ค้นพบ
บทที่ 2
เราสามารถเชื่อพระคัมภีร์ได้
· พระคัมภีร์คือวิธีที่พระเจ้าทรงใช้พูดคุยกับเรา
· ใครเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์?
· ความเป็นหนึ่งเดียวของพระคัมภีร์
· เราสามารถเชื่อมั่นในพระคัมภีร์
· เราจะเข้าใจพระคัมภีร์ได้อย่างไร
· พระคัมภีร์สามารถเปลี่ยนชีวิตของท่านได้
เราสามารถเชื่อพระคัมภีร์ได้
กลุ่มกบฏที่ลือชื่อได้จมเรือบาวน์ตี้ (Bounty) ของอังกฤษ และได้ตั้งถิ่นฐานกับหญิงชาวพื้นเมืองบนเกาะเดียวโดดโดดที่ชื่อว่า พิทคาเอิร์น (Pitcairn) กลุ่มนี้มีกะลาสีเรืออังกฤษเก้าคน เป็นชายชาวทาฮิเทียน
(Tahitian) หกคน หญิงสิบคนและเด็กผู้หญิงอายุสิบห้าปีหนึ่งคน ต่อมาหนึ่งในกะลาสีเรือได้พบวิธีการหมักสุรา และในไม่ช้าชาวเกาะก็เริ่มดื่มสุราจนเมามาย ความเมาทำให้ขาดสติและเกิดทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง จนทำให้ความสัมพันธ์เลวลง และเกิดความแตกแยกกันในกลุ่ม
หลังจากนั้นไม่นานมีผู้ชายต้นแบบเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่รอดชีวิตมาถึงเกาะนี้ได้ ชายผู้นี้คืออเล็กซานเดอร์ สมิทธิ์ เขาได้นำพระคัมภีร์ติดตัวมาด้วยซึ่งเขาหยิบมาจากลิ้นชักในเรือ เขาเริ่มอ่านพระคัมภีร์และสอนคนอื่นๆ ในที่สุดไม่เพียงแต่ชีวิตของเขาที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น ทุกชีวิตบนเกาะได้เปลี่ยนแปลงตามเขาไปด้วย
ชาวเกาะเหล่านี้ได้แยกตัวออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งการมาเยือนของเรืออเมริกาโทปาซ (Topaz) ในปีค.ศ. 1808 ลูกเรือพบว่าเกาะนี้เป็นสังคนที่เจริญรุ่งเรือง ไม่มีเหล้า ไม่มีคุก ไม่มีคดีอาชญากรรม พระคัมภีร์ได้เปลี่ยนแปลงสภาพเกาะจากนรกบนดินเป็นโลกแห่งต้นแบบซึ่งพระเจ้าทรงพระประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น
ปัจจุบันเกาะนี้ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ เราทราบเพราะคณะจัดรายการวิทยุ “เสียงแห่งคำพยากรณ์” ยังคงติดต่อกับเกาะพิทคาเอิร์นทางคลื่นวิทยุ นายทอม คริสเตียน (ทายาทกลุ่มกบฏเรือบาวน์ตี้ เฟรชเชอร์ คริสเตียน) เป็นผู้จัดรายการวิทยุสมัครเล่นและพูดคุยกับเราทุกสัปดาห์
พระเจ้ายังทรงพูดคุยกับประชาชนผ่านทางหน้าหนังสือพระคัมภีร์อยู่หรือไม่? แน่นอนพระองค์ยังทรงทำเช่นนั้นอยู่ ขณะที่ฉันกำลังเขียนอยู่นี้ ฉันเห็นกระดาษคำตอบที่ได้รับจากนักเรียนในชั้นเรียนพระคัมภีร์คนหนึ่ง บรรทัดสุดท้ายเขียนว่า “ฉันเป็นนักโทษประหารในคุกรัฐยูทาร์ ฉันได้หลงทางก่อนที่จะศึกษาพระคัมภีร์ แต่เดี๋ยวนี้ฉันอยู่อย่างมีจุดมุ่งหมายและฉันได้พบรักใหม่”
พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์เป็นหนทางแห่งอำนาจและพระฤทธานุภาพในการเปลี่ยนความเป็นอยู่ของประชาชน ประชาชนที่ใดก็ตามที่ศึกษาพระคัมภีร์อย่างจริงจัง ความเป็นอยู่ของเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว
พระคัมภีร์คือวิธีที่พระเจ้าทรงใช้พูดคุยกับเรา
หลังจากการสร้างอาดัมและเอวา ชายหญิงคู่แรกของโลก พระเจ้าทรงพูดคุยกับเขาทั้งสองแบบตัวต่อตัว แต่หลังจากที่เขาทั้งสองมีความบาป ทั้งคู่ได้กระทำอย่างไร เมื่อพระเจ้าทรงมาเยี่ยมพวกเขา?
“แล้วชายและภรรยาของเขาได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน เขาทั้งสองได้หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ในสวนนั้น ”
— ปฐมกาล 3:8
(หากมิได้มีการทำเครื่องหมายใดไว้ บทอ่านที่อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งหมดในบท
ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์สากลฉบับใหม่[เอ็นไอวี])แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม
ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002
สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
ความบาปทำให้เราไม่กล้าสู้เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า หลังจากที่ความบาปเกิดขึ้นในโลกของเรา พระเจ้าทรงพูดคุยกับประชาชนอย่างไร?
