ค้นพบ
บทที่ 4
แผนสำหรับชีวิตของท่าน
-จุดกำเนิดของพระคริสต์
-พระคริสต์ทรงเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์และคำพยากรณ์
-พระชนม์ของพระคริสต์ทรงเป็นจริงตามคำพยากรณ์
-มากกว่าความรู้สึก
-การยอมรับแผนการของพระเจ้า
แผนสำหรับชีวิตของท่าน
หลังจากที่ศาสนาจารย์ได้พูดเรื่อง “ทำไมฉันจึงเชื่อเรื่องพระเยซู” ชายหนุ่มแต่งกายงามสง่าคนหนึ่ง ได้เข้ามาร่วมสนทนาด้วยพร้อมกับให้ข้อสังเกตว่า “คำพูดของท่านในค่ำคืนนี้น่าสนใจทีเดียว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านพูดถึงพระเยซูคริสต์นั้นมาจากพระคัมภีร์ของท่าน ช่วยบอกผมหน่อยเถิดว่า ถ้าพระเยซูเคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ทำไมจึงไม่มีการเล่าเรื่องราวพระองค์ในประวัติศาสตร์เล่า?”
“นั่นเป็นคำถามที่ดีครับ” ศาสนาจารย์ตอบขณะที่หันไปหยิบหนังสือลงมาหลายเล่ม “ความจริง...ประวัติศาสตร์ก็ได้บอกเรื่องราว เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์เหมือนกันนะครับ”
“นั่นแหละผมอยากเห็นกับตาของผมเองครับ” ชายหนุ่มรับคำ
“เอาล่ะ นี่ไงจดหมายฉบับที่ 97 จากหนังสือเล่มที่ 10 ซึ่งเป็นจดหมายของพลินี่ เดอะ ยังเกอร์ ผู้บัญชาการทหารสมัยอาณาจักรโรมันที่รัฐบิทาเนีย(Bithynia) ซึ่งเป็นรัฐโบราณในตะวันตกเฉียงเหนือของเอเซียไมเนอร์ที่เก่าแก่ พลินี่ได้เขียนจดหมายถึงจักรพรรดิ์โรมัน (ชื่อว่า ทราจาน ) และเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในรัฐของเขา เห็นไหมครับ และนี่คือสิ่งที่พลินี่กำลังขอคำปรึกษาว่าพลินี่จะรับมือกับชนกลุ่มนิกายใหม่ที่เรียกว่าชาวคริสเตียนอย่างไรดี เขาพูดถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของคริสตชนนิกายนี้ และเล่าถึงการร้องเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อสรรเสริญพระคริสต์ผู้นำของพวกเขา พลินี่ได้ส่งจดหมายของเขาเมื่อประมาณค.ศ. 110 จดหมายที่พลินี่เขียนใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของชายคนนี้ (พระคริสต์) และมีการแพร่กระจายข่าวความเชื่อพระองค์ในยุคสมัยของอัครสาวกทั้งหลาย”
ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจและพูดว่า “เล่าให้ผมฟังต่อซิครับ!”
ขณะที่ศาสนาจารย์ได้พลิกหนังสือเล่มต่อไป เขาเสริมว่า “ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่ง (ที่อยู่ในสมัยเดียวกับพลินี่) คือทาซีทัส (Tacitus) ซึ่งในรายงานประจำปีของเขา (เล่มที่ 15 บทที่ 44) ได้พูดถึงความเกลียดชัง ความอาฆาตแค้นของจักรพรรดิ์นีโร (Nero) และการทำทารุณชาวคริสเตียนในช่วงเวลาการเผากรุงโรม ทาซีทัสอธิบายคำว่า ‘คริสตชน’ มาจากชื่อ ‘พระคริสต์’ เขากล่าวว่าพระเยซูผู้ทรงจัดตั้งศาสนาคริสต์ได้ถูกตรึงกางเขนโดยพอนทิอุส พีเลท (Pontius Pilate) เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจทางการเงินและการบริหารของจูเดีย ในสมัยจักรพรรดิ์ทิเบอร์ริอูส (Emperor Tiberius) เรื่องราวที่ละเอียดที่ทาซิทัสให้เราได้สอดคล้องกับเหตุการณ์ ชื่อ และสถานที่ในพระคัมภีร์อย่างชัดเจน”
“ศาสนาจารย์ครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่า สิ่งเหล่านี้อยู่ในประวัติศาสตร์โลกด้วยเหมือนกัน!” ชายหนุ่มได้อุทานขึ้น
“และขณะที่เรากำลังพูดคุยกัน” ศาสนาจารย์ได้เสริมขึ้น “ผมต้องการให้คุณสังเกตว่าประมาณค.ศ. 180 เซลซัส (Celsus) ได้เขียนหนังสือโจมตีคริสตชน แสดงให้เห็นว่าช่วงนั้นคริสตศาสนาได้กลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลที่เขาต้องรับมือด้วย
หากท่านยังสงสัยอยู่ ขอให้จำไว้ว่าพระวจนะสี่บทแรกนี้เป็นประวัติศาสตร์ได้มากพอๆกับหนังสือทางโลกเลยทีเดียว”
ชายหนุ่มผู้นี้ได้เดินจากไปด้วยความเชื่อมั่นว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์
ทั้งประวัติศาสตร์ทางโลกและทางพระคัมภีร์ ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์บนโลกนี้ และยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์
พระคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาล
ตามที่กล่าวในพระคัมภีร์ พระเยซูคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นเพียงแค่มนุษย์ที่ดีประเสริฐเท่านั้น พระองค์ยังทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย พระเยซูทรงกล่าวอ้างอะไรที่พิจารณาว่าตนเองเป็นเหมือนพระเจ้า?
