ค้นพบ
บทที่ 20
เคล็ดลับการสร้างคริสตจักรให้โตด้วยการสร้าง มิตรภาพ
- การสร้างมิตรภาพ
- โบสถ์ซึ่งพระคริสต์ทรงเป็นผู้ก่อตั้ง
- การจัดรูปแบบเพื่อความแข็งแกร่ง
- ความยินดีปรีดาจากการนมัสการ
- การหาโบสถ์
เคล็ดลับการสร้างคริสตจักรให้โตด้วยการสร้างมิตรภาพ
ช่วงต้นทศวรรษ 1960 แอนดรูว์จากประเทศฮอลแลนด์ ได้ลักลอบนำพระคัมภีร์จำนวนหนึ่งขึ้นรถของเขา เพื่อข้ามแดนรูเมเนียและผ่านด่าน คอมมิวนิสต์ เขาพักที่โรงแรมและเริ่มอธิษฐานขอพระเจ้า ให้พระคัมภีร์ที่ติดตัวมานั้น ได้ตกอยู่ในมือของกลุ่มคริสเตียนที่ชอบธรรม เพื่อให้ เกิดประโยชน์เต็มที่
ช่วงสุดสัปดาห์นั้น แอนดรูว์ได้พบเจ้าหน้าที่โรงแรม เพื่อถามหาโบสถ์ในละแวกนั้น
เจ้าหน้าที่คนนั้นมองเขาอย่างประหลาดใจเล็กน้อย และตอบว่า “ที่นี่มีโบสถ์เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น และคุณอาจจะไม่เข้าใจภาษาที่เขาใช้พูดกันด้วยนะครับ”
แอนดรูว์ตอบว่า “คุณอาจจะยังไม่ทราบว่า คริสตชนเราพูดภาษาที่เป็นภาษาสากลนะครับ”
เจ้าหน้าที่คนนั้นถามขึ้น “ หรือครับ ภาษาอะไรกันครับ?”
“เขาเรียกว่าภาษา อาปาเก้ ครับ” แอนดรูว์ตอบ
เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่เคยได้ยินภาษานี้มาก่อน แต่แอนดรูว์ก็ได้ให้ความมั่นใจแก่เขาว่า “มันเป็นภาษาที่ไพเราะเพราะพริ้งที่สุดในโลกเลยทีเดียวนะครับ”
แอนดรูว์ได้รู้จักกลุ่มคนจากโบสถ์หลายโบสถ์ในบริเวณนั้น เขาจึงนัดเวลาเพื่อเข้าพบประธานและเลขาธิการของคริสต์นิกายนั้นๆ โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย ถึงแม้ว่าทั้งแอนดรูว์และกลุ่มคณะโบสถ์จะรู้ภาษาแถบยุโรปหลายภาษาก็ตาม แต่เขาก็ยังพูดกันไม่รู้เรื่องอยู่ดี ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่จ้องหน้าจ้องตากัน แอนดรูว์ได้นำของมีค่าเดินทางฝ่าอันตรายมาหลายไมล์ แต่ดูเหมือนเขาก็ไม่มีทางทราบได้เลยว่า กลุ่มคณะโบสถ์เหล่านั้นเป็นพี่น้องคริสตชนที่จริงใจ หรือเป็นคน (วงในของรัฐบาล) ที่คอยส่งข่าวให้รัฐทราบถึงความเคลื่อนไหวกันแน่
ในที่สุดเขาสะดุดตาพระคัมภีร์ภาษารูเมเนีย ซี่งวางอยู่บนโต๊ะในห้องทำงาน แอนดรูว์ได้หยิบพระคัมภีร์ภาษาดัชท์ออกจากกระเป๋าของเขา แอนดรูว์เปิดพระคัมภีร์และพลิกไปที่พระวจนะ โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 16:20 เขาชี้ไปที่พระวจนะเล่มที่กลุ่มคณะโบสถ์จะสามารถจำได้ ทันใดนั้นใบหน้าของกลุ่มคณะโบสถ์เริ่มเปล่งประกาย เขาเหล่านั้นได้พลิกพระคัมภีร์ภาษารูเมเนียด้วยความรวดเร็ว ไปที่ พระวจนะเล่มเดียวกัน บทเดียวกัน ข้อเดียวกันและอ่านว่า
“พี่น้องทุกคนฝากคำทักทายมายังท่าน จงทักทายกันด้วยธรรมเนียมจูบอันบริสุทธิ์”
ด้วยพระวจนะดังกล่าว กลุ่มคณะโบสถ์ได้ส่งยิ้มให้แอนดรูว์อย่างอบอุ่น และหนึ่งในพวกเขาได้มองไปที่พระคัมภีร์ของแอนดรูว์แล้วพบพระวจนะสุภาษิต 25:25 แอนดรูว์ได้อ่านพระวจนะนั้น “ข่าวดีจากเมืองไกล ก็เหมือนน้ำเย็นที่ให้แก่คนกระหาย” เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงพวกเขาคุยกันและแบ่งปันกัน ด้วยการเปิดพระวจนะในพระคัมภีร์ภาษารูเมเนียของกลุ่มคณะ โบสถ์สลับกับพระคัมภีร์ภาษาดัชท์ของแอนดรูว์ การร่วมสามัคคีธรรมที่อุตส่าห์ผ่านด่านวัฒนธรรมต่างๆทั้งหมดมาได้นี้ทำให้พวกเขามีความสุขมากจนหัวเราะทั้งน้ำตา
คราวนี้แอนดรูว์รู้แล้วว่าเขาได้พบพี่น้องในพระคริสต์ของเขาแล้ว แอนดรูว์พากลุ่มคณะโบสถ์มาดูพระคัมภีร์ที่เขานำมา ชาวรูเมเนียรู้สึกซึ้งใจและดีใจอย่างท่วมท้นที่ได้เห็นพระ คัมภีร์เหล่านั้น พวกเขาเข้าสวมกอดแอนดรูว์กันอย่างอบอุ่น
เย็นวันนั้นที่โรงแรม เจ้าหน้าที่คนเดิมได้มาหาแอนดรูว์แล้วพูดว่า “คุณครับ ผมไปหาศัพท์คำว่า “อาปาเก้” ในพจนานุกรม ไม่เห็นมีเลยครับ มันเป็นเพียงคำในภาษากรีกที่ใช้สำหรับ “ ความรัก” ครับ”
แอนดรูว์ตอบ “นั่นแหละ ใช่เลย.... ผมใช้ภาษารักนั่นแหละพูดตลอดบ่ายนี้เลยครับ”
