Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

ค้นพบ

บทที่ 15

เคล็ดลับการมีความสุข

 

-หนังสือคู่มือการใช้ชีวิตคริสเตียน

 

-มิตรภาพที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลง

 

-สิ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับพระบัญญัติสิบประการ

 

-คู่มือชีวิตที่มีความสุข...และมากกว่านั้น!

 

 

เคล็ดลับการมีความสุข

ในปีค.ศ. 1943 กองกำลังการยึดครองของญี่ปุ่นออกคำสั่งให้คนอเมริกันและคนยุโรปหลายร้อยคนเป็น   “ชนชาติศัตรู”   ในค่ายกักกันที่เมืองชานตง  (Shantung)   ในประเทศจีน   ผู้ถูกกักขังต้องอดทนกับความเบื่อหน่าย   ความท้อแท้ผิดหวัง   ความแออัดและความกลัวนับเป็นแรมเดือน

 

เกิดบุคลิกภาพที่ขัดแย้งกัน   เกิดอารมณ์รุนแรงใส่กัน   สองกลุ่มที่มีวิธีฉลาดที่สุดที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้ตึงเครียดคือกลุ่มนักธุรกิจและกลุ่มผู้เผยแพร่ศาสนา   ซึ่งสองกลุ่มนี้ทำให้แต่ละฝ่ายซึ่งวิจารณ์กันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชอยู่ร่วมกันได้   ทำให้แต่ละฝ่ายที่ทะเลาะกันเรื่องหยุมหยิมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่อยู่ร่วมกันได้

 

แต่มีชายคนหนึ่งดูเหมือนจะทำให้สองฝ่ายนี้มีช่องว่างกว้างขึ้น   ผู้ถูกกักกันคนหนึ่งอธิบายถึงชายคนนั้นว่าเป็นเหมือน   “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นคนที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด   และเป็นที่น่านับถือมากที่สุด   และเป็นที่รักมากที่สุดของคนในค่าย”   นั่นคืออีริค   ลิดเดิล   ผู้เผยแพร่ศาสนาจากสก๊อตแลนด์

ต่อมาหญิงโสเภณีชาวรัสเซียในค่ายหวนคิดว่า   ลิดเดิลคือผู้ชายที่ทำอะไรต่อมิอะไรให้เธอโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน   ครั้งแรกเมื่อเธอมาที่ค่าย   เธอรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกดูถูกเหยียบหยามไม่มีใครคบด้วย   ลิดเดิลเป็นคนเดียวที่ยินดีช่วยทำชั้นวางของให้เธอ

 

ผู้ถูกกักกันคนอื่นหวนคิดว่า   “เขาเป็นสุภาพบุรษและมีอารมณ์ขันทำให้ระงับอารมณ์ร้อนได้

ครั้งหนึ่งมีการประชุมอย่างเผ็ดร้อนของผู้ถูกกักกัน   ทุกคนต้องการให้ใครสักคนทำอะไรสักอย่าง เพื่อกลุ่มเยาวชนที่จิตใจว้าวุ่น   ลิดเดิลมาพร้อมคำตอบ   เขาจัดให้มีการเล่นกีฬา   การแกะสลักและมีชั้นเรียนสำหรับเด็กๆและเขาเริ่มใช้เวลาในตอนเย็นกับกลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้น

 

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคปี 1924   ลิดเดลได้รับชัยชนะทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ   เขาได้รับเหรียญทองวิ่งแข่ง 400 เมตร ไม่เพียงแต่ลู่วิ่งที่คับแคบผสมกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ทำให้เขาได้รับชัยชนะเท่านั้น   แต่ในความเป็นคริสเตียนเขาก็ได้รับชัยชนะด้วยเช่นกัน   เขาได้รับการชมเชยยกย่องและเป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดในกลุ่มผู้ถูกกักกันทั่วโลก

 

 อะไรที่ทำให้เขาช่างพิเศษแบบนี้?   ท่านสามารถพบความลับของเขาได้ทุกวันในเวลา 6 โมงเช้า   นั่นคือเขาเดินย่องด้วยปลายเท้าอย่างเงียบๆผ่านเพื่อนๆที่กำลังหลับไปยังโต๊ะจีน   เพื่อจุดตะเกียงเล็กๆสำหรับจดบันทึกและศึกษาพระคัมภีร์ของเขา   ในแต่ละวันอีริค   ลิดเดิลจะเสาะแสวงหาพระเกียรติคุณและความแข็งแกร่งเพื่อความร่ำรวยในพระวจนะของพระเจ้า

หนังสือคู่มือการใช้ชีวิตคริสเตียน

พระคัมภีร์เป็นหนังสือคู่มือสำหรับคริสเตียน   เป็นหนังสือเต็มไปด้วยเรื่องราวคนจริงๆ ซึ่งมีประสบการณ์เรื่องท้าทายต่างๆเหมือนกับที่เราเจออยู่ทุกวัน   การรู้ถึงคุณลักษณะพระคัมภีร์เหล่านี้   เช่นความยินดีปรีดา   ความเศร้าโศก   ปัญหาและโอกาสต่างๆ   การค้นหาเพื่อให้เขาทั้งหลายประสบความสำเร็จ   สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราเป็นคริสเตียนที่สมบูรณ์แบบ

 

ดาวิดผู้เขียนพระวจนะเพลงสดุดี ให้ภาพการพึ่งพาพระวจนะของพระเจ้าอย่างเนืองนิตย์   เปรียบได้เหมือนกับสิ่งที่เราเรียกว่าไฟส่องทาง