“ถ้าพวกท่านรู้จักเราแล้ว ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย ตั้งแต่นี้ไปท่านก็จะรู้จักพระองค์ และได้เห็นพระองค์.... คนที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา”
— ยอห์น 14:7-9
“เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
— ยอห์น 10:30
(หากมิได้ทำเครื่องหมายใดๆไว้ บทความทั้งหมดภาคภาษาอังกฤษในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี] แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998),ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
หากท่านปรารถนาที่จะทราบคำตอบของคำถามที่ว่า “พระเจ้าคือใคร? พระองค์เป็นอย่างไร?” ขอให้ท่านเพียงมองไปที่พระเยซูคริสต์ พระบิดาทรงแบ่งปันความรักและความห่วงใยเหมือนๆกันให้แต่ละคน เหมือนดังที่พระเยซูทรงแสดงไว้ขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนม์เป็นมนุษย์อยู่บนโลกนี้
เช่นเดียวกัน ยอห์นกล่าวอ้างอะไรที่พิจารณาว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้า?
“ในปฐมกาลพระวาทะ [พระคริสต์] ทรงดำรงอยู่ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า ในปฐมกาลพระองค์ทรงอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นอยู่นั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่เป็นอยู่นอกเหนือพระวาทะ.... พระวาทะทรงเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา เราเห็นพระสิริของพระองค์คือ พระสิริที่สมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง”
— ยอห์น 1:1-3, 14
พระเยซู (พระวาทะ) ทรงเป็นพระเจ้าเต็มๆเหมือนพระบิดา พระเยซูทรงประทับอยู่กับพระเจ้า “ในปฐมกาล” พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งด้วยพระวาทะ
นานเพียงใดที่พระบิดาและพระบุตรทรงดำรงอยู่ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว?
“แต่ส่วนพระบุตรนั้น พระองค์ [พระเจ้า] ทรงตรัสว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า พระที่นั่งของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์ พระคทาแห่งอาณาจักรของพระองค์ก็เป็นพระคทาเที่ยงธรรม’”
— ฮีบรู 1:8,ฉบับคิงส์เจมส์,
(ภาคภาษาอังกฤษใช้พระคัมภีร์ฉบับคิงส์เจมส์ ลิขสิทธิ์ @ 1979, 1980, 1982 โดยบริษัทโธมัส นิลสัน,แนชวิล,เทนเนสซี แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998),ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
พระเจ้าทรงเป็นพระบิดา พระเยซูทรงเป็นพระบุตรซึ่งทรงพระชนม์ตั้งแต่นิรันดร์กาล ไม่มีแม้สักเวลาเดียวที่พระเยซูจะทรงไม่เป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา
พระคริสต์ทรงเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์และคำพยากรณ์
หนึ่งในหลายๆสิ่งที่ทราบกันทั่วคือ พระเยซูทรงเป็นเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน คือพระชีวประวัติของพระองค์ถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระองค์จะทรงบังเกิด เรื่องราวชีวิตพระคริสต์เกิดขึ้นจริงตามคำพยากรณ์ พระคัมภีร์เก่าพยากรณ์ความเป็นมาของพระคริสต์ไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ก่อนที่พระคริสต์ทรงบังเกิด พระคัมภีร์ใหม่จึงเป็นเรื่องราวพระชนม์ของพระองค์ที่เป็นจริงตามคำพยากรณ์
เราทราบว่าการเขียนพระคัมภีร์เก่าเสร็จสมบูรณ์ (ฉบับล่าสุด) เมื่อ 250 ปีก่อนพระคริสต์ทรงบังเกิด เพราะพระคัมภีร์เก่าฉบับแปลเป็นภาษากรีก (Septuagint) ได้เกิดขึ้นในช่วงนั้น ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เหล่าอัครสาวกผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ต่างตะลึงว่า รายละเอียดพระชนม์ของพระเจ้าที่เกิดขึ้นจริงอย่างถูกต้อง ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ใครก็ตามที่อ่านพระคัมภีร์เก่าอย่างระมัดระวัง จะพบว่าเป็นการกล่าวถึงการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์อย่างต่อเนื่อง เมื่ออาดัมและเอวาได้ตกอยู่ในบาป ทันใดนั้นพระเจ้าได้ทรงสัญญากับเขาทั้งสองว่าพระองค์จะส่งใครบางคนมายังโลกของเราเพื่อเอาชนะมาร (ปฐมกาล 3:15) ใครคนนั้นที่พระวจนะได้เปิดเผยต่อไปคือ พระเมสสิยาห์ ซึ่งคำฮีบรูในพระคัมภีร์เก่ามีความหมายว่า “ผู้ได้รับการเจิม” (Anointed One) ซึ่งตรงกับคำกรีกว่า “พระคริสต์” ในพระคัมภีร์ใหม่ (ดูในยอห์น 1:41; 4:25) ดังนั้นพระเยซูคริสต์คือพระเมสสิยาห์นั่นเอง และเป็นหลักฐานสำคัญในพระคัมภีร์ใหม่
