Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

 

 บทที่ 9

การประมาณตนในทุกสิ่ง
วันที่ 22 - 28 พฤษภาคม 2010

บ่ายวันสะบาโต


อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
ปฐมกาล 9:20-27; สุภาษิต 20:1; สุภาษิต 23:31-35;1 โครินธ์ 6:19; 1 โครินธ์ 10:31; 2 ปโตร 1:5-9
ข้อควรจำ    

“จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวงองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกร้อนในสิ่งใดๆเลย” (ฟีลิปปี 4:5, 6)

          เขาเป็นผู้พิพากษาที่ได้รับการยอมรับนับถือ แต่เขาเป็นคนยากจนและเขาเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เพราะการที่เขาถูกตะขอแอลกอฮอล์เกี่ยวไว้ เขาได้แลกเปลี่ยนเสื้อคลุมผู้พิพากษา กับเสื้อผ้าเก่าของชายยากจน เขาได้สูญเสียความนับถือของประชาชนที่เคยให้กับเขาไปจนหมดสิ้น
          ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนหนึ่งเคยประสพความสำเร็จ และชีวิตมีประโยชน์ต่อสังคมมากเช่นนั้น แต่บัดนี้มันไม่ใช่! ในปี 2007 รายการ ที.วี.รายการหนึ่ง นำเสนอเรื่องเศร้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่ยังไม่จำเป็นต้องตาย แต่ได้เสียชีวิตไปเนื่องจากการดื่มน้ำมากจนเกินไป!
          ดื่มน้ำแล้วตายหรือ? ใช่ในรายการแข่งขันดื่มน้ำออกกระจายเสียงทางวิทยุ เธอได้ดื่มน้ำเข้าไปมากเกินไป เพื่อต้องการเป็นผู้ชนะ และในตอนเย็นของวันนั้นเธอได้ตาย มีการผ่าพิสูจน์ศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต แพทย์พบว่า เธอได้ดื่มน้ำเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป จริงอยู่น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและโดยปกติไม่มีอันตรายใดๆ แต่การดื่มน้ำมากเกินไปสามารถทำให้ตายได้
          สัปดาห์นี้เราจะศึกษาการดำเนินชีวิตแบบ “การประมาณตนในทุกสิ่ง”ในขณะคนในโลกนี้คิดว่าการทำอะไรได้มากๆ เข้าไว้ เท่ากับความสำเร็จตัวอย่างที่ยกมาแสดงให้เห็นว่าสิ่งใดๆ ที่นำไปสู่การเสียสุขภาพจะต้องหลีกเว้นโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารมากเกินไป ใช้ยารักษาโรคมากเกินไป ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งดีก็ตาม “สุขนิสัย” หรือการปฏิบัติตนเป็นนิสัยเพื่อสุขภาพดี นั่นคือการดำเนินชีวิต ด้วยการประมาณตนในการกิน การดื่มและการประกอบกิจต่างๆ มีคนไม่น้อยประสบความล้มเหลวในการใช้หลัก“การประมาณตนในทุกสิ่ง” เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตเพื่อสุขภาพดี
          ให้เรามาศึกษาเกี่ยวกับ “การประมาณตนในทุกสิ่ง” ว่าเหตุใดองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการให้เราดำเนินชีวิตแบบ “การประมาณตนในทุกสิ่ง”เพื่อสุขภาพของเรา

ศึกษาบทเรียนของสัปดาห์นี้ด้วยใจจดจ่อมากขึ้น: พระเยซูทรงซื้อมนุษย์เราด้วยราคาสูงยิ่ง นั่นคือพระโลหิตของพระองค์ ดังนั้นเราต้องรับผิดชอบเอาใจใส่ดูแลร่างกายของเรา การดำเนินชีวิตแบบ “การประมาณตนในทุกสิ่ง” เพื่อสุขภาพดี จึงเป็นส่วนสำคัญในการรับผิดชอบนี้

วันอาทิตย์     การดื่มครั้งแรกในพระคัมภีร  (ปฐมกาล 9:20-27)

