ค้นพบ
บทที่ 15
เคล็ดลับการมีความสุข
-หนังสือคู่มือการใช้ชีวิตคริสเตียน
-มิตรภาพที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลง
-สิ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับพระบัญญัติสิบประการ
-คู่มือชีวิตที่มีความสุข...และมากกว่านั้น!
เคล็ดลับการมีความสุข
ในปีค.ศ. 1943 กองกำลังการยึดครองของญี่ปุ่นออกคำสั่งให้คนอเมริกันและคนยุโรปหลายร้อยคนเป็น “ชนชาติศัตรู” ในค่ายกักกันที่เมืองชานตง (Shantung) ในประเทศจีน ผู้ถูกกักขังต้องอดทนกับความเบื่อหน่าย ความท้อแท้ผิดหวัง ความแออัดและความกลัวนับเป็นแรมเดือน
เกิดบุคลิกภาพที่ขัดแย้งกัน เกิดอารมณ์รุนแรงใส่กัน สองกลุ่มที่มีวิธีฉลาดที่สุดที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้ตึงเครียดคือกลุ่มนักธุรกิจและกลุ่มผู้เผยแพร่ศาสนา ซึ่งสองกลุ่มนี้ทำให้แต่ละฝ่ายซึ่งวิจารณ์กันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชอยู่ร่วมกันได้ ทำให้แต่ละฝ่ายที่ทะเลาะกันเรื่องหยุมหยิมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่อยู่ร่วมกันได้
แต่มีชายคนหนึ่งดูเหมือนจะทำให้สองฝ่ายนี้มีช่องว่างกว้างขึ้น ผู้ถูกกักกันคนหนึ่งอธิบายถึงชายคนนั้นว่าเป็นเหมือน “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นคนที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด และเป็นที่น่านับถือมากที่สุด และเป็นที่รักมากที่สุดของคนในค่าย” นั่นคืออีริค ลิดเดิล ผู้เผยแพร่ศาสนาจากสก๊อตแลนด์
ต่อมาหญิงโสเภณีชาวรัสเซียในค่ายหวนคิดว่า ลิดเดิลคือผู้ชายที่ทำอะไรต่อมิอะไรให้เธอโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ครั้งแรกเมื่อเธอมาที่ค่าย เธอรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกดูถูกเหยียบหยามไม่มีใครคบด้วย ลิดเดิลเป็นคนเดียวที่ยินดีช่วยทำชั้นวางของให้เธอ
ผู้ถูกกักกันคนอื่นหวนคิดว่า “เขาเป็นสุภาพบุรษและมีอารมณ์ขันทำให้ระงับอารมณ์ร้อนได้”
ครั้งหนึ่งมีการประชุมอย่างเผ็ดร้อนของผู้ถูกกักกัน ทุกคนต้องการให้ใครสักคนทำอะไรสักอย่าง เพื่อกลุ่มเยาวชนที่จิตใจว้าวุ่น ลิดเดิลมาพร้อมคำตอบ เขาจัดให้มีการเล่นกีฬา การแกะสลักและมีชั้นเรียนสำหรับเด็กๆและเขาเริ่มใช้เวลาในตอนเย็นกับกลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้น
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคปี 1924 ลิดเดลได้รับชัยชนะทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ เขาได้รับเหรียญทองวิ่งแข่ง 400 เมตร ไม่เพียงแต่ลู่วิ่งที่คับแคบผสมกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ทำให้เขาได้รับชัยชนะเท่านั้น แต่ในความเป็นคริสเตียนเขาก็ได้รับชัยชนะด้วยเช่นกัน เขาได้รับการชมเชยยกย่องและเป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดในกลุ่มผู้ถูกกักกันทั่วโลก
อะไรที่ทำให้เขาช่างพิเศษแบบนี้? ท่านสามารถพบความลับของเขาได้ทุกวันในเวลา 6 โมงเช้า นั่นคือเขาเดินย่องด้วยปลายเท้าอย่างเงียบๆผ่านเพื่อนๆที่กำลังหลับไปยังโต๊ะจีน เพื่อจุดตะเกียงเล็กๆสำหรับจดบันทึกและศึกษาพระคัมภีร์ของเขา ในแต่ละวันอีริค ลิดเดิลจะเสาะแสวงหาพระเกียรติคุณและความแข็งแกร่งเพื่อความร่ำรวยในพระวจนะของพระเจ้า
หนังสือคู่มือการใช้ชีวิตคริสเตียน
พระคัมภีร์เป็นหนังสือคู่มือสำหรับคริสเตียน เป็นหนังสือเต็มไปด้วยเรื่องราวคนจริงๆ ซึ่งมีประสบการณ์เรื่องท้าทายต่างๆเหมือนกับที่เราเจออยู่ทุกวัน การรู้ถึงคุณลักษณะพระคัมภีร์เหล่านี้ เช่นความยินดีปรีดา ความเศร้าโศก ปัญหาและโอกาสต่างๆ การค้นหาเพื่อให้เขาทั้งหลายประสบความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราเป็นคริสเตียนที่สมบูรณ์แบบ
ดาวิดผู้เขียนพระวจนะเพลงสดุดี ให้ภาพการพึ่งพาพระวจนะของพระเจ้าอย่างเนืองนิตย์ เปรียบได้เหมือนกับสิ่งที่เราเรียกว่าไฟส่องทาง
