Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

ค้นพบ

บทที่ 2

เราสามารถเชื่อพระคัมภีร์ได้

· พระคัมภีร์คือวิธีที่พระเจ้าทรงใช้พูดคุยกับเรา

· ใครเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์?

· ความเป็นหนึ่งเดียวของพระคัมภีร์

· เราสามารถเชื่อมั่นในพระคัมภีร์

· เราจะเข้าใจพระคัมภีร์ได้อย่างไร

· พระคัมภีร์สามารถเปลี่ยนชีวิตของท่านได้

เราสามารถเชื่อพระคัมภีร์ได้

กลุ่มกบฏที่ลือชื่อได้จมเรือบาวน์ตี้ (Bounty) ของอังกฤษ  และได้ตั้งถิ่นฐานกับหญิงชาวพื้นเมืองบนเกาะเดียวโดดโดดที่ชื่อว่า  พิทคาเอิร์น (Pitcairn)   กลุ่มนี้มีกะลาสีเรืออังกฤษเก้าคน  เป็นชายชาวทาฮิเทียน (Tahitian)  หกคน  หญิงสิบคนและเด็กผู้หญิงอายุสิบห้าปีหนึ่งคน  ต่อมาหนึ่งในกะลาสีเรือได้พบวิธีการหมักสุรา และในไม่ช้าชาวเกาะก็เริ่มดื่มสุราจนเมามาย ความเมาทำให้ขาดสติและเกิดทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง จนทำให้ความสัมพันธ์เลวลง และเกิดความแตกแยกกันในกลุ่ม 

หลังจากนั้นไม่นานมีผู้ชายต้นแบบเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่รอดชีวิตมาถึงเกาะนี้ได้  ชายผู้นี้คืออเล็กซานเดอร์ สมิทธิ์  เขาได้นำพระคัมภีร์ติดตัวมาด้วยซึ่งเขาหยิบมาจากลิ้นชักในเรือ   เขาเริ่มอ่านพระคัมภีร์และสอนคนอื่นๆ ในที่สุดไม่เพียงแต่ชีวิตของเขาที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น  ทุกชีวิตบนเกาะได้เปลี่ยนแปลงตามเขาไปด้วย

ชาวเกาะเหล่านี้ได้แยกตัวออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง  จนกระทั่งการมาเยือนของเรืออเมริกาโทปาซ (Topaz) ในปีค.ศ. 1808 ลูกเรือพบว่าเกาะนี้เป็นสังคนที่เจริญรุ่งเรือง  ไม่มีเหล้า  ไม่มีคุก  ไม่มีคดีอาชญากรรม  พระคัมภีร์ได้เปลี่ยนแปลงสภาพเกาะจากนรกบนดินเป็นโลกแห่งต้นแบบซึ่งพระเจ้าทรงพระประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น

ปัจจุบันเกาะนี้ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่  เราทราบเพราะคณะจัดรายการวิทยุ เสียงแห่งคำพยากรณ์ ยังคงติดต่อกับเกาะพิทคาเอิร์นทางคลื่นวิทยุ  นายทอม คริสเตียน  (ทายาทกลุ่มกบฏเรือบาวน์ตี้ เฟรชเชอร์ คริสเตียน)  เป็นผู้จัดรายการวิทยุสมัครเล่นและพูดคุยกับเราทุกสัปดาห์

พระเจ้ายังทรงพูดคุยกับประชาชนผ่านทางหน้าหนังสือพระคัมภีร์อยู่หรือไม่?  แน่นอนพระองค์ยังทรงทำเช่นนั้นอยู่  ขณะที่ฉันกำลังเขียนอยู่นี้  ฉันเห็นกระดาษคำตอบที่ได้รับจากนักเรียนในชั้นเรียนพระคัมภีร์คนหนึ่ง  บรรทัดสุดท้ายเขียนว่า  ฉันเป็นนักโทษประหารในคุกรัฐยูทาร์  ฉันได้หลงทางก่อนที่จะศึกษาพระคัมภีร์  แต่เดี๋ยวนี้ฉันอยู่อย่างมีจุดมุ่งหมายและฉันได้พบรักใหม่ 

พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์เป็นหนทางแห่งอำนาจและพระฤทธานุภาพในการเปลี่ยนความเป็นอยู่ของประชาชน  ประชาชนที่ใดก็ตามที่ศึกษาพระคัมภีร์อย่างจริงจัง  ความเป็นอยู่ของเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว

พระคัมภีร์คือวิธีที่พระเจ้าทรงใช้พูดคุยกับเรา

หลังจากการสร้างอาดัมและเอวา  ชายหญิงคู่แรกของโลก  พระเจ้าทรงพูดคุยกับเขาทั้งสองแบบตัวต่อตัว  แต่หลังจากที่เขาทั้งสองมีความบาป  ทั้งคู่ได้กระทำอย่างไร  เมื่อพระเจ้าทรงมาเยี่ยมพวกเขา?

 แล้วชายและภรรยาของเขาได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน เขาทั้งสองได้หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ในสวนนั้น
ปฐมกาล  3:8

 (หากมิได้มีการทำเครื่องหมายใดไว้ บทอ่านที่อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งหมดในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์สากลฉบับใหม่[เอ็นไอวี])แปลไทยจาก พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย  ใช้โดยได้รับอนุญาต”)  

ความบาปทำให้เราไม่กล้าสู้เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า  หลังจากที่ความบาปเกิดขึ้นในโลกของเรา  พระเจ้าทรงพูดคุยกับประชาชนอย่างไร?

