึ้นๆรอบๆตัวเรา ดูเหมือนจะคดงอไปทางการใช้กำลัง   ความรุนแรงและส่อถึงเรื่องเพศอย่างเห็นได้ชัด   เราอยู่ในโลกแห่งโลกีย์อย่างเปิดเผยมากเกินไปเสียแล้ว   ที่จริงเรายังคงมีวัตถุทางโลกที่ดีเยี่ยมเหลือเกินอยู่ภายนอก ซึ่งยังไม่มีใครแตะต้อง   เช่นมีผลงานมากมายด้านศิลปะวรรณคดีและดนตรี ซึ่งเข้าถึงความเป็นจริงและสัมผัสถึงอารมณ์อันลึกซึ้งที่สุดของเรา   ถ้าเรายังคงอยู่ในสูญญากาศ   สิ่งเลวร้ายที่สุดจะไหลมาท่วมแทนที่สูญญากาศนั้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเด็กๆของเรา   ดังนั้นเราควรหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้ดีที่สุด   แล้วสิ่งเลวร้ายที่สุดจะไม่สามารถดึงเราให้ต่ำลงไป อยู่ระดับเดียวกับสิ่งเลวร้ายนั้นได้

การที่เรามีมาตรฐานที่สูงกว่าในการอนุญาตให้เฉพาะสิ่งดีๆเข้ามาในบ้าน หรือเข้ามาในจิตใจเราได้นั้น   จะไม่ทำให้การดำเนินชีวิตของเราพบทางตีบตัน   เราจะพบทางกว้างที่ยิ่งใหญ่หากเรามีจุดศูนย์รวมไปที่ทุกสิ่งที่เป็นจริง   ทุกสิ่งที่น่าชื่นชม   ทุกสิ่งที่ดีเยี่ยม   คริสตชนเรามีอะไรต่อมิอะไรดีๆมากมายที่ทำให้เขาดูมีความสุขกว่าคนอื่นๆ

 “พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์   ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น   ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์

เพลงสดุดี 16:11

เราแบ่งปันพระคริสต์ด้วยวิธีการให้ของเรา

ในขณะที่เขาทำการรับศีลบัพติศมาผู้มีความเชื่อคนใหม่   ศาสนาจารย์เอช.เอ็ม.เอส. ริชาร์ดสสังเกตว่าชายคนนั้น ยังคงมีเงินเป็นธนบัตรพับไว้อย่างดีในกระเป๋าสตางค์ของเขา   ริชาร์ดสถามว่าเขาลืมเก็บกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ห้องแต่งตัวหรือ   ชายคนนั้นตอบว่า   “กระเป๋าเงินของผมและตัวผมจะรับศีลบัพติศมาด้วยกัน”   แสดงว่าเขาเข้าถึงวิญญาณแห่งคริสตชนอย่างแท้จริงที่ว่า   เงินมีไว้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น   คริสตชนเราเติบโตได้โดยการให้และนั่นคือว่าทำไม   “พระเยซูตรัสด้วยพระองค์เองว่า   ‘การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ’” (กิจการของอัครฑูต 20:35)

 

เราจะลงทุนสะสมทรัพย์เก็บไว้ในสวรรค์ได้อย่างไร?

 

อย่าสะสมทรัพย์สมบัติเพื่อตัวพวกท่านเองไว้ในโลก   ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ และที่ขโมยอาจทะลวงลักเอาไปได้   แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติเพื่อตัวพวกท่านเองไว้ในสวรรค์.... เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน   ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย

มัทธิว 6:19-21

บางคนทำงานชั่วชีวิตเพื่อเก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติไว้   เพียงเพื่อจะเห็นมันหายไปในหุ้นที่ราคาตกฮวบฮาบหรือธุรกิจที่ล่มสลาย   แต่สิ่งที่เราให้พระเจ้าล่วงหน้าจะถูกเก็บไว้โดยมีมูลค่าเป็นนิรันดร์

สิ่งที่เรามีนั้นเป็นของพระเจ้าเท่าไร?