          “โนอาห์เริ่มเป็นชาวไร่และทำสวนองุ่น ท่านได้ดื่มเหล้าองุ่นเมา แล้วก็นอนเปลือยกายอยู่ที่เต็นท์ของท่าน ฮามผู้เป็นบิดาคานาอันเห็นบิดาของตนเปลือยกายอยู่ จึงบอกพี่น้องทั้งสองที่อยู่ภายนอกเชมกับยาเฟทก็เอาผ้าพาดบ่าแล้วทั้งสองคน ก็เดินหันหลังเข้าไปปกปิดกายของบิดาที่เปลือยอยู่ โดยมิได้หันหน้าดูกายของบิดาที่เปลือยอยู่นั้น เมื่อโนอาห์สร่างเมาแล้ว รู้ว่าบุตรสุดท้องทำกับท่านอย่างไร จึงพูดว่า “คานาอันจงถูกแช่ง ให้เป็นทาสแสนเลวของพี่น้อง” ท่านกล่าวด้วยว่า “ขอพระเจ้าของข้าพระองค์ ทรงอวยพระพรแก่เชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด ขอพระเจ้าทรงเพิ่มพูนยาเฟทให้ทวียิ่งขึ้น ให้เขาอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด” (ปฐมกาล 9:20-27)

          ท่านอยากให้อะไรเป็นมรดกตกทอดจากท่าน? ยกตัวอย่าง ท่านต้องการให้คนรุ่นหลังจดจำไว้หลังจากความตายของท่าน? ว่าคุณร่ำรวย เป็นที่นิยมหรือมีอำนาจในด้านการเมือง ฯลฯ? อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญจริงๆ?
          ในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เราอ่านพบอุปนิสัยของบุคคล ผู้ได้ทิ้งมรดกสำคัญไว้หลังจากที่พวกเขาได้ตายไปแล้ว บางคนทิ้งสิ่งที่ดีมากไว้ บางคนก็เหลือสิ่งเลวไว้ มีบางคนมอบให้เราทั้งสิ่งดี และเลวคละกัน
          เมื่อพิจารณาโนอาห์ เราอาจคิดถึงโนอาห์มากที่สุดในจุดที่ท่านเป็นผู้ประกาศที่ไม่ค่อยประสพความสำเร็จ ท่านประกาศข่าวน้ำท่วมเป็นเวลาถึง120 ปี และไม่อาจจะอวดได้ว่าประสพความสำเร็จ แต่ก็ยังดีที่คนในครอบครัวของท่านกลับใจ ยอมรับข่าวสาร และได้รอดชีวิตพร้อมกับท่าน
          แต่พระเจ้ามองเห็นโนอาห์ในด้านบวก ท่ามกลางคนทั้งปวงในโลกที่ชั่วช้ามาก แม้เค้าความคิดของพวกเขาก็ชั่วร้าย ในช่วงเวลาก่อนน้ำท่วมโลก“แต่โนอาห์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรพระเจ้า” (ปฐมกาล 6:8)
          พระธรรมปฐมกาล 6:9, 22 และปฐมกาล 7:1 โนอาห์ทำตัวอย่างไร จึงเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า?
          โนอาห์เป็นคนสัตย์ซื่อ และเชื่อฟัง ทำทุกสิ่งตามที่พระเจ้าทรงตรัสสั่ง แต่ก็ยังมีอีกมุมหนึ่งในชีวิตของโนอาห์ด้วย ที่ได้ถูกเขียนไว้เพื่อเป็นบทเรียนแก่เรา เราสามารถเรียนอะไรได้จากเรื่องอันโง่เขลานี้ ในปฐมกาล 9:20-27?
          โนอาห์เป็นบุคคลแรกมีชื่อเสียงในฐานะเป็นคนเมาเหล้าองุ่นในพระคัมภีร์ เป็นเรื่องเศร้าที่ชายคนหนึ่งซึ่งได้ทุ่มเทอย่างยิ่งเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าท่านเป็นผู้รับมอบความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง ท่านเป็นผู้ได้รับเกียรติอย่างสูงจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ท่านล้มเหลวในจุดนี้! จิตใจเป็นช่องทางสำหรับการติดต่อสื่อสารส่วนใหญ่ ดังนั้นทางสายนี้จะได้รับการรักษาไว้ให้ปราศจากสารพิษที่อาจเข้าครอบคลุม เหตุผลและการพิจารณาตัดสินใจประสบการณ์ของโนอาห์เป็นสิ่งเตือนใจ และเป็นตัวอย่างสำหรับเรา แม้แต่คน “ดีที่สุด”ท่ามกลางพวกเรา แม้แต่บุคคลเข้มแข็งที่สุด และสัตย์ซื่อที่สุดยังไม่ปลอดภัยจากการทดลอง และความบาป การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั่นเลวร้ายเพียงพอ แต่ดูเหมือนโนอาห์ดื่มจนเมามาย ถ้าโนอาห์สามารถล้มลงได้เช่นนั้น แล้วเราส่วนมากจะเป็นฉันใดเล่า?

