ค้นพบ
บทที่ 17
เคล็ดลับการเติบโตโดยการแบ่งปัน
· เราเติบโตโดยการแบ่งปัน
· เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการดำเนินชีวิตของเรา
· เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการปฏิบัติของเรา
· เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการแต่งกายของเรา
· เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการให้ของเรา
เคล็ดลับการเติบโตโดยการแบ่งปัน
แลร์รี่กำลังสนทนาอย่างสนุกสนานพร้อมจิบชาญี่ปุ่น และรับประทานข้าวเกรียบที่บ้านคุณโกโมริ ขณะที่คนอื่นๆเริ่มนำพระคัมภีร์ออกมา พวกเขามองแลร์รี่อย่างคาดหวัง “คุณจะเริ่มสอนพวกเราตอนนี้เลยได้ไหมครับ?” คุณโกโมริถามอย่างสุภาพ
แลร์รี่เกือบสำลักน้ำชาตัวเอง เขาคิดว่าการรวมตัวครั้งนี้เพื่อสนุกสนานกันเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้เขายังคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี
จริงๆแล้วแลร์รี่สอนพระคัมภีร์อยู่หลายชั้นเรียน ที่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษคริสเตียนที่ญี่ปุ่นที่เขาทำงานอยู่ แต่สำหรับชั้นเรียนเหล่านั้นเขามีเวลาเตรียมการสอนเป็นอย่างดี เขาจึงสามารถดึงข้อมูลอย่างง่ายดายจากพระคัมภีร์ แต่นี่เป็นการพูดเรื่องพระเจ้าอย่างไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน.....มันต่างกัน
แลร์รี่ได้ยินเรื่องราวพระคัมภีร์ทั้งหมดตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ โดยพื้นฐานส่วนตัวแล้ว เรื่องเหล่านั้นมีความหมายจิ๊บจ๊อยมากสำหรับเขา เขาทำอะไรหลายๆอย่างที่เขารู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดในสายตาของพระเจ้า ดังนั้นเขาจึงรักษาระยะห่างระหว่างเขากับพระเจ้าไว้ แล้วเขาจะเล่าเรื่องพระเจ้าให้คนอื่นฟังได้อย่างไร ในเมื่อเขาเองยังไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงเลย?
แต่คราวนี้การนั่งบนโซฟาล้อมรอบด้วยคนที่คาดหวังจะฟัง เอาล่ะสิเขากำลังเข้าตาจน ในกาลเวลาที่เต็มไปด้วยความกลัวอย่างนั้น พระวจนะข้อความหนึ่งได้ฉายแว่บเข้ามาในใจเขา ทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรงสอนเราในเวลานั้นเองว่า ควรจะพูดอะไรบ้างต่อหน้าคนทั่วไปเพื่อการเป็นประจักษ์พยาน (ลูกา 12:12) เขาเปล่งเสียงอธิษฐานอย่างสิ้นหวังเพื่อขอความช่วยเหลือ และได้ลั่นกลอนไปที่เรื่องราวที่คุ้นหูที่สุดที่เขาคิดออกคือ ลูกชายที่คอยผลาญทรัพย์
อย่างที่เขาอธิบายว่าพระเจ้าทรงรักพวกเขามากเพียงใด ทั้งๆที่พวกเขาทั้งหลายได้วิ่งหนีจากพระองค์ไปอย่างไร้จุดหมาย แลร์รี่พบว่าคำพูดของเขาออกมาจากใจอย่างตรงไปตรงมา คำพูดของเขาเข้าถึงอารมณ์ และเป็นครั้งแรกในชีวิตแลร์รี่ที่ตระหนักว่าพระเจ้าทรงรักเขามากเพียงใด
คืนนั้นแลร์รี่คุกเข่าลงข้างเตียงและทำพันธสัญญาชีวิตระหว่างเขากับพระเจ้าซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นจริง การแบ่งปันความรักของพระเจ้าเป็นมากกว่านามธรรมที่คุ้นเคย เดี๋ยวนี้พระเจ้าทรงเป็นความจริงที่เขารู้สึกท่วมท้นเป็นยิ่งนัก
พระเยซูทรงดลใจให้เราเติบโตโดยการแบ่งปัน
ขณะที่พระเยซูเสด็จกลับไปบนสวรรค์ พระองค์ทรงแต่งตั้งให้บรรดาสาวกของพระองค์เป็นผู้แทนส่วนพระองค์
“แต่พวกท่าน จะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเรา.... และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”
— กิจการของอัครฑูต 1:8 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดๆไว้ บทความทั้งหมดภาคภาษาอังกฤษในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี] แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
บรรดาสาวกใช้เวลาสามปีครึ่งคลุกคลีกับพระวจนะและภารกิจของพระคริสต์ และในที่สุดก็ถึงการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์
