ค้นพบ
บทที่ 23
นรกคืออะไรและอยู่ที่ไหน
· หัวใจที่แตกสลายครั้งสุดท้ายของพระเยซู
· นรกจะถูกเผาไหม้เมื่อใดและที่ไหน?
· นรกจะถูกเผาไหม้นานเท่าใด?
· แล้วทำไมจึงต้องมีนรกด้วย?
· การหลงทางจากพระเจ้าทำให้สูญเสียอะไร?
นรกคืออะไรและอยู่ที่ไหน?
ในเดือนกรกฎาคม ปี 1976 แกรี่ กิลมอร์เดินไปที่ปั๊มน้ำมันและยิงนักศึกษาจาก ‘มหาวิทยาลัยบริจแฮมยัง’ ที่เดินตามมาด้วยกัน เย็นวันต่อมาเขาเล็งปากกระบอกปืนไปที่เสมียนหนุ่มของโรงแรม และบังคับให้ส่งเงินให้เขา กิลมอร์สั่งให้เหยื่อคุกเข่าลงและยิงเขาที่หลังศีรษะ
คนอเมริกันส่วนใหญ่คิดว่าฆาตกรเลือดเย็นคนนี้สมควรตาย แต่เมื่อรัฐยูทาห์พิพากษาให้ประหารชีวิตฆาตกรคนนี้โดยการยิงเป้า คนทั้งประเทศกลับโต้แย้งกันอย่างรุนแรง เพราะคำพิพากษาของศาลสูงสุด ไม่เคยมีใครถูกประหารชีวิตในอเมริกามาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว การอยู่ในห้องบ่มแก๊สหรือการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าดูจะไม่มีประโยชน์อะไร แต่ก็อีกนั่นแหละการให้โอกาสฆาตกรได้กระชุ่มกระชวยนั้นก็ทำให้คนเป็นจำนวนมากรำคาญเช่นกัน
ทนายหลายคนพยายามเรียกร้อง สิทธิ์-ของ-ชีวิต อย่างสิ้นหวังที่จะหาแผ่นดินให้กิลมอร์อยู่แทนที่จะสังหารเขา ถึงแม้กิลมอร์จะบอกว่าเขาอยากตายก็ตาม มีหลายกลุ่มที่ต่อต้านการลงโทษด้วยการประหารชีวิต มีการประท้วงอย่างรุนแรง และเรียกสิ่งนี้ว่าการไม่มีมนุษยธรรม เป็นพวก “พิธีกรรมศาสนานอกรีต” ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งยังคงยืนกรานที่จะเห็นมาตรการการลงโทษที่รุนแรงถึงตาย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นข้อสะกิดใจไม่ให้ฆาตกรฆ่าคนอย่างเลือดเย็นอีก จริงๆแล้วมีสองสามคนที่โทรศัพท์ไปที่คุกยูทาห์และพูดอย่างไร้สติว่า เขาจะขอเข้าร่วมยิงเป้ากิลมอร์ด้วยซ้ำ
และแล้วการโต้เถียงกันก็เป็นไปด้วยความเดือดดาล รัฐทำถูกหรือไม่ที่จะฆ่าแกรี่ กิลมอร์? เขาจะได้รับการช่วยให้รอดจากบาปไหม? อะไรแสดงถึงการมีมนุษยธรรมมากที่สุด ในการจัดการกับอาชญกรที่เหลือขอเหล่านี้? บางคนอาจเสนอว่าการประหารโดยการจับฉีดยาจะทำให้เจ็บปวดน้อยที่สุด แต่สำหรับคนอื่นๆยังคงคิดว่า ประหารชีวิตโดยการแขวนคอจะทำให้ชีวิตจบลงได้เร็วกว่า
การสนทนาทั้งหมดนี้เป็นการอภิปรายเรื่องบทลงโทษถึงตายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมีอยู่ทางเลือกหนึ่งที่ไม่มีใครพิจารณาถึง นั่นคือไม่มีใครแนะนำให้ทรมานกิลมอร์จนตาย กิลมอร์มีประวัติอาชญกรรมที่ยาว เขาควรต้องเจอจุดจบของชีวิตที่เลวร้ายสักสองหนในชีวิต แต่ดูเหมือนเขาจะไม่มีหวังได้ตายเพราะป่วยไข้เสียแล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละไม่มีใครเลย ถึงแม้จะเป็นพวกที่เสียงดังที่สุดที่เห็นด้วยกับบทลงโทษถึงตายก็ตาม เขาเหล่านั้นก็ยังคัดค้านที่จะลงโทษกิลมอร์ให้ตายอย่างทรมานเช่นกัน ตัวอย่างเช่นไม่มีใครเสนอให้กิลมอร์ถูกเผาไหม้ไปอย่างช้าๆจนถึงแก่ความตาย
แต่คริสตชนที่จริงใจหลายคนยอมรับว่า พระบิดาบนสรวงสวรรค์ของเราทำได้แย่กว่านั้นอีก คนอธรรม (ที่เขาพูดกัน) จะต้องถูกทรมานเพื่อจ่ายค่าความบาปของเขาทั้งหลาย และที่มากไปกว่านั้น เขาทั้งหลายวาดภาพการประหารพระเจ้าว่าเป็นที่แห่งการทรมานอย่างไม่สิ้นสุด เป็นที่ที่ซึ่งความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากการสาปแช่งจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดไป
แล้วความชั่วร้ายอะไรที่เกิดขึ้นในนรก? ความรักและความยุติธรรมของพระเจ้าจะทำให้เกิดผลลัพธ์สุดท้ายของความชั่วร้ายเหล่านี้อย่างไร? ขอให้เราหาคำตอบจากพระคัมภีร์ในบทเรียน ค้นพบ นี้
หัวใจที่แตกสลายครั้งสุดท้ายของพระเยซู
