Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

ค้นพบ

บทที่ 24

เมื่อคนเราตาย....แล้วเป็นอย่างไรต่อ?

·            การเผชิญกับความตายอย่างกล้าหาญ

·            วิธีที่พระเจ้าทรงสร้างเรา

·            เกิดอะไรขึ้นเมื่อคนเราตาย?

·            เดี๋ยวนี้เราเป็นอมตะหรือไม่?

·            การเผชิญกับความตายของคนที่เรารัก


เมื่อคนเราตาย....แล้วเป็นอย่างไรต่อ?

เราจะชะงักเร็วเมื่อเด็กๆถามประโยคแรกว่า  ความตายคืออะไร?”    เราจะพูดไม่ออกหรือคิดแต่เรื่องความตาย  เราไม่เพียงแต่กลัวตายเท่านั้นแต่เรายังไม่ยอมรับเวลาคนที่เรารักจากไป ความตายเป็นศัตรูที่ทราบกันดีของทุกคนทุกหนแห่ง

 

ดังนั้นอะไรคือคำตอบของความตายที่ตอบยากเหลือเกิน?   คนเราเกิดมาเพื่อตายเท่านั้นหรือ? ความตายคือจุดจบของชีวิตหรือ? หรือมีชีวิตใหม่หลังความตายหรือไม่? อะไรคือประสบการณ์ในหลุมฝังศพ? เราสามารถช่วยพวกเขาได้ไหม? เราสามารถพูดคุยกับพวกเขาได้ไหม? เราจะเห็นคนรักที่ตายแล้วอีกไหม? คนที่ตายแล้วไปไหน?

 

เสียงร้องที่โต้แย้งกันทำให้เรารู้คำตอบ คนส่งกระแสจิตยุคใหม่สอนว่า จิตวิญญาณที่มีช่องสัญญาณส่งข่าวสารให้พวกเขารู้คือคนที่ตายแล้ว   ซึ่งอยู่ในสถานะที่สูงกว่า ฮินดูสอนเรื่องการกลับชาติมาเกิดในช่วงชีวิตหนึ่งๆ   ชะตากรรมในชาตินี้เกิดจากผลของกรรมในชาติก่อน   เป็นการชดใช้กรรมเก่าที่เคยทำชั่วด้วยชีวิตที่ลำบาก ขณะเดียวกันได้รับชีวิตที่สะดวกสบายและดีเลิศจากกรรมดีที่เคยทำไว้  ศาสนาพุทธเชื่อว่าการนับถือพระพุทธเจ้า   จะเป็นแสงสว่างคอยนำทางชีวิตเราให้ดียิ่งขึ้น  คนที่ไม่มีพระในหัวใจจะปฏิเสธความหวังทั้งหมดในชีวิตหน้า   และประกาศว่าความตายเป็นจุดจบนิรันดร์ของทุกสิ่ง  คริสเตียนหลายคนเชื่อว่าความตายไม่เป็นความตายที่แท้จริง   คือเขาจะไปสวรรค์หรือไปนรกหรือสถานที่ระหว่างสวรรค์กับนรกก็อยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างมีสติ

 

ในเรื่องเนื้อหาสาระที่สำคัญ   ที่เป็นสากล   ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก  เราสามารถเรียนรู้ความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเราตายได้ที่ไหน? คำตอบอยู่ในพระคัมภีร์ซึ่งพระเจ้าผู้ทรงทราบถึงชีวิตและความตายทั้งหมด    จะทรงสอนเราด้วยข่าวประเสริฐที่ทำให้เรามีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมโล่งใจในความหวัง

การเผชิญความตายอย่างกล้าหาญ

เมื่อเพื่อนหรือคนที่เรารักจากไป  บางขณะเราทุกคนรู้สึกเหมือนเกิดความว่างเปล่าในชีวิต เป็นความโดดเดี่ยวที่ครอบงำเราขณะที่เราเหลือบมองจุดจบของชีวิต แต่โชคดีที่จุดหมายของพระคริสต์บนโลกคือและจะทรงปลดปล่อยบรรดาคนเหล่านั้น ที่ตกเป็นทาสมาตลอดชีวิตเนื่องจากความกลัวตาย(ฮีบรู 2:15) (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดไว้ เนื้อความในพระคัมภีร์ทั้งหมดใน  ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์สากลฉบับใหม่ [เอ็นไอวี]แปลไทยจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998) , ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต)

 

 

ในพระคัมภีร์พระเยซูทรงตอบคำถามของเราทั้งหมดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความตาย   การฟื้นคืนพระชนม์และชีวิตในอนาคต   เพื่อให้เข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า   ความจริงแท้ของความตาย    ขอให้เราเริ่มที่พระวจนะปฐมกาลและดูวิธีที่พระผู้สร้างทรงสร้างเรามา

 

วิธีที่พระเจ้าทรงสร้างเรา

พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ [อาดัม, ฮีบรู]ด้วยผงคลีดิน [อาดัมาช, ฮีบรู]”