แท้จริงพระเจ้ามิได้ทรงกระทำอะไรเลย  โดยมิได้เปิดเผยความลี้ลับให้แก่ผู้รับใช้ของพระองค์  คือผู้เผยพระวจนะ
อาโมส  3:7  

พระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งเราให้มีชีวิตมืดมนอย่างไม่มีความหมาย  แต่พระองค์ทรงให้คำตอบสำหรับคำถามที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเรา โดยผ่านผู้เผยพระวจนะ  (บุคคลที่พระเจ้าทรงพูดคุยเพื่อเขียนเรื่องราวให้พระองค์)  

ใครเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์?

ผู้เผยพระวจนะได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าโดยการพูดหรือการเขียน  ขณะที่บรรดาผู้เผยพระวจนะยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งเสียชีวิตไป  พระวจนะที่พวกเขาเขียนก็ยังคงปรากฏอยู่  และโดยการทรงนำของพระเจ้า พระวจนะเหล่านั้นได้ถูกรวบรวมเป็นเล่มซึ่งเรียกว่า พระคัมภีร์  

แต่การเขียนของผู้เผยพระวจนะจะเชื่อถือได้อย่างไร?

ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำ ของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความประสงค์ของมนุษย์เลย แต่มนุษย์กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดลใจเขา 

- เปโตร ฉบับที่สอง 1:20, 21

พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงทำให้บรรดาผู้เผยพระวจนะได้รับข่าวประเสริฐที่ปรากฏในพระคัมภีร์  ผู้เขียนหนังสือในพระคัมภีร์ทั้งหลายไม่ได้เขียนเรื่องราวจากความคิดของพวกเขาแต่ประการใด แต่พวกเขาเพียงแค่ขยับมือหรือได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าต่างหาก พระคัมภีร์คือหนังสือซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้เขียนด้วยพระองค์เพียงแต่ผ่านมือของผู้เผยพระวจนะเท่านั้น!

ในพระคัมภีร์พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับพระองค์และเปิดเผยถึงพระประสงค์ของพระองค์เพื่อพงศ์พันธุ์มนุษย์  พระคัมภีร์เป็นหนังสือประวัติศาสตร์  เป็นคำพยากรณ์  และเป็นโครงร่างแบบแผนทั้งหมดของพระเจ้าเพื่อทรงช่วยให้เรารอดจากบาป   พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพความคิดของพระเจ้าในอดีตเท่านั้น  แต่เปิดเผยถึงอนาคตด้วย  และบอกเราว่าในที่สุดปัญหาของความบาปจะถูกแก้ไขได้อย่างไร และสันติสุขจะเกิดขึ้นบนโลกของเราได้อย่างไร

หนังสือในพระคัมภีร์ทุกเล่มเป็นข่าวสารจากพระเจ้าหรือ?

พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์ในการสอน  การตักเตือนว่ากล่าว  การแก้ไขสิ่งผิด  และการอบรมในความชอบธรรม  เพื่อคนของพระเจ้าจะมีความสามารถและพรักพร้อมเพื่อการดีทุกอย่าง

- ทิโมธี ฉบับที่สอง 3:16, 17

พระคัมภีร์บริสุทธิ์มีผลต่อมนุษย์อย่างลึกซึ้งเพราะ  ทุกตอน ในพระคัมภีร์เป็น  การดลใจจากพระเจ้า  พระคัมภีร์เป็นมากกว่าการรวบรวมสิ่งที่สวยงามตามหลักศีลธรรมจรรยา  เป็นมากกว่าหนังสือที่ยิ่งใหญ่  เป็นเอกสารที่ช่วยดลใจ  เป็นหนังสือของพระเจ้า  ซึ่งผู้เผยพระวจนะได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในสิ่งที่เขาได้เห็นและได้ยินเป็นภาษามนุษย์  แต่ข่าวสารของพวกเขาได้มาจากพระเจ้าโดยตรง

ถ้าท่านต้องการรู้ว่าชีวิตทั้งหมดเกี่ยวกับอะไรบ้าง  ท่านจะได้คำตอบโดยการอ่านพระวจนะอันบริสุทธิ์ ที่ต้องอาศัยความซื่อสัตย์และความเชื่อมั่นมากๆ จากการอธิษฐานที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวัน  ท่านจะพบว่าทัศนคติและมุมมองของท่านจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ยิ่งท่านเรียนรู้และเปิดเผยต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้ทรงเขียนพระคัมภีร์ที่แท้จริงมากเพียงใด  ท่านจะยิ่งได้รับความสุขทางจิตใจมากขึ้นเท่านั้น

ความเป็นหนึ่งเดียวของพระคัมภีร์

จริงๆแล้วพระคัมภีร์คือห้องสมุดของหนังสือหกสิบหกเล่ม  เป็นพระคัมภีร์เก่าสามสิบเก้าเล่มซึ่งถูกเขียนขึ้นในช่วงระหว่างก่อนคริสตกาล 1450 ถึง 400 และอีกยี่สิบเจ็ดเล่มเป็นพระคัมภีร์ใหม่ที่เขียนขึ้นระหว่างคริสตศักราช 50 ถึง 100