แล้วท่านล่ะครับ พบภาษาที่ไพเราะและสวยงามนั้นแล้วหรือยัง? ในบทนี้ท่านจะได้เรียนรู้ถึงวิธีที่พระเจ้าทรงนำเราเข้าสู่ อ้อมกอดแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
โบสถ์เป็นสถานที่สร้างมิตรภาพ
พระเยซูทรงจัดตั้งโบสถ์เพื่อสนับสนุนให้ความรู้ที่จำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เราทุกคนล้วนมีความต้องการทั้งนั้น ซึ่งโบสถ์สามารถช่วยได้ โบสถ์ไม่ใช่สถานที่ซึ่งเรามาแสดงออกถึง ความซื่อสัตย์ของเรา ที่เหมือนงานแฟนซีแสดงหมวกใบใหม่ๆ แต่โบสถ์เป็นสถานที่ซึ่งเรามาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในโบสถ์รุ่นแรกๆการมีสามัคคีธรรมของผู้มีความเชื่อทั้งหลาย จะ เป็นการให้พันธสัญญาซึ่งกันและกัน ทุกๆนาทีของโบสถ์รุ่นแรกๆจะกล่าวว่า
“เขาทั้งหลายอุทิศตัวเพื่อฟังคำสอนของบรรดาอัครฑูต และร่วมสามัคคีธรรม รวมทั้งหักขนมปังและอธิษฐาน..... องค์พระผู้เป็นเจ้าก็โปรดให้คนทั้งหลายที่กำลังจะรอด เพิ่มจำนวนเข้ามามากยิ่งขึ้นทุกๆวัน”
– กิจการของอัครฑูต 2:42,47
พระคัมภีร์เปิดเผยถึงโบสถ์รุ่นแรกๆที่มีพลังและความคิดสร้างสรร เรียกให้ชายและหญิงเข้ามามี สามัคคีธรรมที่ยินดีปรีดากับองค์พระผู้ทรงฤทธานุภาพ
“สิ่งที่เราได้เห็นและได้ยินนั้นเราก็ประกาศให้พวกท่านรู้ด้วย เพื่อท่านจะได้มีสามัคคีธรรมกับเราและเราก็มีสามัคคีธรรมกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ และเราเขียนข้อความเหล่านี้ เพื่อความชื่นชมยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม”
- ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 1:3,4
สังคมของคนที่มีจิตใจผูกติดกับพระเยซู และสื่อผ่านไปยังคนอื่นๆจนครบทุกคนในสังคมนั้น จะนำมาซึ่ง “ความสุขสำราญอย่างเต็มเปี่ยม” เขาเหล่านั้นได้พูดภาษาเดียวกัน คือภาษารัก
คริสตชนกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพระคริสต์ที่ขยายตัวกว้างขึ้น เขาทั้งหลายเป็นเสมือนพี่และน้องในพระคริสต์ เพราะว่าเขาทุกคนมีจิตวิญญาณที่มาจากเทือกเถาเหล่ากอเดียวกัน ยิ่งความเชื่ออันเป็นหนึ่งเดียวนี้ขยายตัวออกไปได้ไกลเพียงใด ความแข็งแกร่งก็จะยิ่งมีมากขึ้นเพียงนั้นในหมู่คริ สตชนของเรา เยาวชนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสได้ช่วยเหลือประเทศของเขา เหมือนพวกเขาเป็นทหารที่พบคุณค่าของการยึดติด กันแน่นจนเขาพูดว่า “ประเทศต่างๆที่ฉันไป จริงๆแล้วฉันก็มีเพื่อน ถึงแม้จะไม่รู้จักใครสักคนเลย ฉันจะมองไปที่สถานที่ที่เราได้รับมอบหมายให้ไปเหล่านั้นและพบว่า ความเชื่อและความหวังที่เราแบ่งปันกันนั่นแหละที่ได้ผูกจิตใจของเราไว้ด้วยกัน การที่เราจะเชื่อมั่นซึ่งกันและกันและมีสามัคคี ธรรมที่อบอุ่นจริงๆนั้นถือว่าไม่ธรรมดา จากการที่เราได้พูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ ฉันก็จะได้รับการเลี้ยงดูเหมือนเป็นสมาชิกครอบครัวในบ้านของพวกเขา เหล่านั้นเลยทีเดียว”
สมาชิกโบสถ์หลายๆโบสถ์ที่บรรดาอัครสาวกของพระเยซูได้จัดตั้งขึ้นนั้นได้รวมตัวกัน โดยมีความเชื่อที่เหมือนๆกัน มีความรักของพระเจ้าองค์เดียวกัน มีความปรารถนาที่จะรับใช้และประกาศพระเกียรติคุณ ของพระองค์ให้โลกได้รับรู้เหมือนๆกัน การมีสามัคคีธรรมยึดเหนี่ยวกันอย่างแน่นแฟ้นนี้เป็นเหตุผลหนึ่งในหลายๆเหตุผล ที่ทำให้ชนกลุ่มน้อยของเราซึ่งเดิมไม่มีอำนาจและถูก จองล้างจองผลาญ ได้พลิกกลับขึ้นมาเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีพลังอำนาจมหาศาล จนสามารถเปลี่ยนโลกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยที เดียว
โบสถ์ซึ่งพระคริสต์ทรงเป็นผู้ก่อตั้ง
พระคริสต์มีโบสถ์หรือไม่หรือความคิดทั้งหมดของการจัดองค์กรทางศาสนา เป็นเพียงการก่อสร้าง ของมนุษย์เท่านั้น? พระเยซูทรงตอบว่า
“บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรไม่ได้”
- มัทธิว 16:18
พระเยซูทรงเป็นศิลาหลัก ทรงเป็นเสาเอกของโบสถ์ กลุ่มใดบ้างที่ถูกก่อร่างสร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของฐานรากนี้?