ปฐมกาล 2:7

ความจริงแล้วพระผู้สร้างทรงสามารถสร้างมนุษย์คนแรก จากสารที่อยู่เหนือธรรมชาติหรือสารจากสวรรค์แต่พระองค์ไม่ทรงทำเช่นนั้น  พระองค์ทรงสร้างอาดัมจากผงคลีดินหลังจากที่พระเจ้าทรงรวบรวมสารที่ต้องการในโลกแล้ว   พระองค์ทรงสร้างรูปแบบสมอง   กระดูก  ร่างกายของอาดัมแล้ว   พระฤทธานุภาพอันสร้างสรรของพระองค์ ทรงสามารถสร้างรูปแบบมนุษย์ขึ้นมาแล้วแต่ยังไม่มีชีวิต   แน่นอน   รูปแบบดังกล่าวเป็นอะไรที่ต้องมีมากกว่านั้น   คือเป็นรูปแบบร่างกายที่สมบูรณ์และมีชีวิตด้วย   และบางสิ่งที่มากกว่านั้นก็คือ  ลมปราณแห่งชีวิต

 

พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดินระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต [วิญญาณ]

ปฐมกาล 2:7

เพราะพระเจ้าระบายลมปราณให้อาดัม   ชีวิตจึงเกิด   พระเจ้าทรงสร้างระบบประสาทที่มีเส้นสายเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน   กล้ามเนื้อขยายและหดตัว   หัวใจและปอดเคลื่อนไหวสอดคล้องกันอย่างเป็นจังหวะ   การรวมส่วนต่างๆเข้าด้วยกันของร่างกายและ   ลมปราณแห่งชีวิต”   ทำให้มนุษย์   มีชีวิต”   (a living being)   แต่ฉบับคิงส์เจมส์จะใช้คำว่า   “a living soul”  แทน

 

ขอให้สังเกตว่า พระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงอาดัมได้รับชีวิตแต่จะพูดว่ามนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต

 

ดังนั้นเราอาจเขียนสมการมนุษย์เป็น

 

ผงคลีดิน” + “ลมปราณแห่งชีวิต” = “ผู้มีชีวิต

    ร่างไร้ชีวิต + ลมปราณจากพระเจ้า  =  ผู้มีชีวิต

เราแต่ละคนมีร่างกาย   สติปัญญา   ความจำ   จิตใจที่มีความเป็นเหตุเป็นผล   ความรู้สึกได้และความปรารถนา   เรามีบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยเป็นแบบแบบหนึ่ง   ดังนั้นเราคือหนึ่งเดียวทั้งหมด   ไม่ได้ประกอบเป็นสองหรือหลายๆส่วนแล้วค่อยนำมารวมกัน   ตราบเท่าที่เรายังหายใจอยู่   เราจะเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต   การมีชีวิต

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคนเราตาย?

ปฐมกาล 2:7 อธิบายถึงความตายคือสิ่งตรงข้ามกับขบวนการสร้างสรรค์ดังกล่าว

 

และผงคลีกลับไปเป็นดินอย่างเดิม  และจิตวิญญาณ[ลมปราณแห่งชีวิต] กลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานให้มานั้น

ปัญญาจารย์ 12:7

พระคัมภีร์ใช้คำฮีบรูอยู่บ่อยๆสำหรับ   “ลมปราณ”   และ   “ชีวิต”   ซึ่งใช้เปลี่ยนกันได้   เมื่อคนเราตาย   ร่างกายจะกลายเป็นผงคลีดิน”   และ  ชีวิต”   หรือ   “ลมปราณแห่งชีวิต”   จะกลับสู่พระเจ้าซึ่งเป็นแหล่งเดิม   แต่อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเล่า?

 

พระเจ้าตรัสว่า เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด....ชีวิตทั้งสิ้นเป็นของเรา.....ชีวิตใดทำบาปก็จะตาย

เอเสเคียล 18:3-4

ชีวิตก็จะตาย!   เดี๋ยวนี้ชีวิตไม่เป็นอมตะแล้วเพราะว่าสามารถตายได้    พระวจนะสองข้อก่อนแสดงให้เห็นว่าสมการจาก   ปฐมกาล 2:7   เมื่อพระเจ้าทรงสร้างเราแล้วก็จะผกผันกลับไปสู่สภาพเดิมในความตาย

 

ผงคลีดิน” — “ลมปราณแห่งชีวิต” = “ชีวิตที่ตาย

ร่างไร้ชีวิตลมปราณจากพระเจ้า = มนุษย์ที่ตาย

(เครื่องหมาย   “ — ”   เท่ากับ   “ปราศจาก”)

ความตายคือชีวิตที่หยุดชะงัก   ขีดฆ่าจิตวิญญาณ   ชีวิตและร่างกายออกไป   ร่างกายจะกลับเป็นผงคลีดิน   ส่วนลมปราณหรือจิตวิญญาณจะกลับไปหาพระเจ้า   เรามีชีวิตในสภาพที่มีชีวิตหรือการมีชีวิต   แต่ในความตายก็เป็นแต่ซากศพที่ตายแล้วเท่านั้น   เมื่อพระเจ้าทรงเอาลมปราณแห่งชีวิตที่พระองค์ทรงให้มาคืนไป   ชีวิตเราก็จะตาย

 

แต่ขอบคุณพระเจ้าเพราะเรื่องราวไม่ได้จบแค่นั้น ด้วยการมีความหวังในพระคริสต์   แต่ก่อนที่จะสนทนาถึงความหวังนั้น   ขอให้เราลองตรวจสอบคำถามข้อแรกนี้ก่อน

คนตายจะรู้มากแค่ไหน?