เป็นเวลา 6,000 ปีที่พระเจ้าวิงวอนขอให้ชายหญิงทั้งหลายหันเข้าหาพระองค์เพื่อได้รับการช่วยให้รอดพ้นจากบาป ผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลถ่ายทอดไว้อย่างน่าสนใจเป็นแบบอย่างดังนี้
“พระเจ้าตรัสว่า เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด เราไม่พอใจในความตายของคนอธรรม แต่พอใจในการที่คนอธรรมหันจากทางของเขาและมีชีวิตอยู่”
— เอเสเคียล 33:11 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดๆไว้ บทความทั้งหมดภาคภาษาอังกฤษในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี] แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
พระเยซูทรงแสดงความน่าสนใจแบบเดียวกันนี้อย่างต่อเนื่องระหว่างการปฏิบัติภารกิจรับใช้ของพระองค์บนโลก
“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก [โดยบาป] จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก”
— มัทธิว 11:28
เมื่อพระเยซูทรงร้องออกมาบนกางเขน “พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงยกโทษพวกเขาเพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” พระองค์ทรงเปิดเผยความรู้สึกอันแสนเจ็บปวดรวดร้าวในจิตใจพระองค์ (ลูกา 23:34) แล้วพระองค์ทรงเสริมว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46) หลังจากนั้นพระเยซูทรงสละพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนนั้น แพทย์บางคนเชื่อว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพราะหัวใจที่แตกสลาย (ยอห์น 19:30 และ 34) กางเขนเปิดเผยให้เห็นถึงความปรารถนาของพระเจ้า ที่ประสงค์ช่วยมนุษย์โลกที่ตกในบาป
แต่ถึงแม้จะแสดงให้เห็นถึงความรักของพระเจ้าอันทรงฤทธานุภาพแล้ว เราแต่ละคนก็ยังไม่เข้าหาพระเยซู และในที่สุดเขาเหล่านั้นที่ยังยืนกรานในบาปก็ถูกทำลายด้วยไฟ นั่นจะเป็นเวลาที่พระเยซูทรงมีหัวใจที่แตกสลายจริงๆ เพราะพระองค์ทรงเห็นไฟที่กำลังเผาไหม้ประชาชนซึ่งพระองค์ทรงยอมสิ้นพระชนม์แทน พระองค์พยายามช่วยประชาชนเหล่านั้นแต่เขากลับเมินเฉยเสีย
“องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยชาในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น แต่ทรงอดทนกับพวกท่าน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครพินาศเลย แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่”
— เปโตร ฉบับที่สอง 3:9
พระเยซูทรงปรารถนาให้ทุกคนได้รับการช่วยให้รอดจากบาป และหนีการทำลายล้างที่คอยทำให้โลกเปื้อนไปด้วยบาป
“แต่วันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมย และในวันนั้น ฟ้าจะหายลับไปด้วยเสียงดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินกับสิ่งสารพัดที่อยู่บนนั้น จะถูกเผาจนหมดสิ้น ....... แต่ว่าตามพระสัญญาของพระองค์นั้น เราจึงคอยท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ที่ความชอบธรรมจะดำรงอยู่”
— เปโตร ฉบับที่สอง 3:10, 13
ตราบเท่าที่ความบาปยังครองโลกนี้ ความบาปจะทำให้มนุษย์เกิดความทุกข์ทรมานทวีคูณอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นความบาปจะต้องถูกทำลายให้หมดสิ้นไป หากคนยังไม่ปฏิเสธการกระทำบาปของพวกเขา เขาทั้งหลายจะต้องถูกโยนเข้าไปใน “บึงไฟ” (วิวรณ์ 20:14-15) ในที่สุดหัวใจที่แตกสลายเป็นครั้งสุดท้ายของพระคริสต์ก็มาถึงเมื่อพระองค์ชำระล้างเอกภพแห่งความชั่วร้ายได้ ทำให้บาปถึงจุดจบพร้อมทั้งทำลายล้างคนที่ยังคงทำบาป ผู้ซึ่งพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์แทนและทรงปรารถนาที่จะช่วยพวกเขาให้รอดจากบาป
นรกจะถูกเผาไหม้เมื่อใดและที่ไหน?