ท่านรู้จักผู้นำที่น่านับถือในโบสถ์ ได้ล้มลงในลักษณะใดลักษณะหนึ่งไหม? มันเป็นความเจ็บปวดเสมอ เมื่อคนที่เรารัก เคารพล้มลง หรือทำให้เราผิดหวัง เราจะสามารถเรียนรู้ที่จะนำพระสัญญาแห่งพระคุณของพระเยซูไปให้แก่ผู้ที่ล้มลงได้อย่างไร ซึ่งก็เหมือนพวกเรา จริงๆ แล้วไม่มีค่าควรต่อพระคุณนั้น?


วันจันทร์ แอลกอฮอล์ในวันนี้ (ผู้วินิจฉัย 13:2-8)

“มีชาย คนหนึ่งเป็นชาวโศราห์คนเผ่าดาน ชื่อมาโนอาห์ ภรรยาของท่านเป็นหมันไม่มีบุตรเลย ทูตของพระเจ้ามาปรากฏแก่นางนั้นกล่าวแก่นางว่า “ดูเถิดเจ้าเป็นหมันไม่มีบุตร แต่เจ้าจะตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย เพราะฉะนั้นจงระวัง อย่าดื่มเหล้าองุ่น หรือเมรัย และอย่ารับประทานของมลทิน เพราะนี่แน่ะ เจ้าจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรเป็นชาย อย่าให้มีดโกนถูกศีรษะของเขา เพราะเด็กคนนี้จะเป็นพวกนาศีร์แด่พระเจ้าตั้งแต่เกิดมา เขาจะเป็นคนเริ่มช่วยกู้คนอิสราเอล ให้พ้นจากเงื้อมมือของคนฟีลิสเตีย” (ผู้วินิจฉัย 13:2-5


          ในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 แอลกอฮอล์เป็นตัวการที่เป็นไปได้สำหรับการเสียชีวิตของคน 1.8 ล้านคน ซึ่งเท่ากับ 3.2 เปอร์เซ็นต์ผู้เสียชีวิตของคนทั้งโลก จำนวนของผู้เสียชีวิตจากแอลกอฮอล์เริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องผู้ชายจะดื่ม 4-5 แก้วต่อการดื่มต่อครั้ง ขณะที่ผู้หญิงดื่ม 3-4 แก้วต่อการดื่มครั้งหนึ่ง ตัวเลขของผู้ดื่มสุราวัยรุ่น และหนุ่มสาวจะเป็นกลุ่มเติบโตขึ้นกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ แนวโน้มนี้ไม่เคยมีสัญญาณว่าจะลดลง ผู้ดื่มแอลกอฮอล์มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะกลายเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ส่วนคนอื่นๆ จะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ การทะเลาะวิวาท และกระทำในสิ่งที่ปกติจะไม่ทำ และเป็นสาเหตุใหญ่ของอุบัติทางจักรยานยนต์ และรถยนต์

          มีบทเรียนประสบการณ์ และการเตือนอะไร พบได้ในพระคัมภีร์ที่เตือนเราเกี่ยวกับการใช้แอลกอฮอล์ ในพระธรรมผู้วินิจฉัย 13:2-8;สุภาษิต 20:1; สุภาษิต 23:31-35; อิสยาห์ 5:11 และเอเฟซัส 5:18?
          น่าสนใจมากคือ ก่อนจะมีการค้นพบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ในเรื่องผลด้านลบของแอลกอฮอล์ ที่มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ แม่ของแซมสันได้รับการเตือนไม่ให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่เธอตั้งครรภ์ กษัตริย์ซาโลมอนเตือนผลเสียที่เกิดจากการดื่มไวน์ หรือเบียร์ ท่านได้บรรยายให้เห็นว่าผู้ที่เมาสุราจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างไร และมักจะทำให้ผู้ดื่มรู้สึกเสียใจเมื่อสร่างเมา ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้สาธยายให้เห็นว่าพวกปุโรหิตประพฤติตนไม่เหมาะสมอย่างไร เมื่อพวกเขาดื่ม ภายหลังอัครทูตเปาโลได้กล่าวทบทวนการเตือนเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์เช่นกัน
          พระคัมภีร์หลายตอนพรรณนาถึงผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า เป็นสาเหตุทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และได้ให้คำเตือนไว้ในเรื่องนี้ “ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8) เรามั่นใจว่าแอลกอฮอล์เป็นกับดักอันใหญ่สุดที่พญามารเป็นผู้วางไว้ คำนวณดูว่า ชีวิตของคนจำนวนหลายล้านต้องพังพินาศไป ในตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา อันเนื่องจากการดื่มสิ่งเสพติดอันตรายตัวนี้? แอลกอฮอล์เป็นยาพิษทั้งร่างกายและจิตใจ จะเป็นการดีกว่าสักเพียงใด สำหรับตัวเราเองและบุคคลที่เรารัก จะหลีกเลี่ยงกับดักอันร้ายกาจตัวนี้อย่างสิ้นเชิง