ช่วงเวลาจาก 500 ถึง 1500 ปีก่อนพระคริสต์ทรงบังเกิด ผู้พยากรณ์พระคัมภีร์เก่าเขียนคำทำนายเฉพาะเจาะจงมากมายเกี่ยวกับพระชนม์ของพระเมสสิยาห์ การทำนายของเขาเหล่านั้นได้ระบุเมืองที่พระคริสต์ทรงบังเกิด พระนามของพระองค์และพระราชกิจที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระชนม์ให้ ผู้พยากรณ์เปิดเผยรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับความทรมานของพระองค์ และเหตุการณ์ต่างๆที่เชื่อมโยงไปถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ คำพยากรณ์เหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าเมื่อพระองค์ทรงถูกนำขึ้นพิพากษา พระองค์จะไม่ทรงแก้ต่าง และคำพยากรณ์ยังได้ทำนายคำบางคำที่พระเยซูทรงตรัสไว้ในชั่วโมงแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วย มีการทำนายแม้กระทั่งชั่วโมง วัน ปีของการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ไว้ล่วงหน้า คำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ยังเปิดเผยต่ออีกด้วยว่าพระองค์จะทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้งในวันที่สาม
ในช่วงแรกสุดของการเสด็จมายังโลกของพระคริสต์ การเปรียบเทียบพระชนม์พระองค์กับคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า คนทั่วไปสรุปว่าอย่างไร?
“เราพบคนที่โมเสสกล่าวถึงในหนังสือธรรมบัญญัติ และคนที่พวกผู้เผยพระวจนะกล่าวถึง คือ เยซูชาวนาซาเร็ธบุตรโยเซฟ”
— ยอห์น 1:45
ในการปรากฏพระองค์ต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรก พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงอ้างถึงคำพยากรณ์ที่บัญญัติเอกลักษณ์ของพระองค์ไว้ หลังจากที่มีการกล่าวอ้างจากพระคัมภีร์เก่า พระองค์ทรงประกาศว่า
“พระคัมภีร์ตอนนี้ที่พวกท่านได้ยินกับหูก็สำเร็จแล้วในวันนี้”
— ลูกา 4:21
ในไม่ช้าหลังจากพระองค์ทรงฟื้นขึ้น พระเยซูทรงเตือนอะไรเกี่ยวกับการเกิดขึ้นจริงตามคำพยากรณ์ของพระองค์ ให้ผู้ติดตามสองคนของพระองค์ฟัง?
“พระองค์จึงตรัสกับสองคนนั้นว่า ‘โอ คนโง่เขลาและมีใจเฉื่อยช้าในการเชื่อถ้อยคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้นั้น! พระคริสต์จำเป็นต้องทนทุกข์อย่างนั้นแล้วจึงเข้าในพระสิริของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’ แล้วพระองค์ทรงอธิบาย [พระคัมภีร์เก่า] เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง เริ่มต้นตั้งแต่โมเสสและบรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหมด”
— ลูกา 24:25-27
การเป็นจริงตามคำพยากรณ์ให้หลักฐานเพิ่มความมั่นใจว่า พระเยซูคือพระเมสสิยาห์ที่ได้ทรงสัญญาไว้
พระชนม์ของพระคริสต์ทรงเป็นจริงตามคำพยากรณ์
พวกเราลองมาดูบทความเกี่ยวกับคำพยากรณ์เหล่านี้สักสองสามบทความในพระคัมภีร์เก่า และความเป็นไปตามคำพยากรณ์ของพวกเขาในพระคัมภีร์ใหม่ที่บันทึกถึงพระชนม์ของพระคริสต์
สถานที่เกิดของพระองค์
คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า
“แต่เจ้า เบธเลเฮม เอฟราธาห์... จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอล ดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล”
— มีคาห์ 5:2, ฉบับนิวคิงส์เจมส์
(แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998),ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่
“พระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้าน เบธเลเฮม แคว้นยูเดีย”
— มัทธิว 2:1
การทรงบังเกิดจากหญิงพรหมจรรย์ของพระองค์
คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า
“เพราะฉะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ดูเถิด หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล [พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา] ”
— อิสยาห์ 7:14
การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่
“โยเซฟบุตรดาวิด อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของท่านเลย เพราะว่า ผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอ เป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ เธอจะให้พระกำเนิดบุตรชาย แล้วจงเรียกนามท่านว่า เยซู [พระเจ้า ทรงช่วยให้รอด]”
— มัทธิว 1:20, 21
เชื้อสายของพระองค์มาจากเผ่ายูดาห์
คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า
“ธารพระกรจะไม่ขาดไปจากยูดาห์ ทั้งไม้ถือของผู้ปกครองจะไม่ขาดไปจากหว่างเท้าของเขา จนกว่าชีโลห์จะมา และชนชาติทั้งหลายจะเชื่อฟังผู้นั้น”
— ปฐมกาล 49:10
การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่
“เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงสืบเชื้อสายมาจากเผ่ายูดาห์”
— ฮีบรู 7:14
พระองค์ทรงถูกทอดทิ้ง
คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า
“ท่านได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและ ทอดทิ้ง”
— อิสยาห์ 53:3
การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม
่
“พระองค์เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์ แต่ชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ ไม่ต้อนรับพระองค์”
— ยอห์น 1:11
พระองค์ทรงถูกทรยศ
คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า
“แม้ว่าเพื่อนในอกของข้าพระองค์ ผู้ซึ่งข้าพระองค์ไว้วางใจ ผู้รับประทานอาหารของข้าพระองค์ก็ยกส้นเท้าใส่ข้าพระองค์”
— เพลงสดุดี 41:9
การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม
่
“พระเยซูตรัสตอบว่า ‘[ผู้ทรยศพระเยซู จากพระวจนะที่ 21] เป็นคนที่เราจะเอาขนมปังนี้จิ้มส่งให้’ เมื่อพระองค์ทรงเอาขนมปังนั้นจิ้มแล้วก็ทรงยื่นให้กับ ยูดาส อิสคาริโอท”
— ยอห์น 13:26
ค่าจ้างสินบนที่ผู้ทรยศได้รับ
คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า
“แล้วข้าพเจ้าจึงพูดกับเขาว่า ‘ถ้าท่านเห็นควรก็ขอค่าจ้างแก่เรา ถ้าไม่เห็นควรก็ไม่ต้อง’แล้วเขาก็ชั่งเงินสามสิบเชเขล ออกให้แก่ข้าพเจ้า”
— เศคาริยาห์ 11:12
การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่
“เวลานั้นคนหนึ่งในสาวกสิบสองคนชื่อยูดาสอิสคาริโอท ไปหาพวกหัวหน้าปุโรหิตบอกว่า ‘ถ้าข้าพเจ้ามอบตัวเขาให้พวกท่าน ท่านจะให้ข้าพเจ้าเท่าไหร่?’ พวกเขาก็ให้เงินยูดาสสามสิบเหรียญ”
— มัทธิว 26:14, 15
การสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน
คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า
“เขาแทงมือแทงเท้าข้าพระองค์”
— เพลงสดุดี 22:16
การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม
่
“เมื่อไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่ากระโหลกศีรษะ เขาก็ตรึงพระองค์ไว้ที่นั่นบนกางเขน”
— ลูกา 23:33
เพลงสดุดี 22 และอิสยาห์ 53 วาดภาพให้เห็นการทารุณกรรมพระเมสสิยาห์ จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือของคนเหล่านั้นที่พระองค์เสด็จมาเพื่อช่วยพวกเขาให้รอดจากบาป
การรอดพ้นของพระองค์จากหลุมศพ
คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า
“เพราะพระองค์มิได้ทรงมอบข้าพระองค์ไว้กับแดนผู้ตาย หรือให้ธรรมิกชนของพระองค์ต้องเห็นปากแดนนั้น”
— เพลงสดุดี 16:10
การบรรลุตามพระคัมภีร์ใหม่
