ค้นพบ
บทที่ 21
คนหมู่มากเป็นฝ่ายผิดได้บ้างไหม?
· คำถามที่น่าฉงน
· พระเจ้าทรงเปลี่ยนวันหรือ?
· วันอาทิตย์มาจากไหน?
· ใครเป็นคนเปลี่ยน?
· สิ่งที่แท้จริงคืออะไรกันแน่?
คนหมู่มากเป็นฝ่ายผิดได้บ้างไหม?
ในบทที่ 16 เราได้เรียนรู้ถึงการหยุดพักในวันสะบาโต ซึ่งเปรียบเสมือนยาล้างพิษขนานเอก ของชีวิตแห่งความเครียดความกดดันต่างๆในสังคมปัจจุบัน เพราะว่าพระเจ้าทรงเข้าพระทัยถึงความปรารถนาทุกๆอย่างของเรา พระองค์จึงทรงกำหนดให้ทุกๆวันที่เจ็ด เป็นวันหยุดพักของร่างกายและฟื้นฟูจิตใจให้สดชื่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากเสร็จสิ้นพระราชกิจการสร้างโลกของพระองค์ในหกวัน พระองค์ “ทรงพักผ่อน” ในวันที่เจ็ด “ทรงอวยพระพร” และ “ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์” (ปฐมกาล 2:1-3)
เมื่อพระเจ้าทรงกำหนดพระบัญญัติสิบประการ ให้กับประชาชนของทรงพระองค์ (อิสราเอล) พระองค์ทรงบัญญัติให้ระลึกถึงวันสะบาโต ซึ่งเป็นวันที่เจ็ดและถือเป็นหัวใจหลักของพระบัญญัติของพระองค์ (อพยพ 20:8-11) ตามบทพระบัญญัตินี้ วันสะบาโตคือวันที่ระลึกถึงพลังอำนาจการสร้างของพระเจ้า เป็นวันที่เราจะหยุดทุกอย่างเพื่อคิดถึงความสวยงาม ความมหัศจรรย์ต่างๆในพระราชกิจที่พระองค์สร้างขึ้น เป็นวันผ่อนคลายและเข้าใกล้พระผู้สร้างของเรา เป็นวันที่เราได้สำรวจถึงความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ที่หยั่งรากลึกลงไปเรื่อยๆ
เมื่อพระเยซูทรงมีพระชนม์บนโลก พระองค์ได้ทรงรักษาวันสะบาโตอย่างเข้มงวด (ลูกา 4:16) และทรงตั้งไว้เพื่อมนุษย์ ให้มนุษย์เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต (มาระโก 2:27-28) มีหลายข้อความในหนังสือกิจการของอัครฑูตซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่า พระอัครสาวกของพระเจ้าได้นมัสการในวันสะบาโต หลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ (กิจการของอัครฑูต 13:14; 16:13; 17:2; 18:1-4, 11)
คำถามที่น่าฉงน
คราวนี้เราลองมาเข้าประเด็นที่หลายคนสงสัยกัน ในบางครั้งก็เป็นที่น่าจับตาอยู่เหมือนกันว่า โลกของคริสตชนมีวันสะบาโตที่ต่างกันอยู่สองวัน ฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นคริสตชนส่วนใหญ่ถือวันสะบาโตวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันแรกของสัปดาห์ โดยพวกเขาเชื่อว่าเป็นวันที่ระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคริสตชนกลุ่มใหญ่ (ซึ่งมีความจริงใจเหมือนๆกัน) เชื่อว่าวันบริสุทธิ์ในพระคัมภีร์ที่เรียกว่าวันสะบาโตเป็นวันที่เจ็ดเท่านั้น และยืนยันที่จะไม่นมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์
มันทำให้เกิดความแตกต่างกันจริงๆหรือ ในการที่จะยกให้วันไหนเป็นวันสะบาโต? เหมือนคนที่จริงใจและอยากรู้ความจริงมากที่สุด เราต้องถามตัวเราเสมอว่า “อะไรที่มีความหมายต่อพระเยซู? แล้วพระเยซูทรงพระประสงค์ให้เราทำอะไร?” มากกว่าสิ่งอื่นใดเราต้องการความมั่นใจ ในการปฏิบัติตามความจริงในพระคัมภีร์และเชื่อฟังคำสอนของพระเจ้าว่า “นี่เป็นหนทาง จงเดินในทางนี้” (อิสยาห์ 30:21)
ก่อนที่จะหาคำตอบให้กับเรื่องนี้ มีความจริงที่สำคัญอีกหลายข้อที่ยังต้องการความชัดเจน ใครเป็นผู้เปลี่ยนวันสะบาโตจากวันเสาร์ (วันที่เจ็ดของสัปดาห์) เป็นวันอาทิตย์ (วันแรกของสัปดาห์)? พระคัมภีร์ให้อำนาจในการเปลี่ยนวันอย่างนั้นหรือ? ถ้าใช่ พระเจ้า พระคริสต์หรือบางทีอัครสาวกเป็นคนเปลี่ยนหรือ? เราจะมาดูถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดต่อไป
พระเจ้าทรงเปลี่ยนวันหรือ?