“พระวจนะของพระองค์ เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์”
— เพลงสดุดี 119:105 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดๆไว้ บทความทั้งหมดภาคภาษาอังกฤษในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี] แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
ความสว่างที่เราได้รับจากพระคัมภีร์ในแต่ละวันสามารถทำให้เราก้าวต่อไปข้างหน้า นั่นคือวิธีที่ทำให้เราก้าวหน้า เป็นคุณลักษณะที่ชัดเจนที่เราต้องการมากที่สุดในการดำเนินชีวิตของเรา และเป็นแหล่งที่มาของการเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ เหนือสิ่งอื่นใดพระคัมภีร์ได้แสดงให้เราเห็นถึงพระเยซูผู้ทรงเป็นแสงสว่างของโลก และชีวิตจะมีความหมายก็ต่อเมื่อพระเยซูทรงนำแสงสว่างมาให้เท่านั้น
มิตรภาพที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลง
พระคริสต์ทรงมีพระประสงค์ให้พระคัมภีร์ เป็นเหมือนจดหมายส่วนตัวจากเพื่อนสนิทที่เขียนถึงท่านจริงๆ
“ แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดา เราสำแดงแก่พวกท่านแล้ว”
— ยอห์น 15:15
พระเยซูทรงส่งต่อความจริงทั้งปวงที่สำคัญที่สุดในเอกภพ เพราะพระองค์ทรงมีพระประสงค์มอบสิ่งที่ดีมากที่สุดกับเรา พระวจนะของพระองค์ทรงนำเราเข้าอยู่วงในใกล้พระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงจำกัดให้อยู่ภายในและเป็นคำสอนส่วนบุคคล
“เราบอกเรื่องนี้กับพวกท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา”
— ยอห์น 16:33
เพื่อให้ได้พบกับสันติสุขนี้ (ความสัมพันธ์กับพระคริสต์ที่เชื่อมั่นได้) เราต้องอ่านจดหมายทั้งหลายที่พระองค์ทรงส่งให้เรา นั่นคือสิ่งที่พระคัมภีร์เป็น คือเป็นจดหมายโต้ตอบจากสวรรค์ อย่าปล่อยให้จดหมายเหล่านี้ไม่ถูกอ่าน ด้วยเหตุผลเพียงเพราะจดหมายเหล่านี้ เป็นที่คุ้นเคยหรือมักถูกวางอยู่รอบๆแถวนี้เสมอ ข่าวประเสริฐที่จะเปลี่ยนแปลงท่านนี้ กำลังรอให้ถูกค้นพบสักแห่งในพระวจนะของพระเจ้า
นึ่คือประจักษ์พยานแบบหนึ่งที่ได้จากผลของพระคัมภีร์
“ฉันต้องการความช่วยเหลือและฉันก็พบความช่วยเหลือนั้นในพระเยซู ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันต้องการได้ถูกเตรียมไว้ให้ผู้หิวกระหายฝ่ายวิญญาณอย่างฉันได้พึงพอใจ พระคัมภีร์คือการเปิดเผยพระคริสต์ให้ฉันรู้ ฉันเชื่อในพระคริสต์เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดสำหรับฉัน ฉันเชื่อพระคัมภีร์เพราะฉันพบว่านั่นคือเสียงของพระเจ้าที่มีต่อวิญญาณของฉัน”
—เอลเลน จี. ไวท์, The Ministry of Healing, หน้า 461
พระคัมภีร์สรุปพระบัญญัติสิบประการ
ทุกวันนี้เรามีพระคัมภีร์ทั้งหมด เป็นเหมือนหนังสือคู่มือการใช้ชีวิตคริสเตียนที่ทำให้มีชีวิตสมบูรณ์แบบ แต่ก่อนที่มนุษย์จะมีพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงให้ประชากรอิสราเอลของพระองค์ มีพระบัญญัติสิบประการซึ่งสรุปแนวทางพระคัมภีร์เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน (อพยพ 20)
ขอให้ดูพระบัญญัติสิบประการอย่างสรุปจะช่วยให้เราเข้าใจว่า ทำไมพระเยซู (ผู้เผยแพร่พระวจนะซึ่งทรงเขียนพระคัมภีร์) และนักวิชาการสมัยใหม่ทั้งหลายยืนยันว่า พระบัญญัติสิบประการคือพื้นฐานจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง
พระบัญญัติสิบประการแบ่งเป็นสองส่วนโดยความเป็นเนื้อหนังมังสา สี่ข้อแรกเป็นความสัมพันธ์ของเราต่อพระเจ้าและหกข้อหลังเป็นความสัมพันธ์ของเราต่อคนอื่น ทั้งสิบข้อจะพบได้ใน อพยพ 20:3-17
พระบัญญัติสองข้อแรกเป็นความสัมพันธ์ของเราต่อพระเจ้าและการนมัสการพระองค์
1. “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา”
2. “อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น ....”
