Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

ค้นพบ

บทที่ 4

แผนสำหรับชีวิตของท่าน

-จุดกำเนิดของพระคริสต์

-พระคริสต์ทรงเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์และคำพยากรณ์

-พระชนม์ของพระคริสต์ทรงเป็นจริงตามคำพยากรณ์

-มากกว่าความรู้สึก

-การยอมรับแผนการของพระเจ้า

 

แผนสำหรับชีวิตของท่าน

หลังจากที่ศาสนาจารย์ได้พูดเรื่อง “ทำไมฉันจึงเชื่อเรื่องพระเยซูชายหนุ่มแต่งกายงามสง่าคนหนึ่ง ได้เข้ามาร่วมสนทนาด้วยพร้อมกับให้ข้อสังเกตว่า  “คำพูดของท่านในค่ำคืนนี้น่าสนใจทีเดียว   แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านพูดถึงพระเยซูคริสต์นั้นมาจากพระคัมภีร์ของท่าน   ช่วยบอกผมหน่อยเถิดว่า   ถ้าพระเยซูเคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้   ทำไมจึงไม่มีการเล่าเรื่องราวพระองค์ในประวัติศาสตร์เล่า?”

นั่นเป็นคำถามที่ดีครับ”   ศาสนาจารย์ตอบขณะที่หันไปหยิบหนังสือลงมาหลายเล่ม   “ความจริง...ประวัติศาสตร์ก็ได้บอกเรื่องราว เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์เหมือนกันนะครับ

นั่นแหละผมอยากเห็นกับตาของผมเองครับ”   ชายหนุ่มรับคำ

เอาล่ะ นี่ไงจดหมายฉบับที่ 97    จากหนังสือเล่มที่ 10   ซึ่งเป็นจดหมายของพลินี่ เดอะ ยังเกอร์  ผู้บัญชาการทหารสมัยอาณาจักรโรมันที่รัฐบิทาเนีย(Bithynia)   ซึ่งเป็นรัฐโบราณในตะวันตกเฉียงเหนือของเอเซียไมเนอร์ที่เก่าแก่   พลินี่ได้เขียนจดหมายถึงจักรพรรดิ์โรมัน (ชื่อว่า ทราจาน ) และเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในรัฐของเขา   เห็นไหมครับ   และนี่คือสิ่งที่พลินี่กำลังขอคำปรึกษาว่าพลินี่จะรับมือกับชนกลุ่มนิกายใหม่ที่เรียกว่าชาวคริสเตียนอย่างไรดี   เขาพูดถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของคริสตชนนิกายนี้   และเล่าถึงการร้องเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อสรรเสริญพระคริสต์ผู้นำของพวกเขา   พลินี่ได้ส่งจดหมายของเขาเมื่อประมาณค.ศ. 110   จดหมายที่พลินี่เขียนใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของชายคนนี้ (พระคริสต์) และมีการแพร่กระจายข่าวความเชื่อพระองค์ในยุคสมัยของอัครสาวกทั้งหลาย

ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจและพูดว่า   “เล่าให้ผมฟังต่อซิครับ!”

ขณะที่ศาสนาจารย์ได้พลิกหนังสือเล่มต่อไป   เขาเสริมว่า   “ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่ง (ที่อยู่ในสมัยเดียวกับพลินี่) คือทาซีทัส   (Tacitus)   ซึ่งในรายงานประจำปีของเขา   (เล่มที่ 15 บทที่ 44)   ได้พูดถึงความเกลียดชัง   ความอาฆาตแค้นของจักรพรรดิ์นีโร (Nero) และการทำทารุณชาวคริสเตียนในช่วงเวลาการเผากรุงโรม   ทาซีทัสอธิบายคำว่า   คริสตชน’  มาจากชื่อ  ‘พระคริสต์’  เขากล่าวว่าพระเยซูผู้ทรงจัดตั้งศาสนาคริสต์ได้ถูกตรึงกางเขนโดยพอนทิอุส   พีเลท    (Pontius Pilate)   เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจทางการเงินและการบริหารของจูเดีย ในสมัยจักรพรรดิ์ทิเบอร์ริอูส   (Emperor Tiberius)   เรื่องราวที่ละเอียดที่ทาซิทัสให้เราได้สอดคล้องกับเหตุการณ์   ชื่อ   และสถานที่ในพระคัมภีร์อย่างชัดเจน

ศาสนาจารย์ครับ   ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่า สิ่งเหล่านี้อยู่ในประวัติศาสตร์โลกด้วยเหมือนกัน!” ชายหนุ่มได้อุทานขึ้น

และขณะที่เรากำลังพูดคุยกัน  ศาสนาจารย์ได้เสริมขึ้น   “ผมต้องการให้คุณสังเกตว่าประมาณค.ศ. 180   เซลซัส   (Celsus)   ได้เขียนหนังสือโจมตีคริสตชน   แสดงให้เห็นว่าช่วงนั้นคริสตศาสนาได้กลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลที่เขาต้องรับมือด้วย

 หากท่านยังสงสัยอยู่   ขอให้จำไว้ว่าพระวจนะสี่บทแรกนี้เป็นประวัติศาสตร์ได้มากพอๆกับหนังสือทางโลกเลยทีเดียว

ชายหนุ่มผู้นี้ได้เดินจากไปด้วยความเชื่อมั่นว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์

ทั้งประวัติศาสตร์ทางโลกและทางพระคัมภีร์   ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์บนโลกนี้   และยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์

 

พระคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาล

ตามที่กล่าวในพระคัมภีร์   พระเยซูคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นเพียงแค่มนุษย์ที่ดีประเสริฐเท่านั้น   พระองค์ยังทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย   พระเยซูทรงกล่าวอ้างอะไรที่พิจารณาว่าตนเองเป็นเหมือนพระเจ้า?