พระเจ้าทรงเคยประกาศอะไรหรือไม่ เพื่อเปลี่ยนวันสะบาโตจากวันที่เจ็ดเป็นวันแรกของสัปดาห์ ? คริสตชนส่วนใหญ่ยอมรับพระบัญญัติสิบประการเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการดำรงชีวิต พระเจ้าทรงให้พระบัญญัติเหล่านี้กับโมเสสและประชาชนของเขา (ชาวอิสราเอล) ที่เทือกเขาซีนาย โมเสสได้เตือนชาวอิสราเอลว่า
“พระวจนะเหล่านี้ พระเจ้าได้ตรัสแก่ชุมนุมชนทั้งปวงของท่านที่ภูเขา ออกมาจากท่ามกลางเพลิงเมฆและความมืดคลุ้มหนาทึบ ด้วยพระสุรเสียงอันดัง และมิได้ทรงเพิ่มเติมสิ่งใดอีก และพระองค์ทรงจารึกไว้บนแผ่นศิลาสองแผ่น และประทานแก่ข้าพเจ้า”
– เฉลยธรรมบัญญัติ 5:22
พระบัญญัติสิบประการเป็นข่าวสารสำคัญมากที่พระเจ้าทรงเขียนขึ้นเพื่อมอบให้เฉพาะมนุษย์เป็นการส่วนตัวเท่านั้น พระองค์ทรงเขียนบนศิลาด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระองค์เอง (อพยพ 31:18) ในพระบัญญัติข้อที่สี่พระเจ้าทรงตรัสว่า
“จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ.... เพราะในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงอวยพระพรวันสะบาโต และทรงตั้งวันนั้นไว้เป็นวันบริสุทธิ์”
– อพยพ 20:8-11
เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกของเรา พระองค์ทรงกำหนด “วันที่เจ็ด” เป็น “วันสะบาโตของพระเจ้า” โดยมีพระราชกิจของพระเจ้าสามประการคือ (1) “วันที่เจ็ดพระองค์ทรงพักจากพระราชกิจของพระองค์ทั้งปวง” (2) พระองค์ “ทรงอวยพระพรวันสะบาโต” และ (3) พระองค์ทรง “ตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์” (ปฐมกาล 2:1-3) และที่เทือกเขาซีนายเมื่อพระองค์ได้ทรงมอบพระบัญญัติสิบประการ พระองค์ได้ทรงกล่าวซ้ำถึงความจริงเช่นเดิมเหล่านี้
เมื่อพระองค์ทรงมอบพระบัญญัติสิบประการให้กับชนชาติของพระองค์ พระองค์ทรงตรัสไว้ชัดเจนจึงมิควรจะมีผู้ใดแก้ไขพระบัญญัติอันมาจากพระโอษฐ์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้
“ท่านทั้งหลายอย่าเสริมเติมคำที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้ และอย่าตัดออก เพื่อท่านทั้งหลายจะรักษาพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน”
- เฉลยธรรมบัญญัติ 4:2
พระเจ้าได้ทรงปฏิญาณไว้ว่าจะไม่ทรงแก้ไขพระวจนะของพระองค์
“เราจะไม่ฝ่าฝืนพันธสัญญาของเรา หรือพลิกแพลงถ้อยคำที่ออกไปจากริมฝีปากของเรา”
– เพลงสดุดี 89:34
พระคัมภีร์มีความชัดเจนในตัว ซึ่งพระเจ้ามิได้เป็นผู้ทรงเปลี่ยนวันสะบาโตจากวันที่เจ็ดเป็นวันแรกของสัปดาห์
พระเยซูทรงเปลี่ยนวันสะบาโตหรือ?
ตามที่พระเยซูทรงตรัส พระบัญญัติสิบประการและหลักคำสอนทั้งหมดในพระคัมภีร์เก่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และจะเป็นแนวทางให้กับบรรดาผู้ติดตามพระองค์ดังนี้
“อย่าคิดว่าเรามาล้มเลิกธรรมบัญญัติ และคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะ เราไม่ได้มาล้มเลิก แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่ แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆหนึ่ง ก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด ได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นใครทำให้ข้อเล็กน้อยเพียงข้อหนึ่งในพระบัญญัตินี้ มีความสำคัญน้อยลง และสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เล็กน้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ แต่ใครที่ประพฤติและสอนตามธรรมบัญญัติ คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์”
– มัทธิว 5:17-19
พระเยซูทรงให้เกียรติและทรงรักษาวันสะบาโตอย่างซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างในการรักษาวันสะบาโต
“แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตเช่นเคย”
- ลูกา 4:16
เมื่อมองไปในอนาคต พระเยซูทรงประสงค์ให้บรรดาสาวกของพระองค์ ยังคงรักษาความสนุกสนานในวันสะบาโตที่แท้จริงต่อไป พระองค์ทรงสอนให้พวกเขาอธิษฐาน ขอให้พวกเขาไม่ต้องหลบหนีออกจากกรุงเยรูซาเล็มในวันสะบาโต
“จงอธิษฐานขอให้วันที่ท่านหนีนั้นจะไม่เกิดในฤดูหนาวหรือวันสะบาโต”
- มัทธิว 24:20
ทีนี้พระเยซูทรงกำลังตรัสถึงการทำลายล้างกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในค.ศ. 70 หรือเกือบสี่สิบปีหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ พระเยซูไม่ทรงเปลี่ยนพระบัญญัติเกี่ยวกับวันสะบาโตหรือพระบัญญัติข้อใดๆ ในความเป็นจริงพระองค์ทรงกำชับให้นักปกครองเศรษฐีหนุ่มรักษาพระบัญญัติสิบประการ (มัทธิว 19:16-22) จากการสอนและตัวอย่างของพระเยซูทำให้เห็นชัดเจนว่า เรายังคงต้องการการหยุดพักในวันสะบาโต การผ่อนคลาย และการให้เวลากับพระเจ้า
อัครสาวกเปลี่ยนวันสะบาโตหรือ?