“แท้จริงพระเจ้ามิได้ทรงกระทำอะไรเลย โดยมิได้เปิดเผยความลี้ลับให้แก่ผู้รับใช้ของพระองค์ คือผู้เผยพระวจนะ”
— อาโมส 3:7
พระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งเราให้มีชีวิตมืดมนอย่างไม่มีความหมาย
แต่พระองค์ทรงให้คำตอบสำหรับคำถามที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเรา โดยผ่านผู้เผยพระวจนะ (บุคคลที่พระเจ้าทรงพูดคุยเพื่อเขียนเรื่องราวให้พระองค์)
ใครเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์?
ผู้เผยพระวจนะได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าโดยการพูดหรือการเขียน ขณะที่บรรดาผู้เผยพระวจนะยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งเสียชีวิตไป พระวจนะที่พวกเขาเขียนก็ยังคงปรากฏอยู่ และโดยการทรงนำของพระเจ้า พระวจนะเหล่านั้นได้ถูกรวบรวมเป็นเล่มซึ่งเรียกว่า พระคัมภีร์
แต่การเขียนของผู้เผยพระวจนะจะเชื่อถือได้อย่างไร?
“ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน
คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำ ของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้
เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความประสงค์ของมนุษย์เลย
แต่มนุษย์กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดลใจเขา”
พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงทำให้บรรดาผู้เผยพระวจนะได้รับข่าวประเสริฐที่ปรากฏในพระคัมภีร์ ผู้เขียนหนังสือในพระคัมภีร์ทั้งหลายไม่ได้เขียนเรื่องราวจากความคิดของพวกเขาแต่ประการใด แต่พวกเขาเพียงแค่ขยับมือหรือได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าต่างหาก พระคัมภีร์คือหนังสือซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้เขียนด้วยพระองค์เพียงแต่ผ่านมือของผู้เผยพระวจนะเท่านั้น!
ในพระคัมภีร์พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับพระองค์และเปิดเผยถึงพระประสงค์ของพระองค์เพื่อพงศ์พันธุ์มนุษย์ พระคัมภีร์เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ เป็นคำพยากรณ์ และเป็นโครงร่างแบบแผนทั้งหมดของพระเจ้าเพื่อทรงช่วยให้เรารอดจากบาป
พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพความคิดของพระเจ้าในอดีตเท่านั้น แต่เปิดเผยถึงอนาคตด้วย และบอกเราว่าในที่สุดปัญหาของความบาปจะถูกแก้ไขได้อย่างไร และสันติสุขจะเกิดขึ้นบนโลกของเราได้อย่างไร
หนังสือในพระคัมภีร์ทุกเล่มเป็นข่าวสารจากพระเจ้าหรือ?
“พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์ในการสอน
การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะมีความสามารถและพรักพร้อมเพื่อการดีทุกอย่าง”
พระคัมภีร์บริสุทธิ์มีผลต่อมนุษย์อย่างลึกซึ้งเพราะ “ทุกตอน” ในพระคัมภีร์เป็น “การดลใจจากพระเจ้า” พระคัมภีร์เป็นมากกว่าการรวบรวมสิ่งที่สวยงามตามหลักศีลธรรมจรรยา เป็นมากกว่าหนังสือที่ยิ่งใหญ่ เป็นเอกสารที่ช่วยดลใจ เป็นหนังสือของพระเจ้า ซึ่งผู้เผยพระวจนะได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในสิ่งที่เขาได้เห็นและได้ยินเป็นภาษามนุษย์ แต่ข่าวสารของพวกเขาได้มาจากพระเจ้าโดยตรง
ถ้าท่านต้องการรู้ว่าชีวิตทั้งหมดเกี่ยวกับอะไรบ้าง
ท่านจะได้คำตอบโดยการอ่านพระวจนะอันบริสุทธิ์ ที่ต้องอาศัยความซื่อสัตย์และความเชื่อมั่นมากๆ จากการอธิษฐานที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวัน
ท่านจะพบว่าทัศนคติและมุมมองของท่านจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ยิ่งท่านเรียนรู้และเปิดเผยต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้ทรงเขียนพระคัมภีร์ที่แท้จริงมากเพียงใด
ท่านจะยิ่งได้รับความสุขทางจิตใจมากขึ้นเท่านั้น
ความเป็นหนึ่งเดียวของพระคัมภีร์