ตรงข้ามกับความคิดที่นิยมกัน ตอนนี้พระเจ้าไม่มีไฟจะเผาในแห่งที่เรียกว่า “นรก” ที่ซึ่งคนบาปเข้าไปพบกับความตาย นรกเกิดขึ้นเมื่อโลกนี้ได้เข้าไปในบึงไฟ (เปโตร ฉบับที่สอง 3:9-13) อย่างไรก็ตามคนอธรรมยังไม่ตกนรกทันทีที่เขาตาย พระเจ้าทรงรอคอยการพิพากษาของพระองค์ ซึ่งจะสำเร็จในวันพิพากษาสุดท้ายเมื่อครบ 1000 ปี (วิวรณ์ 20:9-15)
“ดังนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงทราบว่า จะช่วยคนที่ยำเกรงพระเจ้าพ้นจากการทดลองได้อย่างไร และทรงทราบวิธีกักขังคนชั่วไว้ให้รับโทษเมื่อวันพิพากษา”
— เปโตร ฉบับที่สอง 2:9
พระองค์ทรงพิพากษาดาวเคราะห์ของเราด้วยไฟบริสุทธิ์
“ฟ้าและแผ่นดินในปัจจุบัน ก็เก็บรักษาไว้สำหรับไฟ ถูกเก็บไว้จนกว่าจะถึงวันพิพากษาและวันหายนะของบรรดาอธรรม”
— เปโตร ฉบับที่สอง 3:7
พระเจ้าทรงไม่เคยวางแผนให้มนุษย์คนใดต้องจบชีวิตในไฟนรก แต่เมื่อคนเราปฏิเสธที่จะหยุดซาตานและยังคงติดอยู่ในบาป ในที่สุดเขาเหล่านั้นก็ต้องรับผลของทางเลือกที่เขาเลือกนั้นเอง
“แล้วพระองค์จะตรัสกับพวกที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ‘พวกท่านผู้ถูกแช่งสาบจงถอยไปจากเราและเข้าไปอยู่ในไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารร้ายและบริวารของมัน’”
— มัทธิว 25:41
ตามที่พระเยซูทรงกล่าว นรกจะเผาไหม้เมื่อใด?
“ฤดูเกี่ยวได้แก่เวลาสิ้นยุค และผู้เกี่ยวทั้งหลายนั้นได้แก่ฑูตสวรรค์ ฉะนั้นเขาเก็บข้าวละมานเผาไฟเสียอย่างไร เมื่อเวลาสิ้นยุค [โลก,ฉบับคิงส์เจมส์]ก็จะเป็นอย่างนั้น บุตรมนุษย์จะใช้บรรดาฑูตสวรรค์ของท่าน ออกไปเก็บกวาดทุกสิ่งที่ทำให้หลงผิด และพวกผู้ที่ทำชั่วไปจากแผ่นดินของท่าน และจะทิ้งลงในเตาไฟที่ลุกโพลง ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เวลานั้นบรรดาคนชอบธรรมจะส่องแสง อยู่ในแผ่นดินพระบิดาของพวกเขาดุจดวงอาทิตย์ ใครมีหูจงฟังเถิด”
— มัทธิว 13:39-43
ข้าวละมาน (หมายถึงผู้ที่ทำชั่ว) ไม่ไหม้จนกระทั่งถึงจุดอวสานของโลก ก่อนที่การตัดสินนี้จะดำเนินต่อไป เอกภพทั้งหมดจะต้องแน่ใจว่าพระเจ้าทรงยุติธรรมในการจัดการกับมนุษย์ทุกๆคน ในการโต้แย้งที่ยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์กับซาตาน ซาตานพยายามพิสูจน์ให้เอกภพรู้ว่าวิถีทางแห่งความบาปนั้นเป็นทางที่ดีกว่า พระเยซูทรงแสดงว่าวิธีการเชื่อฟังเป็นกุญแจนำไปสู่ชีวิตที่น่าพอใจมากกว่า การแสดงนี้จะเป็นการพิพากษาซาตาน ฑูตสวรรค์และคนอธรรมอย่างถึงที่สุด “เมื่อกาลอวสานของโลกมาถึง”
เมื่อครบ 1,000 ปี หลังจากฑูตสวรรค์เปิดบันทึกเพื่อดูการกระทำของแต่ละคนเมื่อครั้งอยู่ในโลกมายาที่ยิ่งใหญ่นี้ พระเจ้าจะโยนซาตาน ความตายและนรกเช่นเดียวกับใครก็ตามที่ “ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต . . .ลงไปในบึงไฟ” (วิวรณ์ 20:15)
ตามปรากฏในพระวจนะต่อไป วิวรณ์ 21:1 หลังจากที่พระเจ้าทรงชำระล้างโลกจากบาปด้วยไฟแล้ว พระองค์ทรงสร้าง “แผ่นดินสวรรค์และโลกแห่งใหม่”
นรกจะถูกเผาไหม้นานเท่าใด?