ยากอบ (ผู้นำคนแรกของโบสถ์คริสเตียนในยุคแรกๆ) ได้เขียนเกี่ยวกับพระบัญญัติสิบประการไว้ว่า
“เพราะว่าใครที่รักษาธรรมบัญญัติทั้งหมด แต่ผิดอยู่ข้อเดียว คนนั้นก็ทำผิดธรรมบัญญัติทั้งหมด เพราะว่าพระองค์ผู้ตรัสว่า “อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา” ก็ตรัสไว้ด้วยว่า “ อย่าฆ่าคน” แม้ท่านไม่ได้ล่วงประเวณีแต่ได้ฆ่าคน ท่านก็เป็นผู้ละเมิดธรรมบัญญัติ”
– ยากอบ 2:10-11
ลูกา (แพทย์และผู้เผยแพร่ศาสนาในคริสตจักรยุคแรกๆ) รายงานไว้ว่า
“ในวันสะบาโตเราออกจากประตูเมืองไปยังฝั่งแม่น้ำ เข้าใจว่ามีที่สำหรับอธิษฐาน เราจึงนั่งสนทนากับพวกผู้หญิงที่ประชุมกันที่นั่น”
– กิจการของอัครฑูต 16:13
อาจารย์เปาโล (อัครสาวกของพวกนอกรีต) ซึ่งเขียนพระคัมภีร์ใหม่ไว้มากมายได้ยืนยันว่า
“ เพราะมีข้อหนึ่งกล่าวถึงวันที่เจ็ดอย่างนี้ว่า ในวันที่เจ็ดนั้น ‘พระเจ้าทรงหยุดพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์’ [ดู ปฐมกาล 2:2]..... ฉะนั้นจึงยังมีการหยุดพักสะบาโตสำหรับประชากรของพระเจ้า”
- ฮีบรู 4:4, 9
บรรดาอัครสาวกได้สังเกตว่า พระวจนะกิจการของอัครฑูตในพระคัมภีร์ใหม่ได้กล่าวถึงวันสะบาโต 84 ครั้ง ซึ่งกินเวลามากกว่า 14 ปีภายหลังการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู
กิจการของอัครฑูต 13:14,42,44 กล่าวถึงวันสะบาโต 2 ครั้งที่เมืองอันทิโอก
กิจการของอัครฑูต 16:13 กล่าวถึงวันสะบาโต 1 ครั้งที่เมืองฟีลิปปี
กิจการของอัครฑูต 17:2, 3 กล่าวถึงวันสะบาโต 3 ครั้งที่เมืองเธสะโลนิกา
กิจการของอัครฑูต 18:4, 11 กล่าวถึงวันสะบาโต 78 ครั้งที่เมืองโครินธ์
บรรดาผู้ติดตามพระคริสต์ได้เขียนถึงวันสะบาโตทั้งหมด 84 ครั้ง
ยอห์น (อัครสาวกคนสุดท้ายจากสิบสองคนที่ตาย) ได้เขียนพระคัมภีร์ห้าเล่มโดยเป็นคำสอนหนึ่งเล่ม เป็นจดหมายทางการสามเล่ม และเป็นคำทำนายวิวรณ์หนึ่งเล่ม ยอห์นเสียชีวิตในราวค.ศ. 100 (ประมาณ 70 ปีหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู) เป็นที่น่าสนใจทีเดียวที่การเขียนทั้งหมดของเขานั้น ไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนวันสะบาโตจากวันที่เจ็ดเป็นวันแรกของสัปดาห์แม้แต่น้อย ความจริงแล้วยอห์นได้รักษาวันสะบาโตเช่นกัน เขาเขียนไว้ว่า
“พระวิญญาณทรงดลใจข้าพเจ้า ในวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า”
– วิวรณ์ 1:10
ตามที่พระเยซูทรงตรัส วันของพระเจ้าจึงเป็นวันสะบาโต
“เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้านายเหนือวันสะบาโต”
– มัทธิว 12:8
การค้นพบหลักฐานทางพระคัมภีร์ได้เปิดเผยว่า อัครสาวกมิได้พยายามเปลี่ยนวันของพระเจ้าจากวันที่เจ็ดเป็นวันแรกของสัปดาห์แต่ประการใด พระคัมภีร์ใหม่ได้กล่าวถึงวันแรกของสัปดาห์เพียง 8 ครั้งเท่านั้น ไม่เพียงแต่ไม่มีข้อเท็จจริงประการใดที่กล่าวถึงวันแรกของสัปดาห์เป็นวันบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังไม่มีแม้กระทั่งการกล่าวเป็นนัยให้เรากำหนดวันแรกของสัปดาห์เป็นวันนมัสการด้วยซ้ำ จากการตรวจสอบมีพระวจนะสำคัญ 8 พระวจนะที่อ้างถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในวันอาทิตย์วันแรกของสัปดาห์ว่า
(1) ภายหลังวันสะบาโต เวลาใกล้รุ่งเช้าวันอาทิตย์ พวกผู้หญิงได้มาดูอุโมงค์ ( มัทธิว 28:1)
(2) “เมื่อวันสะบาโตผ่านพ้นไปแล้ว” พวกนางไปซื้อเครื่องหอมเพื่อจะนำไปชโลมพระศพของพระองค์ เวลารุ่งเช้าวันอาทิตย์ พอดวงอาทิตย์ขึ้น พวกนางก็มาที่อุโมงค์ (มาระโก 16:1, 2)
(3) หลังจากพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาในวันเวลารุ่งเช้าวันอาทิตย์ พระองค์ทรงปรากฏแก่นางมารีย์ ชาวมักดาลาก่อน (มาระโก 16:9)
(4) ตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ พวกผู้หญิงก็นำเครื่องหอมที่จัดเตรียมไว้มาถึงอุโมงค์ (ลูกา 24:1)
(5) วันอาทิตย์เวลาเช้ามืด มารีย์ชาวมักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพและเห็นว่าหินที่ปิดปากอุโมงค์นั้นถูกยกออกไปแล้ว (ยอห์น 20:1)
(6) ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เมื่อสาวกปิดประตูห้องที่พวกเขาอยู่รวมกัน “เพราะกลัวพวกยิว” (มิใช่เพื่อนมัสการ) (ยอห์น 20:19)
(7) เปาโลได้ถามสมาชิกโบสถ์ เกี่ยวกับเงินที่ให้พวกเขาแต่ละคนแยกเงินออก และ “สะสมไว้ตามรายได้” ทุกวันต้นสัปดาห์ และนำเงินไปให้คนจนที่กรุงเยรูซาเล็ม (โครินทร์ ฉบับที่หนึ่ง 16:1, 2) ย่อหน้าดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงการประชุมทางศาสนาแต่ประการใด
(8) กิจการของอัครฑูต 20:7 ลูกาได้พูดถึงการเทศนาของเปาโลในวันแรกของสัปดาห์ ว่าเป็นการประชุมกล่าวลาที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แน่นอนทุกๆวันเปาโลได้เทศนาและอัครสาวกได้อุทิศตัวอยู่ด้วยกันในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของพวกเขา (กิจการของอัครฑูต 2:46)
ไม่มีพระวจนะใดที่แนะนำว่าอัครสาวกตั้งใจจะเปลี่ยนวันสะบาโตไปเป็นวันอื่นที่ไม่ใช่วันที่เจ็ดของสัปดาห์ อัครสาวกยังกล่าวด้วยว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงวันสะบาโตจากวันที่เจ็ดเป็นวันแรกของสัปดาห์ จึงเป็นที่ชี้ชัดว่า ไม่มีหลักฐานใดในพระคัมภีร์ใหม่ที่ให้เปลี่ยนวันสะบาโตจากวันเสาร์ (วันที่เจ็ดของสัปดาห์) เป็นวันอาทิตย์ (วันแรกของสัปดาห์) การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูและการเสียชีวิตของบรรดาอัครสาวก ดังนั้นเราต้องกลับไปดูประวัติศาสตร์อีกครั้ง เพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเมื่อใดและเกิดขึ้นได้อย่างไร
วันสะบาโตวันอาทิตย์มาจากไหน?