จริงๆแล้วพระคัมภีร์คือห้องสมุดของหนังสือหกสิบหกเล่ม เป็นพระคัมภีร์เก่าสามสิบเก้าเล่มซึ่งถูกเขียนขึ้นในช่วงระหว่างก่อนคริสตกาล 1450 ถึง 400 และอีกยี่สิบเจ็ดเล่มเป็นพระคัมภีร์ใหม่ที่เขียนขึ้นระหว่างคริสตศักราช 50 ถึง 100
บางช่วงเวลาก่อนคริสตกาล 1400 ผู้เผยพระวจนะโมเสสได้เริ่มเขียนหนังสือห้าเล่มแรกในพระคัมภีร์ ต่อมาประมาณช่วงก่อนคริสตกาล 95 อัครสาวกยอห์นได้เขียนหนังสือเล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์ (วิวรณ์) ดังนั้นการเขียนหนังสือเล่มแรกจนกระทั่งเล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์ได้ใช้เวลาประมาณ 1,500 ปีและมีผู้เผยพระวจนะอย่างน้อยอีกสามสิบแปดคนที่ช่วยกันเรียบเรียงขึ้นมา
ผู้เขียนพระคัมภีร์เหล่านี้มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน บางคนมีชีวิตอยู่ห่างกันนับเป็นหลายร้อยปี ในหลายๆกรณีผู้เขียนเหล่านั้นไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บ้างเป็นนักธุรกิจทำการค้า บ้างเป็นผู้ดูแลแกะ บ้างเป็นคนตกปลา บ้างเป็นทหาร บ้างเป็นหมอ บ้างเป็นนักเทศนา บ้างเป็นพระมหากษัตริย์ เห็นได้ว่าผู้เขียนล้วนมาจากหลากหลายอาชีพ เขาทั้งหลายอยู่ภายใต้การปกครองที่ต่างกัน มีวัฒนธรรมและหลักปรัชญาที่ต่างกัน แต่นี่เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง เมื่อพระคัมภีร์คือหนังสือทั้ง 66 เล่ม หรือ 1,189 บท หรือ 31,173 พระวจนะ ได้ถูกนำมารวมกัน เราพบการสืบทอดข่าวประเสริฐที่มีความกลมกลืนกันอย่างสมบูรณ์ เหมือนอย่างที่นักปราชญ์ เอฟ.เอฟ.บรู๊ค ได้เขียนไว้ว่า “พระคัมภีร์ไม่ใช่แค่หนังสือธรรมดาๆที่รวบรวมงานเขียนจากนักเขียนที่เลือกสรรมา แต่พระคัมภีร์มีความเป็นหนึ่งเดียวในการผูกเรื่องราวทั้งหมดให้สอดคล้องกัน”
เปรียบเสมือนหนึ่งว่า มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูและเข้ามาในบ้านท่านตามคำเชิญ เขานำแผ่นหินอ่อนรูปร่างแปลกพิลึกมาวางที่พื้นห้องนั่งเล่นและเดินออกไปโดยมิได้พูดจาแม้แต่คำเดียว อีกประมาณ 40 คนได้ทยอยเดินตามกันเข้ามา และทำเช่นเดียวกับคนแรกคือเรียงแผ่นหินอ่อนตามหมายเลขบนหินอ่อนของตนไว้ที่นั่น
เมื่อคนสุดท้ายได้เดินออกไป
ท่านจะรู้สึกประหลาดใจที่เห็นรูปแกะสลักหินอ่อนที่งามสง่าอยู่ตรงหน้าท่าน ต่อมาท่านรู้อีกว่าส่วนใหญ่ “ช่างแกะสลักเหล่านั้น” ไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน พวกเขามาจากต่างท้องที่
บ้างมาจากอเมริกาเหนือ จีน แอฟริกา และส่วนต่างๆของโลก แล้วท่านจะสรุปได้ว่าอย่างไร?
เสมือนหนึ่งว่าบางคนได้วางแปลนรูปแกะสลักหินอ่อนนั้นไว้เรียบร้อยแล้ว และแจกจ่ายงานให้แต่ละคนทำหน้าที่แกะสลักเฉพาะส่วนของตนให้ถูกต้อง เพื่อนำชิ้นงานแต่ละชิ้นนั้นมาประกอบเป็นรูปแกะสลักหินอ่อน
พระคัมภีร์เปรียบเสมือนการนำข่าวสารทั้งหมดที่ได้รับมาปะติดปะต่อกันให้กลายเป็นหนึ่งเดียว เหมือนการสร้างรูปแกะสลักหินอ่อนที่สมบูรณ์แบบตามที่กล่าวข้างต้น
ซึ่งพระเจ้าทรงคิดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
การรวมเป็นหนึ่งเดียวอันน่าทึ่งของพระวจนะเป็นหลักฐานได้ดีว่า แท้จริงแล้วพระคัมภีร์มิได้เป็นเพียงงานเขียนของมนุษย์ธรรมดาๆเท่านั้น
แต่เป็นพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งแท้จริงแล้วพระองค์ทรงดลใจให้มนุษย์เขียนขึ้นตามความคิดและตามพระวจนะจาก
“เสียงกระซิบของพระองค์”
ท่านสามารถเชื่อมั่นในพระคัมภีร์ได้
1. เป็นเรื่องน่าทึ่งที่สามารถเก็บรักษาพระคัมภีร์ให้คงอยู่ต่อไปได้
ในยุคแรกๆพระคัมภีร์ต้นฉบับทั้งหมดเขียนด้วยมือ และเป็นเวลาอีกนานกว่าจะมีการตีพิมพ์ มีการคัดลอกพระวจนะต้นฉบับที่เขียนด้วยมือหลายต่อหลายเล่มและแจกจ่ายไปทั่ว จนถึงปัจจุบันสำเนาคัดลอกด้วยมือบางส่วนหรือพระวจนะนับเป็นพันๆสำเนายังคงมีให้เห็นกันอยู่
ย้อนอดีตไป 150 ถึง 200
ปีก่อนคริสตกาล มีการค้นพบพระวจนะเขียนด้วยมือเป็นภาษาฮีบรูในพระคัมภีร์เก่าที่บริเวณใกล้ทะเลสาบน้ำเค็มเด็ดซี (