“ท่านทั้งหลายถูกก่อร่างสร้างขึ้น บนรากฐานของบรรดาอัครฑูตและบรรดาผู้เผยพระวจนะ มีพระเยซูคริสต์เป็นศิลาหัวมุม”
- เอเฟซัส 2:20
พระเจ้าทรงประสบความสำเร็จอะไรเมื่อมีการประกาศพระเกียรติคุณ?
“โปรดให้คนทั้งหลายที่กำลังจะรอด เพิ่มจำนวนเข้ามาในโบสถ์มากยิ่งขึ้นทุกๆวัน”
- กิจการของอัครฑูต 2:47 (ฉบับคิงส์เจมส์)
เมื่อพระเยซูทรงสร้างโบสถ์ พระองค์ทรงสัญญาว่า “พลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรไม่ได้” (มัทธิว 16:18) และโบสถ์ของคริสเตียนจะคงอยู่ต่อไป แท้จริงแล้วคริสตจักรมีศัตรูที่มีอำนาจยิ่งใหญ่มากตั้งแต่จักรพรรดิ์โรมันไปจนถึงผู้เผด็จการคอมมิวนิสต์ แต่ด้วยการเสียสละชีวิตของผู้พลีชีพทำให้คริสตจักรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง เมื่อคริสตชนคนใดคนหนึ่งถูกรังแกจากอำนาจใดๆก็ตามโดยการถูกเผาบ้างหรือถูกให้เป็นเหยื่อสิงโตบ้าง คริสตชนคนอื่นๆก็จะยังคงยืนหยัดในความเชื่อของตนและลุกขึ้นมาต่อสู้แทนผู้พลีชีพเหล่านั้น ผู้ที่สงสัยในความเชื่อทางศาสนาของเหล่าคริสตชนได้พยายามหาเหตุผลที่ดีที่สุดที่จะขจัดโบสถ์คริสเตียนให้พ้นทาง แต่ความเชื่อที่เป็นความจริงของคริสตชนที่ปรากฏขึ้นสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน และโน้มน้าวจิตใจคนได้มากกว่าอำนาจใดๆทางโลก แม้จะเป็นยุควิทยาการสมัยใหม่ก็ตาม
หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของโบสถ์ได้มาถึงในไม่ช้า หลังจากที่คริสตจักรได้ถูกยอมรับให้เป็นศาสนาศาสนาหนึ่งอย่างเป็นทางการของจักรวรรดิ์โรมัน คริสตจักรได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับจนในที่สุดก็ต้องพบกับความเสื่อมโทรม สิ่งนี้เปรียบเสมือนการตายฝ่ายจิตวิญญาณในยุค มืด แต่พระเจ้ายังทรงปกปักษ์รักษาบรรดาผู้มีความเชื่อที่ซื่อสัตย์และกล้าหาญคนสำคัญๆไว้ ซึ่งในภาวะลำบากสิ้นหวังและเปล่าเปลี่ยว พระองค์ยังทรงทำให้เขาเหล่านั้นกลับกลายเป็นดวงดาวที่จรัสแสง โชติช่วงขึ้นมาอีกครั้งในคืนเดือนมืดนั้น โดยแท้จริงแล้วคำว่าโบสถ์แปลว่า “การเรียกคนอื่นๆเข้ามา” พระเจ้าทรงสร้างชนชาติพิเศษของพระองค์จากบรรดาคนเหล่านี้ที่พระองค์ทรงเรียกมาจากทั่วทุกมุม โลก
อาจารย์เปาโลได้เปรียบความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับโบสถ์ของพระองค์ เป็นเหมือนความสัมพันธ์ ของสามีในการดูแลปกป้องภรรยาของเขาว่า
“เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร”
- เอเฟซัส 5:23
โบสถ์ถือเสมือนเป็นครอบครัว ซึ่งสมาชิกแต่ละคนจะมีสัมพันธภาพกับสมาชิกคนอื่นๆ และคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดี
“ เพราะฉะนั้น พวกท่านจึงไม่ใช่คนนอกและคนต่างด้าวอีกต่อไป แต่เป็นพลเมืองเดียวกับบรรดาธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า”
- เอเฟซัส 2:19
อัครสาวกเปาโลยังได้เปรียบโบสถ์เป็นกายที่มีชีวิตและพระคริสต์พระองค์เองทรงเป็นศีรษะของกาย นั้น
“พระองค์ [พระคริสต์] ทรงเป็นศีรษะของกายคือคริสตจักร”
- โคโลสี 1:18
เราจะเป็นสมาชิกของกายพระคริสต์หรือโบสถ์ได้อย่างไร?