“พระเยซูองค์นี้พระเจ้าได้ทรงให้คืนพระชนม์แล้ว ซึ่งเราทุกคนคือสักขีพยานของเรื่องนี้”
— กิจการของอัครฑูต 2:32
เมื่อผู้ติดตามพระคริสต์มอบหัวใจให้พระองค์อย่างไม่มีข้อสงสัยที่เพ็นส์ทีคอส พระคริสต์ผู้ทรงฟื้นขึ้นทรงเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตพวกเขาผ่านทางพระฤทธานุภาพของพระวิญญาณ ไม่เพียงแต่ที่พวกเขาจะเป็นประจักษ์พยานให้กับการฟื้นคืนพระชนม์ทางร่างกาย และการเสด็จขึ้นบนสวรรค์ของพระคริสต์เท่านั้น แต่พระฤทธานุภาพของการฟื้นคืนพระชนม์ กลับเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตให้กับพวกเขาเหล่านั้นด้วย
ในฐานะที่เป็นคริสตชนเราต้องเป็นประจักษ์พยานถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เพราะเรารับรู้ถึงพระฤทธานุภาพที่เกิดขึ้นใหม่ของพระองค์ในการดำเนินชีวิตของพวกเรา
“แต่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระองค์ทรงรักเราโดยความรักอันใหญ่หลวงของพระองค์ ถึงแม้ว่าเราเป็นคนตายเนื่องจากการละเมิด พระองค์ยังทรงทำให้มีชีวิตอยู่ร่วมกับพระคริสต์ (พวกท่านได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณ) และพระองค์ทรงทำให้เราเป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์ และทรงให้เรานั่งด้วยกันกับพระองค์ในสวรรคสถานในพระเยซูคริสต์ เพื่อว่า... พระองค์จะทรงสำแดงพระคุณอันอุดมเหลือล้นของพระองค์ ด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์”
— เอเฟซัส 2:4-7
เราอยู่ร่วมกับพระคริสต์ดังนั้นเราสามารถแสดงถึงความมั่งคั่งในพระคุณของพระองค์อย่างไม่มีที่เปรียบได้ และพระเยซูทรงขอให้ผู้ติดตามพระองค์จงประกาศข่าวประเสริฐไปทั่วโลก ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเมื่อครั้งมีพระชนม์ในรูปมนุษย์ แล้วพระคำสัญญาของพระองค์จะอยู่กับเราถ้าเราทำอย่างนั้น
“ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขา.... และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”
— มัทธิว 28:19-20
ในฐานะราชฑูตแห่งข่าวประเสริฐ เราคือ “ผู้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า” (โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 4:1) นับเป็นเกียรติที่ได้ช่วยส่งต่อพระฤทธานุภาพของข่าวประเสริฐไปยังคนอื่น เอช.เอ็ม.เอส. ริชาร์ดส ผู้ก่อตั้งรายการวิทยุชื่อว่า เสียงแห่งคำพยากรณ์ ได้เคยเขียนไว้ว่า
“ผมเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงจิตใจของคนที่ได้ยินข่าวประเสริฐของพระคริสต์ ผมเดินทางไปหลายแห่งซึ่งไม่เคยปรากฏพระนามพระผู้เป็นเจ้าหรือพระคริสต์มาก่อน จนกระทั่งโบสถ์ของพระองค์ประกาศข่าวประเสริฐขึ้นที่นั่น ผมจึงได้เห็นคนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป จากความโสมนมาเป็นความสะอาดบริสุทธิ์ จากความเจ็บไข้ได้ป่วยมาเป็นสุขภาพที่แข็งแรง จากความกลัวในวิญญาณชั่วร้ายที่เกิดขึ้นตลอดเวลามา เป็นความร่าเริงยินดีในการดำเนินชีวิตเฉกเช่นคริสตชน ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงสถานะความเป็นหญิง ผมเห็นบ้านคริสตชนอย่างแท้จริงที่หลุดจากความมืดมนของพวกนอกศาสนา ในทุกๆแห่งที่ผมไปเยี่ยมเยียนผมเห็นการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ผมรู้ว่า ‘ข่าวประเสริฐของพระคริสต์.....เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด’ (โรม 1:16, ฉบับคิงส์เจมส์) ผมรู้ว่าเมื่อใดที่โบสถ์ประกาศข่าวประเสริฐ เมื่อนั้นการเปลี่ยนแปลงจะมาแทนที่ในจิตใจมนุษย์ และในบ้านของเขา จะมองเห็นได้ในชีวิตของผู้ที่ตอบรับการเรียกร้องนั้น”