ในระยะเริ่มนั้นแรก ส่วนใหญ่เหล่าอัครสาวกเขียนพระวจนะในพระคัมภีร์ใหม ่เป็นจดหมายส่งไปยังโบสถ์คริสเตียนต่างๆ ที่ตั้งขึ้นหลังการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์
(โคโลสี 4:16) สำหรับต้นฉบับคัดลอกด้วยมือมากกว่า
4,500 ฉบับนั้น บ้างเป็นพระคัมภีร์ใหม่ทั้งเล่ม บ้างเป็นเพียงบางส่วนของพระคัมภีร์ใหม่ แต่ทั้งหมดได้เปิดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และห้องสมุดที่ยิ่งใหญ่ของยุโรปและอเมริกา บางฉบับมีการบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่สอง
หากเราเปรียบเทียบต้นฉบับคัดลอกด้วยมือในยุคต้นๆเหล่านี้ กับพระคัมภีร์ในยุคปัจจุบัน
จะเห็นว่าพระคัมภีร์ใหม่ยังคงใจความสำคัญๆไว้ เหมือนเมื่อครั้งที่เขียนในครั้งแรก
และเป็นเรื่องน่าทึ่งทีเดียวเพราะเมื่อเราเห็นตัวหนังสือต้นฉบับในพระคัมภีร์ เรามีความมั่นใจมากๆและพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านั่นคือต้นฉบับจริงๆ และเป็นความมั่นใจมากยิ่งกว่า ที่เราเห็นตัวหนังสือต้นฉบับในบทละครของเช็คสเปียร์แล้วพูดว่านี่คือบทละครต้นฉบับจริง
คุณเฟรดเดอริค เคนยอน (Sir Frederic Kenyon) ผู้เคยเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์อังกฤษ แต่งหนังสือเรื่อง Our Bible and the Ancient Manuscripts (พระคัมภีร์และต้นฉบับเขียนด้วยมือที่เก่าแก่ของเรา) ให้ความมั่นใจแก่เราว่า “คริสตชนที่มีพระคัมภีร์ทั้งเล่มในมือสามารถพูดได้อย่างไม่กลัวหรือลังเลเลยว่า เขามีพระวจนะที่แท้จริงของพระเจ้าอยู่ในมือของเขา นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่มีการสืบทอดจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง โดยใจความสำคัญของพระวจนะมิได้ขาดตกบกพร่องไปเลยแม้แต่น้อย”
ปัจจุบันพระคัมภีร์หรือบางตอนได้ถูกแปลเป็นภาษาพื้นเมืองหรือภาษาต่างๆมากกว่า
2,060 ภาษา พระวจนะของพระเจ้าเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลก ซึ่งในแต่ละปียอดจำหน่ายพระคัมภีร์หรือบางตอนของพระคัมภีร์รวมกันได้มากกว่า
150 ล้านเล่ม
2.
ความถูกต้องแม่นยำทางประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์เป็นเรื่องน่าทึ่ง
ขณะที่อเมริกาได้รวมเป็นชาติแล้ว มีหลายคนสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องแม่นยำของพระคัมภีร์ เพราะเขาทั้งหลายไม่สามารถพิสูจน์เหตุการณ์ในพระคัมภีร์จากเอกสารทางประวัติศาสตร์โลกได้
พระคัมภีร์ได้พูดถึงสงคราม เมืองหลายแห่งและความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมด ในขณะที่ประวัติศาสตร์โลกไม่ได้กล่าวถึงแม้แต่น้อย
ทุกวันนี้การค้นพบของนักโบราณคดีหลายคน ได้ยืนยันถึงความถูกต้องแม่นยำของพระคัมภีร์
นักประวัติศาสตร์ได้ค้นพบแผ่นจารึกดิน และอนุสาวรีย์หินซึ่งทำให้เรารู้จักชื่อ
สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เราสามารถทราบได้จากพระคัมภีร์เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ตามที่กล่าวในปฐมกาล 11:31 อับราฮัมและครอบครัวของเขา “ได้เดินทางออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย จะเข้าไปใน[แผ่นดิน]คานาอัน” และเพราะมีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้นที่กล่าวถึงเมืองเออร์ ในขณะที่นักวิชาการได้บอกอย่างมั่นใจว่าไม่เคยปรากฏเมืองเออร์นี้มาก่อน จนกระทั่งนักโบราณคดีพบว่าที่ฐานของเสาหอคอยโบสถ์ที่อิรักตอนใต้ มีเขียนชื่อเมืองเออร์เป็นตัวอักษรรูปลิ่มของชาวบาบิโลเนียโบราณ ต่อมามีการเปิดเผยว่าในสมัยนั้นเมืองเออร์เป็นเมืองหลวงมีความเจริญรุ่งเรืองที่พัฒนาไปไกลทีเดียว แต่นักประวัติศาสตร์ได้ลืมความโดดเด่นของเมืองนี้และได้สูญหายในเวลาต่อมา
จึงมีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้นที่ยังคงมีชื่อเมืองนี้อยู่ จนกระทั่งพลั่วนักโบราณคดีได้ยืนยันถึงความจริงแท้ในเรื่องนี้