หลังจากความตาย   สมองก็จะเสื่อมสลายจะไม่รับรู้  ไม่เข้าใจหรือจำอะไรไม่ได้เลย

เพราะถ้าในความตาย ไม่มีการระลึกถึงพระองค์[พระเจ้า]แล้ว ในแดนผู้ตายใครเล่าจะโมทนาพระคุณของพระองค์?”

เพลงสดุดี 6:5

อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ทั้งหมดจะหยุดทันทีเมื่อตาย

 

ความรักของเขาไม่น้อยกว่าความชัง   และความอิจฉาของเขาได้สาปสูญไปตามกันนานแล้ว   ในบรรดาการที่บังเกิดขึ้นภายใต้ดวงอาทิตย์   เขาทั้งหลายหามีส่วนร่วมอีกต่อไปไม่

ปัญญาจารย์ 9:6

การตายไม่คำนึงถึงอะไรเลย   เขาทั้งหลายจะไม่มีการติดต่อกับผู้มีชีวิตอย่างสิ้นเชิง

 

เพราะว่าคนเป็นย่อมรู้ว่าเขาเองคงจะตาย แต่คนตายแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย เขาหาได้รับรางวัลอีกไม่ ด้วยว่าใครๆก็พากันลืมเขาเสียหมด....... จงชื่นชมยินดีตลอดชีวิตอนิจจังของเจ้า...... เพราะว่าในแดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้นไม่มีการงานหรือแนวความคิด หรือความรู้ หรือสติปัญญา

ปัญญาจารย์ 9:5, 9, 10

ความตายนั้นเหมือนการหลับโดยไม่ฝัน   แท้จริงแล้วในพระคัมภีร์เรียกความตายว่า   “การหลับ”   จำนวน 54 ครั้ง   พระวจนะเพลงสดุดีพูดว่า   “ข้าพระองค์จะหลับอยู่ในความตาย”   (เพลงสดุดี13:3)   พระเยซูทรงสอนด้วยว่าความตายเหมือนการหลับ   พระองค์ทรงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า

 

“‘ลาซารัสสหายของพวกเราหลับไปแล้ว  แต่เรากำลังจะไปปลุกให้เขาตื่นพวกสาวกทูลว่า  องค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าเขาหลับอยู่ เขาก็จะมีอาการดีขึ้น’  พระเยซูตรัสถึงการตายของลาซารัส แต่พวกสาวกคิดว่าพระองค์ตรัสถึงการนอนหลับพักผ่อน ดังนั้นพระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาตรงๆว่า   ‘ลาซารัสตายแล้ว’”

ยอห์น 11:11-14

ลาซารัสอยู่ในขั้นแรกของการเสื่อมสลาย เขาตายมาสี่วันแล้วก่อนพระเยซูจะเสด็จมาถึง แต่เมื่ออพระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาที่หลุมฝังศพ พระองค์พิสูจน์ว่าเป็นเรื่องง่ายสำหรับพระเจ้าที่จะปลุกคนตายให้ลุกขึ้นมาเหมือนเราปลุกเพื่อนของเราที่กำลังหลับอยู่

 

เป็นความรู้สึกที่ดีมากที่รู้ว่าคนที่เรารักนั้น  นอนหลับพักผ่อนอย่างสงบในพระเยซู อุโมงค์แห่งความตายที่สักวันเราจะต้องผ่านนั้น เป็นเพียงการหลับที่เงียบสงบและมีสันติสุข

 

ทางของพระเจ้าทรงเป็นทางที่ดีที่สุด   สมมติว่าแม่คนหนึ่งที่น่ารักเหมือนพระเจ้าได้ตายและไปสวรรค์   ตามคำสอนที่มีชื่อเสียงจะบอกว่า   เธออยู่บนสวรรค์จะมองลงมาที่โลก   หากเธอมีลูกที่เอาแต่ใจ   เธออาจเห็นลูกของเธอติดเหล้าเมายาอย่างสิ้นหวัง   และกำลังจะตายด้วยโรคเอดส์   หรือสมมติว่าสามีของเธอตายก่อนเธอ   ในความเชื่อทั่วไป   หากสามีเธอเป็นคนอธรรม   เธอจะเห็นเขาในนรกและกำลังได้รับความทรมานจากไฟนิรันดร์   การช่วยให้รอดจากบาปช่างเป็นโอกาสที่อาจจะได้รับความเจ็บปวดมากกว่าความสนุกสนาน   ขอขอบพระคุณพระเจ้าที่ทำให้ความตายนั้นเหมือนกับการหลับอย่างเงียบสงบและมีสันติสุข

 

พระเจ้าทรงลืมเขาเหล่านั้น ที่หลับในความตายหรือไม่?