พระบัญญัติข้อที่สามและข้อที่สี่เป็นความสัมพันธ์ของเรากับพระนามของพระเจ้าและวันบริสุทธิ์ของพระองค์
3. “อย่าออกพระนามพระเจ้า ของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้”
4. “จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของ พระเจ้า ของเจ้า.... “
พระบัญญัติข้อ 5 และข้อ 7 คอยคุ้มครองยึดเหนี่ยวความเป็นครอบครัว
5. “จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า...”
6. “อย่าฆ่าคน”
7. “อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา”
พระบัญญัติข้อ 6, 8, 9 และข้อ10 คอยคุ้มภัยเราทางด้านสังคม
8. “อย่าลักทรัพย์”
9. “อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน “
10. “อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน.... หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน”
พระบัญญัติสิบประการเป็นส่วนย่อของการสอนพระคัมภีร์ว่าเราควรจะอยู่อย่างไร พระบัญญัติอธิบายความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าและของเรากับผู้อื่น พระบัญญัติเป็นป้ายบอกทางการใช้ชีวิตคริสเตียน
สิ่งที่พระเยซูทรงตรัสเกี่ยวกับพระบัญญัติสิบประการ
วันหนึ่งขณะที่พระเยซูทรงกำลังสอนอยู่ ชายหนุ่มผู้มีใจศรัทธายิ่งคนหนึ่งรีบเข้ามาหาพระองค์และถามว่า “อาจารย์ครับ เพื่อการมีชีวิตนิรันดร์ ผมต้องทำดีอะไรบ้าง?” (มัทธิว 19:16) พระคริสต์ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าเขากำลังมีปัญหาการเงิน และพระองค์ทรงแนะนำให้เขาขายและแจกจ่ายทรัพย์สมบัติของเขาเสียและ “เชื่อฟังพระบัญญัติ” (พระวจนะข้อ 17)
ชายหนุ่มพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่พระคริสต์ทรงวิเคราะห์ปัญหาให้ โดยถามว่าพระบัญญัติข้อไหนที่พระองค์ทรงกำลังพูดถึง พระเยซูทรงยกพระบัญญัติสิบประการอยู่หลายข้อเช่น อย่าฆ่าคน ไม่ล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จและจงให้เกียรติบิดามารดาของเขา (พระวจนะที่ 18, 19)
ในที่สุด “นักปกครองเศรษฐีหนุ่ม” ก็หันและเดินหนีด้วยความเศร้า (พระวจนะที่ 20-22) เขาไม่เต็มใจทำตามที่พระเยซูทรงบอก เขาเห็นด้วยกับพระบัญญัติสิบประการ แต่เขาไม่เต็มใจที่จะเชื่อฟังพระวิญญาณแห่งธรรมบัญญัติที่ให้ทิ้งชีวิตเห็นแก่ตัวของเขา
แนวทางสู่ชีวิตที่มีความสุข
พระบัญญัติสิบประการแสดงให้เราเห็นขอบเขตความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ดีกับพระเจ้าและกับคนอื่น ที่สามารถเติบโตได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าจึงสามารถขอร้องอย่างลึกซึ้งผ่านอิสยาห์ว่า
“โอ ถ้าเจ้าได้เชื่อฟังบัญญัติของเรา แล้วความสุขสมบูรณ์ของเจ้า จะเป็นเหมือนแม่น้ำ และความชอบธรรมของเจ้า จะเป็นเหมือนคลื่นทะเล”
— อิสยาห์ 48:18
พระเยซูทรงชี้ไปที่ความเชื่อฟังว่าเป็นทางไปสู่ความยินดีที่แท้จริง
“ถ้าพวกท่านประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะติดสนิทอยู่กับความรักของเรา เหมือนอย่างที่เราประพฤติตามบัญญัติของพระบิดา และติดสนิทอยู่กับความรักของพระองค์ เราบอกสิ่งเหล่านี้กับพวกท่านแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม”
— ยอห์น 15:10, 11
พระคัมภีร์เสนอว่าพระบัญญัติสิบประการเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยน เป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้ เป็นคู่มือสมบูรณ์แบบที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ประสบการณ์ของมนุษย์นั้นเป็นประจักษ์พยานถึงความถูกต้องที่มีผลในระยะยาวของเขา
พระเยซูทรงเป็นหนึ่งในคณะนักร้องซึ่งประกาศว่าความรักที่จะเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า เป็นถนนนำไปสู่ความสุข เพราะว่าพระบัญญัติเป็นหลักพื้นฐานของพระเจ้าสำหรับการมีชีวิตที่เป็นสุข
พระบัญญัติสิบประการเป็นคู่มือพระคัมภีร์เก่าที่ขาดเสียมิได้
พระวจนะปัญญาจารย์เป็นบันทึกเล่าถึงการค้นหาความสุขของกษัตริย์ซาโลมอน พระองค์ทรงไขว่คว้าหาความสุขความร่ำรวยทางโลก พระองค์ทรงสร้างคฤหาสน์ที่เลิศเลอ ทรงปลูกไร่องุ่นพร้อมทั้งอุทยานดอกไม้ที่สวยงาม และสวนผลไม้ที่หวานฉ่ำ พระองค์ทรงห้อมล้อมด้วยสาวใช้มากมายและวัตถุนิยม อันเป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ทุกอย่าง แต่ในที่สุดก็คือ “ระเบิดกลายเป็นฟอง” กษัตริย์ซาโลมอนตรัสไว้
“แล้วข้าพเจ้าหันมาดูบรรดาสิ่งที่มือข้าพเจ้ากระทำ และความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพเจ้าทุ่มเทลงไปและ ดูเถิด ทุกอย่างก็อนิจจัง คือกินลมกินแล้ง”
— ปัญญาจารย์ 2:11
กษัตริย์ซาโลมอนทรงเข้าหาความสุขทางโลกด้วยหวังว่าจะพบความสุข พระองค์ทรงดื่มไวน์ ทรงสำราญกับหญิงและทรงร้องเพลง แต่หลังจากเสวยสุขจนถึงสุดปลายของสายรุ้งนี้แล้ว พระองค์ไม่ทรงพบอะไรที่มีค่า ข้อสรุปของพระองค์คือ
“นี่ก็อนิจจังด้วย”
— พระวจนะที่ 23
กษัตริย์ซาโลมอนทรงปฏิเสธทางตันอีกครั้งหลังจากพบทางตันแรก ในที่สุดพระองค์ทรงตัดสินพระทัยว่าพระองค์ทรงกระทำผิดที่เห็นของลวงตาเป็นสิ่งจริงแท้ และพระองค์ทรงประกาศว่า
“อนิจจัง! อนิจจัง! . . .สารพัดก็อนิจจัง!”
