Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

 สุขภาพและการเยียวยา

บทที่ 3

ความสดชื่นเนื่องจากการออกกำลัง

วันที่ 10 - 16 เมษายน 2010


บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

สดุดี 139:13-15; 1 โครินธ์ 3:16, 17; 1 โครินธ์ 9:24-27;เอเฟซัส 2:8; 2 ทิโมธี 4:7; 2 ทิโมธี 2:3-5; ฮีบรู 11:6

ข้อควรจำ

“แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย” (อิสยาห์40:31)

          โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ นักวิ่งมีชื่อเสียงชาวอังกฤษ ได้ทำการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง เพื่อเตรียมตัวเข้าวิ่งแข่งขันระยะทางหนึ่งไมล์ ให้ได้เวลาน้อยกว่าสี่นาที เขาได้ทำการฝึกฝน และฝึกซ้อมสำหรับการวิ่ง แม้แต่รวมการปีนเขาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนด้วย ขณะเดียวกันนี้ คนอื่นๆรอบโลกเฝ้ามองไปยังรางวัลซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับนักกรีฑาหนุ่มคนนี้ในที่สุด วันที่ 6พฤษภาคม 1954 ได้มาถึง มันเป็นวันที่โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ ได้ผ่านการเตรียมใจ จิตวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของเขามาตลอดสามปี ในเช้าของวันที่ 5 คือก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน โรเจอร์ได้ลื่นล้มบนพื้นขัดมันและต้องเดินขากระเผลกตลอดวันนั้น! แต่การแข่งขันจะมีในวันรุ่งขึ้น เมื่อกำหนดเวลามาถึงโรเจอร์ได้ลงวิ่งแข่งขัน เขาใช้เวลา 3 นาที 59.4 วินาทีในการวิ่งหนึ่งไมล์โดยเข้าเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นครั้งแรกของโลก ที่มีผู้วิ่งหนึ่งไมล์ ใช้เวลาน้อยกว่าสี่นาที!
          อัครทูตเปาโลใช้สัญลักษณ์กรีฑาการวิ่งแข่งขัน เป็นการเปรียบเทียบเพื่อหนุนใจเราโดยกล่าวว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ฮีบรู 12:1) แต่อัครทูตเปาโล พูดเกี่ยวกับการวิ่งแข่งที่มีความสำคัญมากกว่า การวิ่งแข่งขันที่โรเจอร์ได้ชัยชนะ! การแข่งขันที่ท่านเปาโลอ้างถึง ต้องการความพร้อมอย่างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งด้านจิตวิญญาณและร่างกาย ส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายเกิดความพร้อม คือการออกกำลังกาย ซึ่งจะเป็นหัวข้อสำหรับศึกษาในสัปดาห์นี้

ศึกษาบทเรียนของสัปดาห์นี้ด้วยใจจดจ่อมากขึ้น: การออกกำลังกายเป็น
ส่วนสำคัญมาก ที่จะทำให้ร่างกายของเรามีสุขภาพดี

วันอาทิตย์    นักกรีฑาแห่งจิตวิญญาณ (2 ทิโมธี 4:7)

“ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด
ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (2 ทิโมธี 4:7)