มีใครบ้างไหมที่ไม่รู้จักผู้ได้รับผลอันเจ็บปวดจากแอลกอฮอล์?เหตุใดท่านเองจะเอาตัวเข้าเสี่ยง เส้นทางสายนี้ไม่สัญญาจะให้อะไรดีแก่เรา นอกจากความเศร้า และการปวดศีรษะ มีเส้นทางไหนที่ท่านสามารถมั่นใจได้ว่าตัวท่าน หรือคนที่ท่านรักจะไม่เริ่มเดินลงไปบนเส้นทางอันแสนอันตรายนี้?

                “แต่แอลกอ ฮอล์ไม่ใช่ดีต่อหัวใจหรือ?”
วันอังคาร   (1 โครินธ์ 10:31)
“เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตามจงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า” (1 โครินธ์ 10:31)

          นับตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) เป็นต้นมา มีการถกเถียงกันต่อเนื่องเกี่ยวกับว่า เหล้าองุ่น (wine) และแอลกอฮอล์มีผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ ได้มีการเขียนรายงาน และตีพิมพ์บทความหลายชิ้นเกี่ยวกับผลการวิจัยทำในฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ผลการค้นคว้าวิจัยในฝรั่งเศสเหมือนกันได้แสดงให้เห็นข้อกังขาอย่างมาก เกี่ยวกับทฤษฎีที่เชื่อกันก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในวงการธุรกิจเครื่องดื่มน้ำเมาได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง จนทำให้ผู้เชื่อพระเจ้าในโบสถ์หลายคนนึกสงสัยว่า ที่พวกเขามีปัญหาเรื่องสุขภาพอยู่ เป็นเพราะพวกเขาไม่ดื่ม เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์พอประมาณเป็นประจำหรือไม่ ไม่มีข้อพิสูจน์ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ว่า แอลกอฮอล์มีผลดีต่อสุขภาพของคนหนุ่มสาว ตรงกันข้ามบทความเชิงวิทยาศาสตร์ต่างแสดงให้เห็นว่า การดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพหัวใจของผู้อยู่ในวัยกลางคน
        
          ในงานวิจัยที่สนับสนุนการใช้แอลกอฮอล์ หลายคนเคยเป็นนักดื่มแอลกอฮอล์ในอดีต (แต่ได้หยุดดื่มแล้ว) เป็นกลุ่มที่รวมอยู่ในกลุ่มผู้ไม่ดื่มด้วยคนเหล่านี้บางคนหยุดดื่มเพราะเกิดปัญหาในด้านสุขภาพ โดยทั่วไปบุคคลที่หยุดดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้ มีสุขภาพไม่ดีเท่ากับคนที่ใช้แอลกอฮอล์พอประมาณต่อมาได้จัดให้มีการวิจัยใหม่อีกหลายครั้ง เพื่อแก้ไขผลการศึกษาวิจัยที่ไม่ค่อยแน่นอน         คราวก่อน ผลของการวิจัยออกมาไม่ปรากฎว่าผู้ดื่มปานกลางมีสุขภาพดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับสุขภาพของผู้ไม่ใช้แอลกอฮอล์เลย อย่างไรก็ดีข้อมูลเพิ่มเติมจากกลุ่มผู้ที่ดื่มปานกลาง หรือดื่มพอประมาณว่า พวกเขาแตกต่างจากกลุ่มที่หยุดดื่มแอลกอฮอล์บ้าง กล่าวคือพวกเขาเน้นด้านโภชนาการมากกว่าพวกเขาออกกำลังเป็นประจำ โดยทั่วไปพวกเขาเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า และทำการประกันสุขภาพครอบคลุมกว่า ดำเนินชีวิตใหม่ในภาพรวมดีกว่า จึงได้ช่วยให้คนกลุ่มนี้มีสุขภาพดีขึ้น และมีอายุยืนกว่า แต่การศึกษาวิจัยชิ้นใหม่แสดงให้เห็นด้วยว่า การที่พวกเขามีสุขภาพดีขึ้น ไม่ใช่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์พอประมาณ แต่เกิดจากการปฎิบัติรูปแบบการดำเนินชีวิตต่างจากเดิมต่างหาก
          สำหรับชาวแอ๊ดเวนตีส เราได้รับพรอย่างมากที่มีข่าวสารเรื่องสุขภาพที่คอยเตือนเราเกี่ยวกับพิษร้ายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงเป็นอันตรายที่คนหนึ่งจะทดลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยเหตุผลเพื่อสุขภาพ อันตรายจากการดื่มแอลกอฮอล์ยังรวมไปถึงทำให้ขาดความคล่องตัว และขาดความรอบคอบในการขับรถยนต์ รู้สึกเลอะเลือน การตัดสินใจช้า และไม่สมเหตุผล เข้าไปมีส่วนในการทะเลาะวิวาทมากขึ้น มีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นหลายรายเมื่อดื่มแล้วใช้ความรุนแรงในบ้าน เป็นโรคตับแข็ง มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งสูง มีโอกาสเสพติด ถึงขั้นเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หรือแม้แต่มีจิตฟั่นเฟือน
          แม้เพียงคำนึงว่า แอลกอฮอล์ทำร้ายต่อระบบประสาทของมนุษย์เพียงอย่างเดียว เราจะมองเห็นความน่ากลัวของมัน ไหนเมื่อดื่มไปแล้วจะเสพติดจนยากที่จะเลิก ร้ายกว่านั้นแอลกอฮอล์ยังริดรอนความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ อีกทั้งจะไม่รับฟังการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีใครบ้างไม่เคยเห็นคนเมาสุราทำอะไรตลกโง่เขลา ซึ่งปกติแล้วไม่มีทางที่เขาจะทำสิ่งอันน่าละอายดังกล่าว?