“เราทั้งหลายได้รับบัพติศมา ในพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน...”
– โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 12:13
การรับศีลบัพติศมา เป็นพิธี “ทางร่างกายมนุษย์” ที่แสดงออกถึงการเป็นสมาชิกของโบสถ์และยืนยันความศรัทธาที่ เรามีต่อพระเยซู
หนังสือวิวรณ์ได้ให้ภาพของโบสถ์เป็นคันประทีปทองคำ (วิวรณ์ 1:20) ความสัมพันธ์ของพระเยซูที่มีต่อคันประทีปเหล่านี้คืออะไร?
“ข้าพเจ้าเห็นคันประทีปทองคำเจ็ดคัน ในท่ามกลางคันประทีปเหล่านั้นมีผู้หนึ่ง ‘เหมือนพระบุตร’”
- วิวรณ์ 1:12,13
ยอห์นได้เห็นพระคริสต์ทรงฟื้นและลุกขึ้นเดินท่ามกลางโบสถ์ทั้งหลายของพระองค์ เพื่อแสดงถึงความเอาใจใส่ที่มีต่อโบสถ์เหล่านั้นของพระองค์ และอยู่ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ของพระองค์มาเป็นเวลาหลายปี พระองค์ไม่ทรงเคยทอดทิ้งประชาชนของพระองค์ และพระองค์จะไม่ทรงกระทำเช่นนั้น
จุดมุ่งหมายของโบสถ์
เมื่อเร็วๆนี้ การสำรวจกัลลับโพลล์ได้เปิดเผยว่า ถึงแม้ 94% ของคนอเมริกันพูดว่าศาสนาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา แต่มีเพียง 25% เท่านั้นที่เข้าโบสถ์เป็นประจำ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มีความคิดว่าศาสนาเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่เคร่งครัดไม่ใช่เป็นเรื่องของใครทั้งสิ้น พวกเขามักแก้ตัวการไม่มาโบสถ์ว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากพบพวกเสแสร้งที่มีมากมายในโบสถ์ แต่ความจริงคือพระคริสต์ต้องการให้โบสถ์คงอยู่ต่อไปเพื่อให้บรรลุความต้องการที่มีอยู่เป็นปกตินิสัยของพวกเรา ถ้าไม่มีใครมาโบสถ์การทำพันธสัญญาส่วนตัวก็จะค่อยๆเหี่ยวแห้งไป เราต้องการแรงสนับสนุนจากคนอื่นๆที่จะ ช่วยกันรักษาความเชื่อของเราให้คงอยู่และทำให้เกิดผล แต่ละคนต้องการโบสถ์เพราะการมีสามัคคีธรรมจะทำให้เราเจริญเติบโต นอกจากนี้โบสถ์ยังคงทำหน้าที่หลักสาม ประการคือ
1 โบสถ์มีหน้าที่ปกปักษ์รักษาความจริง
“คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เป็นหลักและเป็นรากฐานแห่งความจริง”
- ทิโมธี ฉบับที่หนึ่ง 3:15
โบสถ์จะส่งเสริมสนับสนุนและปกปักษ์ความจริงของพระเจ้าให้ประจักษ์ต่อโลก เป็นการง่ายที่แต่ละคนจะคิดไปต่างๆนานาซึ่งเบี่ยงเบนไปจากหลักการทั้งหมด หากท่านเชื่อว่าความจริงคือสิ่งที่ท่านพบในจิตใจของท่าน ขอพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าไม่จริง แท้จริงแล้วความจริงคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสว่าเป็นความจริง และเราจำเป็นต้องรวบรวมสติปัญญาของผู้ที่มีความเชื่อทุกๆคน ให้ ช่วยกันเพ่งเล็งไปที่ความจริงที่จำเป็นๆในพระคัมภีร์
2 โบสถ์เป็นตัวอย่างแสดงถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ที่ทรงมีเพื่อ คนบาป
“แต่พวกท่านเป็นพงศ์พันธุ์ที่ทรงเลือกสรร เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นประชากรอันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า เพื่อให้พวกท่านประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกพวกท่านให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์”
- เปโตร ฉบับที่หนึ่ง 2:9
การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่พระคริสต์ทรงทำในชีวิตของผู้มีความเชื่อทั้งหลาย เป็นการประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ซึ่งได้เรียกเรา “เข้าสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” พระเยซูทรงเป็นผู้สร้างโบสถ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ความลึกล้ำแห่งความเชื่อของเรา” (ทิโมธี ฉบับที่หนึ่ง 3:16) ความเชื่อที่แข็งแกร่งถึงการมีพระชนม์อยู่ ของพระคริสต์ในจิตใจของคริสตชนเรา
3 ชนชาติของพระเจ้าเป็นสักขีพยาน ให้กับพระองค์ต่อโลกที่ยากไร้ นี้