— ปัญญาจารย์ 12:8
กษัตริย์ซาโลมอนทรงลิ้มรสและทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าเป็นความดีได้อีกครั้งหนึ่ง ขณะที่พระองค์เปรียบเทียบชีวิตเริ่มแรกของพระองค์ที่ทรงเชื่อฟังพระเจ้ากับชีวิต ที่เกิดจากการตัดสินใจของพระองค์ที่ไขว่คว้าหาความสุขในสิ่งบาปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน พระองค์ทรงตัดสินดังนี้
“จบเรื่องแล้ว ได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง”
— ปัญญาจารย์ 12:13
กษัตริย์ซาโลมอนทรงรู้สึกว่าพระองค์ทรงสามารถหาความสุขทางลัดได้ในชีวิตที่ไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน จนเกือบใกล้จบชีวิตของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวพอที่จะยอมรับความผิดพลาดของพระองค์เอง และกษัตริย์ซาโลมอนทรงตีพิมพ์ความผิดพลาดของพระองค์ที่มีในโลก โดยหวังว่าการเปิดเผยชีวประวัติของพระองค์จะทรงสามารถช่วยคนอื่นๆให้พ้นจากการกระทำที่ผิดๆเหมือนพระองค์ได้ กษัตริย์ซาโลมอนทรงแนะนำตักเตือนดังนี้
“แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข”
— สุภาษิต 29:18, ฉบับคิงส์เจมส์
พระบัญญัติสิบประการเป็นคู่มือพระคัมภีร์ใหม่ที่ขาดเสียมิได้
ในพระคัมภีร์ใหม่ อาจารย์เปาโลเป็นประจักษ์พยานว่า
“เพราะฉะนั้น ธรรมบัญญัติจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบัญญัตินั้นก็ศักดิ์สิทธิ์ ยุติธรรมและดีงาม”
— โรม 7:12
ยากอบได้เพิ่มน้ำหนักของเขาโดยเป็นพยานให้กับอาจารย์เปาโลและพูดว่า
“เพราะว่าใครที่รักษาธรรมบัญญัติทั้งหมด แต่ผิดอยู่ข้อเดียว คนนั้นก็ทำผิดธรรมบัญญัติทั้งหมด เพราะว่าพระองค์ผู้ตรัสว่า ‘อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา’ ก็ตรัสไว้ด้วยว่า ‘อย่าฆ่าคน’ แม้ท่านไม่ได้ล่วงประเวณีแต่ได้ฆ่าคน ท่านก็เป็นผู้ละเมิดธรรมบัญญัติ เช่นนั้นแหละ พวกท่านจงพูดและทำเหมือนอย่างคนที่จะถูกพิพากษา ด้วยหลักเกณฑ์แห่งเสรีภาพ”
— ยากอบ 2:10-12
ชาร์ลส สเปอร์เจน (Charles Spurgeon) นักเทศน์แบพตีสที่ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ผ่านมา เขาประกาศว่า “ธรรมบัญญัติของพระเจ้าคือกฏเกณฑ์ของสวรรค์ บริสุทธิ์ เป็นอย่างสวรรค์ สมบูรณ์แบบ..... ไม่เป็นบัญญัติมากเกินไปหรือน้อยเกินไป แต่ช่างเป็นความสมบูรณ์แบบในตัวเอง ที่พิสูจน์ถึงความเป็นพระเจ้าของบัญญัตินั้น”
ยอห์น เวสเลย์ (John Wesley) หนึ่งในผู้ก่อตั้งโบสถ์เมโทดิส ได้เขียนเกี่ยวกับการคงอยู่ของธรรมบัญญัติให้กับมนุษย์
“ธรรมบัญญัติที่มีอยู่ในบัญญัติสิบประการ...พระองค์ [พระคริสต์] ไม่ได้นำติดกลับไปด้วย.... ทุกๆส่วนของธรรมบัญญัตินี้ต้องยังคงอยู่ เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ทั้งหลายในทุกยุคทุกสมัย”
— การเทศนา (Sermons), เล่ม l, หน้า 221, 222
หลายปีที่ผ่านมา ดับเบิ้ลยู.เจ. คาร์เมรอน (W. J. Cameron) เขียนข้อความนี้ให้เครือข่ายวิทยุซีบีเอสว่า “แน่นอน มีคำจำกัดความสั้นๆที่ทำให้คนเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ และถ้าไม่มีคำเหล่านี้ความมั่นคงทางสังคมต้องมีอันเป็นไป.... ข้อความที่ให้ความเข้าใจมากที่สุดและเป็นที่รู้จักของเรา เป็นคำจำกัดความสั้นๆซึ่งสังคมยังคงมีใช้กันอยู่คือพระบัญญัติสิบประการ.....