         อัครทูตเปาโลพูดเกี่ยวกับอะไร ใน 2 ทิโมธี 4:7? ท่านกล่าวเน้นในจุดไหน?
         นับเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้วที่มนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือเด็ก ต่างให้ความสนใจเรื่องกีฬามาก ผู้คนให้ความนิยมชมชอบนักกีฬา หรือนักกรีฑาผู้ประสพความสำเร็จ จะมีใครบ้างไหมไม่ต้องการให้ร่างกายของพวกเขาแข็งแกร่ง ทำได้เหมือนนักกีฬามีชื่อเหล่านั้น? ไม่ว่าธรรมชาติของร่างกายและความสามารถของนักกีฬาผู้ประสพความสำเร็จจะเป็นอย่างไร ที่พวกเขาไปถึงจุดสูงสุดได้ ส่วนมากเกิดขึ้นจากการรักษาร่างกายไว้อย่างดี ทำการฝึกซ้อมหนักอย่างต่อเนื่อง
          ครั้งหนึ่งนักข่าวสัมภาษณ์นักวิ่งชนะเลิศเส้นทางระยะไกลว่า ถ้าผมอยากจะเป็นนักวิ่งที่ประสพชัยชนะบ้างจะต้องทำอย่างไร? นักวิ่งเหรียญทองคนนั้นตอบว่า “สิ่งที่คุณต้องทำคือ ฝึกวิ่งวันละ 15 ไมล์ ทำอย่างนั้นหกวันในหนึ่งสัปดาห์ และฝึกอย่างนี้ตลอดหนึ่งปีเต็ม ทำได้อย่างนี้คุณมีโอกาสดี อาจประสพความสำเร็จได้”
          บ่อยครั้งพระคัมภีร์เปรียบเทียบชีวิตแห่งความเชื่อว่าเป็นเหมือนนักกรีฑา ที่ทำการฝึกฝนตนเองอย่างหนัก เพื่อลงวิ่งแข่งขัน มีอะไรเป็นจุดเน้นพื้นฐาน ใน 1 โครินธ์ 9:24-27; ฟิเลโมน 3:12-14 และ 2 ทิโมธี2: 3-5 ? ท่านเคยมีประสบการณ์ในความหมายของข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ด้วยตนเองหรือเปล่า?

          คนหนึ่งอาจมีแนวคิดผิดเกี่ยวกับว่า คนหนึ่งจะต้องวิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน วิ่ง และในระยะเวลานานเท่าไร จึงจะทำให้เกิดผลดี โดยเชื่อว่า รู้ได้จากสีหน้าของคนออกกำลังว่ามีความชื่นชมยินดีเพียงใด บางครั้งดูเหมือนว่าการฝึกซ้อมออกกำลังของพวกเขาเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ถูกต้อง มีผลดีหลายประการเกี่ยวกับการตั้งรายการไว้ออกกำลังเป็นประจำ ซึ่งเราจะนำเรื่องนี้มาอภิปรายภายหลังในสัปดาห์นี้สิ่งดีๆ เหล่านี้เกิดขึ้นกับบุคคลที่ออกกำลังกายอย่างสัตย์ซื่อ มีกฏสำคัญบางข้อที่ต้องการให้นำไปปฏิบัติ การออกกำลังเป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญ และควรมีการตั้งเป้าหมายไว้ และบางครั้งแม้แต่ให้รางวัลตัวเองด้วย
          กฏหรือหลักการเหล่านี้จะต้องนำไปใช้เพื่อทำให้เกิดความแข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งด้านจิตวิญญาณและร่างกาย การที่จะทำให้จิตวิญญาณเข้มแข็งเราต้องมุ่งมองไปยังพระเยซู เราจำเป็นต้องอ่านพระวจนะของพระองค์ อธิษฐานอยู่บ่อย และครุ่นคิดเกี่ยวกับพระองค์ ในโลกนี้มีหลายสิ่งที่ดึงความสนใจของเราออกห่างจากพระเยซู สิ่งดังกล่าวอาจรวมถึงสิ่งดี และงานที่น่าภูมิใจ การเรียน การศึกษาหรือแม้แต่การร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของโบสถ์ เราต้องสละทิ้งสิ่งต่างๆ ที่กีดกั้นเราไว้จากการเติบโตขึ้นในพระคุณ อีกอย่างเราต้องรักษาเป้าหมายสำคัญไว้เป็นหลัก ถ้าเราต้องการไปให้ถึงหลักชัย คือการมีสุขภาพดีแข็งแรง

                   เมื่อกล้ามเนื้อแห่งความเชื่ออ่อนกำลังลง
วันจันทร์     (เอเฟซัส 2:8)

“ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้” (เอเฟซัส 2:8)