ผู้มีความเชื่อทั้งหลายทึกทักว่า ไฟแห่งนรกจะมีอยู่ตลอดไป เป็นผลให้เกิดการทรมานอย่างเนืองนิตย์ ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งโจนาธาน เอ็ดเวิร์ด วาดรูปนรกไว้ว่า
“เดี๋ยวนี้นรกเป็นสถานที่แห่งการทรมาน ซึ่งพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงเป่าเปลวไฟผ่านท่านไปตลอด ท่านทูลร้องขอความเมตตา และเส้นสายความทุกขเวทนาของท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พระเจ้าทรงนั่งเป็นปฏิปักษ์ต่อต้าน เคร่งขรึม โกรธแค้นอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์ พระองค์ทรงยินดีกับการทรมานของการสาปแช่ง”
ทุกวันนี้มีผู้เชื่อเพียงสองสามคนที่ไม่รู้สึกอะไรมากกับการพรรณนาที่หดหู่ของพระเจ้าที่ทรงพิโรธ แต่มีอีกหลายคนที่ยอมรับความคิดในเรื่องนรกนิรันดร์ เพราะเขาเหล่านั้นรับรู้ถึงสิ่งที่พระคัมภีร์สอน ขอให้เราดูอย่างระมัดระวังถึงเนื้อความที่อธิบายถึงการรักษาบาปและคนบาปของพระเจ้า
“พระองค์จะลงโทษสนองคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า และคนที่ไม่ดำเนินชีวิตตามข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา คนเหล่านั้นจะได้รับโทษ อันเป็นความพินาศนิรันดร์และพรากจากพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และจากพระสิริแห่งพระกำลังของพระองค์”
— เธสะโลนิกา ฉบับที่สอง 1:8, 9
โปรดสังเกตว่า “ความพินาศนิรันดร์” ไม่เหมือนกับ “การทรมานอย่างเนืองนิตย์” หากแปลง่ายๆก็คือ ความพินาศนั้นจะเกิดขึ้นตลอดไปจนเป็นความตายนิรันดร์ ผลกระทบของความพินาศนิรันดร์คือการตายนิรันดร์นั่นเอง ขอให้ดูในสิ่งที่พระเยซูตรัสด้วยพระองค์เองเกี่ยวกับนรกว่า
“อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้”
— มัทธิว 10:28
ตามที่พระเยซูทรงกล่าวทั้งร่างกายและวิญญาณจะถูกทำลายในนรก ในคำเทศนาของพระองค์บนเนินเขาเมื่อพระเยซูทรงตรัสเกี่ยวกับโชคชะตาของมนุษย์ที่ปลายยุค พระองค์ทรงพูดถึงประตูที่แคบ “นำไปสู่ชีวิต” และถนนที่กว้าง “นำไปถึงความพินาศ” (มัทธิว 7:13,14)
บทความในพระคัมภีร์ที่รู้จักกันมากที่สุด ยอห์น 3:16 พระเยซูทรงอธิบายว่าพระเจ้า “ทรงให้พระองค์และพระบุตรองค์เดียวของพระองค์” สำหรับคนเหล่านั้นที่เชื่อซึ่งอาจจะไม่ “พินาศแต่จะมีชีวิตนิรันดร์” โชคชะตาสองสิ่งนี้ตรงข้ามกันคือการมีชีวิตนิรันดร์กับความพินาศ
จากย่อหน้าเหล่านี้ในพระคัมภีร์ เราสรุปได้ว่านรกคือผลแห่งความตายของคนอธรรม นั่นคือโดยแท้จริงแล้วสิ่งที่ชัดเจนในพระคัมภีร์บอกเราว่า “ลูกหลานคนอธรรมจะถูกตัดออกเสีย” (เพลงสดุดี37:28) พวกเขา “จะถูกทำลาย” (เปโตร ฉบับที่สอง 2:12) “พวกเขาจะอันตรธานไป อันตรธานไปเหมือนควัน” (เพลงสดุดี 37:20) พวกเขา “จะต้องถูกตัดขาดให้พินาศไปจากชนชาติของพระเจ้า” (กิจการของอัครฑูต 3:23)
อัครสาวกเปโตรพูดถึงวันพิพากษาและ “ความพินาศของคนที่ไม่ชอบธรรมอย่างพระเจ้า” (เปโตร ฉบับที่สอง 3:7) อัครสาวกเปาโลพูดถึงคนเหล่านั้น ที่กลายมาเป็นศัตรูของพระคริสต์ว่า “ปลายทางของพวกเขาคือความพินาศ” (ฟีลิปปี 3:19) นักปราชญ์บอกเราว่าคำกรีกที่แปลว่า “ความพินาศ” คือคำที่แรงที่สุดที่หมายถึงความเสียหายอย่างที่สุด
วัตถุประสงค์ของการลงโทษครั้งสุดท้าย บึงไฟคือการขจัดบาปออกไปจากเอกภพ ไม่ใช่การสงวนบาปไว้ตลอดกาล มันยากมากที่สุดที่จะเชื่อว่าพระคริสต์ผู้ทรงกวาดล้างความหายนะของคนเยรูซาเล็มที่ดื้อรั้น และผู้ทรงให้อภัยคนเหล่านั้นที่ทำให้พระองค์สิ้นพระชนม์ จะสามารถทนดูได้ตลอดถึงความทุกข์ทรมานของการถูกสาปแช่ง พระคัมภีร์ทำให้เรามั่นใจว่านรกจะพบจุดจบโดยสิ้นเชิง
“ดูเถิด วันนั้นจะมาถึง คือวันที่จะเผาไหม้เหมือนเตาอบ เมื่อคนที่อวดดีทั้งสิ้น และคนที่ประกอบการอธรรมทั้งหมดจะเป็นเหมือนตอข้าว วันที่จะมานั้นจะไหม้เขาหมด..... จนไม่มีรากหรือกิ่งเหลืออยู่ และเจ้าจะเหยียบย่ำคนอธรรม เพราะว่าเขาจะเป็นเหมือนขี้เถ้าที่ใต้ฝ่าเท้าของเจ้า”
— มาลาคี 4:1, 3
คนอธรรมจะไม่ถูกเผาไหม้ไปตลอดกาล ไฟจะทำให้เขากลายเป็นขี้เถ้า เป็นผลทำให้เกิดการแยกจากพระเจ้าอย่างนิรันดร์ “ค่าจ้างของบาปคือความตาย” (โรม 6:23) ไม่ใช่ชีวิตนิรันดร์ในเปลวเพลิงนรก