ถ้าพวกท่านรู้จักเราแล้ว   ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย   ตั้งแต่นี้ไปท่านก็จะรู้จักพระองค์ และได้เห็นพระองค์.... คนที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา

ยอห์น 14:7-9

 “เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ยอห์น 10:30

(หากมิได้ทำเครื่องหมายใดๆไว้ บทความทั้งหมดภาคภาษาอังกฤษในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี] แปลไทยจาก พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998),ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)

         

หากท่านปรารถนาที่จะทราบคำตอบของคำถามที่ว่า  พระเจ้าคือใคร? พระองค์เป็นอย่างไร?”  ขอให้ท่านเพียงมองไปที่พระเยซูคริสต์   พระบิดาทรงแบ่งปันความรักและความห่วงใยเหมือนๆกันให้แต่ละคน   เหมือนดังที่พระเยซูทรงแสดงไว้ขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนม์เป็นมนุษย์อยู่บนโลกนี้

เช่นเดียวกัน   ยอห์นกล่าวอ้างอะไรที่พิจารณาว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้า?

 

ในปฐมกาลพระวาทะ [พระคริสต์] ทรงดำรงอยู่   และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า    ในปฐมกาลพระองค์ทรงอยู่กับพระเจ้า   พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาโดยพระวาทะ   ในบรรดาสิ่งที่เป็นอยู่นั้น   ไม่มีสักสิ่งเดียวที่เป็นอยู่นอกเหนือพระวาทะ.... พระวาทะทรงเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   เราเห็นพระสิริของพระองค์คือ   พระสิริที่สมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา    บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง

ยอห์น 1:1-3, 14

พระเยซู   (พระวาทะ)   ทรงเป็นพระเจ้าเต็มๆเหมือนพระบิดา   พระเยซูทรงประทับอยู่กับพระเจ้า  ในปฐมกาล”  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งด้วยพระวาทะ

นานเพียงใดที่พระบิดาและพระบุตรทรงดำรงอยู่ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว?

 

แต่ส่วนพระบุตรนั้น   พระองค์ [พระเจ้า] ทรงตรัสว่า   ข้าแต่พระเจ้า   พระที่นั่งของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์   พระคทาแห่งอาณาจักรของพระองค์ก็เป็นพระคทาเที่ยงธรรม’”

ฮีบรู 1:8,ฉบับคิงส์เจมส์,

(ภาคภาษาอังกฤษใช้พระคัมภีร์ฉบับคิงส์เจมส์ ลิขสิทธิ์ @ 1979, 1980, 1982 โดยบริษัทโธมัส นิลสัน,แนชวิล,เทนเนสซี แปลไทยจาก พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998),ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)

พระเจ้าทรงเป็นพระบิดา   พระเยซูทรงเป็นพระบุตรซึ่งทรงพระชนม์ตั้งแต่นิรันดร์กาล   ไม่มีแม้สักเวลาเดียวที่พระเยซูจะทรงไม่เป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา

 

พระคริสต์ทรงเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์และคำพยากรณ์

หนึ่งในหลายๆสิ่งที่ทราบกันทั่วคือ   พระเยซูทรงเป็นเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน   คือพระชีวประวัติของพระองค์ถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระองค์จะทรงบังเกิด   เรื่องราวชีวิตพระคริสต์เกิดขึ้นจริงตามคำพยากรณ์   พระคัมภีร์เก่าพยากรณ์ความเป็นมาของพระคริสต์ไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ก่อนที่พระคริสต์ทรงบังเกิด   พระคัมภีร์ใหม่จึงเป็นเรื่องราวพระชนม์ของพระองค์ที่เป็นจริงตามคำพยากรณ์

 

เราทราบว่าการเขียนพระคัมภีร์เก่าเสร็จสมบูรณ์   (ฉบับล่าสุด)   เมื่อ 250 ปีก่อนพระคริสต์ทรงบังเกิด เพราะพระคัมภีร์เก่าฉบับแปลเป็นภาษากรีก   (Septuagint)   ได้เกิดขึ้นในช่วงนั้น   ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เหล่าอัครสาวกผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ต่างตะลึงว่า   รายละเอียดพระชนม์ของพระเจ้าที่เกิดขึ้นจริงอย่างถูกต้อง ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ใครก็ตามที่อ่านพระคัมภีร์เก่าอย่างระมัดระวัง   จะพบว่าเป็นการกล่าวถึงการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์อย่างต่อเนื่อง   เมื่ออาดัมและเอวาได้ตกอยู่ในบาป   ทันใดนั้นพระเจ้าได้ทรงสัญญากับเขาทั้งสองว่าพระองค์จะส่งใครบางคนมายังโลกของเราเพื่อเอาชนะมาร   (ปฐมกาล 3:15)  ใครคนนั้นที่พระวจนะได้เปิดเผยต่อไปคือ พระเมสสิยาห์ ซึ่งคำฮีบรูในพระคัมภีร์เก่ามีความหมายว่า  “ผู้ได้รับการเจิม” (Anointed One) ซึ่งตรงกับคำกรีกว่า  พระคริสต์”  ในพระคัมภีร์ใหม่   (ดูในยอห์น 1:41; 4:25)   ดังนั้นพระเยซูคริสต์คือพระเมสสิยาห์นั่นเอง   และเป็นหลักฐานสำคัญในพระคัมภีร์ใหม่