เราทั้งหมดมีส่วนร่วมในภารกิจที่น่าตื่นเต้นนี้ พระเจ้าทรงให้บทบาทที่พิเศษแก่เรามนุษย์ที่อ่อนแอ เพราะการแบ่งปันเรื่องพระคริสต์คือส่วนสำคัญของการเจริญเติบโตของเรา เพื่อให้มีความเชื่อความศรัทธาที่ยังคงแข็งแกร่งต่อไปจึงต้องมีการแสดงออกให้ผู้อื่นรับรู้ ขณะที่แลร์รี่ค้นพบอย่างน่าตื่นเต้น การพูดคุยเรื่องพระเจ้าจะช่วยให้พระองค์กลายเป็นเรื่องจริงสำหรับเราไปด้วย การกระทำที่แสดงออกถึงความเชื่อความศรัทธาของเราจะช่วยเราให้มีประสบการณ์สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น การเป็นประจักษ์พยานช่วยทำให้เราเจริญเติบโต
นอกจากการพูดจาแบ่งปันเรื่องพระคริสต์กับคนอื่นแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆอีกที่เราสามารถเป็นประจักษ์พยานได้
เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการดำเนินชีวิตของเรา
ชายหนุ่มเติบโตมาในบ้านที่มีแต่การข่มเหงกัน ครั้งหนึ่งเขาสังเกตเห็นว่า “ฉันมองไปที่พ่อแม่ของฉันซึ่งตัวอย่างของเขาทำให้ฉันเห็นภาพของพระเจ้าที่บิดเบือนไป ฉันไม่เคยเห็นตัวอย่างของใครบางคนที่รักฉันจริง” ความต้องการมากที่สุดของคนรอบข้างเราคือการที่เขาจะเห็นใครสักคน ที่สามารถให้ภาพพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบแก่พวกเขาได้ เขาเหล่านั้นต้องการใครสักคน “ที่มีเนื้อหนัง” ซึ่งมีบุคลิกลักษณะเหมือนพระเจ้า
บ่อยครั้งที่มีการพูดกันอย่างง่ายๆว่า การเทศนาที่จะทรงอานุภาพมากที่สุดก็คือวิธีการดำเนินชีวิตของเรานั่นเอง ก่อนที่ใครจะสนใจว่าท่านรู้มากน้อยแค่ไหน เขาเหล่านั้นต้องดูก่อนว่าท่านสนใจพวกเขามากแค่ไหน เปโตรกระตุ้นเราว่า
“จงรักษาความประพฤติอันดีของพวกท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ [ไม่ใช่คริสตชน] เพื่อว่าเมื่อพวกเขาใส่ร้ายพวกท่านว่าประพฤติชั่ว พวกเขาจะได้เห็นคุณความดีของพวกท่าน และจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน... เพราะพระเจ้าทรงเรียกพวกท่านเพื่อจุดประสงค์นี้ เพราะว่าพระคริสต์ทรงทนทุกข์เพื่อพวกท่าน พระองค์ทรงวางแบบอย่างแก่พวกท่าน เพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์”
— เปโตร ฉบับที่หนึ่ง 2:12, 21
เพราะว่า “พระคริสต์ทรงทนทุกข์ทรมาน” เพื่อเราที่คาลวารี่ เรามีตัวอย่างความรักที่เสียสละอันอยู่ใกล้มือแค่เอื้อม ความรักแบบนั้น (เกิดขึ้นซ้ำกับเราเพื่อให้เราแสดงความรักแบบนั้นต่อคนอื่นๆ) สามารถกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงฤทธานุภาพสามารถดึงผู้ไม่มีความเชื่อเข้ามาในอ้อมกอดพระคริสต์ได้
เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีคิดของเรา
บ่อยครั้งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินสำหรับเราที่จะตกเป็นเหยื่อการทดลองใจของ “โลก เนื้อหนังมังสาและมาร” แต่พระเยซูทรง “เคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป” (ฮีบรู 4:15) ทำไมพระองค์ยังทรงประสบความสำเร็จในขณะที่หลายๆคนยังคงตกเป็นเหยื่อ?
เมื่อมารดักซุ่มโจมตีพระเยซูในถิ่นทุรกันดารด้วยความดึงดูดใจ การอดอาหาร การคุยโว ความอวดดี พระเยซูทรงต่อสู้กลับอย่างประสบความสำเร็จโดยยกคำอ้างในพระคัมภีร์ (มัทธิว 4:4, 7, 10) พระคริสต์ทรงตระเตรียมพระองค์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะพระองค์ทรงเติมเต็มความคิดของพระองค์ด้วยพระวจนะ ที่เป็นความจริงในพระคัมภีร์ นั่นคือสงครามจะแพ้หรือชนะนั้นอยู่ที่ใจเรา โดยปกติเรามักจะคิดต่อต้านสิ่งยั่วยวนใจเมื่อสิ่งยั่วยวนใจเหล่านั้น ได้ครอบครองจนเต็มล้นจิตใจเราเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้เราต่อต้านสิ่งยั่วยวนใจเหล่านั้นไม่สำเร็จหรือเรียกได้ว่าเราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้นั่นเอง เรามักจะแพ้สงครามแบบนั้นมากที่สุด แต่เราสามารถประสบความสำเร็จได ้หากเราโจมตีนิสัยที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งเหล่านั้นนั่นคือ รูปแบบความคิดของเรานั่นเอง
“เพราะ[เขา]เป็นเหมือนคนที่คอยนับอยู่ข้างใน”
— สุภาษิต 23:7, ฉบับคิงส์เจมส์
