บทที่ 8
บรรยากาศแห่งการสรรเสริญ
วันที่ 15 - 21 พฤษภาคม 2010
บรรยากาศแห่งการสรรเสริญ
วันที่ 15 - 21 พฤษภาคม 2010
บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
ปฐมกาล 1:1, 2, 9-12, 20-26; สดุดี 104:29;ดาเนียล 5:23; ลูกา 15:7; วิวรณ์ 21:4
ข้อควรจำ
“พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต” (ปฐมกาล 2:7)
หลายปีก่อน ครอบครัวห้าคน มีพ่อ แม่ และลูกสามคนไปเช่ากระท่อมไม้ซุงบนเนินเขากลางป่าสน ในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสตมาส เพื่อการพักผ่อน ในตอนเย็นพวกเขาช่วยกันปิดประตูหน้าต่างทุกบานอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้อากาศเย็นจัดเข้ามาได้ จากนั้นพวกเขาจุดไฟเตาผิงเพื่อทำให้อากาศในกระท่อมอบอุ่นตลอดทั้งคืน มีเรื่องเศร้าสลดเกิดขึ้นในคืนนั้น ทั้งครอบครัวเสียชีวิตขณะที่นอนหลับ เพราะกระท่อมหลังนั้นถูกสร้างไว้แบบมิดชิด เมื่อปิดประตูและหน้าต่างแล้วไม่มีช่องให้อากาศถ่ายเทได้เลย กองไฟที่ลุกไหม้ได้ดูดเอาออกซิเจนที่มีอยู่ทั้งหมดในห้องไปใช้ในการเผาไหม้ ทั้งครอบครัวจึงขาดออกซิเจน และเสียชีวิต! พวกเราส่วนมากทราบกันดีแล้วว่า เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์โดยปราศจากอาหาร และอยู่ได้สองสามวันโดยไม่มีน้ำ แต่เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่นาที ถ้าปราศจากอากาศสำหรับหายใจอากาศบริสุทธิ์มีความสำคัญต่อชีวิตมาก มลภาวะอากาศเป็นพิษทำให้เกิดโรคได้หลายอย่าง ปัจจุบันตามเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่หนาแน่น ทุกปีคนนับหลายล้านเหล่านั้น โดยเฉพาะเด็กๆ ต้องได้รับความทุกข์เจ็บป่วย อันเนื่องมาจากหายใจเอาอากาศที่มีมลภาวะเป็นพิษเข้าไป
เซลล์ของอวัยวะทุกส่วนในร่างกายของคนเราต้องการออกซิเจน จึงไม่ประหลาดใจเลยว่า เราต้องการอากาศสดชื่น และบริสุทธิ์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ข่าวดีเกี่ยวกับอากาศบริสุทธิ์ คือเป็นสิ่งที่ได้มาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและคนส่วนมากสามารถมีได้
ศึกษาบทเรียนของสัปดาห์นี้ด้วยใจจดจ่อมากขึ้น : อากาศบริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพของเรามาก เราควรจะทำทุกสิ่งในกำลัง และอำนาจของเราที่จะได้หายใจอากาศสะอาดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
วันอาทิตย์ การทรงสร้าง (ปฐมกาล 1:1, 2)
“ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้า และแผ่นดิน แผ่นดินก็ว่างเปล่าความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น” (ปฐมกาล 1:1,2)
โลกในเวลานั้นปราศจากรูปร่าง และไม่เป็นระเบียบ ทั่วบริเวณพื้นโลกอันกว้างใหญ่ถูกปกคลุมด้วยความว่างเปล่า และความมืด เป็นการยากสำหรับเราที่จะจินตนาการได้ถูกต้องว่า มีอะไรอยู่บ้าง หรือมีอะไรกำลังเกิดขึ้น แต่เป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ในเวลานั้นบนแผ่นดินโลก ในโลกแห่งความยุ่งเหยิงนี้ พระเจ้าได้เสด็จมา ซึ่งปรากฏชัดในพระวจนะว่า “แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น” (ปฐมกาล 1:2)
เมื่ออ่านตรงนี้แล้ว เราพอจะนึกสภาพของโลกออกว่า มีลักษณะอย่างไรพระวจนะของพระเจ้าได้กล่าวว่า ในหลายวันต่อมา พระเจ้าได้ทรงเตรียมโลกนี้ไว้สำหรับสิ่งมีชีวิต ปฐมกาล 1:3-10 คำบรรยายส่วนนี้บอกให้เราทราบ สังเกตสิ่งที่เกื้อกูล และการแบ่งแยกที่เกิดขึ้นหลายครั้ง พระเจ้าทรงแยกความสว่างออกจากความมืด แยกน้ำออกจากชั้นของอากาศ แยกแผ่นดินออกจากน้ำตลอดเวลามีขั้นตอนของการแยกธาตุเหล่านี้ออกจากกัน หลังจากการแยกในขั้นต่างๆ เสร็จสิ้นลง พระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดแรกขึ้นบนแผ่นดินโลก
ในพระธรรมปฐมกาล 1:9-12 และปฐมกาล 1:20-26 พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างอะไรต่อไป? มีสภาวะอะไรที่จำเป็นเพื่อให้สิ่งนี้บังเกิดขึ้น? มีอะไรจำเป็นเพื่อให้การก่อสร้างส่วนนี้ดำเนินต่อไป?