เมืองเออร์มิได้เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างมากมาย ที่นักโบราณคดียืนยันความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ในปัจจุบันเท่านั้น
ท่านสามารถหาหนังสือที่น่าสนใจเกี่ยวกับโบราณคดีทางพระคัมภีร์ได ้ตามห้องสมุดของรัฐในเมืองต่างๆของอเมริกา
มีหนังสืออีกมากมายที่ให้ตัวอย่างนับร้อยในประวัติศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ทางประวัติศาสตร์ได้
3.คำทำนายที่แม่นยำในพระคัมภีร์เกิดขึ้นจริง แสดงว่าท่านสามารถเชื่อถือพระคัมภีร์ได้
คำทำนายในพระคัมภีร์ทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นอย่างมากในพระวจนะของพระเจ้า
พระคัมภีร์ทำนายเหตุการณ์อนาคตได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้เกิดขึ้นจริงต่อหน้าต่อตาของเรา
ท่านจะตรวจสอบหนึ่งในคำทำนายที่ตื่นเต้นเหล่านี้ได้ในบทที่
7 ท่านจะพบว่าพระเจ้าทรงเปิดเผยอนาคตทั้งหมดไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ในประวัติศาสตร์ปี 606 ก่อนคริสตกาลจนถึงปัจจุบัน (ซึ่งเป็นศตวรรษในยุคของเรา) คำทำนายนี้ได้มองไปข้างหน้าและบอกเราว่าในโลกปัจจุบันจะเกิดอะไรขึ้น
เราจะเข้าใจพระคัมภีร์ได้อย่างไร
โปรดจำไว้ว่าพระคัมภีร์มิใช่เป็นเพียงเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีไว้เพียงเพื่อให้นักปราชญ์เข้าใจเท่านั้น ความเข้าใจในพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งที่ตื่นเต้นที่สุด บางทีเกิดจากการสอนแบบธรรมดาๆจากบุคคลธรรมดาๆและฟังพระคัมภีร์อย่างธรรมดาๆ ซึ่งเหมือนกับว่าเราอ่านจดหมายส่วนตัวของพระเยซูซึ่งทรงเขียนให้เรา ขณะที่เราอ่านพระวจนะของพระเจ้าขอให้ระลึกถึงหลักสำคัญ 7 ข้อไว้ตลอดเวลาคือ
1. ศึกษาพระคัมภีร์ด้วยจิตอธิษฐาน
ถ้าท่านเข้าถึงพระคัมภีร์ด้วยหัวใจและจิตใจที่เปิดกว้างโดยการอธิษฐาน
พระวจนะจะเป็นตัวกลางทำให้ท่านได้ติดต่อกับพระเยซูเป็นการส่วนตัวจริงๆ
เมื่อท่านเปิดอ่านพระคัมภร์ โปรดอย่าลืมอัญเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเสมือนเป็นครูของท่านด้วย
“เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว
พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล..... พระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้น
พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ
เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาแจ้งแก่พวกท่าน”
— ยอห์น 16:13-14
2. ศึกษาพระคัมภีร์ทุกวัน
อัครสาวกเปาโลได้ให้ความเห็นต่อชาวคริสเตียนเมืองเบโรอา เพราะ
“พวกเขารับพระวจนะด้วยความอยากรู้และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน”
หวังจะรู้ว่าข้อความเหล่านั้นจริงดังที่กล่าวหรือไม่ (กิจการของอัครฑูต17:11) การศึกษาพระคัมภีร์ทุกวันเป็นกุญแจสำคัญทำให้เกิดพลังในการดำเนินชีวิตของเรา (โรม 1:16)
3. ศึกษาพระคัมภีร์อย่างระมัดระวัง
อัครสาวกเปาโลได้บอกทิโมธีให้ศึกษาพระคัมภีร์เหมือน “เป็นคนงานที่ไม่อับอาย สอนพระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (ทิโมธี ฉบับที่สอง 2:15) อย่าเพียงแต่หลงจับและยึดติดใจความเฉพาะที่สอดคล้องและเอนเอียงตามความคิดเห็นของท่านเท่านั้น แต่ขอให้ท่านมองให้ทะลุและอ่านอย่างระมัดระวัง เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงที่เป็นไปได้ในการกล่าวเช่นนั้นในพระคัมภีร์แต่ละตอน เพราะการอ่านพระคัมภีร์ก็เหมือนการที่เราสื่อสารกับพระจิตของพระเจ้านั่นเอง
4. ศึกษาพระคัมภีร์โดยอ่านพระวจนะต่อพระวจนะ บทต่อบท และเรื่องต่อเรื่อง