 

พระวจนะของพระองค์ เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์    และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์

เพลงสดุดี 119:105 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดๆไว้ บทความทั้งหมดภาคภาษาอังกฤษในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี] แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)

ความสว่างที่เราได้รับจากพระคัมภีร์ในแต่ละวันสามารถทำให้เราก้าวต่อไปข้างหน้า   นั่นคือวิธีที่ทำให้เราก้าวหน้า   เป็นคุณลักษณะที่ชัดเจนที่เราต้องการมากที่สุดในการดำเนินชีวิตของเรา   และเป็นแหล่งที่มาของการเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ   เหนือสิ่งอื่นใดพระคัมภีร์ได้แสดงให้เราเห็นถึงพระเยซูผู้ทรงเป็นแสงสว่างของโลก   และชีวิตจะมีความหมายก็ต่อเมื่อพระเยซูทรงนำแสงสว่างมาให้เท่านั้น

มิตรภาพที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลง

พระคริสต์ทรงมีพระประสงค์ให้พระคัมภีร์ เป็นเหมือนจดหมายส่วนตัวจากเพื่อนสนิทที่เขียนถึงท่านจริงๆ

 

แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย   เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดา เราสำแดงแก่พวกท่านแล้ว

ยอห์น 15:15

พระเยซูทรงส่งต่อความจริงทั้งปวงที่สำคัญที่สุดในเอกภพ เพราะพระองค์ทรงมีพระประสงค์มอบสิ่งที่ดีมากที่สุดกับเรา   พระวจนะของพระองค์ทรงนำเราเข้าอยู่วงในใกล้พระเจ้า   ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงจำกัดให้อยู่ภายในและเป็นคำสอนส่วนบุคคล

เราบอกเรื่องนี้กับพวกท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา

ยอห์น 16:33

เพื่อให้ได้พบกับสันติสุขนี้   (ความสัมพันธ์กับพระคริสต์ที่เชื่อมั่นได้)   เราต้องอ่านจดหมายทั้งหลายที่พระองค์ทรงส่งให้เรา   นั่นคือสิ่งที่พระคัมภีร์เป็น   คือเป็นจดหมายโต้ตอบจากสวรรค์   อย่าปล่อยให้จดหมายเหล่านี้ไม่ถูกอ่าน ด้วยเหตุผลเพียงเพราะจดหมายเหล่านี้ เป็นที่คุ้นเคยหรือมักถูกวางอยู่รอบๆแถวนี้เสมอ   ข่าวประเสริฐที่จะเปลี่ยนแปลงท่านนี้ กำลังรอให้ถูกค้นพบสักแห่งในพระวจนะของพระเจ้า

นึ่คือประจักษ์พยานแบบหนึ่งที่ได้จากผลของพระคัมภีร์

ฉันต้องการความช่วยเหลือและฉันก็พบความช่วยเหลือนั้นในพระเยซู    ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันต้องการได้ถูกเตรียมไว้ให้ผู้หิวกระหายฝ่ายวิญญาณอย่างฉันได้พึงพอใจ   พระคัมภีร์คือการเปิดเผยพระคริสต์ให้ฉันรู้    ฉันเชื่อในพระคริสต์เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดสำหรับฉัน    ฉันเชื่อพระคัมภีร์เพราะฉันพบว่านั่นคือเสียงของพระเจ้าที่มีต่อวิญญาณของฉัน”

—เอลเลน จี. ไวท์, The Ministry of Healing, หน้า 461

พระคัมภีร์สรุปพระบัญญัติสิบประการ

ทุกวันนี้เรามีพระคัมภีร์ทั้งหมด เป็นเหมือนหนังสือคู่มือการใช้ชีวิตคริสเตียนที่ทำให้มีชีวิตสมบูรณ์แบบ   แต่ก่อนที่มนุษย์จะมีพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงให้ประชากรอิสราเอลของพระองค์ มีพระบัญญัติสิบประการซึ่งสรุปแนวทางพระคัมภีร์เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน   (อพยพ 20)

 

ขอให้ดูพระบัญญัติสิบประการอย่างสรุปจะช่วยให้เราเข้าใจว่า   ทำไมพระเยซู   (ผู้เผยแพร่พระวจนะซึ่งทรงเขียนพระคัมภีร์)   และนักวิชาการสมัยใหม่ทั้งหลายยืนยันว่า   พระบัญญัติสิบประการคือพื้นฐานจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง

 

พระบัญญัติสิบประการแบ่งเป็นสองส่วนโดยความเป็นเนื้อหนังมังสา   สี่ข้อแรกเป็นความสัมพันธ์ของเราต่อพระเจ้าและหกข้อหลังเป็นความสัมพันธ์ของเราต่อคนอื่น   ทั้งสิบข้อจะพบได้ใน   อพยพ 20:3-17

 

พระบัญญัติสองข้อแรกเป็นความสัมพันธ์ของเราต่อพระเจ้าและการนมัสการพระองค์

 

1. อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา

2. อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน   เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน   หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง   หรือในน้ำใต้แผ่นดิน   อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น ....

พระบัญญัติข้อที่สามและข้อที่สี่เป็นความสัมพันธ์ของเรากับพระนามของพระเจ้าและวันบริสุทธิ์ของพระองค์

3. อย่าออกพระนามพระเจ้า ของเจ้าอย่างไม่สมควร   เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น   พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้

4. จงระลึกถึงวันสะบาโต   ถือเป็นวันบริสุทธิ์   จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน   แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของ พระเจ้า ของเจ้า....