บางช่วงเวลาก่อนคริสตกาล 1400 ผู้เผยพระวจนะโมเสสได้เริ่มเขียนหนังสือห้าเล่มแรกในพระคัมภีร์  ต่อมาประมาณช่วงก่อนคริสตกาล 95 อัครสาวกยอห์นได้เขียนหนังสือเล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์ (วิวรณ์)    ดังนั้นการเขียนหนังสือเล่มแรกจนกระทั่งเล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์ได้ใช้เวลาประมาณ 1,500 ปีและมีผู้เผยพระวจนะอย่างน้อยอีกสามสิบแปดคนที่ช่วยกันเรียบเรียงขึ้นมา

ผู้เขียนพระคัมภีร์เหล่านี้มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน  บางคนมีชีวิตอยู่ห่างกันนับเป็นหลายร้อยปี  ในหลายๆกรณีผู้เขียนเหล่านั้นไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  บ้างเป็นนักธุรกิจทำการค้า  บ้างเป็นผู้ดูแลแกะ  บ้างเป็นคนตกปลา  บ้างเป็นทหาร  บ้างเป็นหมอ  บ้างเป็นนักเทศนา  บ้างเป็นพระมหากษัตริย์  เห็นได้ว่าผู้เขียนล้วนมาจากหลากหลายอาชีพ  เขาทั้งหลายอยู่ภายใต้การปกครองที่ต่างกัน  มีวัฒนธรรมและหลักปรัชญาที่ต่างกัน  แต่นี่เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง  เมื่อพระคัมภีร์คือหนังสือทั้ง 66 เล่ม หรือ 1,189 บท หรือ 31,173 พระวจนะ ได้ถูกนำมารวมกัน  เราพบการสืบทอดข่าวประเสริฐที่มีความกลมกลืนกันอย่างสมบูรณ์  เหมือนอย่างที่นักปราชญ์ เอฟ.เอฟ.บรู๊ค ได้เขียนไว้ว่า  พระคัมภีร์ไม่ใช่แค่หนังสือธรรมดาๆที่รวบรวมงานเขียนจากนักเขียนที่เลือกสรรมา  แต่พระคัมภีร์มีความเป็นหนึ่งเดียวในการผูกเรื่องราวทั้งหมดให้สอดคล้องกัน

เปรียบเสมือนหนึ่งว่า มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูและเข้ามาในบ้านท่านตามคำเชิญ  เขานำแผ่นหินอ่อนรูปร่างแปลกพิลึกมาวางที่พื้นห้องนั่งเล่นและเดินออกไปโดยมิได้พูดจาแม้แต่คำเดียว  อีกประมาณ 40 คนได้ทยอยเดินตามกันเข้ามา และทำเช่นเดียวกับคนแรกคือเรียงแผ่นหินอ่อนตามหมายเลขบนหินอ่อนของตนไว้ที่นั่น

เมื่อคนสุดท้ายได้เดินออกไป  ท่านจะรู้สึกประหลาดใจที่เห็นรูปแกะสลักหินอ่อนที่งามสง่าอยู่ตรงหน้าท่าน  ต่อมาท่านรู้อีกว่าส่วนใหญ่  ช่างแกะสลักเหล่านั้น ไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน  พวกเขามาจากต่างท้องที่  บ้างมาจากอเมริกาเหนือ จีน แอฟริกา และส่วนต่างๆของโลก  แล้วท่านจะสรุปได้ว่าอย่างไร?  เสมือนหนึ่งว่าบางคนได้วางแปลนรูปแกะสลักหินอ่อนนั้นไว้เรียบร้อยแล้ว และแจกจ่ายงานให้แต่ละคนทำหน้าที่แกะสลักเฉพาะส่วนของตนให้ถูกต้อง เพื่อนำชิ้นงานแต่ละชิ้นนั้นมาประกอบเป็นรูปแกะสลักหินอ่อน  พระคัมภีร์เปรียบเสมือนการนำข่าวสารทั้งหมดที่ได้รับมาปะติดปะต่อกันให้กลายเป็นหนึ่งเดียว  เหมือนการสร้างรูปแกะสลักหินอ่อนที่สมบูรณ์แบบตามที่กล่าวข้างต้น  ซึ่งพระเจ้าทรงคิดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว  การรวมเป็นหนึ่งเดียวอันน่าทึ่งของพระวจนะเป็นหลักฐานได้ดีว่า แท้จริงแล้วพระคัมภีร์มิได้เป็นเพียงงานเขียนของมนุษย์ธรรมดาๆเท่านั้น  แต่เป็นพระวจนะของพระเจ้า  ซึ่งแท้จริงแล้วพระองค์ทรงดลใจให้มนุษย์เขียนขึ้นตามความคิดและตามพระวจนะจาก  เสียงกระซิบของพระองค์

ท่านสามารถเชื่อมั่นในพระคัมภีร์ได้

1. เป็นเรื่องน่าทึ่งที่สามารถเก็บรักษาพระคัมภีร์ให้คงอยู่ต่อไปได้  

ในยุคแรกๆพระคัมภีร์ต้นฉบับทั้งหมดเขียนด้วยมือ และเป็นเวลาอีกนานกว่าจะมีการตีพิมพ์  มีการคัดลอกพระวจนะต้นฉบับที่เขียนด้วยมือหลายต่อหลายเล่มและแจกจ่ายไปทั่ว  จนถึงปัจจุบันสำเนาคัดลอกด้วยมือบางส่วนหรือพระวจนะนับเป็นพันๆสำเนายังคงมีให้เห็นกันอยู่

ย้อนอดีตไป 150 ถึง 200 ปีก่อนคริสตกาล มีการค้นพบพระวจนะเขียนด้วยมือเป็นภาษาฮีบรูในพระคัมภีร์เก่าที่บริเวณใกล้ทะเลสาบน้ำเค็มเด็ดซี  (Dead Sea)  ต่อมานับเป็นเรื่องประหลาดคือ เมื่อค.ศ.1947  มีการค้นพบม้วนหนังสืออายุราวสองพันปีซึ่งมีความจริงต่างๆตรงกับเนื้อหาในพระคัมภีร์เก่า  (ที่มีการจัดพิมพ์ในปัจจุบัน)  หลักฐานอันทรงฤทธานุภาพที่บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือของพระวจนะของพระเจ้าที่สามารถถ่ายทอดมาถึงเรานั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร!