การหลับของความตายยังไม่ใช่ตอนจบของเรื่อง   ณ ที่หลุมฝังศพลาซารัสซึ่งเป็นเพื่อนของพระองค์   พระเยซูทรงตรัสกับมาร์ธาว่า

เราเป็นชีวิตและการเป็นขึ้นจากตาย   คนที่วางใจในเราจะมีชีวิตอีกแม้ว่าเขาจะตายไป

ยอห์น 11:25

เขาเหล่านั้นซึ่งตายในพระคริสต์จะหลับในหลุมฝังศพ   แต่เขายังคงมีอนาคตที่สดใส   พระผู้สร้างที่เก่งกาจสุดจะหาใครเทียบมิได้พระองค์นี้ทรงคงภาพนั้นไว้อย่างสมบูรณ์   (แม้กระทั่งรูปแบบดีเอ็นเอหากท่านต้องการ)   สำหรับแต่ละคนทุกๆคนที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา   พระองค์ผู้ทรงนับเส้นผมบนศีรษะของเราได้ครบทุกเส้น   และพระองค์ผู้ทรงไม่ลืมประคองเราไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์

 

โยบเชื่อมั่นในความทรงจำที่ไม่ผิดพลาดของพระองค์   พระองค์ทรงอธิบายความหวังของชีวิตอีกว่า

 

โอ หากพระองค์ทรงซ่อนข้าพระองค์ไว้ในแดนคนตายก็จะดี!..... ถ้ามนุษย์ตายแล้ว   เขาจะมีชีวิตอีกหรือ?   ข้าพระองค์จะคอยอยู่ตลอดวันประจำการของข้าพระองค์ จนกว่าการปลดปล่อยของข้าพระองค์จะมาถึง   พระองค์จะทรงเรียก  และข้าพระองค์จะทูลตอบพระองค์  พระองค์จะทรงอาลัยอาวรณ์พระหัตถกิจของพระองค์

โยบ 14:13-15

วันที่ฟื้นคืนพระชนม์   อุโมงค์แห่งความตายดูเหมือนเป็นการพักผ่อนสั้นๆ   คนตายจะไม่รับรู้เวลาที่ผ่านไป   เขาเหล่านั้นจะยอมรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดบาปของเขา   เขาเหล่านั้นจะลุกจากหลับโดยพระสุรเสียงอันมหัศจรรย์ของพระองค์ที่ลงมายังโลก

 

ความหวังของการฟื้นคืนชีพก็มีสิ่งควบคู่ไปด้วยเช่นกัน   คือความหวังที่จะได้อยู่ในนิเวศบนสวรรค์   “เพราะความหวังที่เก็บไว้เพื่อพวกท่านในสวรรค์”   (โคโลสี 1:5)   พระคัมภีร์เต็มไปด้วยโฆษณาบ้านสมบูรณ์แบบในพระนิเวศของพระบิดา   ผู้อยู่อาศัยในนั้นจะ   “ถือพระบัญญัติของพระเจ้า”   และ   “จงรักภักดีต่อพระเยซู”   (วิวรณ์ 12:17, 14:12)   อย่างมีความสุขสดชื่นร่าเริง   พระเจ้า   “จะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขาทั้งหลาย   และความตายจะไม่มีอีกต่อไป   ความเศร้าโศก   การร้องไห้   และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป”   (วิวรณ์ 21:4)

 

เขาเหล่านั้นที่รักพระเจ้าจะไม่เกรงกลัวความตาย   ยิ่งไปกว่านั้นความตายยังเป็นความนิรันดร์แห่งชีวิตที่แท้จริงอย่างเป็นธรรมชาติ   เป็นชีวิตที่มีตัวตน   ชีวิตที่สนุกสนานยินดี   และเป็นชีวิตที่เติมเต็มด้วยพระเจ้าอย่างนิรันดร์   พระเยซูทรงถือ   “ลูกกุญแจทั้งหลายแห่งความตาย(วิวรณ์ 1:18)   การปราศจากพระคริสต์   ความตายจะกลายเป็นถนนเส้นเดียวที่นำไปสู่การจำอะไรไม่ได้อีกต่อไปและนำไปสู่นรกซึ่งอยู่ตรงสุดถนนของความบาป   แต่พระคริสต์สามารถเปิดหลุมฝังศพได้   และ ด้วยพระคริสต์จะทำให้มีความหวัง   ความหวังที่สว่างสดใสอันทรงพลังและมีความสุข

เดี๋ยวนี้เราเป็นอมตะหรือไม่?