พระบัญญัติข้อ 5 และข้อ 7   คอยคุ้มครองยึดเหนี่ยวความเป็นครอบครัว

 

5. จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า...

6. อย่าฆ่าคน

7. อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา

พระบัญญัติข้อ 6, 8, 9 และข้อ10 คอยคุ้มภัยเราทางด้านสังคม

8. อย่าลักทรัพย์

9. อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน

10. อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน   อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน.... หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน

พระบัญญัติสิบประการเป็นส่วนย่อของการสอนพระคัมภีร์ว่าเราควรจะอยู่อย่างไร   พระบัญญัติอธิบายความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าและของเรากับผู้อื่น   พระบัญญัติเป็นป้ายบอกทางการใช้ชีวิตคริสเตียน

สิ่งที่พระเยซูทรงตรัสเกี่ยวกับพระบัญญัติสิบประการ

วันหนึ่งขณะที่พระเยซูทรงกำลังสอนอยู่   ชายหนุ่มผู้มีใจศรัทธายิ่งคนหนึ่งรีบเข้ามาหาพระองค์และถามว่า   “อาจารย์ครับ   เพื่อการมีชีวิตนิรันดร์   ผมต้องทำดีอะไรบ้าง?”   (มัทธิว 19:16)   พระคริสต์ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าเขากำลังมีปัญหาการเงิน   และพระองค์ทรงแนะนำให้เขาขายและแจกจ่ายทรัพย์สมบัติของเขาเสียและ   “เชื่อฟังพระบัญญัติ”   (พระวจนะข้อ 17)

 

ชายหนุ่มพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่พระคริสต์ทรงวิเคราะห์ปัญหาให้   โดยถามว่าพระบัญญัติข้อไหนที่พระองค์ทรงกำลังพูดถึง   พระเยซูทรงยกพระบัญญัติสิบประการอยู่หลายข้อเช่น   อย่าฆ่าคน   ไม่ล่วงประเวณีผัวเมียเขา   อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จและจงให้เกียรติบิดามารดาของเขา (พระวจนะที่ 18, 19)

 

ในที่สุด   “นักปกครองเศรษฐีหนุ่ม”   ก็หันและเดินหนีด้วยความเศร้า   (พระวจนะที่ 20-22)   เขาไม่เต็มใจทำตามที่พระเยซูทรงบอก   เขาเห็นด้วยกับพระบัญญัติสิบประการ   แต่เขาไม่เต็มใจที่จะเชื่อฟังพระวิญญาณแห่งธรรมบัญญัติที่ให้ทิ้งชีวิตเห็นแก่ตัวของเขา

แนวทางสู่ชีวิตที่มีความสุข

พระบัญญัติสิบประการแสดงให้เราเห็นขอบเขตความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ดีกับพระเจ้าและกับคนอื่น ที่สามารถเติบโตได้   นี่คือเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าจึงสามารถขอร้องอย่างลึกซึ้งผ่านอิสยาห์ว่า

 

โอ   ถ้าเจ้าได้เชื่อฟังบัญญัติของเรา   แล้วความสุขสมบูรณ์ของเจ้า จะเป็นเหมือนแม่น้ำ   และความชอบธรรมของเจ้า จะเป็นเหมือนคลื่นทะเล

อิสยาห์ 48:18

พระเยซูทรงชี้ไปที่ความเชื่อฟังว่าเป็นทางไปสู่ความยินดีที่แท้จริง

 

ถ้าพวกท่านประพฤติตามบัญญัติของเรา   ท่านก็จะติดสนิทอยู่กับความรักของเรา   เหมือนอย่างที่เราประพฤติตามบัญญัติของพระบิดา และติดสนิทอยู่กับความรักของพระองค์ เราบอกสิ่งเหล่านี้กับพวกท่านแล้ว   เพื่อให้ความยินดีของเราอยู่ในท่าน   และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม

ยอห์น 15:10, 11

พระคัมภีร์เสนอว่าพระบัญญัติสิบประการเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยน   เป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้   เป็นคู่มือสมบูรณ์แบบที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ประสบการณ์ของมนุษย์นั้นเป็นประจักษ์พยานถึงความถูกต้องที่มีผลในระยะยาวของเขา

 

พระเยซูทรงเป็นหนึ่งในคณะนักร้องซึ่งประกาศว่าความรักที่จะเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า เป็นถนนนำไปสู่ความสุข    เพราะว่าพระบัญญัติเป็นหลักพื้นฐานของพระเจ้าสำหรับการมีชีวิตที่เป็นสุข

พระบัญญัติสิบประการเป็นคู่มือพระคัมภีร์เก่าที่ขาดเสียมิได้

พระวจนะปัญญาจารย์เป็นบันทึกเล่าถึงการค้นหาความสุขของกษัตริย์ซาโลมอน พระองค์ทรงไขว่คว้าหาความสุขความร่ำรวยทางโลก   พระองค์ทรงสร้างคฤหาสน์ที่เลิศเลอ   ทรงปลูกไร่องุ่นพร้อมทั้งอุทยานดอกไม้ที่สวยงาม   และสวนผลไม้ที่หวานฉ่ำ    พระองค์ทรงห้อมล้อมด้วยสาวใช้มากมายและวัตถุนิยม อันเป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ทุกอย่าง   แต่ในที่สุดก็คือ   “ระเบิดกลายเป็นฟอง”   กษัตริย์ซาโลมอนตรัสไว้