ขณะที่ท่านอ่านพระคัมภีร์ ขอให้ท่านยอมให้พระคัมภีร์เป็นฝ่ายพูดแถลงเรื่องราวของพระคัมภีร์ให้จบก่อน อย่าด่วนสงสัย เพราะพระคัมภีร์เป็นข่าวประเสริฐจากพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์มิใช่เป็นเพียงความจริงเท่านั้น แต่พระคัมภีร์ยังเป็นบททดสอบความจริงทั้งหมดอีกด้วย (อิสยาห์ 8:20) ดังนั้นเราไม่ควรจะยอมให้ความเชื่อหรือหลักการของ “ศาสนา” ใดๆ มาพยายามอธิบายนอกเหนือพระคัมภีร์ การพยายามทำให้พระคัมภีร์สอดคล้องกับความคิด ที่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือมีใจไม่มั่นคง เป็นเหตุให้เรา “บิดเบือน” ข้อความ เหมือนอย่างที่เขาบิดเบือนข้ออื่นๆในพระคัมภีร์ อันเป็นเหตุให้ “ตนเองพินาศ” ก็เท่านั้นเอง (ปีเตอร์ ฉบับที่สอง 3:16, ฉบับคิงส์เจมส์)
ขอให้มั่นใจว่าเราเข้าใจแก่นแท้ของแต่ละพระวจนะในพระคัมภีร์อย่างชัดเจนว่า กำลังพูดกับใคร ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร มีพระวจนะอื่นๆอะไรอีกบ้างที่กล่าวถึงเรื่องราวนั้นๆเป็นต้น คำถามที่เป็นหัวใจสำคัญก็คือ ผู้เขียนพระคัมภีร์ตั้งใจจะพูดอะไร? เราทุกคนต้องชี้ข้อแตกต่างให้ได้ ระหว่างผู้เขียนพระคัมภีร์ตั้งใจจะพูดอะไรกับความประทับใจส่วนตัวของเรา (ซึ่งเราคิดว่าผู้เขียนควรพูดอะไร) หลังจากที่เราสามารถจับสาระแก่นแท้ได้ว่าหมายถึงอะไร เราก็จะสามารถนำสาระแก่นแท้เหล่านั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างฉลาดในปัจจุบัน
5. ศึกษาพระคัมภีร์โดยอาศัยเรื่องราวเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นหัวข้อๆไป
เพื่อให้เข้าใจความจริงในพระคัมภีร์อย่างแท้จริง เราต้องยอมให้พระคัมภีร์เป็นผู้แปลความด้วยพระคัมภีร์เอง อย่างไรเล่า? โดยการเปรียบเทียบพระวจนะต่อพระวจนะ พระเยซูทรงใช้วิธีนี้ในการแสดงว่า พระองค์เป็นพระเมสสิยาห์
“เริ่มต้นตั้งแต่โมเสสและบรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหมด
แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง”
โดยอ้างถึงพระวจนะทุกพระวจนะที่เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ จะทำให้เราเห็นภาพและเข้าใจในเแง่มุมที่สมบูรณ์แบบ เรื่องราวจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงจุดประสงค์ของพระเจ้าได้อย่างถูกต้องมากขึ้นเช่น เราจะพบความลับต่างๆของผู้อธิษฐานที่ประสบความสำเร็จได้อย่างไร? การอธิบายที่ดีคือให้เรารวบรวมพระวจนะที่พระเยซูและอัครสาวกได้กล่าวไว้ทั้งหมด พระสัญญาต่างๆและหลักการต่างๆที่เกี่ยวกับผู้อธิษฐานและการตอบคำอธิษฐานนั้นๆ (นั่นคือสิ่งสำคัญๆที่เราทำในบทที่ 14) เมื่อเราอธิษฐานขอให้พระคัมภีร์อธิบายด้วยวิธีของพระคัมภีร์ เราจะเข้าใจว่าพระเจ้าทรงหมายความว่าอย่างไร และนั่นไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่คนธรรมดาๆคิดหรือหนังสือลัทธิความเชื่อของโบสถ์ที่ยืนยันกับเรา
6. ศึกษาพระคัมภีร์เพื่อรับพลังอำนาจในการดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์
พระวจนะของพระเจ้าใน ฮีบรู 4:12 กล่าวว่า คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ พระวจนะมีความหมายมากกว่าทุกๆคำที่เขียนในหนึ่งหน้ากระดาษเสียอีก พระวจนะเป็นอาวุธในมือที่มีชีวิตซึ่งเราเอาไว้ต่อสู้กับสิ่งยั่วยุต่างๆที่ยังคงยืนกรานอย่างที่สุดที่จะหลอกล่อเราให้ติดกับ
7. ขอให้ท่านฟังพระวจนะของพระเจ้าที่พระองค์ทรงใช้พูดคุยกับท่าน
ถ้าใครบางคนที่รู้ความจริงในพระคัมภีร์เกี่ยวกับเรื่องราวหรือคำสอนที่เฉพาะเจาะจง เขาหรือเธอจะต้องเต็มใจที่จะดำเนินตามสิ่งที่พระคัมภีร์สอนไว้
“ถ้าใครตั้งใจประพฤติตามพระประสงค์ของพระเจ้า
คนนั้นก็จะรู้ว่าคำสอนนี้มาจากพระเจ้าหรือว่าเราพูดตามใจชอบเอง”
ผู้เผยพระวจนะเพลงสดุดีได้ให้ตัวอย่างทัศนคติเกี่ยวกับสุขภาพที่ดีว่า
“หนุ่มๆจะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร? โดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์”
พระคัมภีร์สามารถเปลี่ยนชีวิตของท่านได้
พระคัมภีร์มีผลต่อชีวิตของคนอย่างไร?