“กฏหมายแอนโกล-แซคซั่นค้นพบธรรมบัญญัติเพื้นฐานทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของมนุษย์ ที่เรียกว่าบัญญัตินั้นเป็นการบอกง่ายๆถึงสิ่งที่คนมีความชอบธรรมจะประพฤติกัน และไม่มีธรรมบัญญัติใดที่สามารถบังคับคนอธรรมให้ประพฤติตาม ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นยิ่งกว่าบัญญัติ สิ่งเหล่านี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ลึกซึ้งของสังคมที่ดี การวิเคราะห์ถึงข้อใดก็ตามของบัญญัติและในรายละเอียดนั้นท่านจะพบว่าเป็นความจำเป็นของสังคมที่จะขาดเสียมิได้ ไม่มีโครงสร้างที่แข็งแรงของสังคมใดที่จะยืนหยัดอยู่ได้หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งเหล่านี้“
บิลลี่ เกรแฮม (Billy Graham) ผู้สอนศาสนาเรื่องราวชีวิตและคำสั่งสอนของพระเยซูทั้งสี่เล่มคือมัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น ซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตามากที่สุดในโลก พิจารณาพระบัญญัติสิบประการอย่างชื่นชมยกย่องมากเสียจนเขาเขียนเป็นหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม เกี่ยวกับความสำคัญของบัญญัติสิบประการล้วนๆให้กับชาวคริสเตียน
พระฤทธานุภาพที่ทำให้เราเชื่อฟังได้
เดี๋ยวนี้เรามีพระคัมภีร์ที่คอยตอบคำถาม สิ่งใดที่จะนำไปสู่ความสุข การเข้าไปในชีวิตของการไม่เชื่อฟังและบาป หรือการเข้าไปมีชีวิตของการเชื่อฟังพระเจ้า? พระคัมภีร์และพระบัญญัติสิบประการเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง ขาดเสียมิได้และเป็นคู่มือสมบูรณ์แบบที่จะนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข ประสบการณ์มนุษย์เป็นพยานถึงความถูกต้องของความจริงในพระคัมภีร์นี้
อย่างไรก็ตามจิตใจยังคงขัดแย้งกันอยู่ หญิงสาวคนหนึ่งอธิบายดังนี้ “ฉันเชื่อในพระบัญญัติสิบประการที่กำลังผูกมัดฉัน ฉันรู้ว่าพระคัมภีร์สอนว่าฉันควรประพฤติตามพระบัญญัติสิบประการ ฉันเชื่อว่านักเทศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยอมรับพระบัญญัติ และใช้เป็นคู่มือในการจัดการเรา แน่นอนว่าฉันจะรักษาพระบัญญัติเพื่อนำไปสู่ความสุข และฉันพยายามจนสุดความสามารถอย่างดีที่สุดของฉันที่จะรักษาพระบัญญัติไว้ แต่ฉันก็ไม่สามารถรักษาพระบัญญัติได้โดยง่าย และฉันกำลังเริ่มที่จะเชื่อว่าไม่มีใครเลยที่จะสามารถปฏิบัติได้”
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่การรักษาธรรมบัญญัติย่อมยากยิ่งกว่าการเชื่อในความเป็นเหตุผลของธรรมบัญญัตินั้น ทำไม? คนเราไม่มีความสามารถในการรักษาธรรมบัญญัติมาตั้งแต่กำเนิด โดยธรรมชาติแล้วไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสามารถมอบชีวิตการประพฤติตามธรรมบัญญัติพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“เพราะว่าการเอาใจใส่เนื้อหนังนั้นคือการเป็นศัตรูต่อพระเจ้า ไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า และที่จริงไม่สามารถปฏิบัติตามได้”
— โรม 8:7
คนบาปผู้ไม่เชื่อฟังอาจพยายามปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า แต่ในคำตอบที่บอกว่าพยายามอย่างเหลือเกิน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากหัวใจที่มีมลทินบาปทำให้คนตอบอย่างท้อแท้ว่า “ฉันไม่สามารถจะปฏิบัติตามได้!”
มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะเชื่อฟังได้ พระบัญญัติสิบประการบอกเราว่าเราเป็นคนบาปที่ต้องการพระผู้ช่วยให้รอด
“เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาป”
— โรม 3:20
บทบาทหน้าที่ของธรรมบัญญัติคือทำให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเราไม่ได้หลงทางอย่างสิ้นหวัง เพราะเหตุผลอะไร?
“เพราะฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงเป็นผู้ควบคุมของเรา จนพระคริสต์เสด็จมา เพื่อเราจะถูกชำระให้ชอบธรรมโดยความเชื่อ”
— กาลาเทีย 3:24
พระเยซูคือคำตอบ! เมื่อเราอยู่ใต้พระบาทของพระเยซูอย่างหมดหวัง และโดยความเชื่อเราสามารถรับพระฤทธานุภาพจากพระองค์เพื่อให้เชื่อฟังธรรมบัญญัติได้
การเชื่อฟังพระบัญญัติสิบประการด้วยความรัก
พระเยซูตรัสกับพวกเราว่าการเชื่อฟังนั้นเป็นผลแห่งความรัก
“ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา”
— ยอห์น 14:15
ถ้าหากเรารักพระเจ้า เราจะเชื่อฟังพระบัญญัตสี่ประการแรก ซึ่งนิยามความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า และถ้าเรารักประชาชน เราจะเชื่อฟังพระบัญญัติหกข้อหลัง ซึ่งนิยามความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆ (ดูมัทธิว 22:36-40)
อัครสาวกเปาโลให้ข้อคิดว่า ความรักสำหรับพระเจ้าและสำหรับเพื่อนบ้านของเรา จะส่งผลให้เป็นผู้รักษาธรรมบัญญัติมากกว่าผู้ประพฤติผิดธรรมบัญญัติ
“เพราะว่าผู้ที่รักคนอื่น ก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว ข้อที่ว่า ‘อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา’ ‘อย่าฆ่าคน อย่าลักทรัพย์’ ‘อย่าโลภ’ ทั้งพระบัญญัติอื่นๆก็รวมอยู่ในข้อนี้คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’.... เพราะฉะนั้นความรักจึงเป็น สิ่งที่ทำให้ธรรมบัญญัติสำเร็จอย่างครบถ้วน”
— โรม 13:8-10
คนเหยียบย่ำพระบัญญัติสิบประการเป็นคนบาป
“ทุกคนที่ทำบาปก็ประพฤติผิดธรรมบัญญัติ บาปเป็นสิ่งที่ผิดธรรมบัญญัติ”
— ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 3:4
ขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้า เรามีพระผู้ช่วยให้รอดบาป ซึ่งเสด็จมาในโลกนี้ ทรงสิ้นพระชนม์ ทรงฟื้นคืนพระชนม์ และเดี๋ยวนี้ทรงอยู่เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ
“พวกท่านรู้อยู่แล้วว่า พระองค์ทรงปรากฏเพื่อกำจัดบาปของเราให้หมดไป”
— พระวจนะที่ 5
พระผู้ช่วยให้รอดบาปของเราทรงให้อภัยและกำจัดบาปของเราให้หมดไป
“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรมก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”
— ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 1:9
พระองค์ทรงสัญญาจะมอบความรักของพระองค์ให้กับเรา เพื่อที่จะให้เรารักคนอื่นต่อๆไป จึงเป็นเหมือนยาถอนพิษขนานใหญ่สำหรับชีวิตที่เห็นแก่ตัว
“เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว”
— โรม 5:5
เราไม่มีความสามารถมาแต่กำเนิดที่จะรักษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า แท้จริงแล้วจิตใจที่บาปของเราได้ต่อต้านธรรมบัญญัติของพระเจ้า (โรม 3:10) ความรักของพระเจ้า “ได้หลั่งไหล....เข้าสู่จิตใจของเรา” เป็นความต้องการของเราเพราะ “ผู้ที่รักคนอื่นก็ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว” (โรม 5:5; 13:8) ความรักเป็นพลังอำนาจที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในชีวิตคริสเตียน เพราะว่าเรารักพระเจ้า จึงเป็นโดยเนื้อหนังมังสาที่เราต้องการจะเชื่อฟังพระองค์ “เพราะว่าความรักของพระคริสต์ควบคุมเราอยู่” (โครินธ์ ฉบับที่สอง 5:14)
พระเกียรติคุณและการเชื่อฟังพระเจ้า ทำให้เราปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ
การช่วยให้รอดบาปเป็นของประทานจากพระเจ้า เราไม่สามารถจะรอดบาปได้เอง เราต้องยอมรับโดยความเชื่อความศรัทธาเท่านั้น เราได้รับการตัดสินให้เป็นคนชอบธรรม (ยืนด้วยความชอบธรรมกับพระเจ้า) เหมือนเป็นของประทานซึ่งจะได้รับโดยทางความเชื่อความศรัทธาเท่านั้น เพราะเป็นพระคุณของพระเจ้า
“เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้ว ด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ได้มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้”
— เอเฟซัส 2:8, 9