เอเฟซัส 2:8 และฮีบรู 11:6 มีความสัมพันธ์กันอย่างไร? สิ่ง
สำคัญที่สุด เราเสริมสร้าง และรักษาความเชื่อ พระเจ้าทรงให้เป็น “ของ
ประทาน” แก่เราอย่างไร?
.......................................................................................................................
          เหล่าผู้ที่ต้องทนเจ็บปวดจากกระดูกหัก หรือข้อเคล็ด อาจต้องใช้เฝือกหรือเครื่องอุปกรณ์ช่วย อย่างนี้ก็ต้องหยุดออกกำลัง และอยู่ในการดูแลของแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจใช้เผือก ผ้าพันแผล หรือแม้แต่ใช้การผ่าตัด และดามด้วยเหล็ก เพื่อให้กระดูกส่วนที่หักเข้าที่ ผลที่ตามมาคือกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบส่วนที่เจ็บไม่ถูกใช้งาน กล้ามเนื้อบริเวณนั้นจะฝ่อ และอ่อนกำลังลง เมื่อกระดูกที่หัก หรือข้อตรงมีปัญหาได้รับการรักษา จนสามารถเริ่มกลับมาทำงานได้อีกก็เป็นเวลาที่จะต้องทำการออกกำลังต่อไปเพื่อทำให้กล้ามเนื้อ และร่างกายส่วนต่างๆ กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม “การทำงานคือกฏแห่งสุขภาพดี อวัยวะทุกส่วนของร่างกายมีงานเฉพาะที่ต้องทำ ความแข็งแรงขึ้นอยู่กับว่า อวัยวะส่วนนั้นทำงานได้ดีเพียงไร การทำงานตามปกติของอวัยวะทุกส่วนทำให้เกิดพลังแต่ถ้าอวัยวะไหนไม่ถูกใช้ให้ออกกำลัง มันจะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ จนใช้การไม่ได้ ลองพันแขนข้างหนึ่งไว้แน่นด้วยผ้าเป็นเวลาสามสัปดาห์ จากนั้นแก้ผ้าที่พันออก ท่านจะเห็นว่ามันอ่อนแอกว่าแขนอีกข้างหนึ่งที่ถูกใช้งานตามปกติ กล้ามเนื้อหรืออวัยวะสว่ นใดที่ไมถู่กใชง้ านนานๆ ผลลัพธที่ออกมาก็จะคล้ายกัน” จาก
หนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. “แพทย์ผู้ประเสริฐ” หน้า 237-238
           เช่นเดียวกับความเชื่อ ถ้าความเชื่อไม่ได้ออกกำลัง หรือใช้งาน ความเชื่อนั้นจะไม่เติบโต การเคลื่อนไหว และการทำงานของแขน ขา และส่วนต่างๆของร่างกายแห่งความเชื่อ ยังผลให้เกิดการเติบโต “ความเชื่อคือของประทานจากพระเจ้า” สมมติว่าเราไม่ใช้ความเชื่อ เช่นเราไม่ทำการเลือกโดยพื้นฐานของความเชื่อ สมมติว่าเราไม่เต็มใจใช้โอกาส (อย่างการเป็นพยาน) โดยอาศัยความเชื่อ สมมติว่าเราไม่ใช้ความเชื่อในการอธิษฐานขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า อย่างนี้เราจะตกอยู่ในอันตรายของการสูญเสียความเชื่อ
          เป็นเรื่องเศร้า! ในเมื่อ “ความเชื่อ” เป็นของประทานสำคัญที่สุดในกระบวนของประทานทั้งปวง เหล่าคนที่ทราบว่าการมีชีวิตในโลกนี้โดยปราศจากความเชื่อเป็นอย่างไร ในเวลาต่อมา พวกเขาได้เชื่อในองค์พระเยซู ได้รับของประทานแห่งความเชื่อ พวกเขาสามารถบอกได้ว่า ความเชื่อเป็นของประทานแท้จริงเพียงไร

          ท่านใช้ของประทานแห่งความเชื่อในการทำงานบ่อยครั้งเพียงใด? ท่านอาจพูดว่าท่านเชื่อ และท่านมีความเชื่อ แต่การกระทำของท่านสำแดงออกมาให้เห็นอย่างไร? ท่านจะสามารถเรียนรู้การใช้ความเชื่อทุกวันในสิ่งเล็กน้อย เผื่อเมื่อสิ่งใหญ่เข้ามาหาท่านจะใช้ความเชื่อเป็นแล้วท่านจะสามารถแสดงความเชื่อที่ท่านอ้างว่า “มี” ได้ ?   