ช่วงเวลาจาก 500 ถึง 1500 ปีก่อนพระคริสต์ทรงบังเกิด   ผู้พยากรณ์พระคัมภีร์เก่าเขียนคำทำนายเฉพาะเจาะจงมากมายเกี่ยวกับพระชนม์ของพระเมสสิยาห์   การทำนายของเขาเหล่านั้นได้ระบุเมืองที่พระคริสต์ทรงบังเกิด   พระนามของพระองค์และพระราชกิจที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระชนม์ให้   ผู้พยากรณ์เปิดเผยรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับความทรมานของพระองค์ และเหตุการณ์ต่างๆที่เชื่อมโยงไปถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์   คำพยากรณ์เหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าเมื่อพระองค์ทรงถูกนำขึ้นพิพากษา   พระองค์จะไม่ทรงแก้ต่าง   และคำพยากรณ์ยังได้ทำนายคำบางคำที่พระเยซูทรงตรัสไว้ในชั่วโมงแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วย   มีการทำนายแม้กระทั่งชั่วโมง   วัน   ปีของการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ไว้ล่วงหน้า   คำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ยังเปิดเผยต่ออีกด้วยว่าพระองค์จะทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้งในวันที่สาม

ในช่วงแรกสุดของการเสด็จมายังโลกของพระคริสต์   การเปรียบเทียบพระชนม์พระองค์กับคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า   คนทั่วไปสรุปว่าอย่างไร?

 

เราพบคนที่โมเสสกล่าวถึงในหนังสือธรรมบัญญัติ    และคนที่พวกผู้เผยพระวจนะกล่าวถึง   คือ   เยซูชาวนาซาเร็ธบุตรโยเซฟ

ยอห์น 1:45

ในการปรากฏพระองค์ต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรก   พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงอ้างถึงคำพยากรณ์ที่บัญญัติเอกลักษณ์ของพระองค์ไว้ หลังจากที่มีการกล่าวอ้างจากพระคัมภีร์เก่า   พระองค์ทรงประกาศว่า

 

พระคัมภีร์ตอนนี้ที่พวกท่านได้ยินกับหูก็สำเร็จแล้วในวันนี้

ลูกา 4:21

ในไม่ช้าหลังจากพระองค์ทรงฟื้นขึ้น   พระเยซูทรงเตือนอะไรเกี่ยวกับการเกิดขึ้นจริงตามคำพยากรณ์ของพระองค์   ให้ผู้ติดตามสองคนของพระองค์ฟั?

 

พระองค์จึงตรัสกับสองคนนั้นว่า โอ คนโง่เขลาและมีใจเฉื่อยช้าในการเชื่อถ้อยคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้นั้น!   พระคริสต์จำเป็นต้องทนทุกข์อย่างนั้นแล้วจึงเข้าในพระสิริของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’   แล้วพระองค์ทรงอธิบาย [พระคัมภีร์เก่า] เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง เริ่มต้นตั้งแต่โมเสสและบรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหมด

ลูกา 24:25-27

การเป็นจริงตามคำพยากรณ์ให้หลักฐานเพิ่มความมั่นใจว่า   พระเยซูคือพระเมสสิยาห์ที่ได้ทรงสัญญาไว้

 

พระชนม์ของพระคริสต์ทรงเป็นจริงตามคำพยากรณ์

พวกเราลองมาดูบทความเกี่ยวกับคำพยากรณ์เหล่านี้สักสองสามบทความในพระคัมภีร์เก่า   และความเป็นไปตามคำพยากรณ์ของพวกเขาในพระคัมภีร์ใหม่ที่บันทึกถึงพระชนม์ของพระคริสต์

 

สถานที่เกิดของพระองค์

คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า

แต่เจ้า เบธเลเฮม เอฟราธาห์... จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา   เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอล   ดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล

มีคาห์ 5:2, ฉบับนิวคิงส์เจมส์

(แปลไทยจาก พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998),ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)

         

การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่

พระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้าน เบธเลเฮม แคว้นยูเดีย

มัทธิว 2:1

การทรงบังเกิดจากหญิงพรหมจรรย์ของพระองค์

คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า

เพราะฉะนั้น   องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง   ดูเถิด หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล  [พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา] ”

อิสยาห์ 7:14

การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่

       โยเซฟบุตรดาวิด   อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของท่านเลย เพราะว่า ผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอ เป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์   เธอจะให้พระกำเนิดบุตรชาย   แล้วจงเรียกนามท่านว่า   เยซู   [พระเจ้า ทรงช่วยให้รอด]”