ในระยะเริ่มนั้นแรก ส่วนใหญ่เหล่าอัครสาวกเขียนพระวจนะในพระคัมภีร์ใหม ่เป็นจดหมายส่งไปยังโบสถ์คริสเตียนต่างๆ ที่ตั้งขึ้นหลังการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ (โคโลสี 4:16)  สำหรับต้นฉบับคัดลอกด้วยมือมากกว่า  4,500 ฉบับนั้น  บ้างเป็นพระคัมภีร์ใหม่ทั้งเล่ม  บ้างเป็นเพียงบางส่วนของพระคัมภีร์ใหม่ แต่ทั้งหมดได้เปิดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และห้องสมุดที่ยิ่งใหญ่ของยุโรปและอเมริกา  บางฉบับมีการบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่สอง  หากเราเปรียบเทียบต้นฉบับคัดลอกด้วยมือในยุคต้นๆเหล่านี้ กับพระคัมภีร์ในยุคปัจจุบัน  จะเห็นว่าพระคัมภีร์ใหม่ยังคงใจความสำคัญๆไว้ เหมือนเมื่อครั้งที่เขียนในครั้งแรก  และเป็นเรื่องน่าทึ่งทีเดียวเพราะเมื่อเราเห็นตัวหนังสือต้นฉบับในพระคัมภีร์ เรามีความมั่นใจมากๆและพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านั่นคือต้นฉบับจริงๆ และเป็นความมั่นใจมากยิ่งกว่า ที่เราเห็นตัวหนังสือต้นฉบับในบทละครของเช็คสเปียร์แล้วพูดว่านี่คือบทละครต้นฉบับจริง

คุณเฟรดเดอริค เคนยอน (Sir Frederic Kenyon)  ผู้เคยเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์อังกฤษ  แต่งหนังสือเรื่อง  Our Bible and the Ancient Manuscripts (พระคัมภีร์และต้นฉบับเขียนด้วยมือที่เก่าแก่ของเรา)   ให้ความมั่นใจแก่เราว่า   คริสตชนที่มีพระคัมภีร์ทั้งเล่มในมือสามารถพูดได้อย่างไม่กลัวหรือลังเลเลยว่า เขามีพระวจนะที่แท้จริงของพระเจ้าอยู่ในมือของเขา  นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่มีการสืบทอดจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง โดยใจความสำคัญของพระวจนะมิได้ขาดตกบกพร่องไปเลยแม้แต่น้อย

ปัจจุบันพระคัมภีร์หรือบางตอนได้ถูกแปลเป็นภาษาพื้นเมืองหรือภาษาต่างๆมากกว่า 2,060 ภาษา   พระวจนะของพระเจ้าเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลก  ซึ่งในแต่ละปียอดจำหน่ายพระคัมภีร์หรือบางตอนของพระคัมภีร์รวมกันได้มากกว่า 150 ล้านเล่ม

2. ความถูกต้องแม่นยำทางประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์เป็นเรื่องน่าทึ่ง 

ขณะที่อเมริกาได้รวมเป็นชาติแล้ว  มีหลายคนสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องแม่นยำของพระคัมภีร์  เพราะเขาทั้งหลายไม่สามารถพิสูจน์เหตุการณ์ในพระคัมภีร์จากเอกสารทางประวัติศาสตร์โลกได้ พระคัมภีร์ได้พูดถึงสงคราม  เมืองหลายแห่งและความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมด ในขณะที่ประวัติศาสตร์โลกไม่ได้กล่าวถึงแม้แต่น้อย

ทุกวันนี้การค้นพบของนักโบราณคดีหลายคน ได้ยืนยันถึงความถูกต้องแม่นยำของพระคัมภีร์  นักประวัติศาสตร์ได้ค้นพบแผ่นจารึกดิน และอนุสาวรีย์หินซึ่งทำให้เรารู้จักชื่อ  สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เราสามารถทราบได้จากพระคัมภีร์เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น  ตามที่กล่าวในปฐมกาล  11:31  อับราฮัมและครอบครัวของเขา  ได้เดินทางออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย  จะเข้าไปใน[แผ่นดิน]คานาอัน  และเพราะมีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้นที่กล่าวถึงเมืองเออร์ ในขณะที่นักวิชาการได้บอกอย่างมั่นใจว่าไม่เคยปรากฏเมืองเออร์นี้มาก่อน   จนกระทั่งนักโบราณคดีพบว่าที่ฐานของเสาหอคอยโบสถ์ที่อิรักตอนใต้  มีเขียนชื่อเมืองเออร์เป็นตัวอักษรรูปลิ่มของชาวบาบิโลเนียโบราณ  ต่อมามีการเปิดเผยว่าในสมัยนั้นเมืองเออร์เป็นเมืองหลวงมีความเจริญรุ่งเรืองที่พัฒนาไปไกลทีเดียว  แต่นักประวัติศาสตร์ได้ลืมความโดดเด่นของเมืองนี้และได้สูญหายในเวลาต่อมา  จึงมีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้นที่ยังคงมีชื่อเมืองนี้อยู่ จนกระทั่งพลั่วนักโบราณคดีได้ยืนยันถึงความจริงแท้ในเรื่องนี้  เมืองเออร์มิได้เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างมากมาย ที่นักโบราณคดียืนยันความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ในปัจจุบันเท่านั้น  ท่านสามารถหาหนังสือที่น่าสนใจเกี่ยวกับโบราณคดีทางพระคัมภีร์ได ้ตามห้องสมุดของรัฐในเมืองต่างๆของอเมริกา  มีหนังสืออีกมากมายที่ให้ตัวอย่างนับร้อยในประวัติศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ทางประวัติศาสตร์ได้