“การคลี่คลายพระวจนะของพระองค์ให้ความสว่าง
ทั้งให้ความเข้าใจแก่คนรู้น้อย”
— เพลงสดุดี 119:130
การศึกษาพระคัมภีร์ทำให้เกิด “ความเข้าใจ” ที่แข็งแกร่ง เกิดสติเชาวน์ปัญญา เกิดความสามารถในการหาเหตุผล ซึ่งหนังสือเล่มอื่นมิสามารถจะให้ได้ ถ้าท่านศึกษาและดูดซับวิธีการสอนทั้งหลายในพระคัมภีร์ได้อย่างลึกซึ้ง ท่านจะสามารถนำมาใช้ในชีวิตของท่านได้ พระคัมภีร์สามารถทำให้ท่านเอาชนะอุปนิสัยคอยทำลายที่อันตรายต่อชีวิตของท่านได้ นอกจากนี้พระคัมภีร์ยังสามารถพัฒนาท่านให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ศีลธรรมและจิตวิญญาณอีกด้วย
พระคัมภีร์ได้พูดคุยสัมผัสลึกถึงหัวใจ
พระคัมภีร์ได้สอดแทรกเข้ามาในความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเกิด
เรื่องความรัก เรื่องการแต่งงาน เรื่องการเป็นผู้ปกครองและเรื่องของความตาย พระวจนะได้รักษาบาดแผลที่ลึกที่สุดในธรรมชาติของมนุษย์
นั่นคือการตกอยู่ในบาปของสภาพความเป็นมนุษย์และความทุกข์ทรมานที่ได้รับจากบาปเหล่านั้น
สิ่งที่ตามมาของการพังทลายกำแพงเบอร์ลินก็คือ การฟื้นฟูศาสนาครั้งยิ่งใหญ่ที่เริ่มกวาดล้างชาวรัสเซียลัทธิไม่เชื่อพระเจ้า จากการดลใจของพระเจ้า หลายล้านคนได้ยอมรับพระคัมภีร์และกลายเป็นคริสตชน กาลีน่า (หญิงชาวนิชนิ โนโวโกร็อด เดิมเป็นชาวกอร์กี้) ได้เข้าร่วมประชุมกับสาวกศาสนาคริสต์ชาวอเมริกันคนหนึ่ง เธอพูดกับเขาด้วยน้ำตาที่นองหน้าว่า “ก่อนที่ฉันจะมาร่วมการประชุมเหล่านี้ ฉันไม่เคยเชื่อว่ามีพระเจ้าจริง ฉันไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า แต่เดี๋ยวนี้ฉันยอมรับพระเยซูคริสต์และภายในจิตใจของฉันได้กลายเป็นคนใหม่ ความจริงที่ฉันได้รับจากพระคัมภีร์ได้เปิดดวงตาของฉันให้พบกับความสว่าง”
พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้เป็นหนังสือเพียงเพื่อเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง กลุ่มคนอายุใดอายุหนึ่ง ชาติใดชาติหนึ่งหรือวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง
ถึงแม้มีการเขียนพระคัมภีร์จากฝั่งตะวันออก
แต่ก็ปรากฏต่อชายหญิงฝั่งตะวันตกเช่นกัน
พระคัมภีร์ได้เข้าไปตั้งแต่อพาร์ทเมนต์ของคนธรรมดาที่ต่ำต้อยจนถึงปราสาทของผู้มั่งคั่ง
เด็กๆได้หลงรักนิทานเรื่องราวตื่นเต้นในพระคัมภีร์
ความเป็นพระเอกในพระคัมภีร์เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน ผู้ปกครองทั้งหลายเห็นถึงปัญญาอันหลักแหลมของพระคัมภีร์ในการสอนลูกหลานของเขา พระคัมภีร์ทำให้เราหายกังวลและรู้สึกดีขึ้นกับความเจ็บป่วย ความเหงา และความชรา นอกจากนี้พระคัมภีร์ยังมอบความหวังสำหรับชีวิตที่ดีขึ้นด้วย
เพราะว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจผ่านพระคัมภีร์ จึงทำให้พระคัมภีร์ทรงพลังอำนาจมาก พระคัมภีร์สามารถจัดการกับอารมณ์ของมนุษย์ แม้แต่จิตใจที่หยาบกระด้างทั้งหลาย ให้ได้รับความนิ่มนวลและเติมเต็มด้วยความรัก เราจะเห็นว่าพระคัมภีร์เปลี่ยนจากโจร ผู้ติดยามาเป็นผู้เทศนาที่ใจจดใจจ่อได้
เราจะเห็นพระคัมภีร์เปลี่ยนการโกหก การโกงมาเป็นครูที่ถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง นอกจากนี้เรายังเห็นพระคัมภีร์คว้าผู้ที่คิดฆ่าตัวตาย ให้มีชีวิตเริ่มต้นใหม่ด้วยความหวัง พระคัมภีร์ปลุกความรักให้ตื่นขึ้นท่ามกลางศัตรู พระคัมภีร์ทำให้เกิดการอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างน่าภาคภูมิ และนำด้วยจิตใจที่มีเมตตากรุณา พระคัมภีร์ทำให้เราพบความเข้มแข็งในความอ่อนแอ พบแรงดลใจในความสิ้นหวัง พบความสบายใจในความโศกเศร้า พบคำแนะนำในความไม่แน่นอน พบความสงบในความเหนื่อยอ่อนใจ พระคัมภีร์แสดงให้ชายหญิงเห็นถึงวิธีการดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญ และเผชิญความตายอย่างไม่กลัว
และพระคัมภีร์ หนังสือแห่งพระเจ้าสามารถเปลี่ยนชีวิตของท่านได้ด้วย! ถ้าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นและมากขึ้นหากท่านศึกษา บทเรียน ค้นพบ นี้ต่อไป