มัทธิว 1:20, 21

เชื้อสายของพระองค์มาจากเผ่ายูดาห์

คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า

 

ธารพระกรจะไม่ขาดไปจากยูดาห์ ทั้งไม้ถือของผู้ปกครองจะไม่ขาดไปจากหว่างเท้าของเขา   จนกว่าชีโลห์จะมา   และชนชาติทั้งหลายจะเชื่อฟังผู้นั้น

ปฐมกาล 49:10

การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่

 

เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงสืบเชื้อสายมาจากเผ่ายูดาห์

ฮีบรู 7:14

พระองค์ทรงถูกทอดทิ้ง

คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า

 

ท่านได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและ ทอดทิ้ง

อิสยาห์ 53:3

การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม

พระองค์เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์   แต่ชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ ไม่ต้อนรับพระองค์

ยอห์น 1:11

พระองค์ทรงถูกทรยศ

คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า

 

แม้ว่าเพื่อนในอกของข้าพระองค์   ผู้ซึ่งข้าพระองค์ไว้วางใจ   ผู้รับประทานอาหารของข้าพระองค์ก็ยกส้นเท้าใส่ข้าพระองค์

เพลงสดุดี 41:9

การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม

พระเยซูตรัสตอบว่า   ‘[ผู้ทรยศพระเยซู   จากพระวจนะที่ 21]   เป็นคนที่เราจะเอาขนมปังนี้จิ้มส่งให้’  เมื่อพระองค์ทรงเอาขนมปังนั้นจิ้มแล้วก็ทรงยื่นให้กับ  ยูดาส อิสคาริโอท

ยอห์น 13:26

ค่าจ้างสินบนที่ผู้ทรยศได้รับ

คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า

แล้วข้าพเจ้าจึงพูดกับเขาว่า  ถ้าท่านเห็นควรก็ขอค่าจ้างแก่เรา   ถ้าไม่เห็นควรก็ไม่ต้องแล้วเขาก็ชั่งเงินสามสิบเชเขล   ออกให้แก่ข้าพเจ้า

เศคาริยาห์ 11:12

การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่

 

เวลานั้นคนหนึ่งในสาวกสิบสองคนชื่อยูดาสอิสคาริโอท ไปหาพวกหัวหน้าปุโรหิตบอกว่า ถ้าข้าพเจ้ามอบตัวเขาให้พวกท่าน   ท่านจะให้ข้าพเจ้าเท่าไหร่?’   พวกเขาก็ให้เงินยูดาสสามสิบเหรียญ

มัทธิว 26:14, 15

การสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน

คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า

 

 “เขาแทงมือแทงเท้าข้าพระองค์

เพลงสดุดี 22:16

การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม

เมื่อไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่ากระโหลกศีรษะ เขาก็ตรึงพระองค์ไว้ที่นั่นบนกางเขน

ลูกา 23:33

เพลงสดุดี 22  และอิสยาห์ 53  าดภาพให้เห็นการทารุณกรรมพระเมสสิยาห์ จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือของคนเหล่านั้นที่พระองค์เสด็จมาเพื่อช่วยพวกเขาให้รอดจากบาป

 

การรอดพ้นของพระองค์จากหลุมศพ

คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า

 

เพราะพระองค์มิได้ทรงมอบข้าพระองค์ไว้กับแดนผู้ตาย   หรือให้ธรรมิกชนของพระองค์ต้องเห็นปากแดนนั้น

เพลงสดุดี 16:10

การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่

 

กษัตริย์ดาวิดก็ทรงล่วงรู้เหตุการณ์นี้ก่อน   จึงทรงกล่าวการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงละพระองค์ไว้ในแดนคนตาย   ทั้งพระกายของพระองค์ก็ไม่ทรงเปื่อยเน่าไป   พระเยซูองค์นี้พระเจ้าได้ทรงให้คืนพระชนม์แล้ว ซึ่งเราทุกคนคือสักขีพยานของเรื่องนี้

กิจการของอัครฑูต 2:31, 32

เรื่องราวพระชนม์ของพระคริสต์ได้เกิดขึ้นจริง ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์อย่างต่อเนื่อง   ปีเตอร์ สโทนเนอร์ (Peter Stoner)   ในหนังสือ Science Speaks   ได้ตรวจสอบคำทำนายเหล่านี้ตามทฤษฏีความน่าจะเป็น เพื่อให้เกิดความกระจ่าง   ส่วนใหญ่คำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์หกสิบข้อ   เขาเลือกมาเพียงแปดข้อเท่านั้นเพื่อใช้ในการคำนวณดังนี้   มีโอกาสมากน้อยเพียงใดที่ใครคนหนึ่ง ที่จะมีชีวิตเป็นไปตามคำทำนายจริงทั้งแปดข้อจนถึงปัจจุบัน   จะเห็นว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้น มีเพียงหนึ่งในสิบยกกำลังสิบเจ็ดเท่านั้น   หรือ (1 ใน 100,000,000,000,000,000)   หลักฐานที่แน่ชัดคือพระชนม์ของพระเยซู ไม่ได้ทรงเป็นไปตามคำทำนายเพียงสองหรือสามข้อเท่านั้น   ดังนั้นชีวประวัติของพระองค์ทรงถูกเขียนขึ้นล่วงหน้า ด้วยวิธีเหนือธรรมชาติที่มหัศจรรย์อย่างแน่นอน   แท้จริงแล้วพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์   พระบุตรของพระเจ้านั่นเอง