          เราจะนำ 1 โครินธ์ 10:31 มาประยุกต์ใช้ในเรื่องแอลกอฮอล์ได้อย่างไร? ท่านจะนำหลักการจากพระคัมภีร์ข้อนี้มาใช้ในชีวิตของท่านเองอย่างไร? ท่านอาจต้องปรับเปลี่ยนอะไรไหม เพื่อแสดงว่าท่านเชื่อตามที่พระคัมภีร์ข้อนี้บอกไว้?

วันพุธ จงประมาณตนในสิ่งทั้งปวง (2 เปโตร 1:5-9)

“เพราะเหตุนี้เอง ท่านจงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาความเหนี่ยวรั้งตนเพิ่มความรู้ เอาขันตีเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน และเอาธรรมเพิ่มขันตี เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มธรรม และเอาความรักคนทั่วไปเพิ่มความรักฉันพี่น้อง ถ้าท่านทั้งหลายเพียบพร้อมด้วยของประทานเหล่านี้แล้ว ก็จะกระทำให้ท่านเกิดประโยชน์ และเกิดผลที่ได้ซาบซึ้งในพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา เพราะว่าผู้ใดที่ขาดธรรมเหล่านี้ก็เป็นคนตาบอดตาสั้น และลืมไปว่าตนได้รับการชำระให้พ้นความผิดบาปแล้ว” (2 เปโตร 1:5-9)

          บางคนคิดกันว่าชื่อ “การประมาณตนในทุกสิ่ง” เป็นชื่อที่ใช้กล่าวถึงแนวปฏิบัติที่ล้าสมัยไปแล้ว บ่อยครั้งเมื่อได้ยินคำๆ นี้ ทำให้เราคิดถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่รณรงค์ต่อต้านแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เราคิดถึงเพลง ที่หน่วยงานดังกล่าวผลักดัน และโบสถ์ต่างๆ นำไปร้องเตือนเยาวชน คนหนุ่มสาวเกี่ยวกับนิสัยอันน่ารังเกียจของผู้ที่อมยาสูบและบ้วนน้ำลายลงพื้น คนได้ฟังแล้วมองเห็นเป็นเรื่องขำขัน และเราไม่ใช้ถ้อยคำ หรือชื่อดังกล่าวในสมัยใหม่ของเรา ยิ่งกว่านั้นบ่อยครั้งเราคิดว่าเป็นการง่ายกว่าที่จะไม่พูดถึงเรื่อง “การประมาณตนในทุกสิ่ง” เราอาจล้มเหลวจะเป็นผู้ส่งเสริมเรื่องการประมาณตนในเรื่องการกิน ดื่ม และทำสิ่งต่างๆ แต่แล้วปัจจุบันนี้ ผู้เชื่อพระเจ้าในโบสถ์ไม่น้อยกำลังพ่ายแพ้ต่อหลักการ “การประมาณตนในทุกสิ่ง” ที่ผู้เชื่อรุ่นก่อนมองเห็นว่าเป็นปัญหาของคนที่อยู่นอกโบสถ์เท่านั้น!