การเติบโตของคริสตชนมักจะคิดเกี่ยวกับเรื่องเบื้องบนสวรรค์ไว้ก่อน พวกเขารู้ว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าปัญหาต่างๆรอบๆตัวพวกเขา พวกเขาสนใจในคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบที่พวกเขาพยายามจะไปให้ถึง มากกว่าการกระทำที่ไม่ดีที่พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยง
“จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา.... แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐาน และการวิงวอน พร้อมกับการโมทนาพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลาย ไว้ในพระเยซูคริสต์ สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย ขอจงใคร่ครวญดูสิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญ รวมทั้งถ้ามีสิ่งใดที่ยอดเยี่ยม สิ่งใดที่น่ายกย่อง และพวกท่านจงปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านเรียนรู้..... แล้วพระเจ้าผู้ประทานสันติสุขจะสถิตกับพวกท่าน”
— ฟีลิปปี 4:4, 6-9
สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเราทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดความต่าง ขยะที่เกิดในใจก็จะเป็นขยะที่แสดงออกมา พระวจนะของพระเจ้าที่เกิดในใจก็จะเป็นรูปแบบชีวิตพระเจ้าที่แสดงออกมา
เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการมองของเรา
ในฐานะที่เป็นตัวแทนพระคริสต์ คริสตชนจะต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ว่าเขาหรือเธอจะมองอย่างไร ให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมสุดขั้วทุกรูปแบบ พระเจ้าทรงตรัสกับคริสตชนว่า
“เพื่อว่าแม้สามีบางคนไม่เชื่อพระวจนะ แต่ความประพฤติของภรรยาก็อาจจูงใจพวกเขา ให้เชื่อได้...คือเมื่อพวกเขาได้เห็นความประพฤติ ที่นอบน้อมและบริสุทธิ์ของพวกท่าน อย่าประดับตัวแต่ภายนอก ด้วยการถักผม การสวมใส่เครื่องทอง หรือการนุ่งห่มเสื้อผ้า แต่จงประดับด้วยบุคลิกที่ซ่อนอยู่ในใจ ด้วยเครื่องประดับซึ่งไม่รู้เสื่อมสลาย คือด้วยจิตใจที่สุภาพอ่อนโยน และจิตใจที่สงบ ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่งนักในสายพระเนตรพระเจ้า เพราะว่า....[ผู้] ซึ่งหวังในพระเจ้า ก็ได้ประดับกายโดยยอมเชื่อฟังสามีของตน”
— เปโตร ฉบับที่หนึ่ง 3:1-5
“ควรแต่งกายให้สุภาพด้วยความเหมาะสม และพอเหมาะพอควร ไม่ต้องถักผมหรือประดับกายด้วยทองคำ ไข่มุก หรือเสื้อผ้าราคาแพง แต่ประดับด้วยการทำดี สมกับ..[เป็นหญิง] ที่ประกาศตนว่านมัสการพระเจ้า”
— ทิโมธี ฉบับที่หนึ่ง 2:9-10
การแต่งกายและการประดับประดาที่เรียบง่ายเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเหมือนพระคริสต์อย่างแท้จริงเสมอ ดังนั้นคริสตชนมักจะหลีกเลี่ยงการแต่งตัวแบบสุดขั้วและการแต่งตัวของผู้คลั่งไคล้ที่แปลกประหลาด รสนิยมที่ดีและเรียบง่ายจะเป็นหนทางที่ยาวนาน ตามหลักการณ์แล้วสิ่งที่จะดึงดูดใจเราไม่ควรจะเป็นในเรื่องตามแฟชั่น แต่ควรจะเป็นการดำเนินชีวิตของเราในพระเยซู
“คนที่ [สุภาพอ่อนโยน] ก็เป็นสุข เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก”
— มัทธิว 5:5
เราแบ่งปันเรื่องพระคริสต์ด้วยวิธีการปฏิบัติของเรา
นักประวัติศาสตร์ เอ็ดเวิร์ด กิบบอน บอกเราว่าเมื่อกาลีเรียสได้ไข่มุกใส่เต็มกระเป๋าหนังเคลือบเงาจากค่ายชาวเปอร์เซีย ซึ่งตกอยู่ในมือทหารที่ปล้นสะดมมา ชายคนนี้จะถนอมกระเป๋าที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างระมัดระวัง แต่กลับโยนไข่มุกที่มีค่าทิ้งไป
ประชาชนมักยึดติดกับสิ่งตื่นเต้นที่โลกจัดหาให้แต่เพียงผิวเผิน ขณะที่ละทิ้งพระเยซู (ไข่มุกที่ราคาแพงเหลือเกิน) และแผ่นดินนิรันดร์ซึ่งพระคริสต์จัดหาให้ ก็เป็นเพียงสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าทหารที่ปล้นสะดมเสียอีก (ที่เลือกเก็บกระเป๋าแทนที่จะเก็บไข่มุก) พระองค์นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่โชคชะตาที่ไถลมาที่มือของเรา แต่พระองค์นั้นทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปอย่างนิรันดร์ ดังที่พระคัมภีร์เตือนเราว่า
“อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าใครรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น เพราะว่าทุกสิ่งที่อยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนัง [ความอยาก] และตัณหาของตา [ความรักในโลก] และความทะนงในลาภยศไม่ได้มาจากพระบิดา แต่มาจากโลก และโลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไป แต่คนที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าจะดำรงอยู่เป็นนิตย์”
— ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 2:15-17
ซาตานทำงานหนักมากเพื่อให้ได้โล่เกียรติยศทองคำแห่งความบาปที่เป็นตัวทำลายมากที่สุด และการโฆษณาชวนเชื่อนิสัยที่แย่ที่สุดให้เห็นเป็นการหรูหรา ท่านจะต้องคิดว่าความบาปมีแผนประชาสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ทำไมหญิงโสเภณีตามเกมโชว์ต่างๆในทีวีถึงน่ารักและมีการตกแต่งแก้ไขเสียอย่างดีอยู่บ่อยๆ? เราแทบจะไม่เห็นใครที่หน้าตาเหมือนกับคนที่ถูกรังแกมา มีแผลเป็น มีใบหน้าซีดเซียวมาเที่ยวเดินตามท้องถนนในยามค่ำคืน ทำไมการโฆษณาเหล้าส่วนใหญ่จะใช้นักแสดงเป็นหญิงสาวที่สวย เป็นคนทำงานหนัก ดูเป็นคนที่น่าพอใจและมีความสุขจริงๆ? ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ “ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่านี้แล้ว” อะไรทำให้เขาพยายามเข้าหาอัลกอฮอล์เพื่อให้เขาเกิดอาการมึนชา? เราจะไม่เห็นโฆษณาของคนขี้เหล้าเดินโซซัดโซเซออกมาจากร้านเหล้าพร้อมถุงกระดาษห่อขวดเหล้าในมือพวกเขา
ความพอใจที่เป็นตัวทำลายมากที่สุดดูเหมือนจะได้รับการตอบรับเสียงดังที่สุด และเป็นภาพที่แสดงชัดเจนที่สุดในตอนนี้ เราไม่สามารถที่จะซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกนี้กำลังขาย พระคริสต์ทรงขอให้เรารู้จักแยกแยะเพื่อให้เห็นความแตกต่าง “จงเฉลียวฉลาดเหมือนงูและไม่มีพิษมีภัยเหมือนนกพิราบ” (มัทธิว 10:16, ฉบับคิงส์เจมส์)
เราจะต้องระมัดระวังเรื่องการคบค้าสมาคมกับคนอื่น ที่มักจะขอให้หลักการคริสเตียนของเรามีความยืดหยุ่นผ่อนปรนบ้าง
“อย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ เพราะว่าความชอบธรรมจะมีส่วนอะไรกับความอธรรม? และความสว่างจะมีส่วนกับความมืดได้อย่างไร”
— โครินธ์ ฉบับที่สอง 6:14
แน่นอน พระคริสต์ทรงมีพระประสงค์ให้เราพยายามชักจูงเพื่อนๆที่ไม่ใช่คริสตชนเข้ามาหาพระองค์จริง ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเป็นวิธีขั้นพื้นฐานที่เราจะแบ่งปันความเชื่อ เพียงแต่ขอให้มีความมั่นใจว่าการคบค้าสมาคมของท่านจะไม่ดึงท่านกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม หากท่านรู้สึกว่าท่านต้องการที่จะซ่อนความเชื่อของท่านไว้สำหรับความสัมพันธ์อะไรสักอย่าง นั่นหมายความว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว
สิ่งที่เรานำเข้ามาในการดำเนินชีวิตของเราแม้กระทั่งความบันเทิงที่เราเลือก ย่อมมีผลกระทบต่อชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราจริงๆ เราจำเป็นต้องสำนึกว่าสิ่งใดที่เรากำลังนำมาหล่อเลี้ยงจิตใจของเรา
“ข้าพระองค์จะไม่ตั้งสิ่งใดๆที่ชั่วช้าไว้ต่อหน้าต่อตาของข้าพระองค์”
— เพลงสดุดี 101:3