3.คำทำนายที่แม่นยำในพระคัมภีร์เกิดขึ้นจริง แสดงว่าท่านสามารถเชื่อถือพระคัมภีร์ได้  

คำทำนายในพระคัมภีร์ทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นอย่างมากในพระวจนะของพระเจ้า  พระคัมภีร์ทำนายเหตุการณ์อนาคตได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้เกิดขึ้นจริงต่อหน้าต่อตาของเรา  ท่านจะตรวจสอบหนึ่งในคำทำนายที่ตื่นเต้นเหล่านี้ได้ในบทที่ 7  ท่านจะพบว่าพระเจ้าทรงเปิดเผยอนาคตทั้งหมดไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ในประวัติศาสตร์ปี 606 ก่อนคริสตกาลจนถึงปัจจุบัน (ซึ่งเป็นศตวรรษในยุคของเรา)  คำทำนายนี้ได้มองไปข้างหน้าและบอกเราว่าในโลกปัจจุบันจะเกิดอะไรขึ้น  

เราจะเข้าใจพระคัมภีร์ได้อย่างไร  

โปรดจำไว้ว่าพระคัมภีร์มิใช่เป็นเพียงเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีไว้เพียงเพื่อให้นักปราชญ์เข้าใจเท่านั้น  ความเข้าใจในพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งที่ตื่นเต้นที่สุด บางทีเกิดจากการสอนแบบธรรมดาๆจากบุคคลธรรมดาๆและฟังพระคัมภีร์อย่างธรรมดาๆ  ซึ่งเหมือนกับว่าเราอ่านจดหมายส่วนตัวของพระเยซูซึ่งทรงเขียนให้เรา   ขณะที่เราอ่านพระวจนะของพระเจ้าขอให้ระลึกถึงหลักสำคัญ  7  ข้อไว้ตลอดเวลาคือ 

1. ศึกษาพระคัมภีร์ด้วยจิตอธิษฐาน 

ถ้าท่านเข้าถึงพระคัมภีร์ด้วยหัวใจและจิตใจที่เปิดกว้างโดยการอธิษฐาน  พระวจนะจะเป็นตัวกลางทำให้ท่านได้ติดต่อกับพระเยซูเป็นการส่วนตัวจริงๆ  เมื่อท่านเปิดอ่านพระคัมภร์ โปรดอย่าลืมอัญเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเสมือนเป็นครูของท่านด้วย   

เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล..... พระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้น พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาแจ้งแก่พวกท่าน
ยอห์น 16:13-14  

2. ศึกษาพระคัมภีร์ทุกวัน 

อัครสาวกเปาโลได้ให้ความเห็นต่อชาวคริสเตียนเมืองเบโรอา  เพราะ  พวกเขารับพระวจนะด้วยความอยากรู้และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน หวังจะรู้ว่าข้อความเหล่านั้นจริงดังที่กล่าวหรือไม่  (กิจการของอัครฑูต17:11)  การศึกษาพระคัมภีร์ทุกวันเป็นกุญแจสำคัญทำให้เกิดพลังในการดำเนินชีวิตของเรา  (โรม 1:16)

3. ศึกษาพระคัมภีร์อย่างระมัดระวัง

อัครสาวกเปาโลได้บอกทิโมธีให้ศึกษาพระคัมภีร์เหมือน  เป็นคนงานที่ไม่อับอาย  สอนพระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง(ทิโมธี ฉบับที่สอง 2:15)  อย่าเพียงแต่หลงจับและยึดติดใจความเฉพาะที่สอดคล้องและเอนเอียงตามความคิดเห็นของท่านเท่านั้น  แต่ขอให้ท่านมองให้ทะลุและอ่านอย่างระมัดระวัง เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงที่เป็นไปได้ในการกล่าวเช่นนั้นในพระคัมภีร์แต่ละตอน  เพราะการอ่านพระคัมภีร์ก็เหมือนการที่เราสื่อสารกับพระจิตของพระเจ้านั่นเอง