“กษัตริย์ดาวิดก็ทรงล่วงรู้เหตุการณ์นี้ก่อน จึงทรงกล่าวการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงละพระองค์ไว้ในแดนคนตาย ทั้งพระกายของพระองค์ก็ไม่ทรงเปื่อยเน่าไป พระเยซูองค์นี้พระเจ้าได้ทรงให้คืนพระชนม์แล้ว ซึ่งเราทุกคนคือสักขีพยานของเรื่องนี้”
— กิจการของอัครฑูต 2:31, 32
เรื่องราวพระชนม์ของพระคริสต์ได้เกิดขึ้นจริง ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์อย่างต่อเนื่อง ปีเตอร์ สโทนเนอร์ (Peter Stoner) ในหนังสือ Science Speaks ได้ตรวจสอบคำทำนายเหล่านี้ตามทฤษฏีความน่าจะเป็น เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ส่วนใหญ่คำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์หกสิบข้อ เขาเลือกมาเพียงแปดข้อเท่านั้นเพื่อใช้ในการคำนวณดังนี้ “มีโอกาสมากน้อยเพียงใดที่ใครคนหนึ่ง ที่จะมีชีวิตเป็นไปตามคำทำนายจริงทั้งแปดข้อจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้น มีเพียงหนึ่งในสิบยกกำลังสิบเจ็ดเท่านั้น หรือ (1 ใน 100,000,000,000,000,000) หลักฐานที่แน่ชัดคือพระชนม์ของพระเยซู ไม่ได้ทรงเป็นไปตามคำทำนายเพียงสองหรือสามข้อเท่านั้น ดังนั้นชีวประวัติของพระองค์ทรงถูกเขียนขึ้นล่วงหน้า ด้วยวิธีเหนือธรรมชาติที่มหัศจรรย์อย่างแน่นอน แท้จริงแล้วพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้านั่นเอง”
หนึ่งในเหตุผลต่างๆที่สำคัญ ซึ่งในตอนแรกบรรดาอัครสาวกของพระเยซูไม่เชื่อ และเคลือบแคลงใจในการเรียกร้องสิทธิ์ของพระองค์ แต่ภายหลังเขาเหล่านั้นได้เชื่ออย่างสนิทใจ เพราะเขาเหล่านั้นเห็นคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่า ที่ได้ทำนายทุกๆรายละเอียดได้ถูกต้องตรงกับการมีพระชนม์ของพระองค์ ตัวอย่างเช่นอัครสาวกชื่อ อพอลโลส (Apollos) “เพราะท่านโต้แย้งกับพวกยิวอย่างแข็งขันต่อหน้าคนทั้งปวง และอ้างพระคัมภีร์ชี้ให้เห็นว่าพระเยซูคือพระคริสต์” (กิจการของอัครฑูต 18:28)
คำพยานซึ่งเปโตร ยอห์นและลูกาได้เห็นกับตา ชักจูงให้พวกเราเห็นอย่างจริงจังตามประกาศของพระคริสต์ที่ว่า ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า (เปโตร ฉบับที่สอง 1:16; ยอห์น 20:30, 31; ลูกา 1:1-4) หลังจากดูตามหลักฐานที่มีแล้ว เราต้องตัดสินใจจากการอธิษฐานของเราเพื่อให้ทราบว่า ใครกันแน่ที่จะมาเป็นพระเจ้าในชีวิตของเรา หากท่านยังไม่ได้ฝากชีวิตของท่านไว้ในอุ้งพระหัตถ์ทั้งสองของพระเยซูคริสตเจ้าในตอนนี้ แล้วท่านพร้อมที่จะทำหรือยัง?
ชีวิตเป็นไปตามแผนการของพระเจ้า
พระเยซูทรงมีพระชนม์เป็นไปตามแผนของพระเจ้า ซึ่งกำหนดไว้ก่อนที่พระองค์จะทรงบังเกิดหลายร้อยปีทีเดียว การรับรู้ในความจริงข้อนี้เสมอมา ทำให้พระองค์ทรงไวต่อการทรงนำของพระเจ้า พระคริสต์ทรงตรัสว่า
“เราไม่ได้ทำอะไรตามใจชอบ พระบิดาทรงสอนเราอย่างไร เราก็กล่าวอย่างนั้น ..., เราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ”
— ยอห์น 8:28, 29
เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงวางแผนให้พระเยซูทรงมีพระชนม์ในรูปร่างมนุษย์ก่อนที่พระองค์จะทรงบังเกิด หัวใจและจิตใจของพระเจ้าก็ทรงวางแผนให้กับมนุษย์เราทุกคนด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงทราบว่า เราแต่ละคนสามารถที่จะบรรลุถึงความปรารถนาที่ลึกที่สุดของเราและพบชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร
เรย์ยังไม่แน่ใจตลอดเวลาว่าเขายอมที่จะให้เป็นไปตามแผนการของพระเจ้าหรือไม่ เขายังคงเลี้ยงความกลัวไว้ในเบื้องหลังจิตใจของเขา “หากพระเจ้าครอบครองชีวิตของฉันจริง บางทีฉันคงจะจบลงที่ ‘อาฟริกาที่มืดมนที่สุด’”