ในพระคัมภีร์ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะอธิบายว่าชีวิตเป็น   อมตะหรือไม่ตาย   ในปฐมกาล   มรดกของอาดัมคือบุตรของพระเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นที่จะไม่พบความตาย แต่มีชีวิตนิรันดร์ หากอาดัมยังคงเชื่อฟังตามพระประสงค์ของพระเจ้า อาดัมจะไม่รู้จักตาย แต่เมื่ออาดัมและเอวาทำบาป   เขาจึงสูญเสียสิทธิ์ในชีวิตของเขาทั้งสอง และโดยการไม่เชื่อฟังนั่นเองจึงทำให้เกิดความตาย   บาปของเขาได้แผ่ไปทั่วมวลมนุษย์ทุกคนทั้งหมด (โรม 5:12)   เพราะว่า   ชีวิตใดทำบาปก็จะตาย  (เอเสเคียล 18:4)   เดี๋ยวนี้มวลมนุษย์ทั้งหมด   ต้องตายในที่สุดคือการทำให้มีความตาย

 

คำกรีกและฮีบรูที่ว่า   “ชีวิต”   “จิตวิญญาณ”   และ   ลมปราณ”   อยู่ในพระคัมภีร์ 1,700 ครั้ง   และเดี๋ยวนี้ยังไม่เคยมีการกล่าวแม้แต่ครั้งเดียวว่า   ชีวิต   จิตวิญญาณหรือลมหายใจของมนุษย์จะเป็นอมตะ   และไม่เคยบอกเป็นนัยในพระคัมภีร์เลยว่า   มนุษย์ยังมีความรู้สึกตัวอยู่แม้จะแยกออกจากร่างกายแล้วก็ตาม

 

ในปัจจุบันพระเจ้าทรงเป็นอมตะเพียงลำพังพระองค์เดียว

 

พระเจ้าผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญและทรงฤทธานุภาพสูงสุด แต่เพียงพระองค์เดียว เป็นพระมหากษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย  และเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเหนือบรรดาผู้ครอบครอง พระองค์เพียงผู้เดียวที่เป็นองค์อมตะ

ทิโมธี ฉบับที่หนึ่ง 6:15, 16

พระคัมภีร์ชี้ชัดว่าชีวิตนี้   คนเราจะต้องตาย   ทำให้ถึงแก่ความตาย   แต่เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา   ธรรมชาติของเราจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

 

นี่แน่ะ ข้าพเจ้ามีความล้ำลึกที่จะบอกกับพวกท่าน คือเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน แต่จะถูกเปลี่ยนใหม่ทุกคน ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย  เพราะว่าจะมีการเป่าแตร และพวกที่ตายแล้วจะถูกทำให้เป็นขึ้น โดยปราศจากความเสื่อมสลาย แล้วเราจะถูกเปลี่ยนใหม่ เพราะว่า สิ่งที่เสื่อมสลายได้นี้ ต้องสวมด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายไม่ได้ และสภาพที่ต้องตายนี้ ต้องสวมด้วยสภาพที่ไม่ตาย เมื่อสิ่งที่เสื่อมสลายได้นี้สวมด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายไม่ได้ และสภาพที่ต้องตายนี้สวมด้วยสภาพที่ไม่ตาย เมื่อนั้นพระวจนะที่เขียนไว้จะสำเร็จว่า   ความตายก็ถูกกลืนเข้าในชัยชนะแล้ว’”

โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 15:51-54

ขณะที่เราเป็นมนุษย์เราต้องตาย   แต่โดยความเชื่อพระเยซู   เราสามารถเรียกร้องพระสัญญาแห่งความอมตะได้ในตอนนี้   หลักประกันของชาวคริสเตียนที่ว่าเขาหรือเธอจะเป็นอมตะเมื่อพระเยซูเสด็จมาอีกเป็นครั้งที่สอง

 

ความแน่นอนของพระสัญญาแห่งความอมตะ แสดงไว้เมื่อพระเยซูทรงระเบิดหลุมฝังศพของพระองค์ให้เปิดออก

 

พระผู้ช่วยให้รอดของเรา องค์พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงทำลายความตายให้สูญสิ้น และทรงทำให้ชีวิตและสภาพอมตะปรากฏชัด โดยทางข่าวประเสริฐ

ทิโมธี ฉบับที่สอง 1:10

เดี๋ยวนี้การสอนที่ว่าเราเป็นอมตะนั้น   อยู่เบื้องหลังความเชื่อในนรกที่เผาไหม้อยู่ตลอดกาล ทั้งชีวิตอมตะและนรกเผาไหม้ตลอดกาล เป็นความคิดจากการที่ซาตานพูดโกหกเอวาที่สวนเอเดนเมื่อซาตานสัญญาว่า   “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก”   (ปฐมกาล 3:4) ทัศนคติของพระเจ้าบนชะตากรรมของมนุษย์มีอย่างชัดเจน คือเขาเหล่านั้นที่ปฏิเสธพระคริสต์และยึดติดกับบาปจะพบกับความตายนิรันดร์ ส่วนเขาเหล่านั้นซึ่งยอมรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดบาป จะได้รับความเป็นอมตะเหมือนเป็นของประทานที่พระเยซูทรงเสด็จมาเพื่อเขาเหล่านั้น