 

แผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้นเป็นของพระเจ้า  ทั้งพิภพกับบรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพนั้น   เพราะพระองค์เองทรงประดิษฐานแผ่นดินไว้บนทะเลและทรงสถาปนามันไว้เหนือน้ำ

เพลงสดุดี 24:1, 2

“‘เงินเป็นของเรา   และทองคำเป็นของเรา’  พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ

ฮักกัย 2:8

เราเป็นของพระเจ้า   เพราะพระองค์ทรงสร้างเรา   และเพราะพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากบาปของเรา   ทรงซื้อเราด้วยพระโลหิตของพระองค์

 

ท่านทั้งหลายไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง   เพราะว่าพระเจ้าทรงซื้อท่านไว้แล้วด้วยราคาสูง

โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 6:19-20

ในสิ่งที่เรามีนั้นพระเจ้าทรงให้มาเท่าไร?

 

เพราะพระองค์ต่างหากที่ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจ และสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวง

กิจการของอัครฑูต 17:25

ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย   เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้

เฉลยธรรมบัญญัติ 8:18

พระเจ้าผู้ทรงถูกตรึงกางเขนและฟื้นขึ้นทรงเชื้อเชิญเราให้แบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องพระองค์ให้ผู้อื่น   พระเจ้าทรงขอให้เราออกเงินอุดหนุนงานของพระเจ้ามากน้อยเพียงใด?

“‘จะฉ้อพระเจ้าหรือ?   แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา’  แต่เจ้ากล่าวว่า   เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร?’  ‘ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์และเครื่องบูชานั่นซี... พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า   จงนำทศางค์เต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา   จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า   เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า   และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่’”

มาลาคี 3:8-10

เงินสิบลดเป็น   “หนึ่งในสิบ”   ของ   “ผลได้”   ของเรา   (เฉลยธรรมบัญญัติ 14:22, ฉบับคิงส์เจมส์; ปฐมกาล 28:22)   สำหรับชาวไร่ชาวนาหรือพ่อค้า   เงินผลได้คือรายได้ที่หักค่าใช้จ่ายจากการทำธุรกิจแล้ว   สำหรับพนักงาน   เงินผลได้คือผลค่าจ้างทั้งหมด   หลักการถวายเงินสิบลดคือหลักทางศีลธรรม เพราะว่าการถวายเงินสิบลดนั้นเป็นคุณลักษณะนิสัยอย่างหนึ่ง   การไม่ให้เงินสิบลดถือเป็นการ   ปล้น”   พระเจ้า   สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะต้องซื่อสัตย์ในการคืนเงินสิบลดให้กับพระเจ้าเหมือนกับที่เราจ่ายภาษีให้กับรัฐบาล   หรือการจ่ายรายการอื่นๆที่เกิดขึ้น

 

เมื่อพระเยซูทรงอยู่ท่ามกลางพวกเรา   พระองค์ทรงพบว่าพวกฟาริสีได้นับ และคิดเงินสิบลดแม้กระทั่งจากเมล็ดพันธุ์เล็กๆในสวนเหล่านี้   ขณะที่เขาไม่อนุมัติให้เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฏหมายของเขา   แต่เขาอนุมัติเรื่องเงินสิบลด

 

วิบัติแก่พวกเจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด!   เพราะพวกท่านถวายทศางค์ที่เป็นสะระแหน่   ลูกผักชีและยี่หร่า   แต่เรื่องที่สำคัญกว่าในธรรมบัญญัติ   คือความยุติธรรม   ความเมตตาและความเชื่อนั้นพวกเจ้ากลับละเลย   การถวายทศางท์นั้นเจ้าก็ควรปฏิบัติ   แต่ไม่ควรละเลยเรื่องที่สำคัญนั้นด้วย

มัทธิว 23:23

เงินสิบลดเป็นของพระเจ้าและจะนำมาใช้สนับสนุนเฉพาะพันธกิจของพระคริสต์เท่านั้น   และเพื่อให้พระราชกิจของพระองค์สำเร็จบนโลกเพื่อที่ว่าพระองค์จะสามารถเสด็จกลับมา

 

       องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสั่งไว้ว่า   คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐ

โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 9:14

ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านี้จะถูกประกาศไปทั่วโลก   ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ   แล้วที่สุดปลายจะมาถึง

มัทธิว 24:14

เราควรจะ   “บริจาค”   มากเท่าไร?