4. ศึกษาพระคัมภีร์โดยอ่านพระวจนะต่อพระวจนะ  บทต่อบท  และเรื่องต่อเรื่อง

ขณะที่ท่านอ่านพระคัมภีร์  ขอให้ท่านยอมให้พระคัมภีร์เป็นฝ่ายพูดแถลงเรื่องราวของพระคัมภีร์ให้จบก่อน  อย่าด่วนสงสัย เพราะพระคัมภีร์เป็นข่าวประเสริฐจากพระเยซูคริสต์  พระคัมภีร์มิใช่เป็นเพียงความจริงเท่านั้น แต่พระคัมภีร์ยังเป็นบททดสอบความจริงทั้งหมดอีกด้วย  (อิสยาห์ 8:20)  ดังนั้นเราไม่ควรจะยอมให้ความเชื่อหรือหลักการของ  ศาสนา ใดๆ มาพยายามอธิบายนอกเหนือพระคัมภีร์  การพยายามทำให้พระคัมภีร์สอดคล้องกับความคิด ที่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือมีใจไม่มั่นคง เป็นเหตุให้เรา  บิดเบือน ข้อความ เหมือนอย่างที่เขาบิดเบือนข้ออื่นๆในพระคัมภีร์ อันเป็นเหตุให้ ตนเองพินาศก็เท่านั้นเอง  (ปีเตอร์ ฉบับที่สอง 3:16, ฉบับคิงส์เจมส์)

ขอให้มั่นใจว่าเราเข้าใจแก่นแท้ของแต่ละพระวจนะในพระคัมภีร์อย่างชัดเจนว่า กำลังพูดกับใคร  ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร  มีพระวจนะอื่นๆอะไรอีกบ้างที่กล่าวถึงเรื่องราวนั้นๆเป็นต้น  คำถามที่เป็นหัวใจสำคัญก็คือ  ผู้เขียนพระคัมภีร์ตั้งใจจะพูดอะไร?  เราทุกคนต้องชี้ข้อแตกต่างให้ได้ ระหว่างผู้เขียนพระคัมภีร์ตั้งใจจะพูดอะไรกับความประทับใจส่วนตัวของเรา  (ซึ่งเราคิดว่าผู้เขียนควรพูดอะไร) หลังจากที่เราสามารถจับสาระแก่นแท้ได้ว่าหมายถึงอะไร  เราก็จะสามารถนำสาระแก่นแท้เหล่านั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างฉลาดในปัจจุบัน

5. ศึกษาพระคัมภีร์โดยอาศัยเรื่องราวเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นหัวข้อๆไป

เพื่อให้เข้าใจความจริงในพระคัมภีร์อย่างแท้จริง  เราต้องยอมให้พระคัมภีร์เป็นผู้แปลความด้วยพระคัมภีร์เอง  อย่างไรเล่า?  โดยการเปรียบเทียบพระวจนะต่อพระวจนะ พระเยซูทรงใช้วิธีนี้ในการแสดงว่า พระองค์เป็นพระเมสสิยาห์

เริ่มต้นตั้งแต่โมเสสและบรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหมด แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง

- ลูกา 24:27

โดยอ้างถึงพระวจนะทุกพระวจนะที่เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ จะทำให้เราเห็นภาพและเข้าใจในเแง่มุมที่สมบูรณ์แบบ เรื่องราวจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงจุดประสงค์ของพระเจ้าได้อย่างถูกต้องมากขึ้นเช่น  เราจะพบความลับต่างๆของผู้อธิษฐานที่ประสบความสำเร็จได้อย่างไร?  การอธิบายที่ดีคือให้เรารวบรวมพระวจนะที่พระเยซูและอัครสาวกได้กล่าวไว้ทั้งหมด  พระสัญญาต่างๆและหลักการต่างๆที่เกี่ยวกับผู้อธิษฐานและการตอบคำอธิษฐานนั้นๆ  (นั่นคือสิ่งสำคัญๆที่เราทำในบทที่ 14)  เมื่อเราอธิษฐานขอให้พระคัมภีร์อธิบายด้วยวิธีของพระคัมภีร์  เราจะเข้าใจว่าพระเจ้าทรงหมายความว่าอย่างไร และนั่นไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่คนธรรมดาๆคิดหรือหนังสือลัทธิความเชื่อของโบสถ์ที่ยืนยันกับเรา

6. ศึกษาพระคัมภีร์เพื่อรับพลังอำนาจในการดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าใน ฮีบรู 4:12 กล่าวว่า คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ พระวจนะมีความหมายมากกว่าทุกๆคำที่เขียนในหนึ่งหน้ากระดาษเสียอีก พระวจนะเป็นอาวุธในมือที่มีชีวิตซึ่งเราเอาไว้ต่อสู้กับสิ่งยั่วยุต่างๆที่ยังคงยืนกรานอย่างที่สุดที่จะหลอกล่อเราให้ติดกับ

7. ขอให้ท่านฟังพระวจนะของพระเจ้าที่พระองค์ทรงใช้พูดคุยกับท่าน

ถ้าใครบางคนที่รู้ความจริงในพระคัมภีร์เกี่ยวกับเรื่องราวหรือคำสอนที่เฉพาะเจาะจง   เขาหรือเธอจะต้องเต็มใจที่จะดำเนินตามสิ่งที่พระคัมภีร์สอนไว้

ถ้าใครตั้งใจประพฤติตามพระประสงค์ของพระเจ้า คนนั้นก็จะรู้ว่าคำสอนนี้มาจากพระเจ้าหรือว่าเราพูดตามใจชอบเอง

- ยอห์น 7:17

ผู้เผยพระวจนะเพลงสดุดีได้ให้ตัวอย่างทัศนคติเกี่ยวกับสุขภาพที่ดีว่า

หนุ่มๆจะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร? โดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์  

- เพลงสดุดี 119:9

 

พระคัมภีร์สามารถเปลี่ยนชีวิตของท่านได้

พระคัมภีร์มีผลต่อชีวิตของคนอย่างไร?