                   การเชื่อโดยปราศจากการมองเห็น
วันอังคาร    (ยอห์น 2:24-29)

“ฝ่ายผู้ที่พวกฟาริสีส่งไปนั้น เขาเหล่านั้นก็ได้ถามท่านว่า “ถ้าท่านไม่ใช่พระคริสต์ หรือเอลียาห์ หรือผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว ทำไมท่านจึงทำพิธีบัพติศมา” ยอห์นได้ตอบเขาเหล่านั้นว่า “ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ แต่มีพระองค์หนึ่งซึ่งประทับอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นท่านไม่รู้จัก พระองค์นั้นแหละมาภายหลังข้าพเจ้า แม้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่บังควรที่จะแก้” เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเบธานีฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออกอันเป็นที่ซึ่งยอห์นกำลังให้บัพติศมาอยู่ วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับ
ความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยอห์น 2:24-29)


            นายทหารหนุ่มรู้สึกกลัดกลุ้มใจ ใช้เท้าเตะก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งกระเด็นตกบนขอบทะเลทรายที่แห้งกันดาร คุณแม่ของเขาเป็นมะเร็งเต้านมแต่เพราะกฎเข้มงวดของห้องผ่าตัดโรงพยาบาลทหาร เขาไม่อาจเข้าไปอยู่เคียงข้างมารดาในห้องผ่าตัดได้ ด้วยความหงุดหงิดนายทหารคนนี้เอ่ยเป็นคำถามออกมาว่า “ทำไม? ทำไม? ทำไม?” เขาได้อธิษฐานขอเผื่อแม่ด้วยความเชื่อ แต่ตอนนี้คำอธิษฐานของเขาไม่ได้รับคำตอบตามที่หวังไว้ เขาพบว่าความเชื่อของเขาอ่อนกำลังลง ความมืดจากความสงสัยแผ่เข้ามาคลุมจิตวิญญาณของเขาไว้ เขาไม่เข้าใจเลยว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่ ต่อมาเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงในวันรุ่งขึ้น ความคิดของเขาหวนนึกถึงข้อพระคัมภีร์หลายข้อ เขาเคยท่องจำสมัยเมื่อเป็นเด็ก ขณะที่เขาคิดถึงเรื่องในพระคัมภีร์ที่เขาเคยได้ฟังมา ความเชื่อของเขาได้กลับคืนมา เป็นการยากที่เขาจะเข้าใจถึงสาเหตุที่มารดาเป็นโรคมะเร็งแต่เขายังเชื่อวางใจในพระเจ้า และรักพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเขา
          
            เรื่องในยอห์น 20:24-29 กล่าวอะไรกับท่าน? บ่อยครั้งเพียงใดที่ท่านต้องเชื่อในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น? เหตุใดสิ่งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญของความหมายที่ว่า การออกกำลังความเชื่อ?
          
            พระเยซูทรงสำแดงแผลเป็นของพระองค์แก่โทมัส ด้วยความนุ่มนวลอดทน จนโทมัสทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ยอห์น 20:28) ข้อพระคัมภีร์ที่ประทับใจนายทหารหนุ่ม คือข้อที่กล่าวว่า พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” (ยอห์น 20:29) ถือได้ว่าพระคัมภีร์ข้อนี้ เป็นกุญแจของแท้ไขไปสู่ความเชื่อ แม้ยังมองไม่เห็นที่จะรับเอาสิ่งที่พระเจ้าตรัสโดยไม่เรียกหา “ข้อพิสูจน์” ใดๆ อย่างไรก็ดีสำหรับบางคน การ “พิสูจน์” ทั้งหลายอาจไม่ทำให้พวกเขาเชื่อได้ การดำเนินชีวิตในความเชื่อคือ เชื่อตามที่เราทราบแล้วเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า นั่นคือไว้วางใจในพระเจ้า บนพื้นฐานประสบการณ์ที่เราผ่านมาแล้ว ซึ่งหมายความว่ายอมรับพระดำรัสพระเจ้า เพราะว่าพระองค์
ได้ทรงสำแดงให้ทราบแล้วในความดี และความรักของพระองค์ โดยไม่เกี่ยงว่าเรามองไม่เห็น หรือไม่เข้าใจมากเพียงใด

            เมื่อไรเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่านต้องดำเนินไปโดยความเชื่อ โดยที่ยังมองไม่เห็น? ตอนนั้นมีอะไรเกิดขึ้น? มีอะไรที่ท่านได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่อาจช่วยคนอื่น ผู้อาจตกอยู่ในสถานการณ์อย่างเดียวกัน? ถ้าท่านต้องเผชิญกับสถานการณ์อย่างนั้นอีก ท่านจะทำอย่างที่เคยทำ หรือทำสิ่งที่แตกต่างออกไป? เหตุใดจึงทำอย่างนั้น ในกรณีที่ท่านทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป?