บรรดาอัครสาวกได้เตือนเราชัดเจนว่า คริสตชนบางคนจะบิดเบือนความจริงจากหลักของคริสตชนตามพระคัมภีร์ใหม่ อาจารย์เปาโลได้กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าทราบอยู่แล้วว่า เมื่อข้าพเจ้าไปแล้วจะมีพวกสุนัขป่าที่ดุร้ายเข้ามาในหมู่พวกท่าน และจะไม่ละเว้นฝูงแกะไว้เลย และจะมีบางคนในหมู่พวกท่านออกมาบิดเบือนความจริง เพื่อชักชวนสาวกให้หลงตามพวกเขาไป เพราะฉะนั้นจงตื่นตัว !”
- กิจการของอัครฑูต 20:29-31
และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆตามคำทำนาย นักประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้บันทึกไว้ชัดเจนว่า คริสตชนเริ่มหลงทางและถอยห่างจากความบริสุทธิ์ตามแบบอย่างของอัครสาวก สำหรับขนบธรรมเนียมประเพณีและหลักความเชื่อทางศาสนาใดๆที่อาจารย์เปาโล เปโตรและอัครสาวกคนอื่นๆในคริสตจักร ไม่เคยรับรองได้ค่อยๆคืบคลานเข้ามาในโบสถ์ทีละน้อยๆ
“จากโบสถ์ที่เริ่มต้นอย่างธรรมดาๆ ได้พัฒนาขึ้นในรูปแบบการบวชเป็นพระที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน หรือการทำศาสนพิธีที่สลับซับซ้อนขึ้น ด้วยวิธีนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นคริสตชนและรูปแบบที่สลับซับซ้อนของลัทธินอกศาสนา จึงมีแนวโน้มเข้าใกล้กันมากขึ้น..... แนวคิดและการปฏิบัติเริ่มค่อยๆกลายมาเป็นอย่างเดียวกัน เหมือนลำธารที่ไหลมาบรรจบกัน” - เจ.เอช.โรบินสัน, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุโรปตะวันตก, หน้า 31 (เป็นตัวอักษรเอน)
การรักษาวันสะบาโตวันอาทิตย์นั้นเกิดขึ้นหลังจากพระคัมภีร์ใหม่เสร็จสมบูรณ์ และบรรดาอัครสาวกทั้งหมดเสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว ประวัติศาสตร์มีการบันทึกว่า ในที่สุดคริสตชนได้เปลี่ยนวันนมัสการและวันหยุดพักจากวันที่เจ็ดไปเป็นวันแรกของสัปดาห์
“ปัญหาทางประวัติศาสตร์ได้ชี้ว่า จริงๆแล้วในบางแห่งมีเพียงไม่กี่ศตวรรษเท่านั้นที่วันสะบาโตได้ถูกยกเลิกไปทั้งหมดจริงๆ และวันสะบาโตได้เปลี่ยนเป็นวันอาทิตย์แทนทันที” - วินเซท เจ.เคลลี่, Forbidden Sunday and Feast-Day Occupations (วอชิงตัน: Catholic University of America Press, 1943), หน้า 15
แน่นอนผู้มีความเชื่อไม่ได้หยุดการรักษาวันสะบาโตวันที่เจ็ดของสุดสัปดาห์ เพียงแต่เริ่มใช้วันอาทิตย์เป็นวันของพระเจ้าแทนทันทีเท่านั้น ข้อเท็จจริงของการรักษาวันสะบาโตวันอาทิตย์ได้เริ่มขึ้นครั้งแรกที่อิตาลีช่วงกลางศตวรรษที่สอง หลังจากนั้นต่อมาอีกเป็นเวลานานที่คริสตชนจำนวนมากรักษาวันสะบาโตทั้งสองวัน ขณะที่คริสตชนบางกลุ่มจะรักษาวันสะบาโตวันที่เจ็ดของสัปดาห์เพียงวันเดียวเท่านั้น
ในวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 321 กษัตริย์คอนสแตนตินมหาราชได้ออกกฎหมายฝ่ายพลเรือน ว่าด้วยเรื่องกำหนดให้วันอาทิตย์ เป็นวันหยุดทางการของฝ่ายพลเรือนเป็นครั้งแรก ทุกคนในจักรวรรดิ์โรมัน (ยกเว้นชาวนา) จะมีวันหยุดคือวันอาทิตย์ กษัตริย์คอนสแตนตินได้ประกาศกฎหมายดังกล่าวรวม 6 ฉบับเป็นพระราชกฤษฎีกาเพื่อบังคับใช้ทั่วแผ่นดิน ดังนั้นจึงได้มีการใช้กฎหมายดังกล่าวตั้งแต่นั้นมาจวบจนปัจจุบัน ในศตวรรษที่สี่สภาลาวดิเซีย (Laodicea) ห้ามคริสตชนหยุดงานในวันสะบาโต และขณะเดียวกันก็ชักจูงให้หยุดงานในวันอาทิตย์แทนมากกว่า
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การนมัสการวันอาทิตย์เป็นขนบธรรมเนียมที่มนุษย์-คิด-ขึ้น พระคัมภีร์ไม่ได้ให้สิทธิ์เปลี่ยนวันสะบาโตวันที่เจ็ดของสัปดาห์ตามพระบัญญัติข้อสี่ของพระองค์ ในพระคัมภีร์เก่าเทพพยากรณ์ดาเนียลทำนายไว้ว่า ในยุคคริสตชน อำนาจแห่งความหลอกลวงจะคิดเปลี่ยนแปลงบรรดาวาระและธรรมบัญญัติ การศึกษาชั้นเรียน พระเจ้าทรงห่วงใยดาเนียล นี้ (ท่านสามารถขอเรียนได้หลังจากจบ ค้นพบ นี้) จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับคำพยากรณ์นั้น
ใครเป็นคนเปลี่ยน?