การคลี่คลายพระวจนะของพระองค์ให้ความสว่าง ทั้งให้ความเข้าใจแก่คนรู้น้อย
เพลงสดุดี 119:130

การศึกษาพระคัมภีร์ทำให้เกิด  ความเข้าใจ ที่แข็งแกร่ง เกิดสติเชาวน์ปัญญา  เกิดความสามารถในการหาเหตุผล  ซึ่งหนังสือเล่มอื่นมิสามารถจะให้ได้  ถ้าท่านศึกษาและดูดซับวิธีการสอนทั้งหลายในพระคัมภีร์ได้อย่างลึกซึ้ง ท่านจะสามารถนำมาใช้ในชีวิตของท่านได้  พระคัมภีร์สามารถทำให้ท่านเอาชนะอุปนิสัยคอยทำลายที่อันตรายต่อชีวิตของท่านได้  นอกจากนี้พระคัมภีร์ยังสามารถพัฒนาท่านให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบทั้งร่างกาย จิตใจ  อารมณ์  ศีลธรรมและจิตวิญญาณอีกด้วย

พระคัมภีร์ได้พูดคุยสัมผัสลึกถึงหัวใจ  พระคัมภีร์ได้สอดแทรกเข้ามาในความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเกิด  เรื่องความรัก  เรื่องการแต่งงาน  เรื่องการเป็นผู้ปกครองและเรื่องของความตาย  พระวจนะได้รักษาบาดแผลที่ลึกที่สุดในธรรมชาติของมนุษย์  นั่นคือการตกอยู่ในบาปของสภาพความเป็นมนุษย์และความทุกข์ทรมานที่ได้รับจากบาปเหล่านั้น

สิ่งที่ตามมาของการพังทลายกำแพงเบอร์ลินก็คือ การฟื้นฟูศาสนาครั้งยิ่งใหญ่ที่เริ่มกวาดล้างชาวรัสเซียลัทธิไม่เชื่อพระเจ้า  จากการดลใจของพระเจ้า หลายล้านคนได้ยอมรับพระคัมภีร์และกลายเป็นคริสตชน  กาลีน่า (หญิงชาวนิชนิ โนโวโกร็อด เดิมเป็นชาวกอร์กี้)  ได้เข้าร่วมประชุมกับสาวกศาสนาคริสต์ชาวอเมริกันคนหนึ่ง  เธอพูดกับเขาด้วยน้ำตาที่นองหน้าว่า  ก่อนที่ฉันจะมาร่วมการประชุมเหล่านี้  ฉันไม่เคยเชื่อว่ามีพระเจ้าจริง  ฉันไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า  แต่เดี๋ยวนี้ฉันยอมรับพระเยซูคริสต์และภายในจิตใจของฉันได้กลายเป็นคนใหม่  ความจริงที่ฉันได้รับจากพระคัมภีร์ได้เปิดดวงตาของฉันให้พบกับความสว่าง 

พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้เป็นหนังสือเพียงเพื่อเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง  กลุ่มคนอายุใดอายุหนึ่ง  ชาติใดชาติหนึ่งหรือวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง  ถึงแม้มีการเขียนพระคัมภีร์จากฝั่งตะวันออก  แต่ก็ปรากฏต่อชายหญิงฝั่งตะวันตกเช่นกัน  พระคัมภีร์ได้เข้าไปตั้งแต่อพาร์ทเมนต์ของคนธรรมดาที่ต่ำต้อยจนถึงปราสาทของผู้มั่งคั่ง  เด็กๆได้หลงรักนิทานเรื่องราวตื่นเต้นในพระคัมภีร์  ความเป็นพระเอกในพระคัมภีร์เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน  ผู้ปกครองทั้งหลายเห็นถึงปัญญาอันหลักแหลมของพระคัมภีร์ในการสอนลูกหลานของเขา  พระคัมภีร์ทำให้เราหายกังวลและรู้สึกดีขึ้นกับความเจ็บป่วย  ความเหงา  และความชรา  นอกจากนี้พระคัมภีร์ยังมอบความหวังสำหรับชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

เพราะว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจผ่านพระคัมภีร์ จึงทำให้พระคัมภีร์ทรงพลังอำนาจมาก พระคัมภีร์สามารถจัดการกับอารมณ์ของมนุษย์ แม้แต่จิตใจที่หยาบกระด้างทั้งหลาย ให้ได้รับความนิ่มนวลและเติมเต็มด้วยความรัก เราจะเห็นว่าพระคัมภีร์เปลี่ยนจากโจร ผู้ติดยามาเป็นผู้เทศนาที่ใจจดใจจ่อได้

เราจะเห็นพระคัมภีร์เปลี่ยนการโกหก การโกงมาเป็นครูที่ถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง นอกจากนี้เรายังเห็นพระคัมภีร์คว้าผู้ที่คิดฆ่าตัวตาย ให้มีชีวิตเริ่มต้นใหม่ด้วยความหวัง พระคัมภีร์ปลุกความรักให้ตื่นขึ้นท่ามกลางศัตรู พระคัมภีร์ทำให้เกิดการอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างน่าภาคภูมิ และนำด้วยจิตใจที่มีเมตตากรุณา พระคัมภีร์ทำให้เราพบความเข้มแข็งในความอ่อนแอ พบแรงดลใจในความสิ้นหวัง พบความสบายใจในความโศกเศร้า พบคำแนะนำในความไม่แน่นอน พบความสงบในความเหนื่อยอ่อนใจ พระคัมภีร์แสดงให้ชายหญิงเห็นถึงวิธีการดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญ และเผชิญความตายอย่างไม่กลัว