 

แล้วข้าพเจ้าหันมาดูบรรดาสิ่งที่มือข้าพเจ้ากระทำ   และความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพเจ้าทุ่มเทลงไปและ   ดูเถิด   ทุกอย่างก็อนิจจัง   คือกินลมกินแล้ง

ปัญญาจารย์ 2:11

กษัตริย์ซาโลมอนทรงเข้าหาความสุขทางโลกด้วยหวังว่าจะพบความสุข   พระองค์ทรงดื่มไวน์   ทรงสำราญกับหญิงและทรงร้องเพลง แต่หลังจากเสวยสุขจนถึงสุดปลายของสายรุ้งนี้แล้ว พระองค์ไม่ทรงพบอะไรที่มีค่า   ข้อสรุปของพระองค์คือ

นี่ก็อนิจจังด้วย

พระวจนะที่ 23

กษัตริย์ซาโลมอนทรงปฏิเสธทางตันอีกครั้งหลังจากพบทางตันแรก   ในที่สุดพระองค์ทรงตัดสินพระทัยว่าพระองค์ทรงกระทำผิดที่เห็นของลวงตาเป็นสิ่งจริงแท้   และพระองค์ทรงประกาศว่า

อนิจจัง!   อนิจจัง!  . . .สารพัดก็อนิจจัง!”

ปัญญาจารย์ 12:8

กษัตริย์ซาโลมอนทรงลิ้มรสและทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าเป็นความดีได้อีกครั้งหนึ่ง   ขณะที่พระองค์เปรียบเทียบชีวิตเริ่มแรกของพระองค์ที่ทรงเชื่อฟังพระเจ้ากับชีวิต ที่เกิดจากการตัดสินใจของพระองค์ที่ไขว่คว้าหาความสุขในสิ่งบาปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน   พระองค์ทรงตัดสินดังนี้

จบเรื่องแล้ว   ได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว   จงยำเกรงพระเจ้า   และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง

ปัญญาจารย์ 12:13

กษัตริย์ซาโลมอนทรงรู้สึกว่าพระองค์ทรงสามารถหาความสุขทางลัดได้ในชีวิตที่ไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน   จนเกือบใกล้จบชีวิตของพระองค์   พระองค์ทรงเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวพอที่จะยอมรับความผิดพลาดของพระองค์เอง   และกษัตริย์ซาโลมอนทรงตีพิมพ์ความผิดพลาดของพระองค์ที่มีในโลก   โดยหวังว่าการเปิดเผยชีวประวัติของพระองค์จะทรงสามารถช่วยคนอื่นๆให้พ้นจากการกระทำที่ผิดๆเหมือนพระองค์ได้   กษัตริย์ซาโลมอนทรงแนะนำตักเตือนดังนี้

แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข

สุภาษิต 29:18, ฉบับคิงส์เจมส์

พระบัญญัติสิบประการเป็นคู่มือพระคัมภีร์ใหม่ที่ขาดเสียมิได้

ในพระคัมภีร์ใหม่   อาจารย์เปาโลเป็นประจักษ์พยานว่า

 

เพราะฉะนั้น   ธรรมบัญญัติจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์   และบัญญัตินั้นก็ศักดิ์สิทธิ์   ยุติธรรมและดีงาม

โรม 7:12

ยากอบได้เพิ่มน้ำหนักของเขาโดยเป็นพยานให้กับอาจารย์เปาโลและพูดว่า

 

เพราะว่าใครที่รักษาธรรมบัญญัติทั้งหมด   แต่ผิดอยู่ข้อเดียว   คนนั้นก็ทำผิดธรรมบัญญัติทั้งหมด   เพราะว่าพระองค์ผู้ตรัสว่า   อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา’  ก็ตรัสไว้ด้วยว่า   ‘อย่าฆ่าคนแม้ท่านไม่ได้ล่วงประเวณีแต่ได้ฆ่าคน   ท่านก็เป็นผู้ละเมิดธรรมบัญญัติ   เช่นนั้นแหละ   พวกท่านจงพูดและทำเหมือนอย่างคนที่จะถูกพิพากษา ด้วยหลักเกณฑ์แห่งเสรีภาพ

ยากอบ 2:10-12

ชาร์ลส   สเปอร์เจน   (Charles Spurgeon)   นักเทศน์แบพตีสที่ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ผ่านมา   เขาประกาศว่า   ธรรมบัญญัติของพระเจ้าคือกฏเกณฑ์ของสวรรค์   บริสุทธิ์ เป็นอย่างสวรรค์   สมบูรณ์แบบ..... ไม่เป็นบัญญัติมากเกินไปหรือน้อยเกินไป   แต่ช่างเป็นความสมบูรณ์แบบในตัวเอง ที่พิสูจน์ถึงความเป็นพระเจ้าของบัญญัตินั้น

 

ยอห์น   เวสเลย์   (John Wesley)   หนึ่งในผู้ก่อตั้งโบสถ์เมโทดิส   ได้เขียนเกี่ยวกับการคงอยู่ของธรรมบัญญัติให้กับมนุษย์

 

ธรรมบัญญัติที่มีอยู่ในบัญญัติสิบประการ...พระองค์ [พระคริสต์] ไม่ได้นำติดกลับไปด้วย.... ทุกๆส่วนของธรรมบัญญัตินี้ต้องยังคงอยู่ เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ทั้งหลายในทุกยุคทุกสมัย