ใครเป็นคนเปลี่ยนวันสะบาโตวันที่เจ็ดเป็นวันแรกของสัปดาห์อย่างเป็นทางการ? คริสตจักรคาทอลิกยอมรับว่าได้ทำเช่นนั้น เพื่อพยายามรักษาจักรวรรดิ์โรมันที่แตกละเอียดให้คงอยู่ต่อไป ผู้นำทางศาสนาที่เข้าใจความหมายวันสะบาโตเป็นอย่างดี ได้ต่อรองและพยายามเปลี่ยนวันนมัสการจากวันเสาร์เป็นวันอาทิตย์
หนังสือคำสอนพื้นฐานของโบสถ์คาทอลิกมีว่า
ถาม “วันสะบาโตคือวันใด?”
ตอบ “วันเสาร์เป็นวันสะบาโต”
ถาม “ทำไมจึงต้องมีการเปลี่ยนวันสะบาโตจากวันเสาร์เป็นวันอาทิตย์”
ตอบ “เราเปลี่ยนเป็นวันอาทิตย์แทนวันเสาร์เพราะโบสถ์คาทอลิก...... เปลี่ยนความศักดิ์สิทธิ์จากวันเสาร์เป็นวันอาทิตย์” - ปีเตอร์ กีลแมน, The Convert’s Catechism of Catholic Doctrine (พิมพ์เมื่อ 1957) หน้า 50
วารสาร Mirror ของคาทอลิกลงวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1893 รายงานว่า “มากกว่า 1,000 ปีก่อนการเกิดนิกายโปเตสแตนท์ โดยการประกาศพระเกียรติคุณของโบสถ์คาทอลิก ได้เปลี่ยนวันสะบาโตจากวันเสาร์เป็นวันอาทิตย์”
นี่คือข้อความเพิ่มเติมจากผู้นำโบสถ์คาทอลิกซึ่งกล่าวไว้ว่า “ท่านอาจจะอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่หนังสือปฐมกาลจนถึงหนังสือวิวรณ์ และไม่พบการให้สิทธิ์วันนมัสการเป็นวันอาทิตย์แม้แต่บรรทัดเดียว พระคัมภีร์บังคับให้รักษาวันสะบาโตวันเสาร์ซึ่งเราไม่เคยทำ” เจมส์ คาร์ดินัล กิบบอนส์, The Faith of Our Fathers, หน้า 89
“วันบริสุทธิ์ (วันสะบาโต) ได้ถูกเปลี่ยนจากวันเสาร์เป็นวันอาทิตย์......มิได้มาจากการกล่าวนำใดๆในพระคัมภีร์ แต่มาจากอำนาจและความรู้สึกของคริสตจักรเท่านั้น...... ประชาชนที่คิดว่าพระคัมภีร์เท่านั้นที่มีอำนาจเด็ดขาดและถูกต้องตามหลักเหตุผลก็คือ กลุ่มคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ซึ่งยังคงรักษาวันบริสุทธิ์วันสะบาโตในวันเสาร์” – คาร์ดินัล ไมด้า,หัวหน้าบาทหลวงแห่งดีทรอยด์, โบสถ์คาทอลิกเซนต์ แคธรีน, อัลโกแนค, มิชิแกน, วันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1995
ไม่มีอะไรจะชัดเจนไปกว่านี้แล้ว โบสถ์คาทอลิกประกาศอย่างภาคภูมิใจว่ามนุษย์ผู้นำคริสตจักรเป็นผู้เปลี่ยนวันสะบาโต
คริสตจักรโปเตสแตนท์บางแห่งพูดว่าอะไรบ้าง?