ความบันเทิงที่มีมากขึ้นๆรอบๆตัวเรา ดูเหมือนจะคดงอไปทางการใช้กำลัง ความรุนแรงและส่อถึงเรื่องเพศอย่างเห็นได้ชัด เราอยู่ในโลกแห่งโลกีย์อย่างเปิดเผยมากเกินไปเสียแล้ว ที่จริงเรายังคงมีวัตถุทางโลกที่ดีเยี่ยมเหลือเกินอยู่ภายนอก ซึ่งยังไม่มีใครแตะต้อง เช่นมีผลงานมากมายด้านศิลปะวรรณคดีและดนตรี ซึ่งเข้าถึงความเป็นจริงและสัมผัสถึงอารมณ์อันลึกซึ้งที่สุดของเรา ถ้าเรายังคงอยู่ในสูญญากาศ สิ่งเลวร้ายที่สุดจะไหลมาท่วมแทนที่สูญญากาศนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเด็กๆของเรา ดังนั้นเราควรหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้ดีที่สุด แล้วสิ่งเลวร้ายที่สุดจะไม่สามารถดึงเราให้ต่ำลงไป อยู่ระดับเดียวกับสิ่งเลวร้ายนั้นได้
การที่เรามีมาตรฐานที่สูงกว่าในการอนุญาตให้เฉพาะสิ่งดีๆเข้ามาในบ้าน หรือเข้ามาในจิตใจเราได้นั้น จะไม่ทำให้การดำเนินชีวิตของเราพบทางตีบตัน เราจะพบทางกว้างที่ยิ่งใหญ่หากเรามีจุดศูนย์รวมไปที่ทุกสิ่งที่เป็นจริง ทุกสิ่งที่น่าชื่นชม ทุกสิ่งที่ดีเยี่ยม คริสตชนเรามีอะไรต่อมิอะไรดีๆมากมายที่ทำให้เขาดูมีความสุขกว่าคนอื่นๆ
“พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์”
— เพลงสดุดี 16:11
เราแบ่งปันพระคริสต์ด้วยวิธีการให้ของเรา
ในขณะที่เขาทำการรับศีลบัพติศมาผู้มีความเชื่อคนใหม่ ศาสนาจารย์เอช.เอ็ม.เอส. ริชาร์ดสสังเกตว่าชายคนนั้น ยังคงมีเงินเป็นธนบัตรพับไว้อย่างดีในกระเป๋าสตางค์ของเขา ริชาร์ดสถามว่าเขาลืมเก็บกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ห้องแต่งตัวหรือ ชายคนนั้นตอบว่า “กระเป๋าเงินของผมและตัวผมจะรับศีลบัพติศมาด้วยกัน” แสดงว่าเขาเข้าถึงวิญญาณแห่งคริสตชนอย่างแท้จริงที่ว่า เงินมีไว้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น คริสตชนเราเติบโตได้โดยการให้และนั่นคือว่าทำไม “พระเยซูตรัสด้วยพระองค์เองว่า ‘การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ’” (กิจการของอัครฑูต 20:35)
เราจะลงทุนสะสมทรัพย์เก็บไว้ในสวรรค์ได้อย่างไร?
“อย่าสะสมทรัพย์สมบัติเพื่อตัวพวกท่านเองไว้ในโลก ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ และที่ขโมยอาจทะลวงลักเอาไปได้ แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติเพื่อตัวพวกท่านเองไว้ในสวรรค์.... เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย”
— มัทธิว 6:19-21
บางคนทำงานชั่วชีวิตเพื่อเก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติไว้ เพียงเพื่อจะเห็นมันหายไปในหุ้นที่ราคาตกฮวบฮาบหรือธุรกิจที่ล่มสลาย แต่สิ่งที่เราให้พระเจ้าล่วงหน้าจะถูกเก็บไว้โดยมีมูลค่าเป็นนิรันดร์
สิ่งที่เรามีนั้นเป็นของพระเจ้าเท่าไร?
“แผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้นเป็นของพระเจ้า ทั้งพิภพกับบรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพนั้น เพราะพระองค์เองทรงประดิษฐานแผ่นดินไว้บนทะเลและทรงสถาปนามันไว้เหนือน้ำ”
— เพลงสดุดี 24:1, 2
“‘เงินเป็นของเรา และทองคำเป็นของเรา’ พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ”
— ฮักกัย 2:8
เราเป็นของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสร้างเรา และเพราะพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากบาปของเรา ทรงซื้อเราด้วยพระโลหิตของพระองค์
“ท่านทั้งหลายไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง เพราะว่าพระเจ้าทรงซื้อท่านไว้แล้วด้วยราคาสูง”
— โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 6:19-20
ในสิ่งที่เรามีนั้นพระเจ้าทรงให้มาเท่าไร?
“เพราะพระองค์ต่างหากที่ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจ และสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวง”
— กิจการของอัครฑูต 17:25
“ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้”
— เฉลยธรรมบัญญัติ 8:18
พระเจ้าผู้ทรงถูกตรึงกางเขนและฟื้นขึ้นทรงเชื้อเชิญเราให้แบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องพระองค์ให้ผู้อื่น พระเจ้าทรงขอให้เราออกเงินอุดหนุนงานของพระเจ้ามากน้อยเพียงใด?