เราไม่สามารถจะรักษาพระบัญญัติได้ด้วยความพยายามของเราเอง เราไม่สามารถรักษาพระบัญญัติเพื่อรับการช่วยให้รอด แต่เมื่อเราพบพระเยซูและได้รับการช่วยให้รอด ความรักของพระองค์เติมเต็มจิตใจเรา และด้วยพระเกียรติคุณและการยอมรับของพระเจ้านี้ ความปรารถนาของเราที่จะติดตามและเชื่อฟังพระคริสต์จึงมีมากขึ้น เราเริ่มเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์โดยพระฤทธานุภาพความรักของพระองค์ในจิตใจเรา “ความรักของพระคริสต์หลั่งเข้าสู่จิตใจเรา” และเราเริ่มที่จะรักก็เนื่องด้วยความรักของพระองค์ (โรม 5:5,ฉบับคิงส์เจมส์)
“เพราะว่าความรักต่อพระเจ้าเป็นอย่างนี้ คือเมื่อเราประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป”
— ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 5:3
ตามที่ยอห์นกล่าว “ทุกคนที่ทำบาปก็ประพฤติผิดธรรมบัญญัติ” (ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 3:4) แต่หลังจากที่ชาวคริสเตียนได้รับการแนะนำว่า พวกเขาจะไม่ถูกประกาศว่าประพฤติผิดธรรมบัญญัติอีกต่อไป เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ทรงลบมลทินบาปของพวกเขาบนเนินเขาคาลวารี่ อาจารย์เปาโลเพิ่มเติมว่า
“ถ้าเช่นนั้นเราลบล้างธรรมบัญญัติด้วยความเชื่อหรือ? เปล่าเลย เรายังชูธรรมบัญญัติขึ้นอีก”
— โรม 3:31
อาจารย์เปาโลเน้นถึงการไร้ประโยชน์ของความพยายามมนุษย์ ที่ชี้ให้เห็นว่าเราไม่ได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติเหมือนเป็นทางที่ช่วยให้รอดบาปแต่ “อยู่ใต้พระคุณ” แล้วเขาถามว่า
“เราจะทำบาปเพราะไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณอย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย!”
— โรม 6:15
เพราะว่า “ความเชื่อที่ไม่มีการประพฤตินั้นไร้ผล [ตาย, ฉบับคิงส์เจมส์]” ความรักเป็นแรงจูงใจให้จิตใจมีชีวิตที่เชื่อฟังด้วยความรัก! (ยากอบ 2:20, 22; ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 5:2) การรักพระคริสต์คือการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์
“ใครที่มีบัญญัติของเราและประพฤติตามบัญญัติเหล่านั้น คนนั้นเป็นคนที่รักเรา”
— ยอห์น 14:21
อาจารย์เปาโลสะท้อนการสอนของพระเยซูว่า
“เพราะว่าสิ่งซึ่งธรรมบัญญัติทำไม่ได้ เพราะเนื้อหนังทำให้มันอ่อนกำลังไปนั้น พระเจ้าได้ทรงทำแล้ว โดยพระองค์ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เองมา ในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป และเพื่อไถ่บาป พระบุตรในเนื้อหนังจึงได้ทรงลงโทษบาป เพื่อสิ่งที่ธรรมบัญญัติสั่งไว้จะได้สำเร็จในตัวเราที่ไม่ดำเนินตามเนื้อหนัง แต่ตามพระวิญญาณ”
— โรม 8:3, 4
โดยอาศัยพระฤทธานุภาพพระวิญญาณทำให้มีความสามารถมากขึ้นจนทำให้ “ความประพฤติที่ชอบธรรม” ตามธรรมบัญญัตินั้นสำเร็จ
นายอีริค ลิดเดิลแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ผู้มีความเชื่อถึงพระฤทธานุภาพของพระเจ้า จะสามารถอาศัยอยู่ในชีวิตที่เชื่อฟังและพอใจในสิ่งนั้น ลิดเดิลแสดงให้เห็นถึงพระเกียรติคุณอันทรงเสน่ห์ในยามคับขันและหวาดกลัว ความรักของพระองค์ที่เชื่อมสัมพันธ์กับพระเจ้าสามารถทำให้พระองค์ทรงเข้าถึง “หลักความประพฤติที่เป็นตามธรรมบัญญัติ” เช่นกันโดยผ่านความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรักของลิดเดิลไปยังคนอื่นๆในค่ายกักกัน ความสัมพันธ์แห่งรักของการถูกตรึงบนไม้กางเขนและพระผู้ช่วยให้รอดบาป ที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์สามารถให้คุณภาพชีวิตแบบนั้นได้ เพราะเมื่อความรักของพระคริสต์หลั่งไหลเข้ามาในจิตใจเราแล้ว ความเป็นเนื้อหนังมังสาของเราจะเชี่อฟังพระบัญญัติของพระองค์
“หลักความประพฤติที่เป็นตามธรรมบัญญัตินั้น มีจารึกอยู่ในจิตใจ[ของเรา]”
— โรม 2:15
ท่านค้นพบความลับนี้เพื่อตัวท่านเองแล้วหรือยัง? ความรักของพระเยซูที่มีต่อท่านทำให้พระองค์ทรงมอบพระชนม์ของพระองค์เพื่อบาปของท่าน พระองค์ทรงทำให้ความสัมพันธ์ของท่านทั้งหมดมีพลังอำนาจแห่งความรักของพระองค์และ “ทรงให้พวกท่านเพียบพร้อมด้วยสิ่งดีๆทุกอย่าง เพื่อที่จะทำตามพระทัยของพระองค์” (ฮีบรู 13:21) การตอบรับของท่านคืออะไร?