เอกสารทางการหลายฉบับได้ให้ข้อสังเขปว่า ความเชื่อในนิกายโปรเตสแตนท์ทั้งหลายเห็นพ้องต้องกันว่า พระคัมภีร์มิได้ให้สิทธิ์การรักษาวันสะบาโตในวันอาทิตย์แต่อย่างใด
มาร์ติน ลูเธอร์ (ผู้ก่อตั้งคริสตจักรลูเธอร์แรนด์ (Lutheran Church)) ได้เขียนใน Augsburg Confession, เรื่องที่ 28 ย่อหน้าที่ 9 ว่า
“ เขาทั้งหลาย (กลุ่มโรมันคาทอลิก) ได้ใช้สิทธิ์บิดเบือนและเปลี่ยนวันสะบาโตเป็นวันอาทิตย์ (วันของพระเจ้า) ซึ่งผิดพระบัญญัติสิบประการ..... ไม่มีตัวอย่างใดที่จะกล้าดีไปกว่าการเปลี่ยนแปลงวันสะบาโตนี้อีกแล้ว ความยิ่งใหญ่ (ตามที่เขาพูด) เป็นอำนาจและสิทธิหน้าที่ของโบสถ์ เพราะความยิ่งใหญ่นั้นได้ตัดพระบัญญัติไปหนึ่งข้อจากสิบข้อเรียบร้อยแล้ว”
ศาสนาจารย์เมโทดีสท์ (Methodist) อาโมส บินนี่ (Amos Binney) และ เดเนียล สตีล (Daniel Steele) ได้ให้ข้อคิดว่า
“มันเป็นความจริงที่ว่า ไม่มีคำสั่งใดที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการรับศีลนอน (การรับบัพติศมาเด็กทารกในคริสตจักรคาทอลิก) ... หรือพอๆกับที่ไม่มีอะไรเป็นคำสั่ง ให้รักษาวันบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ในวันแรกของสัปดาห์” เรื่องย่อเกี่ยวกับศาสนา (นิวยอร์ค: หนังสือเกี่ยวกับเมโทดีสท์, 1902) หน้า 180, 181
ดร. เอ็น ซัมเมอร์เบลล์ ( Dr. N. Summerbell) นักประวัติศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับอัครสาวกของพระเจ้าหรือโบสถ์ของคริสตชนได้กล่าวไว้ว่า
“โบสถ์โรมันคาทอลิกได้ละทิ้งความเชื่อเดิมโดยสิ้นเชิง... ได้บิดเบือนพระบัญญัติข้อที่สี่โดยเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับวันสะบาโตไปเป็นอื่น และกำหนดวันอาทิตย์ให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์แทน” ประวัติศาสตร์จริงของคริสตชนและโบสถ์ของคริสตชน, หน้า 417, 418
นักประวัติศาสตร์โบสถ์นิกายโปรเตสแตนท์ที่เป็นแกนนำได้เขียนไว้ว่า
“ประเพณีวันอาทิตย์ (ซึ่งก็เหมือนกับประเพณีอื่นๆ) ก็เป็นเพียงศาสนพิธีของมนุษย์ที่เกิดขึ้นเสมอมาเท่านั้น ซึ่งห่างไกลจากจุดประสงค์หลักของบรรดาอัครสาวกที่จัดตั้งโบสถ์ตามพระบัญญัติของพระเจ้า หรือโบสถ์ของอัครสาวกรุ่นแรกๆ โดยเปลี่ยนพระบัญญัติวันสะบาโตเป็นวันอาทิตย์ บางทีหลังจากสิ้นสองร้อยปีไปแล้ว การประยุกต์ใช้อย่างผิดๆนี้อาจจะทำให้หลงผิดอีก เพราะว่าเมื่อถึงเวลานั้นมนุษย์ทั้งหลายจะคิดว่าการทำงานวันอาทิตย์เป็นความบาป” ดร. ออกัสตัส นีแอนเดอร์, The History of the Christian Religion and Church During the Three First Centuries (Rose translation), หน้า 186
สิ่งที่แท้จริงคืออะไรกันแน่?
หัวข้อนี้ทำให้เราพบกับคำถามที่ว่า ทำไมคริสตชนหลายคนยังคงรักษาวันอาทิตย์เป็นวันสะบาโต วันที่มิได้รับอนุญาตจากพระคัมภีร์หรือพระวจนะของพระเจ้า? และสำคัญยิ่งไปกว่านั้น เราควรจะรักษาวันสะบาโตวันไหนกันแน่? เราควรจะรักษาวันสะบาโตตามพวกเขาที่พูดว่า “ฉันไม่คิดว่าจะมีอะไรแตกต่างกันเพราะไหนๆฉันก็รักษาวันสะบาโตหนึ่งวันในเจ็ดวันอยู่แล้ว” หรือฉันควรจะให้ความสำคัญกับวันที่พระเยซู (พระผู้สร้างของเรา) ทรงกำหนดขึ้นในเมื่อพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างโลกของเรา และเป็นวันที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นในพระบัญญัติสิบประการว่าให้เป็น “วันที่เจ็ดเป็นวันสะบาโต”?