เมื่อครบ 1,000 ปี คนบาปทุกๆคนจะถูกล่อลวงด้วยมาร ซึ่งเป็นความพยายามที่จะชนะพระเจ้า และครอบครองกรุงเยรูซาเล็ม (วิวรณ์ 20:7-10) แล้วพระเจ้าทรงปล่อยเปลวไฟลงมาจากท้องฟ้า และกำจัดซาตาน ความบาปและคนเหล่านั้นที่ยังยืนกรานติดอยู่ในบาปของพวกเขา
“แต่ไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญคนเหล่านั้น”
— วิวรณ์ 20:9
ประเด็นก็คือความพินาศอย่างสมบูรณ์ที่สุดตามที่พระเยซูกล่าว ไฟนี้คือ “ไฟที่ไม่มีวันดับ” (มัทธิว 3:12) เปลวเพลิงจะไม่มอดจนกว่าจะทำลายล้างให้หมดสิ้น
พระเจ้าทรงสัญญาว่าเมื่อเสร็จจากการชำระล้างด้วยไฟแล้ว โลกใหม่ที่บริสุทธิ์จะโผล่ออกมาเหมือนบ้านที่ถูกช่วยให้รอด
“เพราะความลำบากเก่าแก่นั้นก็ลืมเสียแล้ว และซ่อนเสียจากตาของเรา ‘เพราะดูเถิด เราจะสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะสิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกันหรือนึกได้อีก...... แต่จงชื่นบานและเปรมปรีดิ์เป็นนิตย์ ในสิ่งซึ่งเราสร้างขึ้น เราจะเปรมปรีดิ์ด้วยเยรูซาเล็มและชื่นบาน ด้วยชนชาติของเราจะไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ในเมืองนั้นอีกและเสียงครวญคราง’”
— อิสยาห์ 65:16-19
มันจะเป็นวันที่วิเศษอะไรอย่างนี้หนอ! ทุกอย่างที่ทำให้หัวใจสลายจะอันตรธานหายไป พระเจ้าจะทรงลบบาดแผลของบาปจากจิตใจทุกๆดวงและ “สิ่งเก่าๆก็จะไม่เป็นที่จดจำหรือนึกขึ้นมาได้อีก” ความสุขของเราจะสมบูรณ์และจิตใจของพระเยซูจะทรงยินดีมากขึ้นกับชนชาติของพระองค์
“ชั่วนิรันดร์” ในพระคัมภีร์
คราวนี้เราลองมาดูวลีต่างๆ ซึ่งบางคนดูเหมือนจะแนะนำวลีที่ว่า นรกที่เผาไหม้นิรันดร์ (eternally-burning hell) คนที่มีความเชื่อหลายคน รู้สึกเกลียดชังความทรมานแบบไม่มีที่สิ้นสุดนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมีการแปลตามวลีเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว
เราจะเห็นว่า “รับโทษอยู่เป็นนิตย์” ที่พระเยซูตรัสใน มัทธิว 25:46 ไม่ได้มีการเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา แต่เป็น “ความพินาศนิรันดร์” (เธสะโลนิกา ฉบับที่สอง 1:9) จะเห็นว่าการรับโทษและผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่าง “นิรันดร์” จริงๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นผลทำให้เกิดความตายนิรันดร์นั่นเอง
อีกพระวจนะหนึ่งในพระคัมภีร์ที่ทำให้คนสับสนคือ มัทธิว 25:41 ที่พระเยซูตรัสถึง “ไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารร้ายและบริวารของมัน” คำว่า “เป็นนิตย์” ในที่นี้ให้ความหมายนรกว่าเป็นนิตย์มิใช่หรือ? เอาล่ะ เราลองตรวจสอบคำพูดที่เหมือนกันนี้ในย่อหน้าอื่นดู
ยูดาห์บทที่ 7 พูดถึงเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ “เป็นตัวอย่างของคนเหล่านั้นซึ่งทรมานจากการรับโทษในไฟนิรันดร์” เป็นที่ชัดเจนว่าเมืองเหล่านั้นไม่ได้กำลังเผาไหม้อยู่ แต่ไฟ เป็น นิรันดร์ในความรู้สึกที่ว่าทำให้พินาศเป็นเถ้าถ่าน เปโตร ฉบับที่สอง 2:6 ชี้ชัดว่าพระเจ้าผู้ทรงเป็นนิรันดร์ “ทรงพิพากษาเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์โดยการเผาให้กลายเป็นขี้เถ้า และเป็นตัวอย่างที่จะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ศรัทธาในพระเจ้า” คนที่ไม่ศรัทธาในพระเจ้าของเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ยังคงไม่อยู่ในความทุกข์ทรมานในดินแดนบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เมืองต่างๆและผู้ที่อาศัยในเมืองเหล่านั้นได้กลายเป็นขี้เถ้าไปนานแล้ว ถึงกระนั้นก็ตามไฟที่เผาสิ่งเหล่านั้นก็เป็น “นิรันดร์” ตามผลที่เกิดขึ้นนั่นคือพินาศเป็นเถ้าถ่าน ขอให้จำข้อแตกต่างที่ว่า ชั่วนิรันดร์หมายถึง การ รับโทษอยู่เป็นนิตย์ ไม่ใช่ กำลัง รับโทษ