                  สิ่งดีหลายสิ่งเกี่ยวกับการออกกำลังกาย : ตอนที่ 1
วันพุธ       (1 โครินธ์ 6:19, 20)

“ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเองพระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว ด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้น ท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง” (1 โครินธ์6:19, 20)  

           ถึงตอนนี้เราได้ศึกษามาแล้วว่าอะไรคือความหมายของ “การออกกำลังความเชื่อ” เราได้อ่านตัวอย่างของนักกรีฑาแห่งพระคัมภีร์ที่ลงวิ่งแข่งขัน ท่านเปาโลได้กล่าวเป็นตัวอย่างเพื่อให้มองเห็นภาพ การดำเนินในความเชื่อของคริสเตียน
          ในเวลาเดียวกัน เราได้รับการบอกด้วยว่า ร่างกายเราเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (1 โครินธ์ 6:19, 20)
          ท่านเปาโลกล่าวถึงอะไร ใน 1 โครินธ์ 6:19, 20? คำถามเรื่องการออกกำลังกายอาจเกี่ยวโยงเข้ากับข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ได้อย่างไร?
          ร่างกายของเราเป็นของประทานมาจากพระเจ้า ของประทานนี้จะต้องไม่ถูกนำไปใช้อย่างผิดๆ นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เราเห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าการออกกำลังจะช่วยแทบทุกส่วนของร่างกายเรา แน่นอนเราไม่จำเป็นต้องฝึกวิ่งให้ได้น้อยกว่า 4 นาทีต่อหนึ่งไมล์ แต่ในเกือบทุกกรณี เราสามารถออกกำลังได้เพียงพอเพื่อช่วยส่งเสริมตัวเราทั้งหลายได้ ทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจและด้านจิตวิญญาณด้วย
          ในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราไม่เชื่อในแนวคิดของชาวกรีกยุคโบราณที่สอนว่าจิตวิญญาณแยกออกจากร่างกาย และจิตวิญญาณนั่นไม่รู้จักตายเราไม่เชื่อในคำสอนนอกเหนือจากพระคัมภีร์ บ้างสอนว่าร่างกายเป็นสิ่งชั่วร้ายทั้งจิตใจ และร่างกายของเราเป็นของประทานมาจากพระเจ้า ทั้งสองส่วนเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด สิ่งที่ร่างกายของเรารู้สึกจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกด้านจิตวิญญาณของเราด้วย ทุกสิ่งเกี่ยวโยงกัน และเราไม่อาจเพิกเฉยต่อส่วนใดของร่างกายเรา เพราะทุกส่วนมีอิทธิพลต่อส่วนอื่นๆ เช่นกัน
          “ข้อกำหนดของพระเจ้าจะต้องผูกอยู่กับสติรู้ผิดรู้ชอบของเรา ชายและหญิงจะต้องตื่นขึ้นรับหน้าที่ในการรักษาร่างกายพวกเขาให้สะอาด ปราศจากอาหารที่ไม่ดีและนิสัยที่ไม่บริสุทธิ์ คนทั้งหลายจำเป็นต้องรับทราบในข้อเท็จจริงที่ว่า อำนาจของจิตใจ และร่างกายเป็นของประทานมาจากพระเจ้า ของประทานนี้จะต้องได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อพันธกิจการรับใช้พระองค์” จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. “แพทย์ผู้ประเสริฐ” หน้า 130เหล่าผู้ที่ออกกำลังกาย สามารถได้รับสิ่งดีๆ หลายประการ อันเป็นผลมาจากการออกกำลัง และข่าวดีคือท่านไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักเหมือนนักกีฬา ก็สามารถมีสุขภาพดีได้

           หลายคนมีภารกิจยุ่งตลอดเวลา แต่จำไว้ว่าพระเจ้าทรงบัญชาให้เราดูแลเอาใจใส่ร่างกายของเรา การออกกำลังเป็นแนวทางสำคัญที่เราสามารถทำได้ แล้วตัวท่านเองออกกำลังอยู่หรือเปล่า? ท่านใช้เวลาในการออกกำลังนานเท่าไร? ท่านใช้ข้อแก้ตัวอะไรเพื่อหลบเลี่ยงจากการออกกำลังกาย?