ก่อนที่พระองค์จะทรงเสด็จกลับขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ พระเยซูได้ทรงให้คำมั่นสัญญากับบรรดาสาวกของพระองค์ว่า
“แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมา เหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”
– กิจการของอัครฑูต 1:8
นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับโบสถ์ที่จะประกาศถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ให้โลกได้รับ รู้ ขณะที่เรามีชีวิตอยู่ในฐานะที่เราเป็นคริสตชน เรามีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่จะต้องเสนอเรื่องราวของพระเจ้าให้ ประชาชนได้รับรู้
การจัดรูปแบบเพื่อความแข็งแกร่ง
โบสถ์ที่พระเจ้าทรงก่อตั้งขึ้นนั้น มีการจัดระบบระเบียบขอบเขตงานที่ชัดเจน คนใดคนหนึ่งอาจจะเข้าเป็นหรือออกจากการเป็นสมาชิก (มัทธิว 18:15-18) โบสถ์ของพระเจ้า มีการแต่งตั้งผู้นำ และมีสำนักงานใหญ่ของโลกเช่นเดียวกับมีสำนักงานประจำท้องถิ่นนั้นๆ (กิจการของอัครฑูต 8:14, 14:23, 15:2, ทิโมธี ฉบับที่หนึ่ง 3:1-13) เมื่อพวกเขารับบัพติศมา หมายความว่าพวกเขาได้เข้าเป็นสมาชิกของโบสถ์ และอยู่ร่วมในครอบครัวเดียวกันกับพระองค์ (กิจการของอัครฑูต 2:41,47)
โบสถ์ยังคงดำรงอยู่ต่อไปเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
“และขอให้เราพิจารณาดูเพื่อจะปลุกใจกันและกัน ให้มีความรัก และทำความดี อย่าขาดการประชุม เหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะพวกท่านก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”
– ฮีบรู 10:24-25
สภาพภายในของโบสถ์จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มสมาชิกของโบสถ์นั้นๆ เปรียบเหมือนเนื้อในที่อยู่ในเปลือกถั่วนั่นเอง สมาชิกของโบสถ์มีส่วนช่วยสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นและคอยให้ กำลังใจซึ่งกันและกัน
พระเจ้าได้ทรงจัดโบสถ์ของพระองค์อย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อให้ประชาชนของพระองค์เข้มแข็ง และพร้อมที่จะรับใช้พระองค์บนโลกนี้ ความจริงอย่างง่ายๆก็คือถ้าคริสตชนได้ทำงานรวมกันเป็นกลุ่มเป็นคณะ งานที่ออกจะเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่า การที่คริสตชนต่างคนต่างทำ ลองดูคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสเป็นตัวอย่าง คริสตจักรได้ขยายงานด้านการแพทย์ครอบคลุมไปทั่วโลก จากรถบริการสุขภาพเคลื่อนที่ในใจกลางเมืองใหญ่ จนกระทั่งสถานพยาบาลคลีนิคบนเกาะที่อยู่ไกลออกไปในเขตแปซิฟิคตอนใต้ สถาบันการศึกษาของคริสตจักรหลายแห่ง ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตที่ดีขึ้นในองค์พระคริสต์แก่เยาวชนนับหมื่นๆคน นับตั้งแต่มหาวิทยาลัยโลมาลินดาผู้บุกเบิกเรื่องการเปลี่ยนหัวใจ ไปจนกระทั่งโรงเรียนมิชชันนารีเล็กๆที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ในอาฟริกา คริสตจักรได้จัดตั้งหน่วยงานแอดร้า (ADRA) เพื่อช่วยเหลือผู้อดอยากยากไร้ ช่วยสงเคราะห์และบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย โบสถ์ท้องถิ่นได้จัดตั้งศูนย์บริการชุมชน เพื่อบริจาคเสื้อผ้าและอาหารให้แก่คนยาก จนและคนไร้ที่อยู่อาศัย และกลุ่มคณะผู้มีความเชื่อแอ๊ดเวนตีสได้ร่วมกันประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า ให้กระจายไปทั่วกว่าสองร้อยประเทศ
ลำพังเพียงศาสนาจะสามารถประสบความสำเร็จทั้งหมดนี้ได้ไหม? ไม่ได้อย่างแน่นอน กลุ่มของคริสตชนที่อุทิศตนที่มี การจัดรูปแบบเท่านั้นจึงสามารถแพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างนี้
พระคริสต์และบรรดาอัครสาวกได้เน้นถึงความจำเป็นในการทำงานเป็นทีมของผู้มีความเชื่อแต่ละ คน
“และตาก็ไม่สามารถพูดกับมือว่า ‘ฉันไม่ต้องการเธอ’ หรือศีรษะจะพูดกับเท้าว่า ‘ฉันไม่ต้องการเธอ’แต่หลายๆอวัยวะของร่างกายที่เราคิดว่าอ่อนแอกว่า ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น.... แต่ให้อวัยวะต่างๆมีความห่วงใยแบบเดียวกันต่อกัน และกัน.... ส่วนท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ และแต่ละอวัยวะก็เป็นส่วนหนึ่งของกายนั้น”
- โครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 12:21-27
ไม่มีส่วนใดของร่างกายที่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ทุกส่วนมีความสำคัญเท่ากันและ ต้องทำหน้าที่สอดคล้องประสานกันอย่างลงตัว ถ้าดวงตาแยกออกจากร่างกายดวงตาก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ถ้ามือถูกตัดออกมือก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ ถ้าเราเป็นดวงตาเป็นมือหรือเป็นนิ้วเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็ไม่สามารถจะสะท้อนให้เห็นถึงองค์พระคริสต์ได้ ทั้งหมดอย่างแท้จริงผ่านทางตัวเรา ดังนั้นการที่เราเป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์ การที่เรามาโบสถ์เพื่อรวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวกับสมาชิกคนอื่นๆ จะทำให้โบสถ์กลายเป็นร่างกายที่เสริมความแข็งแกร่งมากขึ้น เฉกเช่นคริสตชนที่ดีที่สะท้อนให้เห็นถึงองค์พระคริสต์ได้ ทั้งหมดอย่างแท้จริง
ความยินดีปรีดาจากการนมัสการ
ในส่วนลึกของหัวใจเรายังคงเฝ้าวิงวอนคร่ำครวญนมัสการพระเจ้า และความปรารถนานั้นก็จะเหือดแห้งไปโดยปริยาย หากเราไม่ได้ไปนมัสการตามที่ใจปรารถนา ดังนั้นขอให้เราตอบด้วยเสียงที่ชื่นชมอย่างสุดซึ้งของเราว่า
“จงถวายพระสิริซึ่งควรแก่พระนามของพระองค์แด่ พระเจ้า จงประดับกายด้วยเครื่องบริสุทธิ์นมัสการพระเจ้า”
– เพลงสดุดี 29:2
“วิญญาณของข้าพระองค์ปรารถนา เออ อาลัยหา บริเวณพระนิเวศของพระเจ้า ใจกายของข้าพระองค์ ร้องเพลงด้วยความชื่นบาน ถวายพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์”
- เพลงสดุดี 84:2
ผู้เขียนพระวจนะเพลงสดุดีรู้สึกอย่างไรเมื่อเขาจะได้ไปสถานที่ที่มีการนมัสการพระเจ้า?
“ข้าพเจ้ายินดี เมื่อเขากล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “ ให้เราไปยังพระนิเวศพระเจ้าเถิด” ”
– เพลงสดุดี 122:1
ดนตรีเข้ามามีส่วนในการนมัสการพระเจ้าในที่สาธารณะอย่างไร?
“จงปรนนิบัติพระเจ้า ด้วยความยินดี จงเข้ามาเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง”
– เพลงสดุดี 100:2
“จงสรรเสริญพระเจ้า ในสถานนมัสการของพระองค์.... จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสายและปี่.... จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ... จงให้ทุกสิ่งที่หายใจ สรรเสริญพระเจ้า”
- เพลงสดุดี 150:1, 4-6
พระคัมภีร์บอกเราว่า การถวายทรัพย์เป็นเรื่องที่เหมาะสมในการนมัสการพระเจ้า
“จงนำเครื่องบูชา และมายังบริเวณพระนิเวศของพระองค์ จงประดับกายด้วยเครื่องบริสุทธิ์ นมัสการพระเจ้า ในความตระการแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์”
– เพลงสดุดี 96:8-9
การอธิษฐานเป็นส่วนสำคัญในการนมัสการพระเจ้าในที่สาธารณะเช่นกัน
“มาเถิด ให้เรานมัสการและกราบลง ให้เราคุกเข่าลงต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา”
– เพลงสดุดี 95:6
การศึกษาพระคัมภีร์หรือการเทศนาจะมุ่งเน้นไปที่การนมัสการพระคัมภีร์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเทศนาของเปโตรในวันเทศกาลเพ็นเทคอสต์ (ซึ่งพบได้ในกิจการของอัครฑูต บทที่ 2) หนังสือกิจการของอัครฑูตได้เปิดเผยถึงบทบาทสำคัญของพระวจนะของพระเจ้าที่ใช้ในการ ประกอบพิธีกรรมต่างๆ และการแบ่งปันความเชื่อในโบสถ์ยุคแรกๆ นับจากการเกิดผู้ปฏิรูปศาสนาโปรเตสแตนท์จวบจนปัจจุบัน การฟื้นฟูศาสนาครั้งสำคัญทุกครั้งมีการเทศนาโดยยึดพระวจนะในพระคัมภีร์เป็นหลัก ทำไมเป็นเช่นนั้น?
“เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆแทงทะลุกระทั่งแยกจิตและวิญญาณ ทั้งข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย”
- ฮีบรู 4:12
อะไรเป็นเรื่องที่ถูกต้องกันแน่สำหรับโบสถ์?