แต่เมื่อเรย์ได้พบการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ว่าเขาควรจะเรียนมหาวิทยาลัยไหนดี เขาตัดสินใจค้นหาแนวทางจากพระเจ้าเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา เขาอธิษฐานอยู่หลายวันและพยายามฟังคำตอบรับการอธิษฐานนั้น หลังจากนั้นไม่นานเขาดูเหมือนจะได้เหตุผลหลายข้อที่ชัดเจนมาก ว่าทำไมเขาถึงเลือกทางเลือกที่สอง จากเหตุผลที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่า แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่และไม่มุ่งเน้นลักษณะทางโลก (impersonal university) ในอิลินอยส์ตะวันตก ดังนั้นเรย์จึงลงทะเบียนเรียนอย่างไม่เต็มใจ แต่หลังจากที่เริ่มเรียนได้ไม่นาน เขาได้สนิทสนมคุ้นเคยกับกลุ่มคริสตชนที่ดีเยี่ยมซึ่งอยู่ที่แคมปัสครูเสสเพื่อพระคริสต์ หลังจากนั้นสองปี จากประสบการณ์ที่เขาคบกับกลุ่มคริสตชนเหล่านั้น ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย
อีกสองสามปีต่อมาเรย์ได้พบกับการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งว่า เขาควรจะอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นปีที่สองสำหรับงานสอนที่เขาได้รับมอบหมาย หรือเดินทางกลับอเมริกา เขาตัดสินใจขอแนวทางที่เฉพาะเจาะจงอีกครั้งหนึ่ง และพระเจ้าทรงทำให้เขาฝังใจกับเหตุผลทั้งหลายที่ชัดเจนว่า ทำไมเขาควรจะอยู่ที่ญี่ปุ่นต่อ ในช่วงต้นของการอยู่ที่ญี่ปุ่นต่อเป็นปีที่สองนั้น เรย์ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมีโอกาสได้ทำภาพยนต์เกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนา นี่คือความฝันที่ยิ่งใหญ่และเป็น เป้าหมายระยะยาวของเขา แต่เดี๋ยวนี้มันดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงกำลังทำให้ความฝันนั้นกลายเป็นจริงในที่ที่เขาไม่ได้คาดหวังไว้เลย
ในวันนี้เมื่อเรย์ได้มองย้อนอดีตกลับไป เขาสังเกตเห็นว่าทุกๆครั้งที่เขาต้องพบกับการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ ่เขาจะแสวงหาแนวทางจากการทรงนำของพระเจ้าและพระเจ้าจะ “ทรงเปิดทางใหม่ทั้งหมดให้กับชีวิตของผม” เรย์เขียนว่า “แผนการ-ที่ทรงวางไว้-เป็นอย่างดี แผนนี้ที่เกิดขึ้นจริงทำให้ท่านอยากจะอุทานว่า ‘โปรดสดับฟังเถิดองค์พระผู้เป็นเจ้า หากว่ายังมีอะไรทั้งหมดที่ยังคาอยู่ในพระทัยของพระองค์ ขอทรงโปรด บอกให้ผมได้รับรู้ด้วยเถิด’”
ท่านจะสามารถรู้ถึงแผนของพระเจ้าสำหรับชีวิตของท่านได้อย่างไร? พระเจ้าได้ทรงแนะนำหลายๆวิธีคือ
1. พระคัมภีร์
ตามที่กล่าวในเพลงสดุดี คู่มือนำทางชีวิตคืออะไร?
“พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์”
— เพลงสดุดี 119:105
เปาโลได้บอกเราว่า เราควรจะเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ชีวิตของตัวละครทั้งหลายในพระคัมภีร์?
“เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้เขียนไว้เพื่อเตือนสติเราผู้ซึ่งมาถึงวาระสุดท้ายของยุคนี้แล้ว”
— โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 10:11
พระวจนะของพระเจ้าทรงทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลง และจะให้ความเข้าใจอย่างใหม่ (โรม 12:2, เพลงสดุดี 119:99) แทนที่จะหย่อนนิ้วของเราจิ้มลงในหน้าพระคัมภีร์ เพื่อสุ่มหาพระวจนะเผื่อมีการทรงนำจากพระเจ้าบ้าง เราลองซึมซับถึงพระทัยของพระเจ้าโดยการศึกษา และพิจารณาไตร่ตรองพระวจนะเหล่านั้นทั้งหมดของพระเจ้าจะดีกว่า การศึกษาพระคัมภีร์ด้วยจิตใจอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
2. การทรงนำของพระเจ้า
พระเจ้าทรงชี้แนะเราโดยการทรงนำของพระเจ้าโดยตรง พระวจนะเพลงสดุดีบทที่ 23 ได้ให้ภาพว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ดูแลฝูงแกะที่ดีเลิศ พระองค์ทรงนำฝูงแกะของพระองค์ไปยังหุบเขาหญ้าเขียวขจีอุดมสมบูรณ์ หรือหุบเขาลึกขรุขระเต็มไปด้วยโขดหินให้ผ่านพ้นไปด้วยดี พระองค์ยังทรงสามารถช่วยผู้ที่อยู่ในความดูแลของพระองค์ให้ได้รับประโยชน์ และเรียนรู้จากการทรงนำของพระองค์ในทุกๆประสบการณ์ที่ผ่านมา เรามีผู้นำดูแลฝูงแกะซึ่งพระองค์จะทรงยืนเคียงข้างเราตลอดเวลา (ขอให้เปรียบเทียบกับโครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 16:8, 9.)