การเทศนา (Sermons), เล่ม l, หน้า 221, 222

หลายปีที่ผ่านมา   ดับเบิ้ลยู.เจ.   คาร์เมรอน   (W. J. Cameron)   เขียนข้อความนี้ให้เครือข่ายวิทยุซีบีเอสว่า   “แน่นอน   มีคำจำกัดความสั้นๆที่ทำให้คนเราสามารถอยู่ร่วมกันได้   และถ้าไม่มีคำเหล่านี้ความมั่นคงทางสังคมต้องมีอันเป็นไป.... ข้อความที่ให้ความเข้าใจมากที่สุดและเป็นที่รู้จักของเรา   เป็นคำจำกัดความสั้นๆซึ่งสังคมยังคงมีใช้กันอยู่คือพระบัญญัติสิบประการ.....

 

กฏหมายแอนโกล-แซคซั่นค้นพบธรรมบัญญัติเพื้นฐานทั้งหมด   ซึ่งกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของมนุษย์   ที่เรียกว่าบัญญัตินั้นเป็นการบอกง่ายๆถึงสิ่งที่คนมีความชอบธรรมจะประพฤติกัน และไม่มีธรรมบัญญัติใดที่สามารถบังคับคนอธรรมให้ประพฤติตาม   ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นยิ่งกว่าบัญญัติ   สิ่งเหล่านี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ลึกซึ้งของสังคมที่ดี   การวิเคราะห์ถึงข้อใดก็ตามของบัญญัติและในรายละเอียดนั้นท่านจะพบว่าเป็นความจำเป็นของสังคมที่จะขาดเสียมิได้   ไม่มีโครงสร้างที่แข็งแรงของสังคมใดที่จะยืนหยัดอยู่ได้หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งเหล่านี้

 

บิลลี่   เกรแฮม   (Billy Graham)   ผู้สอนศาสนาเรื่องราวชีวิตและคำสั่งสอนของพระเยซูทั้งสี่เล่มคือมัทธิว   มาระโก   ลูกา   ยอห์น ซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตามากที่สุดในโลก   พิจารณาพระบัญญัติสิบประการอย่างชื่นชมยกย่องมากเสียจนเขาเขียนเป็นหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม เกี่ยวกับความสำคัญของบัญญัติสิบประการล้วนๆให้กับชาวคริสเตียน

 

พระฤทธานุภาพที่ทำให้เราเชื่อฟังได้

เดี๋ยวนี้เรามีพระคัมภีร์ที่คอยตอบคำถาม   สิ่งใดที่จะนำไปสู่ความสุข   การเข้าไปในชีวิตของการไม่เชื่อฟังและบาป หรือการเข้าไปมีชีวิตของการเชื่อฟังพระเจ้า?   พระคัมภีร์และพระบัญญัติสิบประการเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง   ขาดเสียมิได้และเป็นคู่มือสมบูรณ์แบบที่จะนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข   ประสบการณ์มนุษย์เป็นพยานถึงความถูกต้องของความจริงในพระคัมภีร์นี้

 

อย่างไรก็ตามจิตใจยังคงขัดแย้งกันอยู่   หญิงสาวคนหนึ่งอธิบายดังนี้   “ฉันเชื่อในพระบัญญัติสิบประการที่กำลังผูกมัดฉัน   ฉันรู้ว่าพระคัมภีร์สอนว่าฉันควรประพฤติตามพระบัญญัติสิบประการ   ฉันเชื่อว่านักเทศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยอมรับพระบัญญัติ และใช้เป็นคู่มือในการจัดการเรา   แน่นอนว่าฉันจะรักษาพระบัญญัติเพื่อนำไปสู่ความสุข   และฉันพยายามจนสุดความสามารถอย่างดีที่สุดของฉันที่จะรักษาพระบัญญัติไว้   แต่ฉันก็ไม่สามารถรักษาพระบัญญัติได้โดยง่าย   และฉันกำลังเริ่มที่จะเชื่อว่าไม่มีใครเลยที่จะสามารถปฏิบัติได้

 

มันเป็นเรื่องธรรมดาที่การรักษาธรรมบัญญัติย่อมยากยิ่งกว่าการเชื่อในความเป็นเหตุผลของธรรมบัญญัตินั้น   ทำไม?   คนเราไม่มีความสามารถในการรักษาธรรมบัญญัติมาตั้งแต่กำเนิด   โดยธรรมชาติแล้วไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสามารถมอบชีวิตการประพฤติตามธรรมบัญญัติพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

เพราะว่าการเอาใจใส่เนื้อหนังนั้นคือการเป็นศัตรูต่อพระเจ้า   ไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า   และที่จริงไม่สามารถปฏิบัติตามได้

โรม 8:7

คนบาปผู้ไม่เชื่อฟังอาจพยายามปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า   แต่ในคำตอบที่บอกว่าพยายามอย่างเหลือเกิน   ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากหัวใจที่มีมลทินบาปทำให้คนตอบอย่างท้อแท้ว่า   “ฉันไม่สามารถจะปฏิบัติตามได้!”

 

มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะเชื่อฟังได้   พระบัญญัติสิบประการบอกเราว่าเราเป็นคนบาปที่ต้องการพระผู้ช่วยให้รอด

 

เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาป

โรม 3:20

บทบาทหน้าที่ของธรรมบัญญัติคือทำให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเราไม่ได้หลงทางอย่างสิ้นหวัง   เพราะเหตุผลอะไร?