สาธุการพระบิดาบนสรวงสวรรค์ ขอขอบพระคุณสำหรับพระวจนะของพระองค์ ที่เป็นหนังสือคู่มือการใช้ชีวิตแบบคริสเตียนที่มอบให้กับข้าพระองค์ ขอขอบพระคุณสำหรับพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดบาป และทรงมอบแบบอย่างให้ข้าพระองค์ ขอขอบพระคุณสำหรับพระฤทธานุภาพแห่งความรักของพระองค์ ซึ่งทรงทำให้มีการใช้ชีวิตเพื่อพระองค์ตามพระคัมภีร์และพระบัญญัติสิบประการนั้นเป็นไปได้ ขอขอบพระคุณสำหรับการเชื่อฟังด้วยความรักที่ทำให้ชีวิตสมหวัง ได้โปรดเติมเต็มจิตใจของข้าพระองค์ด้วยความรักเช่นนั้นที่มีมากขึ้นและมากขึ้น ข้าพระองค์ขออธิษฐานในนามพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน
______________________
ค้นพบ บทที่ 15
ความลับการมีความสุข (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 15)
1. พระคัมภีร์เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนจริงๆเหมือนท่านและฉัน
ถูก
ผิด
2. พระคัมภีร์เหมือนเป็นจดหมายส่วนตัวจากเพื่อนสนิท
ถูก
ผิด
3. พระบัญญัติสิบประการเป็นการสรุปการสอนในพระคัมภีร์
ถูก
ผิด
4. พระบัญญัติสิบประการเป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง
ถูก
ผิด
5. พระบัญญัติสี่ข้อแรกนิยามความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า
ถูก
ผิด
6. พระบัญญัติสี่ข้อแรกนิยามความสัมพันธ์ของเรากับบุคคลอื่น
ถูก
ผิด
7. พระเยซูทรงแนะนำนักปกครองเศรษฐีหนุ่มให้เชื่อฟังพระบัญญัติ
ถูก
ผิด
8. พระเยซูทรงแนะนำนักปกครองเศรษฐีหนุ่มว่าพระบัญญัติเกิดในสมัยของพระคัมภีร์เก่าเท่านั้น
ถูก
ผิด
9. ตามที่พระเยซูกล่าว พระบัญญัติมีไว้เพื่อควบคุมเรา
ถูก
ผิด
10. ตามที่พระเยซูกล่าว พระบัญญัติมีไว้เพื่อช่วยให้ชีวิตของเรามีความสุข
ถูก
ผิด
11. กษัตริย์ซาโลมอนมีชีวิตที่สุขสบายตราบเท่าที่พระองค์ทรงเชื่อฟังพระบัญญัติ
ถูก
ผิด
12. กษัตริย์ซาโลมอนมีชีวิตที่สุขสบายเมื่อพระองค์เป็นอิสระคือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในธรรมบัญญัติ
ถูก
ผิด
13. ตามพระคัมภีร์ใหม่พระบัญญัติเป็นสิ่งบริสุทธิ์และดีงาม
ถูก
ผิด
14. ตามในพระคัมภีร์ใหม่พระบัญญัติได้ล้าสมัยไปแล้ว
ถูก
ผิด
15. จุดประสงค์ของพระบัญญัติคือการชี้ถึงบาปและให้เราตั้งเป้าในการต่อสู้กับบาป
ถูก
ผิด
16. จุดประสงค์ของพระบัญญัติคือการชี้ถึงบาปและนำเราไปหาพระเยซูผู้ซึ่งทรงช่วยเราให้พ้นจากบาป
ถูก
ผิด
17. มนุษย์เราถูกช่วยให้รอดจากบาปได้โดยพระเกียรติคุณของพระคริสต์
ถูก
ผิด
18. มนุษย์เราถูกช่วยให้รอดจากบาปได้โดยการรักษาธรรมบัญญัติ
ถูก
ผิด
19. คนที่ถูกช่วยให้รอดบาปโดยพระเกียรติคุณผ่านความเชื่อความศรัทธาในการสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์จะได้เป็นอิสระจากการรักษาธรรมบัญญัติ
ถูก
ผิด
20. คนที่ได้รับการช่วยให้รอดบาปโดยพระเกียรติคุณผ่านความเชื่อความศรัทธาในการสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ เขารักพระคริสต์และโดยความเป็นเนื้อหนังมังสาของเขา เขาได้เชื่อฟังธรรมบัญญัติ
ถูก
ผิด
21. ดาวิด (ผู้เขียนพระวจนะเพลงสดุดี) พูดเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าว่า “พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์” เพลงสดุดี 119:105 ข้อความนี้มีความหมายต่อท่านอย่างไร?
22. พระวจนะของพระเจ้าสามารถทำอะไรให้มนุษย์บ้าง? อิสยาห์ 48:18
23. ในชีวิตของท่าน พระวจนะของพระเจ้าได้ทำอะไรให้กับท่านบ้าง?
24. คำถามที่เป็นหัวใจ: ท่านปรารถนาที่จะให้พระเยซูทรงเขียนธรรมบัญญัติของพระเจ้าในจิตใจท่านหรือไม่?