พระเจ้าทรงมีแผนแม่บทสำหรับการทรงสร้าง ซึ่งในแผนจะมีการสร้างสิ่งมีชีวิตหลากหลายประเภท บางชนิดจะต้องมีพื้นที่อาศัย และมีสิ่งเกื้อกูลชีวิตรองรับไว้ก่อน ขณะที่การเนรมิตสร้างดำเนินต่อไป พระเจ้าทรงวางแผนให้สัตว์ที่ทรงสร้างหลายประเภทอาศัยอยู่ในพื้นดินแห้ง พระเจ้าทรงทราบด้วยว่าสรรพสัตว์เหล่านี้ต้องการออกซิเจนเพื่อจะมีชีวิตอยู่ เราทราบว่าพระเจ้าได้สร้างอากาศไว้แล้วตามแผนในการสร้างในวันที่สองของพระองค์ สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงแยกน้ำออกจากชั้นบรรยากาศ พื้นที่ระหว่างน้ำเบื้องบน และเบื้องล่างเป็นอากาศที่พระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ที่พระองค์ทรงสร้างในลำดับต่อมา
เรื่องราวการทรงสร้างโลก และสรรพสิ่งเป็นไปตามแผนที่ทรงวางไว้เป็นอย่างรัดกุม ไม่มีช่องว่าง หรือเหตุบังเอิญใดๆ อุบัติขึ้น สิ่งนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับพระลักษณะนิสัย และฤทธิ์เดชของพระเจ้า?การเข้าใจในการทรงสร้างจะทำให้เราเข้าใจพระเจ้า ที่ให้การช่วยเหลือในปัญหาที่ท่านต้องฟันฝ่าไปในช่วงนี้อย่างไร?
วันจันทร์ ความต้องการอากาศสำหรับหายใจ (ปฐมกาล 2:7)
“พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต” (ปฐมกาล 2:7)
พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างสัตว์ทั้งปวงให้อาศัยในโลก มีสิ่งหนึ่งที่สัตว์ทั้งหลายแบ่งปันสิ่งเดียวกัน นั่นคือสัตว์แต่ละชนิดต้องการออกซิเจนเพื่อเอื้อให้มีชีวิต อากาศประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด ในอากาศบนแผ่นดินโลก มีออกซิเจนอยู่ประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์ (ชั้นบรรยากาศทั้งสิ้นของเรามีน้ำหนักประมาณห้าล้านล้านตัน) ก๊าซอื่นๆ นอกจากออกซิเจนมี ไนโตรเจน อาร์กอน ฮีเลียมไฮโดรเจน และก๊าซอื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อย จำนวนของออกซิเจนในอากาศเป็นส่วนผสมในเปอร์เซ็นต์สมบูรณ์เพื่อสรรพสัตว์ที่พระเจ้าทรงสร้างใช้หายใจสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงพระปรีชา และความรอบคอบในการสร้างสรรพสัตว์ และเราขึ้นมาพระธรรมปฐมกาล 2:7 มีวิธีพิเศษอะไรที่พระเจ้าใช้อากาศ ในการทรงสร้างอาดัม? เราได้มองเห็นความแตกต่างระหว่างการทรงสร้างมนุษย์ และสัตว์อื่นๆ อย่างไร? สิ่งนี้บอกเราเกี่ยวกับความพิเศษของมนุษย์เราในสายพระเนตรของพระเจ้าอย่างไร?