 

เพราะฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงเป็นผู้ควบคุมของเรา   จนพระคริสต์เสด็จมา   เพื่อเราจะถูกชำระให้ชอบธรรมโดยความเชื่อ

กาลาเทีย 3:24

พระเยซูคือคำตอบ!   เมื่อเราอยู่ใต้พระบาทของพระเยซูอย่างหมดหวัง   และโดยความเชื่อเราสามารถรับพระฤทธานุภาพจากพระองค์เพื่อให้เชื่อฟังธรรมบัญญัติได้

การเชื่อฟังพระบัญญัติสิบประการด้วยความรัก

พระเยซูตรัสกับพวกเราว่าการเชื่อฟังนั้นเป็นผลแห่งความรัก

 

ถ้าพวกท่านรักเรา   ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา

ยอห์น 14:15

ถ้าหากเรารักพระเจ้า   เราจะเชื่อฟังพระบัญญัตสี่ประการแรก ซึ่งนิยามความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า   และถ้าเรารักประชาชน   เราจะเชื่อฟังพระบัญญัติหกข้อหลัง ซึ่งนิยามความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆ   (ดูมัทธิว 22:36-40)

 

อัครสาวกเปาโลให้ข้อคิดว่า   ความรักสำหรับพระเจ้าและสำหรับเพื่อนบ้านของเรา จะส่งผลให้เป็นผู้รักษาธรรมบัญญัติมากกว่าผู้ประพฤติผิดธรรมบัญญัติ

 

เพราะว่าผู้ที่รักคนอื่น ก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว   ข้อที่ว่า  อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา’ ‘อย่าฆ่าคน  อย่าลักทรัพย์’   ‘อย่าโลภ’   ทั้งพระบัญญัติอื่นๆก็รวมอยู่ในข้อนี้คือ   ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง.... เพราะฉะนั้นความรักจึงเป็น สิ่งที่ทำให้ธรรมบัญญัติสำเร็จอย่างครบถ้วน

โรม 13:8-10

คนเหยียบย่ำพระบัญญัติสิบประการเป็นคนบาป

 

ทุกคนที่ทำบาปก็ประพฤติผิดธรรมบัญญัติ   บาปเป็นสิ่งที่ผิดธรรมบัญญัติ

ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 3:4

ขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้า   เรามีพระผู้ช่วยให้รอดบาป   ซึ่งเสด็จมาในโลกนี้   ทรงสิ้นพระชนม์   ทรงฟื้นคืนพระชนม์   และเดี๋ยวนี้ทรงอยู่เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ

 

พวกท่านรู้อยู่แล้วว่า   พระองค์ทรงปรากฏเพื่อกำจัดบาปของเราให้หมดไป

พระวจนะที่ 5

พระผู้ช่วยให้รอดบาปของเราทรงให้อภัยและกำจัดบาปของเราให้หมดไป

 

ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรมก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 1:9

พระองค์ทรงสัญญาจะมอบความรักของพระองค์ให้กับเรา   เพื่อที่จะให้เรารักคนอื่นต่อๆไป   จึงเป็นเหมือนยาถอนพิษขนานใหญ่สำหรับชีวิตที่เห็นแก่ตัว

เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา   โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์   ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว

โรม 5:5

เราไม่มีความสามารถมาแต่กำเนิดที่จะรักษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า   แท้จริงแล้วจิตใจที่บาปของเราได้ต่อต้านธรรมบัญญัติของพระเจ้า (โรม 3:10)    ความรักของพระเจ้า   “ได้หลั่งไหล....เข้าสู่จิตใจของเรา”   เป็นความต้องการของเราเพราะ   “ผู้ที่รักคนอื่นก็ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว  (โรม 5:5; 13:8)   ความรักเป็นพลังอำนาจที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในชีวิตคริสเตียน   เพราะว่าเรารักพระเจ้า   จึงเป็นโดยเนื้อหนังมังสาที่เราต้องการจะเชื่อฟังพระองค์   “เพราะว่าความรักของพระคริสต์ควบคุมเราอยู่”   (โครินธ์ ฉบับที่สอง 5:14)

พระเกียรติคุณและการเชื่อฟังพระเจ้า ทำให้เราปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ

การช่วยให้รอดบาปเป็นของประทานจากพระเจ้า   เราไม่สามารถจะรอดบาปได้เอง   เราต้องยอมรับโดยความเชื่อความศรัทธาเท่านั้น   เราได้รับการตัดสินให้เป็นคนชอบธรรม   (ยืนด้วยความชอบธรรมกับพระเจ้า)   เหมือนเป็นของประทานซึ่งจะได้รับโดยทางความเชื่อความศรัทธาเท่านั้น เพราะเป็นพระคุณของพระเจ้า

 

เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้ว ด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ   ความรอดนี้ไม่ได้มาจากตัวท่าน   แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการกระทำ   เพื่อไม่ให้ใครอวดได้