                          สิ่งดีหลายสิ่งเกี่ยวกับการออกกำลังกาย:
วันพฤหัสบดี    ตอนที่ 2 (สดุดี 139:13-15)

“เพราะพระองค์ทรงปั้นส่วนภายในของข้าพระองค์ พระองค์ทรงทอข้าพระองค์เข้าด้วยกัน ในครรภ์มารดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์โมทนาพระคุณพระองค์เพราะพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์แปลกประหลาดอย่างน่ากลัว พระราชกิจของพระองค์อัศจรรย์ พระองค์ทรงทราบข้าพระองค์ดี เมื่อข้าพระองค์ถูกสร้างอยู่ในที่ลับลี้ ประดิษฐ์ขึ้นมา ณ ภายในที่ลึกแห่งโลก โครงร่างของข้าพระองค์ไม่ปิดบังไว้จากระองค์” (สดุดี 139:13-15)

          ความเชื่อจำเป็นต้องมีการออกกำลัง ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน ก่อนจะเริ่มออกกำลังกายตามรายการที่ได้วางไว้ เราจะต้องแน่ใจว่า สุขภาพของเราดีพอที่จะออกกำลังดังกล่าวได้ ถ้าเรายังมีปัญหาด้านสุขภาพอยู่ เป็นการดีที่จะฟังคำแนะนำจากแพทย์ซึ่งแพทย์จะบอกเราว่า เราสามารถออกกำลังประเภทไหนจึงจะปลอดภัย มีหลักสำคัญอยู่ 3 ประการที่เราจำเป็นต้องจดจำไว้ เกี่ยวกับรายการออกกำลังกายคือ 1) ความถี่ 2) ความเข้มข้น 3) ความยาวนาน
         1) ความถี่ (คนหนึ่งควรออกกำลังบ่อยเพียงใด?) ข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำเมื่อเร็วนี้บอกว่า เราควรออกกำลังอย่างน้อยหกครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์
          2) ความเข้มข้น (คนหนึ่งควรออกกำลังได้หนักเพียงใด?) การออกกำลังจะว่าไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ และสภาพของร่างกาย โดยทั่วไปตอนเริ่มแรกอาจออกกำลังพอประมาณ เมื่อออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเป็นไประยะหนึ่ง คนหนึ่งจะออกกำลังหนักขึ้นได้ เป็นการดีที่จะออกกำลังให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีเหงื่อออก ท่านต้องรู้จักสังเกต และควบคุมตัวคุณเอง สิ่งที่ให้ผลดีสำหรับคนหนึ่ง
อาจไม่เกิดผลดีสำหรับคนอื่น
          3) ความยาวนาน (คนหนึ่งควรออกกำลังนานแค่ไหน?) ปกติกล่าวกันว่าถ้าออกกำลังได้ครั้งละ 45-90 นาทีต่อวันจะเยี่ยมมาก เป็นการดีที่จะออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 6 วัน อย่างไรก็ดีการออกกำลังอาจแบ่งออกเป็นส่วนๆ ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นออกกำลังครั้งละ 10 นาทีของแต่ละเช้าออกกำลังกลางวัน 10 นาที และอีกครั้งในตอนเย็นอีก 10 นาที นี่เป็นวิธีหนึ่งของการจัดเวลาให้ลงตัว การเดินเป็นรูปแบบการออกกำลังที่เหมาะสมดีสำหรับผู้สูงวัย
          มีข้อพิสูจน์ในด้านคุณประโยชน์หลายประการจากการออกกำลังกายการออกกำลังเป็นประจำช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้ความดันโลหิตลดลง ซึ่งเป็นวิธีสำคัญอย่างหนึ่งในการบำบัดผู้มีความดันโลหิตสูง (ต้องทำภายใต้การแนะนำของแพทย์) เมื่อคนหนึ่งออกกำลังเป็นประจำ คนนั้นมักจะเป็นโรคเบาหวานทั้งสองชนิดน้อยกว่าคนทั่วไป การออกกำลังเป็นประจำยังช่วยการทำงานของคอเลสเตอรอลชนิดดี หรือ(เอช.ดี.แอล, HDL)
          การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้บุคคลนั้นมีความรู้สึกดี มีพลังจะเคลื่อนไหวทำงานได้คล่องตัวกว่า สิ่งนี้เกิดจากสารเคมีตัวหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “เอ็นโดรฟินส์” (endorphins) ร่างกายจะผลิตสารเอ็นโดรฟินส์ระหว่างที่กำลังออกกำลัง การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยชะลอการเป็นโรคความจำเสื่อมคือโรค “อัลไซเมอร์” ให้ช้าออกไป นอกจากนี้ยังช่วยให้จิตใจผ่องใสด้วย เหล่าผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำจะมีความกดดัน หรือความเศร้าน้อยลง มีประโยชน์หลายอย่างแตกต่างกันไป อันเป็นผลจากการออกกำลัง ทั้งนี้เพราะการออกกำลังช่วยให้เรารู้สึกชื่นชมยินดีกับการมีสุขภาพดี