หนึ่งในเหตุผลต่างๆที่สำคัญ   ซึ่งในตอนแรกบรรดาอัครสาวกของพระเยซูไม่เชื่อ   และเคลือบแคลงใจในการเรียกร้องสิทธิ์ของพระองค์    แต่ภายหลังเขาเหล่านั้นได้เชื่ออย่างสนิทใจ   เพราะเขาเหล่านั้นเห็นคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า ที่ได้ทำนายทุกๆรายละเอียดได้ถูกต้องตรงกับการมีพระชนม์ของพระองค์   ตัวอย่างเช่นอัครสาวกชื่อ   อพอลโลส   (Apollos)   เพราะท่านโต้แย้งกับพวกยิวอย่างแข็งขันต่อหน้าคนทั้งปวง   และอ้างพระคัมภีร์ชี้ให้เห็นว่าพระเยซูคือพระคริสต์(กิจการของอัครฑูต 18:28)

คำพยานซึ่งเปโตร ยอห์นและลูกาได้เห็นกับตา   ชักจูงให้พวกเราเห็นอย่างจริงจังตามประกาศของพระคริสต์ที่ว่า   ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า  (เปโตร ฉบับที่สอง 1:16; ยอห์น 20:30, 31; ลูกา 1:1-4)   หลังจากดูตามหลักฐานที่มีแล้ว   เราต้องตัดสินใจจากการอธิษฐานของเราเพื่อให้ทราบว่า   ใครกันแน่ที่จะมาเป็นพระเจ้าในชีวิตของเรา   หากท่านยังไม่ได้ฝากชีวิตของท่านไว้ในอุ้งพระหัตถ์ทั้งสองของพระเยซูคริสตเจ้าในตอนนี้ แล้วท่านพร้อมที่จะทำหรือยัง?

 

ชีวิตเป็นไปตามแผนการของพระเจ้า

พระเยซูทรงมีพระชนม์เป็นไปตามแผนของพระเจ้า   ซึ่งกำหนดไว้ก่อนที่พระองค์จะทรงบังเกิดหลายร้อยปีทีเดียว   การรับรู้ในความจริงข้อนี้เสมอมา   ทำให้พระองค์ทรงไวต่อการทรงนำของพระเจ้า   พระคริสต์ทรงตรัสว่า

 

เราไม่ได้ทำอะไรตามใจชอบ   พระบิดาทรงสอนเราอย่างไร   เราก็กล่าวอย่างนั้น ..., เราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ

ยอห์น 8:28, 29

เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงวางแผนให้พระเยซูทรงมีพระชนม์ในรูปร่างมนุษย์ก่อนที่พระองค์จะทรงบังเกิด   หัวใจและจิตใจของพระเจ้าก็ทรงวางแผนให้กับมนุษย์เราทุกคนด้วยเช่นกัน   พระองค์ทรงทราบว่า   เราแต่ละคนสามารถที่จะบรรลุถึงความปรารถนาที่ลึกที่สุดของเราและพบชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร

เรย์ยังไม่แน่ใจตลอดเวลาว่าเขายอมที่จะให้เป็นไปตามแผนการของพระเจ้าหรือไม่   เขายังคงเลี้ยงความกลัวไว้ในเบื้องหลังจิตใจของเขา หากพระเจ้าครอบครองชีวิตของฉันจริง   บางทีฉันคงจะจบลงที่อาฟริกาที่มืดมนที่สุด’”

แต่เมื่อเรย์ได้พบการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ว่าเขาควรจะเรียนมหาวิทยาลัยไหนดี   เขาตัดสินใจค้นหาแนวทางจากพระเจ้าเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา   เขาอธิษฐานอยู่หลายวันและพยายามฟังคำตอบรับการอธิษฐานนั้น   หลังจากนั้นไม่นานเขาดูเหมือนจะได้เหตุผลหลายข้อที่ชัดเจนมาก ว่าทำไมเขาถึงเลือกทางเลือกที่สอง   จากเหตุผลที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่า   แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่และไม่มุ่งเน้นลักษณะทางโลก (impersonal university) ในอิลินอยส์ตะวันตก   ดังนั้นเรย์จึงลงทะเบียนเรียนอย่างไม่เต็มใจ   แต่หลังจากที่เริ่มเรียนได้ไม่นาน   เขาได้สนิทสนมคุ้นเคยกับกลุ่มคริสตชนที่ดีเยี่ยมซึ่งอยู่ที่แคมปัสครูเสสเพื่อพระคริสต์   หลังจากนั้นสองปี   จากประสบการณ์ที่เขาคบกับกลุ่มคริสตชนเหล่านั้น ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย

อีกสองสามปีต่อมาเรย์ได้พบกับการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งว่า   เขาควรจะอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นปีที่สองสำหรับงานสอนที่เขาได้รับมอบหมาย หรือเดินทางกลับอเมริกา   เขาตัดสินใจขอแนวทางที่เฉพาะเจาะจงอีกครั้งหนึ่ง และพระเจ้าทรงทำให้เขาฝังใจกับเหตุผลทั้งหลายที่ชัดเจนว่า ทำไมเขาควรจะอยู่ที่ญี่ปุ่นต่อ   ในช่วงต้นของการอยู่ที่ญี่ปุ่นต่อเป็นปีที่สองนั้น   เรย์ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมีโอกาสได้ทำภาพยนต์เกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนา   นี่คือความฝันที่ยิ่งใหญ่และเป็น เป้าหมายระยะยาวของเขา   แต่เดี๋ยวนี้มันดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงกำลังทำให้ความฝันนั้นกลายเป็นจริงในที่ที่เขาไม่ได้คาดหวังไว้เลย

ในวันนี้เมื่อเรย์ได้มองย้อนอดีตกลับไป   เขาสังเกตเห็นว่าทุกๆครั้งที่เขาต้องพบกับการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ ่เขาจะแสวงหาแนวทางจากการทรงนำของพระเจ้าและพระเจ้าจะ   “ทรงเปิดทางใหม่ทั้งหมดให้กับชีวิตของผม”   เรย์เขียนว่า   แผนการ-ที่ทรงวางไว้-เป็นอย่างดี   แผนนี้ที่เกิดขึ้นจริงทำให้ท่านอยากจะอุทานว่า   โปรดสดับฟังเถิดองค์พระผู้เป็นเจ้า   หากว่ายังมีอะไรทั้งหมดที่ยังคาอยู่ในพระทัยของพระองค์ ขอทรงโปรด บอกให้ผมได้รับรู้ด้วยเถิด’”

ท่านจะสามารถรู้ถึงแผนของพระเจ้าสำหรับชีวิตของท่านได้อย่างไร?   พระเจ้าได้ทรงแนะนำหลายๆวิธีคือ

 

1. พระคัมภีร์

ตามที่กล่าวในเพลงสดุดี คู่มือนำทางชีวิตคืออะไร?

 

พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์

เพลงสดุดี 119:105

เปาโลได้บอกเราว่า   เราควรจะเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ชีวิตของตัวละครทั้งหลายในพระคัมภีร์?

 

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเพื่อเป็นตัวอย่าง   และได้เขียนไว้เพื่อเตือนสติเราผู้ซึ่งมาถึงวาระสุดท้ายของยุคนี้แล้ว

โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 10:11

พระวจนะของพระเจ้าทรงทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลง และจะให้ความเข้าใจอย่างใหม่ (โรม 12:2, เพลงสดุดี 119:99)   แทนที่จะหย่อนนิ้วของเราจิ้มลงในหน้าพระคัมภีร์ เพื่อสุ่มหาพระวจนะเผื่อมีการทรงนำจากพระเจ้าบ้าง   เราลองซึมซับถึงพระทัยของพระเจ้าโดยการศึกษา และพิจารณาไตร่ตรองพระวจนะเหล่านั้นทั้งหมดของพระเจ้าจะดีกว่า   การศึกษาพระคัมภีร์ด้วยจิตใจอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ   เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

 

2. การทรงนำของพระเจ้า

พระเจ้าทรงชี้แนะเราโดยการทรงนำของพระเจ้าโดยตรง พระวจนะเพลงสดุดีบทที่ 23 ได้ให้ภาพว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ดูแลฝูงแกะที่ดีเลิศ   พระองค์ทรงนำฝูงแกะของพระองค์ไปยังหุบเขาหญ้าเขียวขจีอุดมสมบูรณ์ หรือหุบเขาลึกขรุขระเต็มไปด้วยโขดหินให้ผ่านพ้นไปด้วยดี   พระองค์ยังทรงสามารถช่วยผู้ที่อยู่ในความดูแลของพระองค์ให้ได้รับประโยชน์ และเรียนรู้จากการทรงนำของพระองค์ในทุกๆประสบการณ์ที่ผ่านมา   เรามีผู้นำดูแลฝูงแกะซึ่งพระองค์จะทรงยืนเคียงข้างเราตลอดเวลา (ขอให้เปรียบเทียบกับโครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 16:8, 9.)

 

3. การสนทนาด้วยหัวใจกับพระเจ้า

พระเจ้ายังทรงนำเราโดยผ่านความรู้สำนึกของเรา    ผู้เผยพระวจนะเปาโลได้ยืนยันว่า   ผู้มีความเชื่อทั้งหลายจะได้รับความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  (โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 2:10)   พระองค์ทรงประกาศต่อผู้มีความเชื่อว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ส่องให้  ตาใจของพวกท่าน สว่างขึ้น   (เอเฟซัส 1:18)   ในบค้นพบ ต่อไปเป็นการแนะนำเรื่องการอธิษฐาน   เราจะพบว่าการอธิษฐานสามารถทำให้เราสนทนาพูดคุยกับพระเจ้าได้โดยตรง   ยิ่งเราฝึกการสนทนากับพระเจ้าสม่ำเสมอมากขึ้นเพียงใด   พระองค์จะยิ่งทรงนำเราได้ง่ายมากขึ้นเพียงนั้น   พระองค์ทรงสามารถหล่อหลอมทั้งความซาบซึ้งภายใน   ความเป็นเหตุเป็นผลและการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบในตัวของเรา   ทำให้เราสามารถมองเห็นชัดเจนว่าเราจำเป็นต้องทำอะไรในขั้นต่อไป