เอเฟซัส 2:8, 9

เราไม่สามารถจะรักษาพระบัญญัติได้ด้วยความพยายามของเราเอง   เราไม่สามารถรักษาพระบัญญัติเพื่อรับการช่วยให้รอด   แต่เมื่อเราพบพระเยซูและได้รับการช่วยให้รอด   ความรักของพระองค์เติมเต็มจิตใจเรา   และด้วยพระเกียรติคุณและการยอมรับของพระเจ้านี้   ความปรารถนาของเราที่จะติดตามและเชื่อฟังพระคริสต์จึงมีมากขึ้น   เราเริ่มเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์โดยพระฤทธานุภาพความรักของพระองค์ในจิตใจเรา   “ความรักของพระคริสต์หลั่งเข้าสู่จิตใจเรา”   และเราเริ่มที่จะรักก็เนื่องด้วยความรักของพระองค์   (โรม 5:5,ฉบับคิงส์เจมส์)

 

เพราะว่าความรักต่อพระเจ้าเป็นอย่างนี้   คือเมื่อเราประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์   และพระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป

ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 5:3

ตามที่ยอห์นกล่าว   “ทุกคนที่ทำบาปก็ประพฤติผิดธรรมบัญญัติ”   (ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 3:4)   แต่หลังจากที่ชาวคริสเตียนได้รับการแนะนำว่า   พวกเขาจะไม่ถูกประกาศว่าประพฤติผิดธรรมบัญญัติอีกต่อไป   เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ทรงลบมลทินบาปของพวกเขาบนเนินเขาคาลวารี่   อาจารย์เปาโลเพิ่มเติมว่า

 

ถ้าเช่นนั้นเราลบล้างธรรมบัญญัติด้วยความเชื่อหรือ? เปล่าเลย   เรายังชูธรรมบัญญัติขึ้นอีก

โรม 3:31

อาจารย์เปาโลเน้นถึงการไร้ประโยชน์ของความพยายามมนุษย์   ที่ชี้ให้เห็นว่าเราไม่ได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติเหมือนเป็นทางที่ช่วยให้รอดบาปแต่   “อยู่ใต้พระคุณ”   แล้วเขาถามว่า

เราจะทำบาปเพราะไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   แต่อยู่ใต้พระคุณอย่างนั้นหรือ?   เปล่าเลย!”

โรม 6:15

เพราะว่า   “ความเชื่อที่ไม่มีการประพฤตินั้นไร้ผล [ตาย, ฉบับคิงส์เจมส์]”   ความรักเป็นแรงจูงใจให้จิตใจมีชีวิตที่เชื่อฟังด้วยความรัก!   (ยากอบ 2:20, 22; ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 5:2)    การรักพระคริสต์คือการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์

ใครที่มีบัญญัติของเราและประพฤติตามบัญญัติเหล่านั้น   คนนั้นเป็นคนที่รักเรา

ยอห์น 14:21

อาจารย์เปาโลสะท้อนการสอนของพระเยซูว่า

 

เพราะว่าสิ่งซึ่งธรรมบัญญัติทำไม่ได้   เพราะเนื้อหนังทำให้มันอ่อนกำลังไปนั้น   พระเจ้าได้ทรงทำแล้ว   โดยพระองค์ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เองมา   ในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป และเพื่อไถ่บาป   พระบุตรในเนื้อหนังจึงได้ทรงลงโทษบาป    เพื่อสิ่งที่ธรรมบัญญัติสั่งไว้จะได้สำเร็จในตัวเราที่ไม่ดำเนินตามเนื้อหนัง   แต่ตามพระวิญญาณ

โรม 8:3, 4

โดยอาศัยพระฤทธานุภาพพระวิญญาณทำให้มีความสามารถมากขึ้นจนทำให้   “ความประพฤติที่ชอบธรรม”   ตามธรรมบัญญัตินั้นสำเร็จ

 

นายอีริค   ลิดเดิลแสดงให้เห็นว่า   ถึงแม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด   ผู้มีความเชื่อถึงพระฤทธานุภาพของพระเจ้า จะสามารถอาศัยอยู่ในชีวิตที่เชื่อฟังและพอใจในสิ่งนั้น   ลิดเดิลแสดงให้เห็นถึงพระเกียรติคุณอันทรงเสน่ห์ในยามคับขันและหวาดกลัว   ความรักของพระองค์ที่เชื่อมสัมพันธ์กับพระเจ้าสามารถทำให้พระองค์ทรงเข้าถึง   “หลักความประพฤติที่เป็นตามธรรมบัญญัติ”  เช่นกันโดยผ่านความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรักของลิดเดิลไปยังคนอื่นๆในค่ายกักกัน   ความสัมพันธ์แห่งรักของการถูกตรึงบนไม้กางเขนและพระผู้ช่วยให้รอดบาป ที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์สามารถให้คุณภาพชีวิตแบบนั้นได้   เพราะเมื่อความรักของพระคริสต์หลั่งไหลเข้ามาในจิตใจเราแล้ว   ความเป็นเนื้อหนังมังสาของเราจะเชี่อฟังพระบัญญัติของพระองค์

 

หลักความประพฤติที่เป็นตามธรรมบัญญัตินั้น   มีจารึกอยู่ในจิตใจ[ของเรา]”

        โรม 2:15

          ท่านค้นพบความลับนี้เพื่อตัวท่านเองแล้วหรือยัง?   ความรักของพระเยซูที่มีต่อท่านทำให้พระองค์ทรงมอบพระชนม์ของพระองค์เพื่อบาปของท่าน   พระองค์ทรงทำให้ความสัมพันธ์ของท่านทั้งหมดมีพลังอำนาจแห่งความรักของพระองค์และ   “ทรงให้พวกท่านเพียบพร้อมด้วยสิ่งดีๆทุกอย่าง   เพื่อที่จะทำตามพระทัยของพระองค์”   (ฮีบรู 13:21)   การตอบรับของท่านคืออะไร?