 

การเผชิญความตายของคนที่เรารัก

ความกลัวทั้งหลายที่เราต้องต่อสู้อย่างธรรมชาติ เมื่อเผชิญกับความตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเกิดอย่างฉับพลันเมื่อคนที่เรารักได้จากไป ความโดดเดี่ยวและความรู้สึกสูญเสียเข้ามาอย่างท่วมท้น   และเราทั้งหมดก็ต้องผ่านขบวนการโศกเศร้านี้   บางคนรู้สึกถึงการพลัดพรากจากคนที่เรารัก  ทำให้เรากระตือรือร้นมากเสียจนกระทั่ง ต้องพยายามติดต่อกับเขาเหล่านั้นที่ตายไปแล้วให้ได้   เขาเหล่านั้นจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนทรง หรือคนส่งกระแสจิตสมัยใหม่ที่มักอ้างว่า   เขาสามารถติดต่อกับคนที่ตายไปแล้วได้

 

แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระคัมภีร์เตือนเราให้พยายามหยุดความเจ็บปวดโศกเศร้าแห่งความตายด้วยวิธีนี้คือ

 

และเมื่อพวกเขาทั้งหลายกล่าวแก่พวกท่านว่า จงปรึกษากับคนทรงและพ่อมดแม่มดผู้ร้องเสียงจ้อกแจ้กและเสียงพึมพำ   ไม่ควรที่ประชาชนจะปรึกษากับพระเจ้าของเขาหรือ?   ควรเขาจะไปปรึกษาคนตายเพื่อคนเป็นหรือ?”

อิสยาห์ 8:19

ไปค้นพระโอวาทและถ้อยคำพยาน!”

พระวจนะที่ 20, ฉบับมอฟแฟต

คำตอบที่แท้จริงของความเจ็บปวดรวดร้าวเป็นผลจากการพลัดพรากจากคนที่เรารัก   ซึ่งมีพระคริสต์พระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยให้ผ่อนคลายจากความโศกเศร้าได้    ที่สุดแล้วสิ่งนั้นคือพระคริสต์   (ไม่ใช่คนทรงเจ้าใดๆ)   ซึ่งทรงอุ้มคนที่เรารักไว้ในพระหัตถ์พระองค์   พระผู้สร้างซึ่งถือพิมพ์เขียวของแต่ละคนไว้แล้วนั่นเอง

 

การใช้เวลาสนทนาพูดคุยกับพระคริสต์ เป็นวิธีที่ถูกต้องตามหลักมากที่สุดที่ทำให้ผ่านขบวนการเศร้าโศกได้   ทัศนคติของพระองค์จะซึมเข้าในจิตใจเราอย่างช้าๆ   คือพระสัญญาของพระองค์ทรงฉายบนความคิดที่โศกเศร้าของเรา   ขอให้จำไว้ว่าคนที่เรารักนั้นนอนหลับ และเป็นการหลับในยามค่ำคืนซึ่งดูเหมือนเป็นคนนอนหลับที่ขอนอนต่ออีกสักนิด   จนกระทั่งเสียงแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง   จะทำให้เขาเหล่านั้นที่หลับในพระคริสต์รู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งด้วยความซาบซึ้งใจ

 

คนที่เรารักซึ่งพักผ่อนในพระเยซูจะลุกขึ้นในการฟื้นคืนชีพเมื่อพระเยซูทรงเสด็จกลับมาอีกครั้ง   ในวันแห่งรุ่งโรจน์นั้นคนที่เรารักและเพื่อนๆ ซึ่งเป็นผู้มีความเชื่อทั้งหลายจะมาอยู่รวมกันเพื่อพบพระคริสต์ในอากาศ

 

พระเจ้าทรงกำลังวางแผนการรวมตัวกันที่แสนวิเศษ   พ่อแม่จะดีใจมากที่เด็กๆได้กลับมาหา   สามีและภรรยาทั้งหลายจะสวมกอดซึ่งกันและกัน   ความพลัดพรากที่โหดร้ายของชีวิตทั้งหลายจะรวมกันเป็นเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆสู่ท้องฟ้า   และด้วยความเป็นจริง   “ความตายก็ถูกกลืนเข้าในชัยชนะแล้ว”   (โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 15:54)

 

การเผชิญกับความตายอย่างกล้าหาญ

ไม่มีข้อสงสัยอะไรอีกแล้ว   ความตายก็คือศัตรูซึ่งขโมยของเกือบทุกอย่างจากเราไป   แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถเอาจากเราไปได้ก็คือพระคริสต์   และพระคริสต์ทรงสามารถนำทุกสิ่งทุกอย่างกลับมารวมกันได้อีก   ความตายจะไม่ได้ครองโลกนี้ไปตลอด    มาร   คนอธรรม   ความตายและแดนคนตายจะเสื่อมสลายใน   “บึงไฟ บึงไฟนี้แหละคือความตายครั้งที่สอง”   (วิวรณ์ 20:14)