บางคนติงว่า โบสถ์เต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่เฮนรี่ วอร์ด บีชเชอร์ (Henry Ward Beecher) กล่าวถึงนั้นเป็นความจริง “โบสถ์ไม่ได้เป็นห้องสำหรับจัดนิทรรศการ ของคริ สตชนที่มีชื่อเสียงหรือโดดเด่นแต่ประการใด แต่โบสถ์เป็นโรงเรียนที่ซึ่งให้ความรู้ความเข้าใจ แก่คนที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างเราๆมากกว่า”
ไม่มีใครในหมู่เราสมบูรณ์แบบฉันใด โบสถ์ก็ไม่มีวันจะสมบูรณ์แบบได้ฉันนั้น ในคำอุปมาอุปมัยเรื่องหนึ่งของพระองค์ พระเยซูทรงเตือนเราว่า ข้าวละมาน (ข้าวไม่ดี) ได้เจริญเติบโตปนกับข้าวสาลี (ข้าวดี) (มัทธิว 13:24-30) บางคนแนะนำว่า เราควรจะเรียกโบสถ์ว่าสังคมแห่งการถูกให้อภัยและให้อภัย
เมื่อเราอ่านจดหมายของอาจารย์เปาโลในพระคัมภีร์ฉบับใหม่ เราพบว่าโบสถ์ของอัครสาวกรุ่นแรกๆก็มีปัญหาขัดแย้งกันอย่างหนักเช่นกัน ในปัจจุบันโบสถ์ก็มีข้อบกพร่องที่รุนแรงเกิดขึ้นบ่อยๆ เราไปโบสถ์เพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า แต่บางครั้งหรือบางทีเราส่วนใหญ่ก็ยังคงหิวกระหายในการฟังพระวจนะเหล่านั้นอยู่ดี เพราะคณะทำงานอาจไม่มีความรับผิดชอบที่เพียงพอต่อสมาชิกในที่ประชุม หรือสมาชิกในที่ประชุมอาจไม่ได้ใส่ใจฟังคำเทศนาอย่างเพียงพอ บางโบสถ์อาจไม่มีความเป็นมิตรซึ่งบางคนอาจพูดว่า “ช่างเทศนาได้เย็นชาเหลือเกิน ท่านควรจะเล่นสเก็ตลงมาตามทางเดินตรงกลางของโบสถ์ ได้แล้ว”
บางครั้งเป็นการยากที่จะให้มองข้ามความผิดพลาดเหล่านี้ แล้วไปสนใจที่ความตั้งใจเริ่มแรกของ พระคริสต์ที่มีต่อโบสถ์แทน บางครั้งเป็นการง่ายที่จะเดินหนีปัญหา แต่โปรดระลึกไว้เสมอว่า โบสถ์ที่บกพร่องผิดพลาดไม่สามารถ จะทำลาย หรือก่อกวนศิลาหลักของโบสถ์หรือพระเจ้าของเราได้ ดังนั้นในระยะยาวความหวังอย่างเดียวเท่านั้นของเรา ในการให้ความรู้แก่โบสถ์ที่บกพร่องทั้งหลายคือ รวมจิตรวมใจอธิษฐานเพ่งมองให้เห็นถึงองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงสามารถจัดการและช่วยเหลือเราได้
อย่างไรก็ตามโบสถ์ก็จะไม่หยุดการเป็นสถานที่ให้คนบาปได้มานมัสการพบพระเจ้า ยาโคบได้พูดถึงสถานที่ที่เขาได้พบพระเจ้าว่า
“พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่.... สถานที่นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก! สถานที่นี้มิใช่อื่นไกลเป็นที่ประทับของพระเจ้า และประตูฟ้าสวรรค์”
- ปฐมกาล 28:16,17
พระคริสต์ทรงเป็นทั้งฐานรากและศีรษะของโบสถ์ของพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้า แม้ว่าโบสถ์อาจเกิดความบกพร่องหรือผิดพลาด แต่โบสถ์ก็ยังคงเป็นของพระคริสต์อยู่นั่นเอง พวกที่ซึ่งเข้ามาในโบสถ์และให้ความสำคัญที่องค์พระคริสต์ จะเห็นพระสิริและพระฤทธานุภาพของการช่วยให้รอดของพระองค์ พวกเขาจะมีความยินดีในพระเจ้าและยินดีในการร่วมแบ่งปันสามัคคีธรรมกับผู้มีความเชื่อคนอื่นๆ
“พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร เพื่อจะทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์ โดยการชำระด้วยน้ำ และพระวจนะ เพื่อพระองค์จะได้คริสตจักรที่มีศักดิ์ศรี ไม่มีด่างพร้อย ริ้วรอย หรือมลทินใดๆเลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ”
– เอเฟซัส 5:25-27
โบสถ์มีความสำคัญต่อพระเยซูมากจนกระทั่งพระองค์ “ทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร” พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราทุกๆคนและเพื่อส่วน รวมของคริสตจักร เราจึงควรให้ความสำคัญกับการเป็นสมาชิกของโบสถ์เช่นกัน แล้วความสัมพันธ์ของท่านกับโบสถ์เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านเป็นสมาชิกของโบสถ์ไหนแล้วหรือยัง?
การหาโบสถ์
พระเยซูทรงมีความเชื่อที่แท้จริงกี่ชนิดบนโลกของเรา?