 

สาธุการพระบิดาบนสรวงสวรรค์    ขอขอบพระคุณสำหรับพระวจนะของพระองค์ ที่เป็นหนังสือคู่มือการใช้ชีวิตแบบคริสเตียนที่มอบให้กับข้าพระองค์    ขอขอบพระคุณสำหรับพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดบาป และทรงมอบแบบอย่างให้ข้าพระองค์     ขอขอบพระคุณสำหรับพระฤทธานุภาพแห่งความรักของพระองค์ ซึ่งทรงทำให้มีการใช้ชีวิตเพื่อพระองค์ตามพระคัมภีร์และพระบัญญัติสิบประการนั้นเป็นไปได้  ขอขอบพระคุณสำหรับการเชื่อฟังด้วยความรักที่ทำให้ชีวิตสมหวัง   ได้โปรดเติมเต็มจิตใจของข้าพระองค์ด้วยความรักเช่นนั้นที่มีมากขึ้นและมากขึ้น    ข้าพระองค์ขออธิษฐานในนามพระเยซูคริสตเจ้า    อาเมน

______________________

 

 

 

ค้นพบ บทที่ 15

ความลับการมีความสุข (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 15)

1. พระคัมภีร์เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนจริงๆเหมือนท่านและฉัน

ถูก

ผิด

 

2. พระคัมภีร์เหมือนเป็นจดหมายส่วนตัวจากเพื่อนสนิท

ถูก

ผิด

 

3. พระบัญญัติสิบประการเป็นการสรุปการสอนในพระคัมภีร์

ถูก

ผิด

 

4. พระบัญญัติสิบประการเป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง

ถูก

ผิด

 

5. พระบัญญัติสี่ข้อแรกนิยามความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า

ถูก

ผิด

 

6. พระบัญญัติสี่ข้อแรกนิยามความสัมพันธ์ของเรากับบุคคลอื่น

ถูก

ผิด

 

7. พระเยซูทรงแนะนำนักปกครองเศรษฐีหนุ่มให้เชื่อฟังพระบัญญัติ

ถูก

ผิด

 

8. พระเยซูทรงแนะนำนักปกครองเศรษฐีหนุ่มว่าพระบัญญัติเกิดในสมัยของพระคัมภีร์เก่าเท่านั้น

ถูก

ผิด

 

9. ตามที่พระเยซูกล่าว พระบัญญัติมีไว้เพื่อควบคุมเรา

ถูก

ผิด

 

10. ตามที่พระเยซูกล่าว พระบัญญัติมีไว้เพื่อช่วยให้ชีวิตของเรามีความสุข

ถูก

ผิด

 

11. กษัตริย์ซาโลมอนมีชีวิตที่สุขสบายตราบเท่าที่พระองค์ทรงเชื่อฟังพระบัญญัติ

ถูก

ผิด

 

12. กษัตริย์ซาโลมอนมีชีวิตที่สุขสบายเมื่อพระองค์เป็นอิสระคือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในธรรมบัญญัติ

ถูก

ผิด

 

13. ตามพระคัมภีร์ใหม่พระบัญญัติเป็นสิ่งบริสุทธิ์และดีงาม

ถูก

ผิด

 

14. ตามในพระคัมภีร์ใหม่พระบัญญัติได้ล้าสมัยไปแล้ว

ถูก

ผิด

 

15. จุดประสงค์ของพระบัญญัติคือการชี้ถึงบาปและให้เราตั้งเป้าในการต่อสู้กับบาป

ถูก

ผิด

 

16. จุดประสงค์ของพระบัญญัติคือการชี้ถึงบาปและนำเราไปหาพระเยซูผู้ซึ่งทรงช่วยเราให้พ้นจากบาป

ถูก

ผิด

 

17. มนุษย์เราถูกช่วยให้รอดจากบาปได้โดยพระเกียรติคุณของพระคริสต์

ถูก

ผิด

 

18. มนุษย์เราถูกช่วยให้รอดจากบาปได้โดยการรักษาธรรมบัญญัติ

ถูก

ผิด

19. คนที่ถูกช่วยให้รอดบาปโดยพระเกียรติคุณผ่านความเชื่อความศรัทธาในการสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์จะได้เป็นอิสระจากการรักษาธรรมบัญญัติ

ถูก

ผิด

20. คนที่ได้รับการช่วยให้รอดบาปโดยพระเกียรติคุณผ่านความเชื่อความศรัทธาในการสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์   เขารักพระคริสต์และโดยความเป็นเนื้อหนังมังสาของเขา   เขาได้เชื่อฟังธรรมบัญญัติ

ถูก

ผิด

21. ดาวิด   (ผู้เขียนพระวจนะเพลงสดุดี)   พูดเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าว่า   “พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์”   เพลงสดุดี 119:105   ข้อความนี้มีความหมายต่อท่านอย่างไร?

 

22. พระวจนะของพระเจ้าสามารถทำอะไรให้มนุษย์บ้าง?   อิสยาห์ 48:18

 

23. ในชีวิตของท่าน พระวจนะของพระเจ้าได้ทำอะไรให้กับท่านบ้าง?

 

24. คำถามที่เป็นหัวใจ: ท่านปรารถนาที่จะให้พระเยซูทรงเขียนธรรมบัญญัติของพระเจ้าในจิตใจท่านหรือไม่?

 

 

 




Progress