“‘จะฉ้อพระเจ้าหรือ? แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา’ แต่เจ้ากล่าวว่า ‘เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร?’ ‘ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์และเครื่องบูชานั่นซี... พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า จงนำทศางค์เต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่’”
— มาลาคี 3:8-10
เงินสิบลดเป็น “หนึ่งในสิบ” ของ “ผลได้” ของเรา (เฉลยธรรมบัญญัติ 14:22, ฉบับคิงส์เจมส์; ปฐมกาล 28:22) สำหรับชาวไร่ชาวนาหรือพ่อค้า เงินผลได้คือรายได้ที่หักค่าใช้จ่ายจากการทำธุรกิจแล้ว สำหรับพนักงาน เงินผลได้คือผลค่าจ้างทั้งหมด หลักการถวายเงินสิบลดคือหลักทางศีลธรรม เพราะว่าการถวายเงินสิบลดนั้นเป็นคุณลักษณะนิสัยอย่างหนึ่ง การไม่ให้เงินสิบลดถือเป็นการ “ปล้น” พระเจ้า สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะต้องซื่อสัตย์ในการคืนเงินสิบลดให้กับพระเจ้าเหมือนกับที่เราจ่ายภาษีให้กับรัฐบาล หรือการจ่ายรายการอื่นๆที่เกิดขึ้น
เมื่อพระเยซูทรงอยู่ท่ามกลางพวกเรา พระองค์ทรงพบว่าพวกฟาริสีได้นับ และคิดเงินสิบลดแม้กระทั่งจากเมล็ดพันธุ์เล็กๆในสวนเหล่านี้ ขณะที่เขาไม่อนุมัติให้เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฏหมายของเขา แต่เขาอนุมัติเรื่องเงินสิบลด
“วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด! เพราะพวกท่านถวายทศางค์ที่เป็นสะระแหน่ ลูกผักชีและยี่หร่า แต่เรื่องที่สำคัญกว่าในธรรมบัญญัติ คือความยุติธรรม ความเมตตาและความเชื่อนั้นพวกเจ้ากลับละเลย การถวายทศางท์นั้นเจ้าก็ควรปฏิบัติ แต่ไม่ควรละเลยเรื่องที่สำคัญนั้นด้วย”
— มัทธิว 23:23
เงินสิบลดเป็นของพระเจ้าและจะนำมาใช้สนับสนุนเฉพาะพันธกิจของพระคริสต์เท่านั้น และเพื่อให้พระราชกิจของพระองค์สำเร็จบนโลกเพื่อที่ว่าพระองค์จะสามารถเสด็จกลับมา
“องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสั่งไว้ว่า คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐ”
— โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 9:14
“ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านี้จะถูกประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง”
— มัทธิว 24:14
เราควรจะ “บริจาค” มากเท่าไร?
“การเตรียมพร้อมเช่นนี้จะแสดงถึงการให้ด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจ นี่แหละคนที่หว่านเพียงเล็กน้อย ก็จะเก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย คนที่หว่านมากก็จะเก็บเกี่ยวได้มาก แต่ละคนจงให้ตามที่เขาคิดหมายไว้ในใจ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสียดาย ไม่ใช่ให้ด้วยความจำใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนที่ให้ด้วยใจยินดี”
— โครินธ์ ฉบับที่สอง 9:5-7
การบริจาคเป็นเรื่องการตัดสินใจส่วนบุคคล การบริจาคจะใช้เพื่อประกาศข่าวประเสริฐเพิ่มเติมจากเงินสิบลด ที่นำไปช่วยสนับสนุนเฉพาะพันธกิจข่าวประเสริฐเท่านั้น
แผนการพระเจ้าสำหรับการให้อย่างเป็นระบบนี้ เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือทั้งการประกาศข่าวประเสริฐ และช่วยทางด้านการเจริญเติบโตทางคริสเตียนของเราเอง พระเยซูทรงสัญญากับท่านว่า
“จงให้เขา แล้วพวกท่านจะได้รับด้วยแบบยัดสั่นแน่นพูนล้น เต็มหน้าตักของท่าน”
— ลูกา 6:38
ผู้มีความเชื่อได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าท่านไม่สามารถที่จะเป็นผู้ให้ที่ให้ได้มากกว่าพระเจ้าได้
ครั้งหนึ่ง เอช.เอ็ม.เอส. ริชาร์ดสเล่าประสบการณ์ว่า
“นักพนันตัวยงคนหนึ่งเข้าร่วมการประชุมของผมที่ลอสแอนเจอร์ลีส และผมจะไม่ลืมช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกับเขาตามลำพังที่ด้านหลังของห้องประชุมนั้นเลย เขาหยิบปึกเงินจากกระเป๋าของเขา 500 ดอลล่าร์และยื่นทั้งหมดมาให้ผมพร้อมกับพูดว่า ‘นี่คือเงินสิบลดก้อนแรกของผม’
ชายคนนั้นสุขภาพไม่ดี เขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากเล่นการพนันมาเป็นเวลา 30 หรือ 40 ปี ดังนั้นผมจึงพูดว่า ‘แล้วคุณจะอยู่อย่างไรครับ มีเงินเหลือพอหรือไม่ครับ?’
เขาตอบ ‘ผมมีเหลืออยู่ห้าหรือหกดอลล่าร์เท่านั้นแต่นี่เป็นของพระเจ้าครับ’
แล้วผมถามว่า ‘คุณจะทำอะไรต่อไป?’