 

การนำทางต่างๆต้องสอดคล้องกลมกลืนกัน

เป็นไปได้อย่างแน่นอน   หากเรามีชีวิตที่พระเจ้าทรงนำ   ท่านก็เพียงแต่ทำตามความโน้มเอียงและแรงดลใจทั้งหมดของตัวท่านเองเท่านั้น   แต่พระคัมภีร์เตือนเราให้ระวังกับดับที่กล่าวว่า

 

มีทางหนึ่งซึ่งคนเราคิดว่าถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา

        สุภาษิต 16:25

ความรู้สึกต่างๆของเราต้องสอดคล้องและกลมกลืนกับการสอนในพระคัมภีร์   แท้จริงแล้วไม่เป็นการปลอดภัยที่สรุปว่าพระเจ้าทรงนำเรา หากสามบทที่กล่าวมาข้างต้นไม่สอดคล้องกลมกลืนกัน

ขอให้ดูเจคเป็นตัวอย่าง   เจคมีภรรยาที่น่ารักและลูกสองคน   แต่เจคกลับไปหลงและมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นฉันชู้สาว   แล้วเขาจะขอประนีประนอมความประพฤติแบบนี้ของเขา กับพระวจนะที่เด็ดขาดในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการล่วงประเวณีกับหญิงอื่นได้อย่างไร?   เขาบอกเพื่อนๆของเขาว่า    ฉันได้อธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้และฉันรู้สึกว่านี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

ด้วยอารมณ์ความรู้สึกต่างๆและ    ความฝังใจภายในหลายอย่าง”  ของเจคได้นำพาเขาให้เดินทางผิดอย่างชัดเจน   เขาจินตนาการว่านั่นคือวิธีการจัดเตรียม   จากพระเจ้า”  ที่ทำให้เขาได้พบหญิงคนนี้แต่เจคไม่ได้มองความสัมพันธ์นี้ในความสว่างของการสอนในพระคัมภีร์เลย   พระคัมภีร์ได้บัญญัติห้ามการล่วงประเวณีกับหญิงอื่นและแนะนำให้สามีควรยกย่องภรรยาของตน   พระบัญญัตินี้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์อันพินาศของเจคในเรื่องชู้สาว   แล้วเจคยังกำลังเข้าใจผิดอีกว่า   ความต้องการในชีวิตของเขานั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

อะไรคือบททดสอบสุดท้ายเพื่อตัดสินว่า การกระทำนั้นถูกต้องหรือไม่?

 

ไปค้นพระโอวาทและถ้อยคำพยาน   ดูเถิด!   แน่นอนทีเดียวคนที่ไปพูดเช่นนี้ ก็เป็นคนที่ไม่มีรุ่งอรุณเสียเลย   [ไม่มีความสว่างในพวกเขา, ฉบับคิงส์เจมส์] ”

อิสยาห์ 8:20

ในพระคัมภีร์   “พระโอวาทและถ้อยคำพยาน   เป็นผู้ตัดสินสุดท้ายของเรา   เป็นคู่มือนำทางที่ทรงพลังและเชื่อถือได้ของเรา เราต้องไม่ปล่อยให้อารมณ์และสถานการณ์ที่เจนจัดมานำพาเราให้ถอยห่างจากหลักคำสอนของพระคัมภีร์

 

การยอมรับแผนการของพระเจ้า

เมื่อมารเข้ามาทดลองพระเยซูในป่ากันดาร   มันโจมตีเพื่อให้พระเยซูยอมจำนน   ท่านคิดว่าพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป จะทรงพยายามบรรลุชะตากรรมของพระองค์โดยเรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทน   หรือโดยใช้วิธีทางโลก   หรือโดยปล่อยให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา อย่างไม่มีเงื่อนไข?   มารแนะนำว่า"หากท่านเพียงแต่เพิกเฉยต่อความเสียสละอันเจ็บปวดทั้งปวงบนไม้กางเขน ที่พระบิดาทรงวางแผนให้ท่าน   ฉันจะให้โลกอยู่ในอุ้งมือของท่าน   ให้ท่านมีชื่อเสียง   ทรัพย์สินเงินทองและมีชีวิตอย่างสะดวกสบาย"   ซาตานยังอ้างถึงพระคัมภีร์เพื่อหลอกล่อและชักนำพระเยซูให้หลงทาง   แต่ในแต่ละครั้งพระเยซูทรงยืนหยัดต่อสู้มันด้วยพระวาทะ  " พระวาทะที่ได้ถูกเขียนขึ้น" (มัทธิว 4:1-11)

บทเรียนที่ทรงอำนาจบทหนึ่ง   ที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากการมีพระชนม์ของพระเยซู   ที่ทรงยกให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา   ถึงแม้ทรงอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวด ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจิตวิญญาณอย่างแสนสาหัส   พระองค์ทรงร้องออกมาว่า "โอพระบิดาของข้าพระองค์   ถ้าเป็นไปได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด   แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์   แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค"  (มัทธิว 26:39)   หลังจากที่การรับใช้ของพระองค์ได้ผ่านพ้นไปสามปี    ในแต่ละวัน   การดำเนินพระชนม์ได้สอดคล้องกลมกลืนไปตามแผนการของพระบิดา   พระวจนะก่อนสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ทรงตรัสว่า "สำเร็จแล้ว"  (ยอห์น 19:30)   จริงๆแล้วพระเยซูทรงตรัสว่า "บัดนี้พระชนม์ที่ได้ดำเนินไปตามแผนของพระเจ้าของข้าพระองค์ได้เสร็จสิ้นและบรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างสมบูรณ์แล้ว"