การเขียนพระคัมภีร์ขึ้นมามีเหตุผลอะไรสำหรับเรา? พระเยซูทรงตอบว่า
“พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์....เป็นพยานให้กับเรา”
- ยอห์น 5:39
“แต่การที่บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อพวกท่านจะได้เชื่อว่า พระเยซูเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้วท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์”
- ยอห์น 20:31
เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้เราคุ้นเคยกับพระวิญญาณบริสุทธิ์คือ รูปภาพเต็มๆของพระเยซูคริสตเจ้าและความมั่นใจในชีวิตนิรันดร์ โดยการมองที่พระคริสต์ผ่านพระคัมภีร์ แล้วเราก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเหมือนพระฉายาของพระองค์โดยมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป (โครินธ์
ฉบับที่สอง 3:18) นั่นคือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพระคัมภีร์ สิ่งนี้จะชัดขึ้นมากกว่าเดิมเมื่อท่านศึกษาบทเรียน ค้นพบ บทที่ 3 ถึงบทที่
6
คราวนี้เรามาเริ่มค้นพบกันต่อถึงพระวจนะที่เขียนขึ้น พระวจนะที่มีชีวิตซึ่งพระเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือทำให้เราเป็นอย่างพระองค์มากขึ้น
-------------------------------------------
ค้นพบ บทที่ 2
เราสามารถเชื่อฟังพระคัมภีร์ (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 2)
1. ก่อนที่ความบาปได้มาบนโลกของเรา
พระเจ้าได้พูดคุยกับอาดัมและเอวาแบบตัวต่อตัว
ถูก
ผิด
2.หลังจากที่ความบาปได้เข้ามาบนโลกของเรา พระเจ้าได้พูดคุยกับประชาชนผ่านผู้เผยพระวจนะ
ถูก
ผิด
3. ข่าวสารของพระเจ้าที่พูดคุยผ่านผู้เผยพระวจนะทั้งหลายได้ถูกใส่เข้ามาในหนังสือที่เราเรียกว่าพระคัมภีร์
ถูก
ผิด
4. ผู้เผยพระวจนะทั้งหลายได้เขียนพระคัมภีร์ซึ่งเกิดการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า
ถูก
ผิด
5. มีเพียงบางส่วนของพระคัมภีร์เท่านั้นที่เกิดจากการดลใจจากวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า
ถูก
ผิด
6. อำนาจของพระคัมภีร์เกิดจากความขลังของความเก่าแก่มากๆของพระคัมภีร์
ถูก
ผิด
7. พระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นระหว่างค.ศ. 200 ถึง 1400
ถูก
ผิด
8. ความเป็นหนึ่งเดียวของพระคัมภีร์เป็นหลักฐานว่าพระเจ้าได้ดลใจบรรดาผู้เผยพระวจนะให้เขียนขึ้น
ถูก
ผิด
9. ประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ไม่ถูกต้อง
ถูก
ผิด
10. การทำนายพระคัมภีร์อย่างเต็มอิ่มได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องของพระคัมภีร์
ถูก
ผิด
11. เพื่อความเข้าใจพระคัมภีร์เราต้องศึกษาอย่างระมัดระวัง
ถูก
ผิด
12. โดยการเปรียบเทียบ การรวบรวมพระวจนะหลายๆข้อที่พระคัมภีร์ได้พูดถึงในเรื่องหนึ่งๆโดยเฉพาะ จะทำให้เราได้รับมุมมองที่ดีขึ้น
ถูก
ผิด
13. พระเจ้าทรงพูดคุยกับเราผ่านทางพระคัมภีร์
ถูก
ผิด
14. การศึกษาพระวจนะของพระเจ้าเป็นเกราะป้องกันของเราและป้องกันเราให้ห่างจากความบาปและสิ่งยั่วยุ
ถูก
ผิด
15. เราต้องยึดถือความเชื่อของเรา ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะขัดต่อพระคัมภีร์
ถูก
ผิด
16. ใครเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์? เปโตร ฉบับที่สอง 1:19-21
17. ความรู้ทางพระคัมภีร์ได้ทำอะไรให้เราบ้าง? ทิโมธี ฉบับที่สอง 3:16, 17
18. ความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่มาแทนที่ในชีวิตของคน เมื่อเขาคนนั้นเข้าใกล้ชิดกับพระเยซูและกลายเป็นคริสตชน? โครินธ์ ฉบับที่สอง 5:17
19. คำถามชวนคิด... เพราะว่าพระคัมภีร์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชนและนำมาซึ่งความสุข ความสบายใจ แนวทางการดำเนินชีวิต ทางช่วยให้รอด และชีวิตนิรันดร์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ท่านปรารถนาที่จะค้นพบชีวิตใหม่จากการศึกษาพระคัมภีร์หรือยัง?