3. การสนทนาด้วยหัวใจกับพระเจ้า
พระเจ้ายังทรงนำเราโดยผ่านความรู้สำนึกของเรา ผู้เผยพระวจนะเปาโลได้ยืนยันว่า ผู้มีความเชื่อทั้งหลายจะได้รับความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า (โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 2:10) พระองค์ทรงประกาศต่อผู้มีความเชื่อว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ส่องให้ “ตาใจของพวกท่าน” สว่างขึ้น (เอเฟซัส 1:18) ในบท ค้นพบ ต่อไปเป็นการแนะนำเรื่องการอธิษฐาน เราจะพบว่าการอธิษฐานสามารถทำให้เราสนทนาพูดคุยกับพระเจ้าได้โดยตรง ยิ่งเราฝึกการสนทนากับพระเจ้าสม่ำเสมอมากขึ้นเพียงใด พระองค์จะยิ่งทรงนำเราได้ง่ายมากขึ้นเพียงนั้น พระองค์ทรงสามารถหล่อหลอมทั้งความซาบซึ้งภายใน ความเป็นเหตุเป็นผลและการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบในตัวของเรา ทำให้เราสามารถมองเห็นชัดเจนว่าเราจำเป็นต้องทำอะไรในขั้นต่อไป
การนำทางต่างๆต้องสอดคล้องกลมกลืนกัน
เป็นไปได้อย่างแน่นอน หากเรามีชีวิตที่พระเจ้าทรงนำ ท่านก็เพียงแต่ทำตามความโน้มเอียงและแรงดลใจทั้งหมดของตัวท่านเองเท่านั้น แต่พระคัมภีร์เตือนเราให้ระวังกับดับที่กล่าวว่า
“มีทางหนึ่งซึ่งคนเราคิดว่าถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา”
— สุภาษิต 16:25
ความรู้สึกต่างๆของเราต้องสอดคล้องและกลมกลืนกับการสอนในพระคัมภีร์ แท้จริงแล้วไม่เป็นการปลอดภัยที่สรุปว่าพระเจ้าทรงนำเรา หากสามบทที่กล่าวมาข้างต้นไม่สอดคล้องกลมกลืนกัน
ขอให้ดูเจคเป็นตัวอย่าง เจคมีภรรยาที่น่ารักและลูกสองคน แต่เจคกลับไปหลงและมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นฉันชู้สาว แล้วเขาจะขอประนีประนอมความประพฤติแบบนี้ของเขา กับพระวจนะที่เด็ดขาดในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการล่วงประเวณีกับหญิงอื่นได้อย่างไร? เขาบอกเพื่อนๆของเขาว่า “ฉันได้อธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้และฉันรู้สึกว่านี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า”
ด้วยอารมณ์ความรู้สึกต่างๆและ “ความฝังใจภายในหลายอย่าง” ของเจคได้นำพาเขาให้เดินทางผิดอย่างชัดเจน เขาจินตนาการว่านั่นคือวิธีการจัดเตรียม “จากพระเจ้า” ที่ทำให้เขาได้พบหญิงคนนี้แต่เจคไม่ได้มองความสัมพันธ์นี้ในความสว่างของการสอนในพระคัมภีร์เลย พระคัมภีร์ได้บัญญัติห้ามการล่วงประเวณีกับหญิงอื่นและแนะนำให้สามีควรยกย่องภรรยาของตน พระบัญญัตินี้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์อันพินาศของเจคในเรื่องชู้สาว แล้วเจคยังกำลังเข้าใจผิดอีกว่า ความต้องการในชีวิตของเขานั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า
อะไรคือบททดสอบสุดท้ายเพื่อตัดสินว่า การกระทำนั้นถูกต้องหรือไม่?
“ไปค้นพระโอวาทและถ้อยคำพยาน ดูเถิด! แน่นอนทีเดียวคนที่ไปพูดเช่นนี้ ก็เป็นคนที่ไม่มีรุ่งอรุณเสียเลย [ไม่มีความสว่างในพวกเขา, ฉบับคิงส์เจมส์] ”
— อิสยาห์ 8:20
ในพระคัมภีร์ “พระโอวาทและถ้อยคำพยาน” เป็นผู้ตัดสินสุดท้ายของเรา เป็นคู่มือนำทางที่ทรงพลังและเชื่อถือได้ของเรา เราต้องไม่ปล่อยให้อารมณ์และสถานการณ์ที่เจนจัดมานำพาเราให้ถอยห่างจากหลักคำสอนของพระคัมภีร์
การยอมรับแผนการของพระเจ้า
เมื่อมารเข้ามาทดลองพระเยซูในป่ากันดาร มันโจมตีเพื่อให้พระเยซูยอมจำนน ท่านคิดว่าพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป จะทรงพยายามบรรลุชะตากรรมของพระองค์โดยเรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทน หรือโดยใช้วิธีทางโลก หรือโดยปล่อยให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา อย่างไม่มีเงื่อนไข? มารแนะนำว่า"หากท่านเพียงแต่เพิกเฉยต่อความเสียสละอันเจ็บปวดทั้งปวงบนไม้กางเขน ที่พระบิดาทรงวางแผนให้ท่าน ฉันจะให้โลกอยู่ในอุ้งมือของท่าน ให้ท่านมีชื่อเสียง ทรัพย์สินเงินทองและมีชีวิตอย่างสะดวกสบาย" ซาตานยังอ้างถึงพระคัมภีร์เพื่อหลอกล่อและชักนำพระเยซูให้หลงทาง แต่ในแต่ละครั้งพระเยซูทรงยืนหยัดต่อสู้มันด้วยพระวาทะ " พระวาทะที่ได้ถูกเขียนขึ้น" (มัทธิว 4:1-11)