และพระคัมภีร์ หนังสือแห่งพระเจ้าสามารถเปลี่ยนชีวิตของท่านได้ด้วย! ถ้าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นและมากขึ้นหากท่านศึกษา บทเรียน ค้นพบ นี้ต่อไป

การเขียนพระคัมภีร์ขึ้นมามีเหตุผลอะไรสำหรับเรา? พระเยซูทรงตอบว่า

พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์....เป็นพยานให้กับเรา

- ยอห์น 5:39

แต่การที่บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อพวกท่านจะได้เชื่อว่า พระเยซูเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้วท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์

 - ยอห์น 20:31

เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้เราคุ้นเคยกับพระวิญญาณบริสุทธิ์คือ รูปภาพเต็มๆของพระเยซูคริสตเจ้าและความมั่นใจในชีวิตนิรันดร์ โดยการมองที่พระคริสต์ผ่านพระคัมภีร์ แล้วเราก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเหมือนพระฉายาของพระองค์โดยมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป (โครินธ์ ฉบับที่สอง 3:18) นั่นคือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพระคัมภีร์ สิ่งนี้จะชัดขึ้นมากกว่าเดิมเมื่อท่านศึกษาบทเรียน ค้นพบ บทที่ 3 ถึงบทที่ 6

คราวนี้เรามาเริ่มค้นพบกันต่อถึงพระวจนะที่เขียนขึ้น พระวจนะที่มีชีวิตซึ่งพระเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือทำให้เราเป็นอย่างพระองค์มากขึ้น

-------------------------------------------

  

 

ค้นพบ บทที่ 2

เราสามารถเชื่อฟังพระคัมภีร์  (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 2)

1. ก่อนที่ความบาปได้มาบนโลกของเรา พระเจ้าได้พูดคุยกับอาดัมและเอวาแบบตัวต่อตัว
ถูก
ผิด

2.หลังจากที่ความบาปได้เข้ามาบนโลกของเรา พระเจ้าได้พูดคุยกับประชาชนผ่านผู้เผยพระวจนะ
ถูก
ผิด

3. ข่าวสารของพระเจ้าที่พูดคุยผ่านผู้เผยพระวจนะทั้งหลายได้ถูกใส่เข้ามาในหนังสือที่เราเรียกว่าพระคัมภีร์
ถูก
ผิด

4. ผู้เผยพระวจนะทั้งหลายได้เขียนพระคัมภีร์ซึ่งเกิดการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า
ถูก
ผิด

5. มีเพียงบางส่วนของพระคัมภีร์เท่านั้นที่เกิดจากการดลใจจากวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า
ถูก
ผิด

6. อำนาจของพระคัมภีร์เกิดจากความขลังของความเก่าแก่มากๆของพระคัมภีร์
ถูก
ผิด

7. พระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นระหว่างค.ศ. 200 ถึง 1400
ถูก
ผิด

8. ความเป็นหนึ่งเดียวของพระคัมภีร์เป็นหลักฐานว่าพระเจ้าได้ดลใจบรรดาผู้เผยพระวจนะให้เขียนขึ้น
ถูก
ผิด

9. ประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ไม่ถูกต้อง
ถูก
ผิด

10. การทำนายพระคัมภีร์อย่างเต็มอิ่มได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องของพระคัมภีร์
ถูก
ผิด

11. เพื่อความเข้าใจพระคัมภีร์เราต้องศึกษาอย่างระมัดระวัง
ถูก
ผิด

12. โดยการเปรียบเทียบ การรวบรวมพระวจนะหลายๆข้อที่พระคัมภีร์ได้พูดถึงในเรื่องหนึ่งๆโดยเฉพาะ จะทำให้เราได้รับมุมมองที่ดีขึ้น
ถูก
ผิด

13. พระเจ้าทรงพูดคุยกับเราผ่านทางพระคัมภีร์
ถูก
ผิด

14. การศึกษาพระวจนะของพระเจ้าเป็นเกราะป้องกันของเราและป้องกันเราให้ห่างจากความบาปและสิ่งยั่วยุ
ถูก
ผิด

15. เราต้องยึดถือความเชื่อของเรา ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะขัดต่อพระคัมภีร์
ถูก
ผิด

16. ใครเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์?  เปโตร ฉบับที่สอง 1:19-21

17. ความรู้ทางพระคัมภีร์ได้ทำอะไรให้เราบ้าง?  ทิโมธี ฉบับที่สอง 3:16, 17

18. ความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่มาแทนที่ในชีวิตของคน เมื่อเขาคนนั้นเข้าใกล้ชิดกับพระเยซูและกลายเป็นคริสตชน?  โครินธ์ ฉบับที่สอง 5:17

19. คำถามชวนคิด... เพราะว่าพระคัมภีร์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชนและนำมาซึ่งความสุข  ความสบายใจ  แนวทางการดำเนินชีวิต  ทางช่วยให้รอด  และชีวิตนิรันดร์ผ่านทางพระเยซูคริสต์  ท่านปรารถนาที่จะค้นพบชีวิตใหม่จากการศึกษาพระคัมภีร์หรือยัง?

 




Progress