ในช่วงเวลานั้น   นี่คือคำแนะนำง่ายๆสี่ข้อสำหรับการเผชิญกับความตายอย่างกล้าหาญ

 

1. อาศัยในชีวิตแห่งความเชื่อมั่นอย่างมีความหวังในพระคริสต์   และท่านจะถูกเตรียมตัวสำหรับความตายอยู่ตลอดเวลา

 

2. โดยผ่านพระฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธ์   ขอให้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์   และท่านจะถูกเตรียมตัวสำหรับการมีชีวิตครั้งที่สองซึ่งท่านจะไม่ตายอีก

 

3. ให้คิดถึงความตายเหมือนการนอนหลับสั้นๆ   ซึ่งพระสุรเสียงของพระเยซูจะปลุกท่านเมื่อพระองค์ทรงเสด็จมาครั้งที่สอง

 

4. ชื่นชมและมั่นใจในพระนิเวศบนสวรรค์ ที่พระเยซูจะทรงมอบให้เราเพื่อให้เราอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์   ความจริงในพระคัมภีร์ช่วยให้คนไม่กลัวความตาย เพราะมีการเปิดเผยถึงพระเยซูพระองค์ซึ่งแม้แต่ความตายยังไม่สามารถเอาชนะได้ เมื่อพระองค์เสด็จมาในชีวิตของเรา พระองค์ทรงทำให้หัวใจของเราท่วมท้นไปด้วยสันติสุข

 

เรามอบสันติสุขไว้กับพวกท่าน   สันติสุขของเราที่ให้กับท่านนั้น.... อย่าให้ใจของท่านเป็นทุกข์   อย่ากลัวเลย

ยอห์น 14:27

และพระเยซูทรงทำให้เราสู้กับความโศกเศร้าแห่งการสูญเสียคนที่เรารักได้ด้วย   พระเยซูทรงเดินผ่าน   “หุบเขาของเงาแห่งความตายพระองค์ทรงเข้าใจถึงความมืดมิดของหลายๆคืนที่เราต้องพบ    พระองค์สิ้นพระชนม์และทรงฟื้นขึ้นจากหลุมฝังศพเพื่อให้ความหวังที่มั่นคงแก่เรา

 

บุตรทั้งหลายมีเลือดและเนื้อเช่นกันอย่างไร   พระองค์ก็ทรงมีส่วนเช่นนั้นด้วยอย่างนั้น เพื่อโดยทางความตายนั้น  พระองค์จะทรงทำลายมารผู้มีอำนาจแห่งความตาย  และจะทรงปลดปล่อยบรรดาคนเหล่านั้น ที่ตกเป็นทาสมาตลอดชีวิตเนื่องจากความกลัวตาย

ฮีบรู 2:14, 15

ดร. เจมส์ ซิพสัน    แพทย์ผู้ยิ่งใหญ่สาขายาสลบ   มีประสบการณ์การสูญเสียที่น่ากลัวเมื่อลูกคนแรกของเขาต้องตาย   เขาเสียใจอย่างสุดซึ้งเหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ   แต่แล้วเขาพบความหวังในวิถีทางของเขา   บนหลุมฝังศพลูกที่รักของเขา   เขาตั้งแท่นหินที่สร้างเป็นสี่ด้านปลายแหลมเสียดฟ้าเหมือนชี้ไปทางสวรรค์   และบนแท่นหินนั้นเขาแกะสลักคำที่พระเยซูตรัสถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ว่า   “ถึงกระนั้น   เราก็ยังมีชีวิตอยู่

 

นั่นคือสิ่งที่พูดไปทั้งหมดแล้ว   ในบางครั้งความโศกเศร้าส่วนบุคคลอาจดูเหมือนซ่อนในอากาศ   ถึงกระนั้น   พระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่!   หัวใจของเราอาจแตกสลาย   ถึงกระนั้น   พระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่!

 

ในพระคริสต์เรามีความหวังในชีวิตหลังความตาย   พระองค์ทรงเป็น   “ชีวิตและการเป็นขึ้นจากตาย”   (ยอห์น 11:25)   และพระองค์ทรงสัญญาว่า   “แต่พวกท่านจะเห็นเราเพราะเรามีชีวิตอยู่”   (ยอห์น 14:19)   เมื่อพระคริสต์เสด็จมาอีก   พระองค์ทรงมอบความเป็นอมตะให้เรา   เราจะไม่อยู่ใต้เงาแห่งความตายอีกต่อไป   เพราะเรามีชีวิตนิรันดร์   ท่านเคยค้นพบความหวังอันยิ่งใหญ่แบบนี้   ที่เราสามารถชื่นชมได้ในเวลาที่มืดที่สุดของเราบ้างไหม?   หากท่านยังไม่ยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของท่าน   ท่านน่าจะยอมรับซะตอนนี้เลยจะดีกว่าไหม?