“มีกายเดียว และมีพระวิญญาณองค์เดียว...มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว”
– เอเฟซัส 4:4,5
เพราะว่าพระเจ้าทรงมี “ความเชื่อเดียว” เท่านั้น อย่างไรก็ตามเราจะทราบได้อย่างไรว่าความเชื่อ นั้นคืออะไร? พระเยซูทรงชี้ประเด็นหลักไว้ว่า
“ถ้าใครตั้งใจประพฤติตามพระประสงค์ของพระองค์ คนนั้นก็จะรู้ว่าคำสอนนั้นมาจากพระ เจ้า หรือว่าเราพูดตามใจชอบเอง”
– ยอห์น 7:17
เมื่อเรามีพันธสัญญาที่จะปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระองค์จะทรงช่วยให้ เราได้เห็นว่าคำสอนนั้นมาจากพระเจ้า หรือเป็นเพียงขนบธรรมเนียมประเพณีที่มนุษย์ปฏิบัติสืบต่อกันมาเท่านั้น องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เราพบคริสตจักรก็คือ การ สำรวจดูถึงการแสดงความเคารพนับถือการยกย่องและความจงรักภักดี ที่มีต่อพระวจนะของพระเจ้า การสร้างสัมพันธภาพที่แท้จริงระหว่างพระเจ้ากับเรา ต้องเกิดขึ้นจากการศึกษาและเข้าใจพระวจนะในพระคัมภีร์ มิใช่การสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้นำที่ใจบุญใดๆกับเรา หรือสถาบันที่ยิ่งใหญ่กับเรา ก่อนที่จะเลือกโบสถ์สิ่งสำคัญคือ เราต้องเข้าใจเรื่องราวต่างๆเสียก่อนซึ่งยังไม่ได้พูดถึงในบทเรียน ค้นพบ นี้ บทเรียนเหล่านี้จะให้หลักแนะนำบางอย่างกับท่านเพื่อการเลือกโบสถ์ที่ถูกต้อง และบทที่ 26 จะเน้นเฉพาะเรื่องนี้
ขอให้ท่านค้นพบความจริงจากบทเรียนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เดินไปในแสงสว่างเหมือนพระเจ้าเปิดเผยความจริงแก่ท่านผ่านพระคัมภีร์ และพระองค์จะทำให้ท่านเข้าใจอย่าง แจ่มแจ้งถึงความปรารถนาดีของพระองค์ที่มีต่อท่าน คริสตชนที่เข้าใจถึงพระคริสต์มากขึ้นก็คือคนที่เปิดจิตเปิดใจยอมรับความจริง เหมือนที่พระเจ้าทรงเปิดเผยความจริงให้เห็นจากพระวจนะ ของพระองค์นั่นเอง
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์รู้สึกสำนึกในพระคุณที่ได้รับข่าวประเสริฐเกี่ยวกับ พระองค์เสมอมา ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณบรรดาผู้ที่เสียสละตนในการประกาศข่าวประเสริฐเหล่านี้ ขณะนี้ข้าพระองค์ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ของผู้มีความเชื่อ ซึ่งต้องการประกาศถึงความรักของพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นประจักษ์พยานที่ทำให้เกิดผลในและผ่านโบสถ์ของ พระองค์ด้วยเถิด ในนามของพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน
____________________
ค้นพบ บทที่ 20
เคล็ดลับการสร้างคริสตจักรให้โตโดยการสร้างมิตรภาพ (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 20)
1. พระคัมภีร์เปิดเผยโบสถ์เกี่ยวกับอัครสาวกซึ่งเรียกชนชาติให้มีมิตรภาพกับ
พระเจ้า
พวกพาราสี
2. โบสถ์คริสเตียนสร้างโดย
พระคริสต์ เป็นหิน
ยอห์นผู้ทำพิธีบัพติศมาให้พระเยซู
อัครสาวกเปโตร
3. พระคัมภีร์เปรียบโบสถ์เหมือน
สิ่งก่อสร้าง
ครอบครัว
ร่างกายที่มีชีวิต
การแต่งงาน
ความรักทั้งหมด
4. พระคริสต์ทรงก่อตั้งโบสถ์เพราะเราต้องการสนับสนุนคนอื่นๆที่รักษาความเชื่อของเราให้คงอยู่ และก่อให้เกิดผล
ถูก
ผิด
5. พระเจ้าทรงก่อตั้งโบสถ์ด้วยรูปแบบองค์กรที่แน่นอน
ดังนั้นโบสถ์จะดูเหมือนสมบูรณ์แบบ
ดังนั้นสมาชิกทั้งหลายสามารถให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
6. พระเยซูทรงก่อตั้ง
โบสถ์ที่แท้จริงหลายโบสถ์
โบสถ์ที่แท้จริงเพียงโบสถ์เดียวเท่านั้น
7. กุญแจที่พระเยซูทรงให้เพื่อหาโบสถ์ที่แท้จริงคือ
ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ทำตามศาสนาของผู้ปกครองของเรา
8. พระคัมภีร์ได้เปิดเผยถึงความสำคัญของการมีมิตรภาพในยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 1:3-4 ว่า "สิ่งที่เราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ประกาศให้พวกท่านรู้ด้วย เพื่อท่านจะได้มี (ก)______ กับ (ข)______และเราก็มี (ค)______ กับ (ง)______ และกับพระเยซูคริสต์(จ)______ของพระองค์ และเราเขียนข้อความเหล่านี้ เพื่อความชื่นชมยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม"
9. ข้อใดอธิบายถึงมิตรภาพสำหรับท่านได้ดีที่สุด?
ดูแลเอาใจใส่ผู้อื่น
มีเวลาสนุกสนาน
ความสัมพันธ์ใจถึงใจ
การพบกัน
มีความสัมพันธ์ในแง่บวก
เข้าใจซึ่งกันและกัน
10. ในความเห็นของท่าน อะไรเป็นจุดประสงค์ของการเข้าโบสถ์?
11. การเข้าโบสถ์สำคัญหรือไม่? อ่าน ฮีบรู 10:24-25 แล้วเขียนคำตอบของท่าน
12. ทำไมท่านจึงคิดว่าพระคัมภีร์จะหนุนใจให้ชาวคริสเตียนมาพบกัน?
13. คำถามที่เป็นหัวใจ: ท่านมีประสบการณ์ในความยินดีที่มีมิตรภาพกับคริสตชนคนอื่นๆหรือ ไม่?