          เราควรนำพระวจนะ ใน 2 เปโตร 1:5-9 มาใช้ในทุกพื้นที่ของชีวิตโดยเฉพาะในเรื่องนิสัยที่มีผลต่อสุขภาพของเราอย่างไร? เราจะสามารถนำคำเตือนในของพระคัมภีร์ตรงนี้มาใช้ในชีวิตจริงของเราได้อย่างไร?
          การประมาณตนในทุกสิ่ง มีความหมายมากกว่าการห้ามเช่น อย่าสูบบุหรี่ อย่าใช้ยาเสพติดใดๆ อย่าใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่อย่าดื่มน้ำชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มรสหวานมีฟอง (soft drink) แต่ยังหมายถึงเครื่องดื่มชูกำลัง ทั้งหลายซึ่งเมื่อดื่มแต่น้อย ทำให้มีกำลังวังชากระปรี้กระเปร่า แต่เมื่อใช้เป็นประจำมีผลเสียต่อสุขภาพ อนึ่งสิ่งดีใดๆ ก็ตาม เมื่อดื่มกินมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้
          ท่านมีนิสัยการทำงานอย่างไร? เมื่อนับชั่วโมงแล้วไม่ทำให้เสียสุขภาพหรือเปล่า? ยังมีเวลาสำหรับพระเจ้า ครอบครัว พักผ่อน ออกกำลังกาย และให้การรับใช้คนอื่นอยู่ไหม?

          ท่านใช้เวลาสำหรับนอนเพียงพอไหม? หรือทำงานอยู่ทั้งวัน กลางคืนก็ต้องทำต่อ? หรืออีกนัยหนึ่ง ท่านนอนมากเกินไปไหม? การนอนมากไปหรือการนอนน้อยไปจะมีผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องอาหารเป็นอย่างไร? ท่านอาจไม่รับประทานเนื้อหมู หรือแม้แต่ไก่ หากท่านอบอาหารไขมัน หรืออาหารอื่นๆ แต่ทานไปสองสามจานพูน จนกระทั่งจะลุกจากโต๊ะอาหารไม่ไหวเมื่อทานเสร็จ เป็นอย่างนี้ไหม?
          เราทราบว่าแสงแดดดีสำหรับเรา แต่แสงแดดมากเกินไปอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง การออกกำลังก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก บางคนออกกำลังไม่พอ แต่คนที่ออกกำลังมากไปก็จะเกิดผลเสียต่อร่างกาย แม้แต่ในเรื่องเซ็กซ์กับคู่สมรส ถือว่าเป็นของประทานจากพระเจ้า แต่ถ้ามากเกินไป ผลลัพธ์ด้านลบก็จะตามมา

          เอลเลน จี. ไวท์. ผู้เข้าถึงแก่นของ “การประมาณตนในทุกสิ่ง” ได้กล่าวคำอธิบายไว้ง่ายๆ ว่า “การประมาณตนแท้ สอนเราให้ละทิ้งทุกสิ่งที่เป็นอันตรายขณะเดียวหนุนใจให้ทำทุกสิ่งเพื่อให้มีสุขภาพดี” จากหนังสือของ เอลเลนจี. ไวท์. ใน “บรรพชนและผู้เผยพระวจนะ” หน้า 562

         คิดเกี่ยวกับชีวิตทุกด้านของท่าน ท่านดำเนินชีวิตแบบ “การประมาณตนในทุกสิ่ง” เพียงใด? มีพื้นที่ตรงไหนท่านคิดว่า ท่านต้องปรับเปลี่ยน? มีจุดไหนในปัจจุบันที่ท่านได้รับผลด้านลบ (เช่นน้ำหนักมากเกินไป-ผู้แปล) เนื่องจากไม่ดำเนินตามหลัก “การประมาณตนในทุกสิ่ง”? เหตุใดไม่พยายามหาการช่วยเหลือเพื่อการปรับเปลี่ยนที่จำเป็น?