เพราะหนังสือวิวรณ์ใช้ภาษาที่เป็นสัญญลักษณ์และมีชีวิตชีวาเหลือเกิน ทำให้บางย่อหน้าเกิดการเข้าใจผิด ตัวอย่างเช่น วิวรณ์ 14:11 พูดถึงการพังทลาย “และควันแห่งการทรมานของเขาจะพุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์” สิ่งนี้ฟังดูเหมือนการทรมานที่ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ แต่ก็อีกนั่นแหละขอให้พระคัมภีร์แปลด้วยพระคัมภีร์เองจะดีกว่า
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ใช้ภาษาเดียวกัน ในการพูดถึงการพิพากษาคนอธรรมของพระเจ้า พระองค์ตรัสว่า “แผ่นดินนี้จะกลายเป็นยางมะตอยที่ลุกขึ้น! ทั้งกลางวันกลางคืนจะไม่ดับ ควันของมันจะขึ้นอยู่เสมอเป็นนิตย์” (อิสยาห์ 34:9,10) ดินแดนอีโดมไม่ใช่กำลังไหม้อยู่ในวันนี้ ไฟดับมานานแล้ว พระเจ้าทรงใช้บทกวีที่เน้นถึงความละเอียดถี่ถ้วนอย่างเต็มที่ ความพินาศอย่างสมบูรณ์ และรวมถึงการพิพากษานี้ด้วย
อพยพ 21:6 ในฉบับคิงส์เจมส์พูดถึงการเจาะหูของทาส เป็นเครื่องหมายการรับใช้เจ้านายของเขา “ตลอดไป” ในกรณีนี้ “ตลอดไป” ก็คือนานเท่าที่ทาสจะมีชีวิตอยู่ ดังนั้นพระคัมภีร์ฉบับสากลใหม่ได้แปลคำ “ตลอดไป” เป็น “สำหรับชั่วชีวิตหนึ่ง” โยนาห์ผู้อยู่ในท้องปลายักษ์สามวันสามคืน (มัทธิว 12:40) มีการรายงานว่าเขาอยู่ที่นั่น “ตลอดไป” (โยนาห์ 2:6) ไม่ต้องสงสัยว่าสามวันในความมืดที่แคบๆยิ่งดูเหมือนการอยู่ตลอดไปนั่นเอง
ดังนั้นเราต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าพระคัมภีร์ใช้ภาษาสัญญลักษณ์และบทโคลงกลอนเมื่อไรและอย่างไร ควันลอยขึ้นไปตลอดเวลาจากบึงไฟ ก็คือวิธีการอธิบายให้เห็นความพินาศนิรันดร์อย่างชัดแจ้ง วิวรณ์ 21:8 บอกเราอย่างเรียบง่ายว่าบึงไฟซึ่งเผาด้วยไฟและกำมะถัน “คือการสิ้นพระชนม์ครั้งที่สอง” นรกมีจุดจบ คนอธรรมถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ตาย พังย่อยยับและถูกทำให้พินาศ
แล้วทำไมจึงต้องมีนรกด้วย?
ในปฐมกาลพระเจ้าทรงสร้างโลกที่สมบูรณ์ แต่ความบาปได้เข้ามาและนำมาซึ่งความหายนะ ความเสื่อมสลายและความตาย หากบางวันท่านกลับบ้านในตอนเย็น และพบว่าบ้านถูกทำให้เสียหายและโดนปล้น ท่านจะปล่อยให้อยู่ในสภาพอย่างนั้นตลอดไปหรือ? ไม่อย่างแน่นอน ท่านจะต้องกวาดชำระล้างความสกปรกและสิ่งที่ไร้สาระออกไป ทำความสะอาดตั้งแต่บนจนถึงล่าง และขว้างเฟอร์นิเจอร์ที่เสียหายทิ้งไปมากกว่าจะเอามาซ่อมแซม พระเจ้าจะทรงทำเช่นเดียวกัน พระองค์จะทรงดูแลซากปรักหักพังและมลพิษของบาปเพียงครั้งเดียวและเพื่อตลอดไป โดยการสร้างโลกใหม่เข้ามาแทนที่
แต่พระเจ้าทรงพบปัญหาหนักเพราะความบาปไม่เพียงทำให้โลกภายนอกเสียหายเท่านั้น แต่ยังทำให้ชนชาติติดเชื้อความบาปไปด้วย ความบาปทำลายความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างเรากับพระองค์ ความเป็นมนุษย์ยังได้รับโรคระบาดอย่างต่อเนื่องคือการประทุษร้ายเด็ก ขบวนการก่อการร้าย หนังสือลามกและจิตวิญญาณที่ติดโรคมะเร็งชนิดต่างๆนับพัน สักวันหนึ่งพระเจ้าทรงต้องทำลายความบาปให้สิ้น เพราะความบาปกำลังทำให้ชนชาติพินาศ ภาวะวิกฤตของพระเจ้าคือวิธีที่จะกำจัดไวรัสแห่งบาปที่อันตรายถึงตาย ให้ออกไปจากโลกก่อนที่เชื้อไวรัสแห่งบาปนี้จะแพร่กระจายไปทำลายชนชาติเหล่านั้นทั้งหมด? คำตอบของพระองค์คือการนำเอาเชื้อไวรัสแห่งบาปเข้ามาในพระวรกายของพระองค์เอง พระองค์ทรงยอมให้มะเร็งแห่งบาปทำลายพระองค์ที่ไม้กางเขน ดังผลที่ว่า
“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรมก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”
— ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 1:9
พระเจ้าทรงเสนอคำตอบเพื่อแก้ปัญหาบาปให้กับทุกคนอย่างอิสระ แต่ความจริงที่น่าเศร้าก็คือบางคนไม่ยอมรักษา บางคนต่อต้านโดยการยึดติดกับเชื้อโรคของบาปและยังคงทำให้เป็นปริศนา และพระเจ้าจะทรงไม่บังคับชนชาติให้เลือกทางแห่งชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ ในที่สุดเขาเหล่านั้นที่ปฏิเสธคำตอบของพระองค์จะถูกเชื้อโรคกัดกินไป เหตุผลที่แท้จริงของนรกคือสิ่งนี้
“เพราะเมื่อเราเรียก เจ้าไม่ตอบ เมื่อเราพูด เจ้าไม่ฟัง แต่เจ้าได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของเรา และเลือกสิ่งที่เราไม่ปีติยินดีด้วย”