 

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาของการมีชีวิตและการตาย  ข้าพระองค์สำนึกในพระคุญสำหรับความยุติธรรมและพระเมตตาของพระองค์ ที่มีต่อมนุษย์ที่อ่อนแอมากและที่ต้องตาย  ข้าพระองค์รักพระองค์และปรารถนาตลอดทั้งวันโดยพระคุณของพระองค์  ข้าพระองค์จะเป็นอมตะพร้อมกับเด็กๆทั้งหมดของพระองค์    ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อมั่นในพระองค์อย่างสมบูรณ์ และเชื่อพระคัมภีร์ด้วยจิตใจทั้งหมดของข้าพระองค์   โปรดเร่งวันเพื่อข้าพระองค์จะได้อยู่กับคนที่ข้าพระองค์รัก ในการฟื้นคืนชีพที่ยิ่งใหญ่ในตอนเช้า    ข้าพระองค์ขออธิษฐานในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า    อาเมน

 

 

ค้นพบ บทที่ 24

เมื่อคนเราตาย....แล้วเกิดอะไร? (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 24)

1. ชีวิตคืออะไร?

ผงคลีดินบวกลมปราณแห่งชีวิต

ส่วนที่ยังไม่ตายของคนเรา

 

2. อะไรคือ "จิตวิญญาณ" ที่จะกลับไปที่พระเจ้าเมื่อตาย?

ลมปราณแห่งชีวิต

ชีวิต

 

3. เกิดอะไรขึ้นกับคนที่ตาย?

ร่างกายของเขาจะไปสวรรค์

ร่างกายของเขาจะกลับไปเป็นธุลีดิน

 

4. อะไรคือเงื่อนไขของคนที่ตาย?

มีความสุขและยินดี หากคนนั้นมีชีวิตที่เที่ยงธรรม

อยู่ในการหลับที่สงบสุข

เสียใจและโดดเดี่ยว หากคนนั้นมีชีวิตที่อธรรม

 

5. คนที่ตายแล้วไม่สามารถจะจำอะไรได้เลย

ถูก

ผิด

 

6. คนที่ตายไมรู้อะไรเลย

ถูก

ผิด

 

7. พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์และมีชีวิตเพื่อคนทั้งหมดที่มีความเชื่อ

ถูก

ผิด

 

8. คนตายที่มีความชอบธรรมตายในหลุมฝังศพรอคอยการเรียกของพระเยซู พระผู้ให้ชีวิต

ถูก

ผิด

 

9. เมื่อพระเยซูเสด็จมา คนตายที่หลับในพระคริสต์จะถูกปลุกขึ้นจากตาย

ถูก

ผิด

 

10. เดี๋ยวนี้ชีวิตของคนเป็นอมตะซึ่งไม่ตาย

ถูก

ผิด

 

11. เดี๋ยวนี้ชีวิตของคนต้องตายซึ่งทำให้พบกับความตาย

ถูก

ผิด

 

12. เมื่อพระเยซูทรงเสด็จมา ผู้ที่ถูกช่วยให้รอดจะลุกขึ้นและเป็นอมตะ

ถูก

ผิด

 

13. พระคัมภีร์เตือนเราอย่าถูกหลอกจากคนทรงและผู้ส่งกระแสจิตยุคใหม่ ซึ่งอ้างว่าเขาสามารถติดต่อกับคนที่เรารักที่ตายไปแล้วได้

ถูก

ผิด

 

14. เพราะเรามีความหวังกับการฟื้นคืนชีพจากพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงเสด็จมา เราจึงเผชิญกับความตายอย่างไม่กลัว

ถูก

ผิด

 

15. พระเยซูทรงเป็นความหวังเดียวเท่านั้นแห่งชีวิตหลังความตาย

ถูก

ผิด

 

16. ในพระคัมภีร์พระเยซูทรงเรียกความตายว่าอะไร? อ่าน ยอห์น 11:11-14

 

17. มันหมายความว่าอย่างไรสำหรับท่านที่รู้ว่าความตายก็คือการนอนหลับ?

 

18. พระเยซูทรงต้องการให้ชาวคริสเตียนมีความหวังและผ่อนคลายในเรื่องความตาย พระองค์ทรงให้พระสัญญาของพระองค์กับเราในยอห์น 11:25 ว่า "เราเป็นขึ้นจากตายและเป็น ()_______ คนซึ่ง ()______ ในเราจะ ()_______ แม้ว่าเขาจะตายไป"

 

19. ความตายจะไม่มีผลต่อมนุษย์อีกเลยเมื่อใด? โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 15:51-54

 

20. มันทำให้ท่านรู้สึกอย่างไรที่ว่าสักวันหนึ่งความตายจะหายไปตลอดกาล?

 

21. คำถามที่เป็นหัวใจ: ท่านจะยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของท่านหรือไม่?




Progress