บทเรียนที่ทรงอำนาจบทหนึ่ง ที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากการมีพระชนม์ของพระเยซู ที่ทรงยกให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา ถึงแม้ทรงอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวด ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจิตวิญญาณอย่างแสนสาหัส พระองค์ทรงร้องออกมาว่า "โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค" (มัทธิว 26:39) หลังจากที่การรับใช้ของพระองค์ได้ผ่านพ้นไปสามปี ในแต่ละวัน การดำเนินพระชนม์ได้สอดคล้องกลมกลืนไปตามแผนการของพระบิดา พระวจนะก่อนสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ทรงตรัสว่า "สำเร็จแล้ว" (ยอห์น 19:30) จริงๆแล้วพระเยซูทรงตรัสว่า "บัดนี้พระชนม์ที่ได้ดำเนินไปตามแผนของพระเจ้าของข้าพระองค์ได้เสร็จสิ้นและบรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างสมบูรณ์แล้ว"
ขณะที่ท่านเริ่มได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า เป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกันผ่านทางพระวจนะของพระองค์ ผ่านการทรงนำของพระองค์และผ่านความประทับใจโดยตรง ท่านจะสามารถยอมรับการชี้นำของพระองค์ได้อย่างหมดจิตหมดใจ ท่านสามารถพบความยินดีปรีดาของ “การเกิดขึ้นจริง-ของแผนการ-ที่เตรียมไว้ให้-เป็นอย่างดี” ซึ่งเป็นชีวิตที่มีพระเจ้าทรงนำ
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงส่งพระเยซูมายังโลกนี้เพื่อชนะซาตาน ขอขอบพระคุณพระเยซูที่เสด็จมาด้วยความเต็มพระทัย เพื่อช่วยข้าพระองค์ให้รอดจากความบาปทั้งปวงของข้าพระองค์ และแสดงให้ข้าพระองค์รู้ถึงชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ หัวใจของข้าพระองค์ได้รับความอบอุ่นและเต้นเป็นจังหวะ ด้วยความรักที่เต็มเปี่ยมของพระองค์ พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้พระองค์ทรงนำชีวิตของข้าพระองค์ เหมือนกับที่พระองค์ทรงนำพระชนม์ของพระเยซู ขอโปรดเข้ามาสถิตเป็นพระเจ้าในหัวใจและจิตใจของข้าพระองค์ ในนามของพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน
ค้นพบ บทที่
4
แผนสำหรับชีวิตของท่าน (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 4)
1. พระเยซูคือ
ภาพทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริง
คนที่นักประวัติศาสตร์ของโบสถ์ได้สมมติขึ้น
2. พระเยซูคือ
เป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์
เป็นพระเจ้าเท่านั้น
3. พระเจ้าพระบิดาและพระบุตรพระเยซูคริสต์ทรงเป็นอยู่ด้วยกัน
ตั้งแต่นิรันดร์กาล
ตั้งแต่พระบิดาทรงสร้างพระบุตร
4. คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าพระคริสต์เป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้
ถูก
ผิด
5. พระคริสต์ทรงบังเกิดที่เมืองเบธเรเฮม
จากผู้หญิงที่มีลูกอยู่หลายคน
จากครรภ์ของหญิงพรหมจรรย์มารีย์
6. พระเยซูทรงเป็น
ที่ยอมรับเรียบร้อยแล้วว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์โดยชนชาติอิสราเอล
ถูกคัดค้านจากประชาชนของพระองค์เองและถูกเพื่อนทรยศ
7. หลายร้อยปีก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น
บรรดาผู้เผยแพร่พระวจนะได้ทำนายว่า
พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและถูกทำให้เป็นขึ้นในวันที่สาม
พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและยังคงอยู่ในหลุมศพนั้น
8. เราสามารถรู้แผนการของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราได้
โดยการศึกษาพระคัมภีร์
เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดโดยตรงกับพระเจ้าและการที่พระเจ้าทรงตรัสโดยตรงกับจิตใจของพวกเรา
โดยการตรวจสอบจากรูปแบบความฝันของเรา
9. พระเจ้าทรงชี้นำเราผ่านความซาบซึ้งภายในจิตใจเรา
เพียงแค่นั้น
ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพระคัมภีร์
10. เราเรียกพระเยซูได้อีกสองชื่อว่าอะไร? ฮีบรู 1:8
11. พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างไร?
พระองค์ทรงบังเกิดอยู่บนโลกนี้
พระองค์ทรงถูกสร้างขึ้น
พระองค์ไม่เทียบเท่าพระบิดาของพระองค์
12. ท่านคิดว่าเมื่อพระเยซูทรงถูกเรียกว่า "พระเจ้า" นั้นหมายความว่าอย่างไร?
13. การบังเกิดของพระเยซูได้ถูกทำนายมาเป็นเวลาหลายปี ก่อนพระองค์จะทรงบังเกิด ขอให้อ่านอิสยาห์ 7:14 (คำทำนาย) และมัทธิว 1:18, 21-23 (ได้เป็นไปตามคำทำนาย) ขอให้พิมพ์สิ่งที่เหมือนๆกันที่ท่านพบจากพระวจนะเหล่านั้น
14. คำถามที่เป็นหัวใจสำคัญ: ท่านจะยอมรับคำเชื้อเชิญพระเกียรติคุณของพระเจ้า ให้ทรงนำชีวิตของท่านเหมือนพระองค์ทรงนำพระชนม์ของพระคริสต์เมื่อครั้งยังทรงมีพระชนม์บนโลกหรือไม่?