วันพฤหัสบดี ซื้อไว้แล้วด้วยราคาสูง (1 โครินธ์ 6:19, 20)

“ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้วด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้นท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด” (1 โครินธ์6:19, 20)


          คนจำนวนไม่น้อยทุกวันนี้คิดว่า ร่างกายเป็นของพวกเขาเอง และพวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้กับร่างกายนั้นได้ตามที่ใจต้องการ บางคนยังอ้างหนักขึ้นไปอีกว่า พวกเขาจะดำเนินชีวิตอย่างนั้นไม่ได้ทำร้ายใคร นอกจากตัวเองแต่เราผู้ติดตามพระคริสต์ทราบว่า การอ้างเหตุผลอย่างนั้น ไม่ถูกต้อง
         ท่านรู้จักใครที่ดำเนินชีวิตแบบไม่ประมาณตน และมีผลกระทบมาถึงท่าน หรือใครบางคนที่ท่านรู้จักบ้างไหม? หรือในอีกจุดหนึ่ง ท่านคิดว่าการที่คนหนึ่งมีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง (ด้านสุขภาพ) มีผลเสียแก่คนอื่นได้อย่างไร?

          พระคัมภีร์กล่าวว่าร่างกายเป็นบ้าน บ้านหลังนี้เป็นสถานที่แห่งความคิด แผนการ และการกระทำของเรา แต่ขณะเดียวกัน ร่างกายของเราเป็นที่พำนักแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าด้วย นี่ช่างเป็นความรับผิดชอบสำคัญยิ่งสำหรับเรา! บางครั้งเราดูแลเอาใจใส่บ้านที่เราอยู่อาศัย มากกว่าที่เราเอาใจใส่ร่างกายของเราเอง

          เหตุใดเราควรดูแลเอาใจใส่ร่างกายของเรา? มีแนวคิด หรือหัวข้ออะไรที่เราพบได้ ในยอห์น 2:19-21 และ 1 โครินธ์ 6:19, 20 ที่ให้คำตอบสำคัญนี้สำหรับเรา? เหตุใดข้อพระคัมภีร์เหล่านี้มีเหตุผลดีเพราะพระเจ้าทรงสร้างเราและไม่ใช่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้โดยการบังเอิญ?พระเยซูทรงตรัสว่า พระวรกายของพระองค์เป็นดุจพระวิหาร อัครทูตเปาโลกล่าวเน้นในหัวข้อนี้บ่อย ท่านกล่าวอธิบายละเอียดขึ้นโดยการชี้ชัดว่า“ตัวเราไม่ใช่เป็นเจ้าของตัวเรา” ท่านกล่าวว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว ด้วยราคาสูงเหตุฉะนั้น ท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด(1 โครินธ์ 6:19, 20)
         ราคาที่พระเยซูทรงจ่ายเพื่อความรอดของเรานั้นแสนแพง ! มีเพียงไม้กางเขน และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นที่นั่นช่วยเราให้เริ่มเข้าใจในราคา และคุณค่าของเราต่อสายพระเนตรของพระเจ้า ทางแห่งไม้กางเขนเพียงสายเดียวที่ช่วยให้เราเข้าใจความรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือเราต้องดูแลร่างกายของเราไม่เพียงแต่ในด้านจิตวิญญาณ แต่ในด้านร่างกายด้วย
          พระเจ้าทรงสละพระบุตร และให้พระโลหิตของพระบุตรได้ไหลออกมาเพื่อความรอดของเรา เราไม่ได้เป็นเจ้าของตัวเราเอง เพราะเราได้ถูกซื้อไว้แล้วในราคาแสนแพงเราจึงเป็นของพระเจ้า เราเป็นของพระองค์ทั้งตัวตน นี่รวมไปถึงการที่พระเจ้าให้เราเป็นผู้จัดการดูแล ในการใช้ร่างกายของเราด้วย
          ใคร่ครวญเกี่ยวกับไม้กางเขน และสิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำเพื่อเรา นั่นควรเป็นสิ่งที่หนุนใจเราในทุกสิ่งที่เราทำใช่ไหม? ท่านเชื่อพระเยซูคริสต์ว่า ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่าน ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อความบาปของท่าน เพื่อท่านสามารถได้รับพระสัญญาแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์ไหม? สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญสุดยอดในชีวิตของท่านหรือ? ความจริงอันมหัศจรรย์นี้ควรจะได้ช่วยท่านให้เอาใจใส่ร่างกายของท่านที่เป็นพระวิหารของพระเจ้าอย่างไร?