— อิสยาห์ 65:12
เขาถูกตัดขาดจากพระเยซู (ต้นกำเนิดแห่งชีวิต) โดยทางเลือกของเขาเหล่านั้นเอง ทางเลือกทางเดียวเท่านั้นของคนอธรรมคือความตายนิรันดร์
การหลงทางจากพระเจ้าทำให้สูญเสียอะไร?
ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่าไฟแห่งนรกจะทำให้เกิดความทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่พระคัมภีร์ทำให้เราเหลือบเห็นจริงๆถึงประสบการณ์ที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้ หากเราหลงทางจากพระเจ้า
“พระเจ้าทรงยุติธรรม คือพระองค์จะทรงเอาความยากลำบากไปสนองคนเหล่านั้น ที่ก่อความยากลำบากให้กับท่าน และจะทรงให้ท่านที่รับความยากลำบากนั้นได้รับความบรรเทาด้วยกันกับเรา...... เมื่อพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปรากฏจากสวรรค์ พร้อมกับหมู่ฑูตสวรรค์ผู้มีฤทธิ์ของพระองค์ ด้วยเปลวเพลิง พระองค์จะลงโทษสนองคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า และคนที่ไม่ดำเนินชีวิตตามข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา คนเหล่านั้นจะได้รับโทษ อันเป็นความพินาศนิรันดร์และพรากจากพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และจากพระสิริแห่งพระกำลังของพระองค์”
— เธสะโลนิกา ฉบับที่สอง 1:6-9
คนอธรรมกำลังจะพลาดโอกาส เขาทั้งหลายกำลังจะพลาดโอกาสที่จะมีชีวิตนิรันดร์ “พลาดจากพระพักตร์ของพระเจ้า” นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงมี “การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน” อย่างนั้น (มัทธิว 22:13) ช่างเป็นความน่ากลัวอะไรเช่นนี้ที่ความยินดีของการมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าได้หลุดออกจากมือท่าน ซึ่งท่านยังไม่เคยรับรู้ถึงความสุขสำราญอันสุดยอดของความสมบูรณ์ ความสัมพันธ์ของความรักตลอดกาลนี้
เมื่อพระคริสต์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนด้วยบาปของโลกที่แยกพระองค์ออกจากพระบิดา พระองค์ทรงรู้สึกถึงการทรมานของการสูญเสียอย่างนิรันดร์ ขณะที่คนอธรรมมองเข้าไปในความว่างเปล่าสีดำในอนาคตของเขา เขามองเห็นแต่ความพินาศนิรันดร์เท่านั้น พวกเขาต้องตายและไม่มีความหวังแห่งการฟื้นคืนชีพครั้งที่สอง ในเวลาเดียวกันเขาได้เห็นวิธีที่เขาผลักไสพระคริสต์ออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อพระองค์จะเข้ามาใกล้ด้วยการเกริ่นนำถึงความรัก ในตอนสุดท้ายเขาทั้งหลายคุกเข่าลงและรู้ถึงความยุติธรรมของพระเจ้าและความรักของพระองค์ (วิวรณ์ 15:4; ฟีลิปปี 2:10, 11)
ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าคนเขียนพระคัมภีร์รบเร้าเรารีบให้น้ำหนักกับทางเลือกของเรา และเรียกร้องเรื่องพระเจ้าอย่างเร่งด่วน
“อย่ารับพระคุณของพระเจ้าโดยไม่เกิดประโยชน์ เพราะว่าพระองค์ตรัสว่า ‘ในเวลาโปรดปรานเราได้ฟังเจ้า ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า’ นี่แน่ะ บัดนี้ เป็นเวลาแห่งความโปรดปราน นี่แน่ะ บัดนี้ เป็นวันแห่งความรอด”
— โครินธ์ ฉบับที่สอง 6:1-2
“เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น”
— ยอห์น 3:17
ฉันคิดว่าไม่มีความเศร้าอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่บางคนยอมทิ้ง การเสียสละอย่างหาค่ามิได้ของพระเยซู โดยการเลือกที่จะอยู่อย่างหลงทางจากพระเจ้า ไม่น่าแปลกใจเลยที่พระเยซูตรัสว่า
“เราบอกท่านทั้งหลายว่า..... จะมีความชื่นชมยินดีในสวรรค์ เรื่องคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่ มากกว่าเรื่องคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ยอมกลับใจ”
— ลูกา 15:7
ทางเลือกต่างๆที่เราเจอนั้นชัดเจนอย่างสิ้นเชิง คือความพินาศอย่างนิรันดร์ซึ่งความนิรันดร์นั้นได้แยกออกจากพระพักตร์ของพระเจ้า หรือการมีความสัมพันธ์นิรันดร์กับพระคริสต์ที่เติมเต็มความปรารถนาที่ลึกที่สุดของเรา ท่านเลือกสิ่งใดเพื่อตัวของท่านเอง? ทำไมไม่ค้นพบชะตากรรมของท่านในพระคริสต์ในวันนี้เล่า?