          อ่านสดุดี 139:13-15 คิดเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ ที่เราถูกออกแบบ และถูกสร้างขึ้นมา นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเราจะต้องดูแลร่างกายของเราไว้? ท่านกำลังออกกำลังกายประเภทไหนอยู่? และท่านจะปรับปรุงสิ่งที่ท่านกำลังทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่?


วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม:
อ่านหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ในบทที่ชื่อว่า “การสัมผัสด้วยความ
เชื่อ” “แพทย์ผู้ประเสริฐ” หน้า 59-72

           “ทางเดียวที่จะเติบโตขึ้นในพระคุณคือ การทำงานที่พระคริสต์ขอให้เราทำ เราจะต้องช่วยและอวยพรให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้ พละกำลังได้มาจากการออกกำลังกาย ความกระตือรือร้นเป็นลักษณะของการมีชีวิต มีคนมากมายพยายามดำเนินชีวิตคริสเตียน โดยเพียงรับเอาพระพรแห่งพระคุณ และไม่ได้ทำอะไรให้กับพระคริสต์ เปรียบได้กับคนที่พยายามดำรงชีวิตอยู่โดยการรับประทาน โดยที่ไม่ทำงาน ลักษณะอย่างนี้ขัดทั้งด้านจิตวิญญาณ และธรรมชาติของโลก ถ้าปล่อยเวลาเนิ่นนานไปจะนำไปสู่การเสื่อมสภาพ และตามมาด้วยความพินาศ ถ้าคนหนึ่งปฏิเสธที่จะออกกำลังแขน และขาของเขา เวลาผ่านไปทั้งแขนและขาของเขาจะอ่อนเปลี้ยลง ในทำนองเดียวกัน คริสเตียนที่ไม่ออกกำลังหรือใช้ “อำนาจ” ที่พระเจ้าทรงประทานให้ จะพบกับความล้มเหลวในการเติบโตขึ้นในพระคริสต์ และสุดท้ายจะสูญเสียพลังที่เคยมีอยู่แล้วไป” จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน “สันติวิถี” หน้า 80, 81


คำถามเพื่อการอภิปราย:
1. ท่านสามารถหาตัวอย่างอื่นมาเปรียบเทียบในความเกี่ยวพันระหว่าง การออกกำลังความเชื่อ และการออกกำลังร่างกายได้ไหม?ตรงจุดไหนที่การเปรียบเทียบนี้แยกออกจากกัน?
2. ใครคนหนึ่งที่กำลังขับรถไปบนถนนนอกเมือง เขามองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ ออกกำลังกาย เขากดปุ่มลดกระจกลง แล้วตะโกนบอกกับผู้หญิงคนนั้นว่า “ออกกำลังไปก็เท่านั้น สักวันหนึ่งท่านก็จะตายอยู่ดี! ชายผู้นี้อาจหยาบคาย แต่เขาพูดความจริง การ







Progress