 

การเตรียมพร้อมเช่นนี้จะแสดงถึงการให้ด้วยความสมัครใจ   ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจ   นี่แหละคนที่หว่านเพียงเล็กน้อย ก็จะเก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย   คนที่หว่านมากก็จะเก็บเกี่ยวได้มาก แต่ละคนจงให้ตามที่เขาคิดหมายไว้ในใจ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสียดาย   ไม่ใช่ให้ด้วยความจำใจ   เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนที่ให้ด้วยใจยินดี

โครินธ์ ฉบับที่สอง 9:5-7

การบริจาคเป็นเรื่องการตัดสินใจส่วนบุคคล   การบริจาคจะใช้เพื่อประกาศข่าวประเสริฐเพิ่มเติมจากเงินสิบลด ที่นำไปช่วยสนับสนุนเฉพาะพันธกิจข่าวประเสริฐเท่านั้น

 

แผนการพระเจ้าสำหรับการให้อย่างเป็นระบบนี้   เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือทั้งการประกาศข่าวประเสริฐ   และช่วยทางด้านการเจริญเติบโตทางคริสเตียนของเราเอง   พระเยซูทรงสัญญากับท่านว่า

 

        “จงให้เขา   แล้วพวกท่านจะได้รับด้วยแบบยัดสั่นแน่นพูนล้น เต็มหน้าตักของท่าน

ลูกา 6:38

ผู้มีความเชื่อได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าท่านไม่สามารถที่จะเป็นผู้ให้ที่ให้ได้มากกว่าพระเจ้าได้

ครั้งหนึ่ง เอช.เอ็ม.เอส. ริชาร์ดสเล่าประสบการณ์ว่า

 

นักพนันตัวยงคนหนึ่งเข้าร่วมการประชุมของผมที่ลอสแอนเจอร์ลีส   และผมจะไม่ลืมช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกับเขาตามลำพังที่ด้านหลังของห้องประชุมนั้นเลย   เขาหยิบปึกเงินจากกระเป๋าของเขา   500   ดอลล่าร์และยื่นทั้งหมดมาให้ผมพร้อมกับพูดว่า   นี่คือเงินสิบลดก้อนแรกของผม

 

ชายคนนั้นสุขภาพไม่ดี   เขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากเล่นการพนันมาเป็นเวลา 30 หรือ 40 ปี   ดังนั้นผมจึงพูดว่า   ‘แล้วคุณจะอยู่อย่างไรครับ   มีเงินเหลือพอหรือไม่ครับ?’

 

เขาตอบ   ‘ผมมีเหลืออยู่ห้าหรือหกดอลล่าร์เท่านั้นแต่นี่เป็นของพระเจ้าครับ

แล้วผมถามว่า คุณจะทำอะไรต่อไป?’

 

ผมไม่รู้เขาตอบแต่ผมรู้ว่าผมจะต้องจ่ายเงินสิบลดของผมให้พระเจ้าแล้วพระองค์จะดูแลผม

 

และพระเจ้าทรงทำเช่นนั้นจริงๆ   การแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่กระทำผิดของชายคนนั้นเป็นสิ่งที่จริงใจ   เขายอมอุทิศตนทุกวิถีทางและมีความสุขในชีวิตคริสเตียนของเขา   และพระเจ้าทรงจัดหาให้เขาจนกระทั่งวันตายของเขา

 

พระเจ้าไม่ทรงสัญญาที่จะให้ผู้มีความเชื่อที่ซื่อสัตย์ทั้งหมดร่ำรวย   แต่เรามีหลักประกันว่าพระผู้สร้างของเราจะประทานสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต   พระคริสต์จะทรงประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้เรา   เรามาพร้อมใจกันถวายหัวใจของเราให้กับพระองค์อย่างสมบูรณ์เดี๋ยวนี้เถิด   มาค้นพบความยินดีในการแบ่งปันพระคริสต์กับคนอื่น   และเพื่อการเติบโตในพระเกียรติคุณอันมหัศจรรย์ของพระองค์เถิด

 

        ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเป็นที่รัก     ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณสำหรับพระสัญญาของพระองค์ ที่ทรงให้การดำเนินชีวิตที่แสนจะรื่นเริงยินดี    ขอขอบพระคุณสำหรับพระเกียรติคุณและความรักของพระองค์ที่ทำให้ข้าพระองค์ได้เติบโต    ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ได้แบ่งปันพระองค์โดยการดำเนินชีวิต    โดยการให้   และโดยการกระทำของข้าพระองค์    ขอให้พระเยซูทรงมอบชีวิตที่สมบูรณ์แบบของพระองค์สถิตในข้าพระองค์ตลอดเวลา    รักษาข้าพระองค์ให้พร้อมจนกว่าพระเยซูจะเสด็จมา   ในนามของพระเยซูคริสตเจ้าที่ข้าพระองค์อธิษฐาน    อาเมน