ข้าแต่พระบิดาที่รักผู้ทรงพระเมตตา ทรงรัก และทรงยุติธรรม ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณพระเยซูคริสต์เป็นอย่างมากที่พระเยซูทรงรักข้าพระองค์ และประทานชีวิตของพระองค์ให้กับข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ในตอนนี้ให้รอดจากบาป และมีชีวิตนิรันดร์และไม่ตกอยู่ในความตายนิรันดร์ โปรดเตรียมข้าพระองค์ให้เป็นหนึ่งในเขาเหล่านั้นที่คุกเข่าชื่นชมแทบพระบาทของพระเยซู เมื่อพระองค์ถูกสวมมงกุฎให้เป็นกษัตริย์ของกษัตริย์ทั้งปวงและพระเจ้าของพระเจ้าทั้งปวง โปรดยกโทษบาปของข้าพระองค์และทำให้ข้าพระองค์เป็นจริงสำหรับพระองค์ และเชื่อฟังในพระวจนะและพระบัญญัติสิบประการของพระองค์ ข้าพระองค์อธิษฐานในนามพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน
____________________
ค้นพบ บทที่ 23
นรกคืออะไรและอยู่ที่ไหน (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 23)
1. เป็นเวลา 6,000 ปีที่พระเยซูทรงร้องขอให้คนบาปยอมรับพระองค์และถูกช่วยให้รอดจากบาป
โดยผ่าน นอสตราดามุส
โดยผ่านผู้เผยพระวจนะพระคัมภีร์
2. การทำลายคนบาปในนรกซึ่งพระองค์ทรงปรารถนาที่จะช่วย
จะเป็นความยินดีต่อพระคริสต์และพระบิดา
จะเป็นเวลาที่หัวใจแตกสลายของพระเยซู
3. นรกจะถูกไหม้ที่ไหน?
ในที่ห้องทรมานลับของซาตาน
บนโลกนี้ในเวลาอวสานเมื่อพระเจ้าทรงทำให้บริสุทธิ์
4. ประชากรของนรกในทุกวันนี้
เป็นศูนย์โดยสิ้นเชิง
เป็นตัวเลขหลายล้าน
5. เมื่อไรที่นรกจะเผาไหม้?
เมื่อครบ 1,000 ปีหลังจากคนอธรรมถูกพิพากษา
มันกำลังไหม้อยู่ในตอนนี้
6. นรกจะเผาไหม้นานเท่าใด?
ตลอดจนนิรันดร์
จนกระทั่งมาร ทูตสวรรค์ของมันและคนอธรรมถูกเผากลายเป็นขี้เถ้า
7. อะไรคือการลงโทษคนอธรรม?
ความพินาศตลอดกาล
การลงโทษตลอดกาลในนรกที่ไม่รู้จบ
8. จุดประสงค์ของพระเจ้าที่มีนรกในแผนการของพระองค์คือ
การทำลายบาปและความชั่วร้ายให้ออกจากเอกภพอย่างสิ้นเชิง
ทำให้ชนชาติที่หวาดกลัวเป็นคนที่ดี
9. ความปรารถนาของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ทุกๆคนคืออะไร? เปโตร ฉบับที่สอง 3:9
10. สิ่งนี้ทำให้ท่านรู้สึกเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไร?
11. คำถามที่เป็นหัวใจ: ความบาปทำให้โลกที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าเสื่อมสลายลง พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อให้โลกกลับมาชนะซาตาน เพื่อชำระล้างความชั่วร้ายและความบาปทั้งหมดและทำลายบาปและความตายออกไป เรามีทางเลือกคือความพินาศนิรันดร์หรือชีวิตนิรันดร์กับพระคริสต์ พระคริสต์ทรงพระทัยแตกสลายเพียงใดหากเห็นเขาเหล่านั้นที่พระองค์ทรงปรารถนาจะช่วยเขาให้รอดจากบาป กลับไปเลือกทางความพินาศนิรันดร์ ! ท่านปรารถนาที่จะทำให้หัวใจของพระเยซูยินดีหรือไม่โดยอยู่ในท่ามกลางการได้รับการช่วยให้รอดจากพระองค์?