คราวนี้เราต้องพิจารณาให้ละเอียดกว่าการรักษาวันสะบาโตแต่เพียงผิวเผินเสียแล้ว แล้ววันไหนเป็นวันที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์กันแน่ ความสำคัญอยู่ที่การเชื่อฟังพระเยซูต่างหาก ซึ่งรวมถึงความจงรักภักดีขั้นพื้นฐานของเราที่ว่า เราควรจะเชื่อฟังใครกันแน่? เราควรเชื่อฟังพระเยซู (พระบุตรของพระเจ้า) หรือตามธรรมเนียมประเพณีของมนุษย์ที่ทึกทักกันว่าวันนั้นวันนี้เป็นวันบริสุทธิ์? พระเจ้ามิได้ทรงทำโดยพลการ จากพระราชกิจการสร้างและพระบัญญัติสิบประการของพระองค์ พระองค์ทรงขอให้เรารักษาวันที่เจ็ดของสัปดาห์เป็นวันสะบาโต (ปฐมกาล 2:1-3; อพยพ 20:8-11) พระเยซู “ทรงหยุดพัก” ในวันสะบาโตและทรงตั้งให้เป็นวันระลึกถึงพระฤทธานุภาพการสร้างของพระองค์ พระผู้สร้างของเราได้ทรงกำหนดวันสะบาโตเป็น “วันบริสุทธิ์” เหมือนเป็นเวลาสำหรับเราและครอบครัวของเราให้ได้เข้าใกล้พระองค ์เพื่อความมั่นคงต่อพระองค์และฟื้นฟูจิตใจให้สดชื่นขึ้นอีกครั้ง
ผู้มีความเชื่อบางคนอาจพูดขึ้นว่า “ฉันรักษาวันบริสุทธิ์ทุกวัน” นั่นเป็นความจริงอย่างแน่นอนที่เราสามารถ และควรที่จะนมัสการพระเจ้าในหัวใจของเรา เป็นประจำทุกๆวันของสัปดาห์ แต่ความจริงคือพระเจ้ายังทรงกำหนดวันพิเศษขึ้นมาหนึ่งวัน คือวันที่เจ็ดของสัปดาห์ให้เป็นวัน “บริสุทธิ์” ในวันสะบาโตพระองค์ทรงเข้ามาใกล้เราด้วยวิธีพิเศษ พระองค์ทรง “อวยพระพร” วันนั้นต่อเบื้องพระพักตร์ที่พิเศษของพระองค์ และทรงขอให้เราสละเวลาวันนั้นทั้งวันเพื่อพระองค์
ขอให้เราได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้ท่านได้รับรู้ ไม่มีการกำหนดวันอาทิตย์ในพระคัมภีร์ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเรียบง่าย วันที่ที่เรานมัสการจึงทำให้เกิดความต่าง ทางเลือกนั้นชัดเจนว่า เราเลือกการสอนของมนุษย์หรือพระบัญญัติของพระเจ้า เราเลือกคำพูดของมนุษย์หรือพระวจนะของพระเจ้า เราเลือกการเปลี่ยนวันของมนุษย์หรือพระบัญญัติของพระเจ้ากันแน่
ดูเหมือนเทพยากรณ์ดาเนียลได้เตือนคนเหล่านั้นผู้ซึ่งจะ “พยายามเปลี่ยนแปลงบรรดาวาระและบรรดาธรรมบัญญัติ” (ดาเนียล 7:25) พระเจ้าทรงเรียกประชาชนของพระองค์กลับมาเชื่อฟังพระองค์ พระองค์ทรงเชื้อเชิญพวกเขาให้รักษาวันสะบาโต เหมือนเป็นสัญญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์จงรักภักดีและแสดงความรักต่อพระองค์
พระเยซูทรงสัญญาจะมอบความยินดีปรีดาอย่างเต็มเปี่ยม ให้แก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์อย่างเพียงพอที่จะปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์
“พระบิดาทรงรักเราอย่างไร เราก็รักพวกท่านอย่างนั้น จงติดสนิทอยู่กับความรักของเรา ถ้าพวกท่านประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะติดสนิทอยู่กับความรักของเรา เหมือนอย่างที่เราประพฤติตามบัญญัติของพระบิดา และติดสนิทอยู่กับความรักของพระองค์ เราบอกสิ่งเหล่านี้กับพวกท่านแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม”
- ยอห์น 15:9-11
เรามีพระผู้ช่วยให้รอดที่วิเศษสุด พระองค์ทรงสนพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อนรับเราเข้าสู่อ้อมกอดแห่งความรักอันเต็มเปี่ยมของพระองค์ ยิ่งท่านมีหัวใจที่เชื่อฟังพระองค์อย่างตั้งใจเต็มที่มากเท่าใด ก็เหมือนการที่ท่านเปิดประตูให้กว้างมากเท่านั้นเพื่อรับความรักของพระองค์ได้อย่างเต็มเปี่ยมนั่นเอง ณ ที่สวนเกรชซีเมน องค์พระคริสต์ได้ทรงทำตามพระประสงค์ของพระบิดาอย่างครบบริบูรณ์ ถึงแม้ว่าพระองค์ต้องผจญกับไม้กางเขนและไถ่ความบาปของโลกด้วยพระชนม์ของพระองค์ก็ตาม ดังที่พระองค์ได้ทรงทูลร้องขอต่อพระเจ้าว่า “ขอโปรดให้ถ้วยนี้เลื่อนไปจากพระองค์ด้วยเถิด” พระองค์ยังคงจำยอมต่อคำปฏิญาณของพระองค์และกล่าวเสริมว่า “แต่อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (มาระโก 14:36)
องค์พระคริสต์ทรงปรารถนาให้เราได้พบความสุขที่แท้จริง โดยการยกชีวิตของเราให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์จริงๆ และพระองค์ยังทรงมีพระพระประสงค์ให้เราได้รับความสนุกสนานจากการหยุดพักในวันสะบาโตอีกด้วย พระองค์ทรงปรารถนาให้เราเชื่อมั่นในพระองค์อย่างเพียงพอที่จะเชื่อฟังพระองค์ในรายละเอียดทุกเรื่องของชีวิตเรา ถ้าเราขานรับเสียงเรียกของพระเจ้าและเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ทั้งหมด เราจะได้รับคำมั่นสัญญาจากพระเยซูที่ว่าความยินดีของพระองค์ “จะอยู่ในท่าน” และ “ความยินดีของท่าน” จะ “เต็มเปี่ยม” (ยอห์น 15:11)
ผู้รักษาวันสะบาโตทั้งหลายเห็นพ้องกับคนที่พูดว่า “เป็นเพราะการรักษาวันสะบาโต จึงทำให้ชีวิตของฉันมีความยินดีปรีดามากมายขนาดนี้ ทำให้มีสันติสุขในจิตใจของเรามากมายขนาดนี้ ทำให้เกิดความพอใจและยินดีอย่างเต็มเปี่ยมในหัวใจ และยอมจำนนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้พระเยซูทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของฉัน” ท่านได้ค้นพบความงดงามของการหยุดพักวันสะบาโตหรือไม่?