______________________________

 

 

ค้นพบ บทที่ 17

เคล็ดลับการเติบโตโดยการแบ่งปัน (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 17)

1. การแบ่งปันความเชื่อของเขาในพระคริสต์

เป็นสาเหตุให้คริสตชนทั้งหมดที่แบ่งปันนั้นได้เติบโต

จำกัดเพียงแค่คริสตชนที่ได้เลือกไว้เพียงสองสามคนเท่านั้น

2. บ่อยครั้งที่วิธีที่ทรงฤทธานุภาพที่สุดในการแบ่งปันพระคริสต์คือ

โดยการเทศนาในที่ประชุมใหญ่ๆ

โดยวิธีที่เราดำเนินชีวิต

3. เราสามารถเอาชนะการทดลองใจได้ดีที่สุด

โดยการเติมพระคัมภีร์ลงไปในจิตใจของเรา

โดยการเติมสูตรต่างๆทางด้านจิตใจลงไปในจิตใจของเรา

4. คริสตชนสามารถแบ่งปันพระคริสต์

โดยแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เรียบง่ายและพอประมาณ

โดยการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับคริสตชน

5. สิ่งต่างๆที่เราเห็นและทำเช่นคริสตชน

มีส่วนทำให้เกิดประสิทธิผลของเราในการแบ่งปันพระคริสต์

ไม่มีผลต่อประสบการณ์ของเราในพระคริสต์

6. จงเลือกว่าข้อใดเป็นจริง เราควรจะแบ่งปันพระคริสต์โดยการให้เงินสิบลดและการบริจาคของเราเพื่อใช้ในงานของพระคริสต์บนโลก เพราะ

พระเจ้าทรงขอให้เราให้เงินสิบลดและการบริจาค

พระเยซูทรงให้การรับรองอย่างเป็นทางการว่าการถวายเงินสิบเปอร์เซนต์ของเงินที่เพิ่มขึ้นของเรานั่นคือเงินสิบลด

เปาโลทำตามโบสถ์พระคัมภีร์ใหม่โดยการให้บริจาคอย่างเหลือเฟือ

พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างเราให้กำลังแก่เรา   เพื่อให้เรามีทรัพย์สมบัตินี้

โลกและทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระเจ้า

ทุกข้อเป็น จริง

7. มีวิธีต่างๆมากมายที่เราจะแบ่งปันพระคริสต์กับคนอื่นๆ สิ่งใดต่อไปนี้ที่ท่านคิดว่าความเป็นคริสตชนจะส่งผลกระทบในแง่บวกมากที่สุดต่อผู้อื่น?

การกระทำ

แบบการใช้ชีวิต

รูปลักษณ์ภายนอก

วิธีที่ใครคนหนึ่งจะให้เงิน

ความคิด

สิ่งที่ใครคนหนึ่งอยากจะพูด

8. การแบ่งปันพระเยซูกับคนอื่นๆอาจทำให้เป็นที่ตกใจได้ พระเจ้าทรงสัญญาที่จะทำอะไรกับท่านเพื่อช่วยท่านให้มีความกล้าที่จะแบ่งปันพระองค์กับคนอื่นๆ? ขอให้อ่าน   กิจการของอัครฑูต 1:8  และพิมพ์คำตอบของท่าน

9. พระเยซูทรงให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์มีแก่ท่าน เพื่อให้ท่านได้มีชีวิตที่ดีขึ้นบนโลกนี้และมีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์   ท่านต้องการที่จะพูดอะไรกับพระเยซูเพื่อตอบสนองพันธสัญญาของพระองค์กับท่าน?

10. คำถามที่เป็นหัวใจ: ท่านปรารถนาที่จะแบ่งปันพระคริสต์โดยวิธีที่ท่านคิด   ปฏิบัติและมองและโดยการสนับสนุนทางการเงินเพื่อเผยแพร่ข่าวประเสริฐหรือไม่?

 

 

 

 

 

 




Progress