ขณะที่ท่านเริ่มได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า   เป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกันผ่านทางพระวจนะของพระองค์   ผ่านการทรงนำของพระองค์และผ่านความประทับใจโดยตรง   ท่านจะสามารถยอมรับการชี้นำของพระองค์ได้อย่างหมดจิตหมดใจ   ท่านสามารถพบความยินดีปรีดาของ  การเกิดขึ้นจริง-ของแผนการ-ที่เตรียมไว้ให้-เป็นอย่างดี”  ซึ่งเป็นชีวิตที่มีพระเจ้าทรงนำ

ข้าแต่พระบิดาเจ้า   ขอขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงส่งพระเยซูมายังโลกนี้เพื่อชนะซาตาน  ขอขอบพระคุณพระเยซูที่เสด็จมาด้วยความเต็มพระทัย เพื่อช่วยข้าพระองค์ให้รอดจากความบาปทั้งปวงของข้าพระองค์   และแสดงให้ข้าพระองค์รู้ถึงชีวิตที่อุดมสมบูรณ์   หัวใจของข้าพระองค์ได้รับความอบอุ่นและเต้นเป็นจังหวะ ด้วยความรักที่เต็มเปี่ยมของพระองค์   พระบิดาเจ้าข้า   ข้าพระองค์ปรารถนาให้พระองค์ทรงนำชีวิตของข้าพระองค์ เหมือนกับที่พระองค์ทรงนำพระชนม์ของพระเยซู   ขอโปรดเข้ามาสถิตเป็นพระเจ้าในหัวใจและจิตใจของข้าพระองค์   ในนามของพระเยซูคริสตเจ้า   อาเมน

  

ค้นพบ บทที่  4
แผนสำหรับชีวิตของท่าน   (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 4)

1. พระเยซูคือ
ภาพทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริง
คนที่นักประวัติศาสตร์ของโบสถ์ได้สมมติขึ้น

2. พระเยซูคือ
เป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์
เป็นพระเจ้าเท่านั้น

3. พระเจ้าพระบิดาและพระบุตรพระเยซูคริสต์ทรงเป็นอยู่ด้วยกัน
ตั้งแต่นิรันดร์กาล
ตั้งแต่พระบิดาทรงสร้างพระบุตร

4. คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าพระคริสต์เป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้
ถูก
ผิด

5. พระคริสต์ทรงบังเกิดที่เมืองเบธเรเฮม
จากผู้หญิงที่มีลูกอยู่หลายคน
จากครรภ์ของหญิงพรหมจรรย์มารีย์

6. พระเยซูทรงเป็น
ที่ยอมรับเรียบร้อยแล้วว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์โดยชนชาติอิสราเอล
ถูกคัดค้านจากประชาชนของพระองค์เองและถูกเพื่อนทรยศ

7. หลายร้อยปีก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น   บรรดาผู้เผยแพร่พระวจนะได้ทำนายว่า
พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและถูกทำให้เป็นขึ้นในวันที่สาม
พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและยังคงอยู่ในหลุมศพนั้น

8. เราสามารถรู้แผนการของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราได้
โดยการศึกษาพระคัมภีร์ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดโดยตรงกับพระเจ้าและการที่พระเจ้าทรงตรัสโดยตรงกับจิตใจของพวกเรา
โดยการตรวจสอบจากรูปแบบความฝันของเรา

9. พระเจ้าทรงชี้นำเราผ่านความซาบซึ้งภายในจิตใจเรา
เพียงแค่นั้น
ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพระคัมภีร์

10. เราเรียกพระเยซูได้อีกสองชื่อว่าอะไร?    ฮีบรู 1:8

11. พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างไร?
พระองค์ทรงบังเกิดอยู่บนโลกนี้
พระองค์ทรงถูกสร้างขึ้น
พระองค์ไม่เทียบเท่าพระบิดาของพระองค์

12. ท่านคิดว่าเมื่อพระเยซูทรงถูกเรียกว่า   "พระเจ้า"   นั้นหมายความว่าอย่างไร?

13. การบังเกิดของพระเยซูได้ถูกทำนายมาเป็นเวลาหลายปี   ก่อนพระองค์จะทรงบังเกิด   ขอให้อ่านอิสยาห์ 7:14 (คำทำนาย) และมัทธิว 1:18, 21-23 (ได้เป็นไปตามคำทำนาย)   ขอให้พิมพ์สิ่งที่เหมือนๆกันที่ท่านพบจากพระวจนะเหล่านั้น

14. คำถามที่เป็นหัวใจสำคัญ: ท่านจะยอมรับคำเชื้อเชิญพระเกียรติคุณของพระเจ้า ให้ทรงนำชีวิตของท่านเหมือนพระองค์ทรงนำพระชนม์ของพระคริสต์เมื่อครั้งยังทรงมีพระชนม์บนโลกหรือไม่?

 




Progress