เมื่อประชาชนเชื่อฟังพระเจ้าและเริ่มที่จะรักษาวันสะบาโต บางคนอาจพบปัญหาเรื่องการงานหรือปัญหาครอบครัว แต่ขอให้ระลึกว่าพระเยซูทรงสามารถและจะมอบพระเกียรติคุณและพระฤทธานุภาพแก่ท่านเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ถึงแม้หนทางอาจจะไม่ง่ายแต่พระเยซูจะยังคงมอบพระฤทธานุภาพและชีวิตคริสตชน ที่ร่ำรวยขึ้นในพระคำของพระองค์แก่ท่าน พระองค์ทรงทำให้พระสัญญาของพระองค์นั้นเป็นจริง การทรงเป็นอยู่ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของพระองค์จะอยู่กับท่านและความยินดีปรีดาของท่านจะมีเต็มเปี่ยม
ข้าแต่พระบิดาบนสรวงสวรรค์ ขอขอบพระคุณพระองค์สำหรับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เพื่อมอบชีวิตนิรันดร์ให้กับข้าพระองค์ ขอขอบพระคุณสำหรับพระวจนะของพระองค์ซึ่งได้ชี้นำชีวิตของข้าพระองค์จนเป็นคริสตชน ขอขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเปิดเผยให้ทราบถึงความจริงเกี่ยวกับวันสะบาโต ขอโปรดช่วยให้จิตใจข้าพระองค์มีความซื่อสัตย์ต่อพระองค์ และช่วยให้ข้าพระองค์ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพระองค์ตลอดเวลา ขอโปรดให้พระเยซูทรงยืนเคียงข้างและช่วยข้าพระองค์ ให้อยู่เพื่อพระองค์เสมอในเวลาที่ข้าพระองค์ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆทั้งหมด ในพระนามที่แสนวิเศษของพระองค์ อาเมน
_______________________________
ค้นพบ บทที่ 21
คนหมู่มากเป็นฝ่ายผิดได้บ้างไหม (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 21)
1. ที่เทือกเขาซีนายพระเจ้าทรงให้พระบัญญัติสิบประการ และพระบัญญัติข้อสี่ที่พระองค์ทรงเขียนว่า (นมัสการและหยุดพักหนึ่งวันต่อสัปดาห์) เราควรจะรักษา
วันแรก (วันอาทิตย์) เป็นวันสะบาโต
วันที่หก (วันศุกร์) เป็นวันสะบาโต
วันที่เจ็ด (วันเสาร์) เป็นวันสะบาโต
2. พระเจ้าทรงตรัสว่า พระองค์จะทรงเปลี่ยนพระบัญญัติของพระองค์
ไม่เคย
บางโอกาส
เมื่อเราขอให้พระองค์เปลี่ยน
3. ตามที่พระเยซูกล่าวในพระบัญญัติสิบประการ
ไม่เปลี่ยนแม้แต่นิด
สามารถเปลี่ยนได้ตามการพิจารณาของโบสถ์
4. กิจวัตรประจำวันของพระเยซูในวันสะบาโตคือ
ทำงานในร้านช่างไม้
นมัสการในพิธีทางศาสนา
5. หนังสือกิจการของอัครฑูตในพระคัมภีร์ใหม่กล่าวว่าอัครสาวกนมัสการ
84 ครั้งในวันอาทิตย์
84 ครั้งในวันสะบาโต
6. ทั้งพระคัมภีร์และเอกสารทางประวัติศาสตร์เปิดเผยว่า วันอาทิตย์เป็นวันแรกของสัปดาห์และวันสะบาโตเป็นวันที่เจ็ดของสัปดาห์ซึ่งเป็นวันเสาร์
ถูก
ผิด
7. เอกสารทางการของโบสถ์คาทอลิกและการนำของนิกายโปรเตสแตนท์เห็นด้วยในความจริงเหล่านี้
ถูก
ผิด
8. ประเด็นที่แท้จริงคือ ฉันควรจะเชื่อใคร พระคริสต์หรือคำสอนของมนุษย์?
ถูก
ผิด
9. เขาเหล่านั้นที่รักพระเยซูจะรักษาวันสะบาโตที่พระเยซูรักษา
ถูก
ผิด
10. พระเยซูทรงตรัสกับเราว่าวันของพระเจ้าคือ
วันสะบาโต
วันแรกของสัปดาห์
11. การเปลี่ยนวันนมัสการจากวันเสาร์ (วันที่เจ็ดวันสะบาโต) เป็นวันอาทิตย์วันแรกของสัปดาห์เกิดขึ้น
หลังจากที่อัครสาวกทั้งหมดได้เสียชีวิตไปทั้งหมด
โดยอัครสาวกคนหนึ่ง
12. การยอมรับวันอาทิตย์ (วันแรกของสัปดาห์เหมือนเป็นวันหยุดพักเพื่อให้เกียรติแก่การฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์นั้น) ไม่มีการปรากฏสิทธิไว้ในพระคัมภีร์
ถูก
ผิด
13. ตามที่ศึกษามา ท่านคิดว่าทำไมวันสะบาโตจึงเปลี่ยนจากวันเสาร์เป็นวันอาทิตย์?
14. ท่านคิดว่าพระเจ้าทรงสนใจวันไหนเป็นวันที่เรานมัสการเป็นวันสะบาโตหรือไม่? ขอให้เขียนพระวจนะในพระคัมภีร์ที่เราเรียนมาใส่ในคำตอบของท่าน
15. วัตถุประสงค์ของวันสะบาโตคืออะไร?
16. ฉันรักพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของฉันมากพอที่ฉัน จะตัดสินใจมีสามัคคีธรรมกับพระองค์ในทุกทางและทุกอย่างที่พระองค์ขอให้ฉันทำ
17. เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความรักของเราต่อพระองค์และความปรารถนา ที่จะมอบชีวิตทั้งหมดของเราให้อยู่ในความดูแลของพระองค์ ฉันอยากจะเริ่มรักษาวันสะบาโตวันที่เจ็ด
18. ขอให้ท่านเขียนคำถามหรือคำอธิษฐานเกี่ยวกับวันสะบาโต