‘ผมไม่รู้’ เขาตอบ ‘แต่ผมรู้ว่าผมจะต้องจ่ายเงินสิบลดของผมให้พระเจ้าแล้วพระองค์จะดูแลผม’
และพระเจ้าทรงทำเช่นนั้นจริงๆ การแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่กระทำผิดของชายคนนั้นเป็นสิ่งที่จริงใจ เขายอมอุทิศตนทุกวิถีทางและมีความสุขในชีวิตคริสเตียนของเขา และพระเจ้าทรงจัดหาให้เขาจนกระทั่งวันตายของเขา”
พระเจ้าไม่ทรงสัญญาที่จะให้ผู้มีความเชื่อที่ซื่อสัตย์ทั้งหมดร่ำรวย แต่เรามีหลักประกันว่าพระผู้สร้างของเราจะประทานสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต พระคริสต์จะทรงประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้เรา เรามาพร้อมใจกันถวายหัวใจของเราให้กับพระองค์อย่างสมบูรณ์เดี๋ยวนี้เถิด มาค้นพบความยินดีในการแบ่งปันพระคริสต์กับคนอื่น และเพื่อการเติบโตในพระเกียรติคุณอันมหัศจรรย์ของพระองค์เถิด
ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเป็นที่รัก ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณสำหรับพระสัญญาของพระองค์ ที่ทรงให้การดำเนินชีวิตที่แสนจะรื่นเริงยินดี ขอขอบพระคุณสำหรับพระเกียรติคุณและความรักของพระองค์ที่ทำให้ข้าพระองค์ได้เติบโต ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ได้แบ่งปันพระองค์โดยการดำเนินชีวิต โดยการให้ และโดยการกระทำของข้าพระองค์ ขอให้พระเยซูทรงมอบชีวิตที่สมบูรณ์แบบของพระองค์สถิตในข้าพระองค์ตลอดเวลา รักษาข้าพระองค์ให้พร้อมจนกว่าพระเยซูจะเสด็จมา ในนามของพระเยซูคริสตเจ้าที่ข้าพระองค์อธิษฐาน อาเมน
______________________________
ค้นพบ บทที่ 17
เคล็ดลับการเติบโตโดยการแบ่งปัน (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 17)
1. การแบ่งปันความเชื่อของเขาในพระคริสต์
เป็นสาเหตุให้คริสตชนทั้งหมดที่แบ่งปันนั้นได้เติบโต
จำกัดเพียงแค่คริสตชนที่ได้เลือกไว้เพียงสองสามคนเท่านั้น
2. บ่อยครั้งที่วิธีที่ทรงฤทธานุภาพที่สุดในการแบ่งปันพระคริสต์คือ
โดยการเทศนาในที่ประชุมใหญ่ๆ
โดยวิธีที่เราดำเนินชีวิต
3. เราสามารถเอาชนะการทดลองใจได้ดีที่สุด
โดยการเติมพระคัมภีร์ลงไปในจิตใจของเรา
โดยการเติมสูตรต่างๆทางด้านจิตใจลงไปในจิตใจของเรา
4. คริสตชนสามารถแบ่งปันพระคริสต์
โดยแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เรียบง่ายและพอประมาณ
โดยการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับคริสตชน
5. สิ่งต่างๆที่เราเห็นและทำเช่นคริสตชน
มีส่วนทำให้เกิดประสิทธิผลของเราในการแบ่งปันพระคริสต์
ไม่มีผลต่อประสบการณ์ของเราในพระคริสต์
6. จงเลือกว่าข้อใดเป็นจริง เราควรจะแบ่งปันพระคริสต์โดยการให้เงินสิบลดและการบริจาคของเราเพื่อใช้ในงานของพระคริสต์บนโลก เพราะ
พระเจ้าทรงขอให้เราให้เงินสิบลดและการบริจาค
พระเยซูทรงให้การรับรองอย่างเป็นทางการว่าการถวายเงินสิบเปอร์เซนต์ของเงินที่เพิ่มขึ้นของเรานั่นคือเงินสิบลด
เปาโลทำตามโบสถ์พระคัมภีร์ใหม่โดยการให้บริจาคอย่างเหลือเฟือ
พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างเราให้กำลังแก่เรา เพื่อให้เรามีทรัพย์สมบัตินี้
โลกและทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระเจ้า
ทุกข้อเป็น จริง
7. มีวิธีต่างๆมากมายที่เราจะแบ่งปันพระคริสต์กับคนอื่นๆ สิ่งใดต่อไปนี้ที่ท่านคิดว่าความเป็นคริสตชนจะส่งผลกระทบในแง่บวกมากที่สุดต่อผู้อื่น?
การกระทำ
แบบการใช้ชีวิต
รูปลักษณ์ภายนอก
วิธีที่ใครคนหนึ่งจะให้เงิน
ความคิด
สิ่งที่ใครคนหนึ่งอยากจะพูด
8. การแบ่งปันพระเยซูกับคนอื่นๆอาจทำให้เป็นที่ตกใจได้ พระเจ้าทรงสัญญาที่จะทำอะไรกับท่านเพื่อช่วยท่านให้มีความกล้าที่จะแบ่งปันพระองค์กับคนอื่นๆ? ขอให้อ่าน กิจการของอัครฑูต 1:8 และพิมพ์คำตอบของท่าน
9. พระเยซูทรงให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์มีแก่ท่าน เพื่อให้ท่านได้มีชีวิตที่ดีขึ้นบนโลกนี้และมีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ ท่านต้องการที่จะพูดอะไรกับพระเยซูเพื่อตอบสนองพันธสัญญาของพระองค์กับท่าน?
10. คำถามที่เป็นหัวใจ: ท่านปรารถนาที่จะแบ่งปันพระคริสต์โดยวิธีที่ท่านคิด ปฏิบัติและมองและโดยการสนับสนุนทางการเงินเพื่อเผยแพร่ข่าวประเสริฐหรือไม่?