วันศุกร์   

ศึกษาเพิ่มเติม:

อ่านหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ที่ชื่อว่า “The Ministry (Work Donefor God) of Healing”การมีน้ำหนักเกินเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก แต่การรับประทานเกินเป็นของล่อใจ และเป็นที่ยอมรับทั่วไป โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ลายเป็นปัญหามากขึ้น สาเหตุจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะการที่คนมีน้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย อาจเกิดขึ้นแม้กับวัยรุ่นบางคนการใช้อินเทอร์เน็ต การเล่มเกมส์ และการชมภาพลามก ผ่านคอมพิวเตอร์มักใช้เวลามากเกินไป ซ้ำยังทำจิตใจหมกมุ่น ทำให้ความคิดโลดแล่นไป จนทำให้เกิดกรณีของความรุนแรง และการทารุณกรรมทางเพศ การสูบบุหรี่ได้กลายเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดสาเหตุหนึ่งของการตาย จำนวนกว่า 5 ล้านรายทั่วโลกในแต่ละปี มีข้อความเขียนเตือนไว้ข้างซองบุหรี่ แต่คนส่วนใหญ่ที่สูบไม่ใคร่สนใจจะทำตาม คำเตือนดังกล่าวป้องกันใครไว้ไม่ได้ นอกจากการปฏิบัติตามพระเจ้าทรงให้คำแนะนำไว้ว่า มนุษย์จะทำตัวอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดี มีความสุข มีชีวิตที่บริสุทธิ์ เราจะได้รับพระพรอย่างใหญ่หลวง ถ้าเราติดตามคำเตือนสอน“จงวางใจในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และท่านจะตั้งมั่นคงอยู่จงเชื่อบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระองค์ และท่านจะสำเร็จผล” (2 พงศาวดาร20:20) “มีคนไม่มากที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า นิสัยการชอบรับประทานของพวกเขาเป็นสาเหตุอย่างยิ่งต่อสุขภาพของพวกเขา อุปนิสัยของพวกเขา และการทำตัวเป็นประโยชน์ของพวกเขาต่อโลกนี้ และชีวิตชั่วนิรันดร์ในอนาคตของพวก

เขา การรัก การชอบในอาหารควรจะอยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ ซึ่งรับรู้สิ่งที่ถูก จากสิ่งที่ผิด ร่างกายควรเป็นบ่าวของจิตใจ ไม่ใช่จิตใจอยู่ภายใต้ร่างกาย” หนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์ ใน “Child Guidance” page 398

คำถามเพื่อการอภิปราย:
1. ยกเอาข้ออ้างอิงมาอ่านทวนอีกครั้งหนึ่งที่ว่า “มีคนไม่มาก ที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่านิสัยการชอบรับประทานของพวกเขาเป็นสาเหตุอย่างยิ่งต่อสุขภาพของพวกเขา อุปนิสัยของพวกเขา และการทำตัวเป็นประโยชน์ของพวกเขาต่อโลกนี้ และชีวิตชั่วนิรันดร์ในอนาคตของพวกเขา การรัก การชอบในอาหารควรจะอยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ ซึ่งรับรู้สิ่งที่ถูก จากสิ่งที่ผิด ร่างกายควรเป็นบ่าวของจิตใจ ไม่ใช่จิตใจอยู่ภายใต้ร่างกาย” หนังสือของ เอลเลนจี.ไวท์. ใน “Child Guidance” page 398
2. สังคมที่ท่านอาศัยอยู่ มีท่าทีอย่างไรต่อหลักการ “การประมาณตนในทุกสิ่ง” ในการดำเนินชีวิตอย่างไร? พวกเขาให้การสนับสนุนหลักการ “การประมาณตนในทุกสิ่ง” บ้างไหม? หรือพวกเขาเห็นว่าเป็นค่านิยมของคนรุ่นก่อน? เหตุใดการที่เราทราบในท่าที หรืออิทธิพลต่อเรื่องนี้จึงสำคัญ? เผื่อเมื่อมีความจำเป็น ท่านสามารถจะเรียนรู้การให้การช่วยเหลือคนอื่น โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เชื่อในหลักการดังกล่าวนี้?
3. ถ้าเป็นไปได้ เชิญผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เรากำลังศึกษา มาให้การบรรยายในชั้นเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับ และแสงแดด
4. บางคนดูเหมือนจะคิดว่า ถ้าสิ่งเล็กๆ ดีสำหรับท่าน ถ้ามากๆ ของสิ่งนั้นก็จะยิ่งดีใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้เกลือเล็กน้อยเป็นผลดีต่อร่างกาย อย่างนั้นถ้าใช้เกลือมากๆ ยิ่งจะดียิ่งกว่าใช่ไหม?ความคิดแบบนี้ เป็นความคิดผิดอย่างไร?



Progress