เป็นที่ชัดเจนว่า “อากาศ” เป็นสิ่งสำคัญในการทรงสร้างสัตว์ทั้งปวงทั้งนี้เพราะสัตว์ทั้งหลายต้องการอากาศในการดำรงชีวิต แต่ในการทรงสร้างมนุษย์นั้นมีความแตกต่าง พระเจ้าทรงระบาย “ลมปราณ” เข้าไปในจมูกของอาดัม นั่นคือจุดเริ่มต้นชีวิตของมนุษย์ เป็นอากาศที่ให้ชีวิต ซึ่งนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการอัศจรรย์ในการทรงสร้าง เพราะทันทีที่พระเจ้าระบายลมปราณเข้าไปสู่อาดัม ทันใดอาดัมได้กลายเป็นมนุษย์ผู้มีชีวิต เมื่ออาดัมถูกสร้างเสร็จในตอนแรก เขายังไม่มีชีวิต เปรียบได้เท่ากับ “ศพ” สิ่งหนึ่งที่ต้องการ และสิ่งนั้นคือ ชีวิต มีเพียงพระเจ้าองค์เดียว ที่เป็นผู้ประสาทชีวิต ที่จะให้ชีวิตแก่เขาได้ และพระเจ้าทรงทำสิ่งนั้น ทุกวันนี้เราทั้งหลายเองต่างมีส่วนในการรับของประทานแห่งชีวิต ของประทานแห่งชีวิตนี้ได้แบ่งปันถ่ายทอดมาในเผ่าพันธุ์มนุษย์ตั้งแต่สมัยอาดัม บิดาคนแรกเป็นต้นมา ลมปราณแห่งชีวิตได้ส่งทอดมายังเราทุกคน และจากการหายใจเข้าออก เราได้รักษาลมหายใจ หรือลมปราณแรกนั้นต่อเนื่องมา แต่ละครั้งที่เราหายใจควรได้เตือนใจเราว่า ลมหายใจแรกคือ ลมหายใจที่พระเจ้าทรงประทานให้กับอาดัม
จงสูดหายใจลึกๆ ถ้าท่านไม่มีปัญหาเรื่องการหายใจ ทำตามคำแนะนำนี้เป็นเรื่องง่ายมาก เป็นธรรมชาติ และไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ แต่สิ่งนี้เป็นการอัศจรรย์แท้จากพระเจ้า เป็นของประทานที่ส่งทอดมาถึงเราตั้งแต่สมัยเอเดน ท่านรู้สึกขอบคุณในของประทานแห่งชีวิตนี้ไหม? เหตุใดต้องรอจนชีวิตของท่านถูกคุกคามก่อน ท่านจึงจะรู้สึกขอบคุณพระเจ้า?
วันอังคาร อากาศที่อยู่เหนือศีรษะของเรา (กิจการฯ 17:25)
“พระองค์มิจำต้องให้มือมนุษย์มาปรนนิบัติ ดังว่ามีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจ และสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวงต่างหาก” (กิจการฯ 17:25)
พระธรรมกิจการฯ 17:25; ดาเนียล 5:23; สดุดี บทที่ 104; สดุดีบทที่ 29 และสดุดี 146:4 บอกถึงความเกี่ยวพันระหว่างชีวิต และลมหายใจของเรา?
อากาศทำสิ่งดีหลายประการในการปกป้องเราไว้ สูงขึ้นไปในท้องฟ้า มีอากาศ และละอองน้ำลอยอยู่เป็นชั้น มันทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินโลก และมนุษย์ผู้อาศัยอยู่จากแสงอาทิตย์ และจากความหนาวเย็นจากอวกาศนอกโลก อากาศทำหน้าที่หมุนเวียนน้ำ และสารเคมีหลายตัวให้ควบคุมดินฟ้าอากาศตามฤดูกาลภายในชั้นของบรรยากาศนี้ มนุษย์พบสิ่งมีชีวิตจากที่สูง สู่สถานที่ต่ำ และจากพื้นที่อากาศร้อนและเย็น สิ่งมีชีวิตบางประเภทต้องการอาศัยอยู่ในระดับแสงสว่าง และความอบอุ่นสูง ขณะสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต้องการแสงสว่าง และความร้อนเพียงเล็กน้อย สัตว์บางประเภทต้องการอากาศที่มีปริมาณออกซิเจนมาก ขณะที่สัตว์อื่นๆ ต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อย อากาศบริสุทธิ์ใหม่ดีที่สุดสำหรับขับเคลื่อนออกซิเจนผ่านปอด และนำเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร่างกายสร้างขึ้นออกไป อากาศประเภทที่กล่าวถึงนี้มีอยู่มากในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติที่มีต้นไม้ ไม้พุ่ม และการไหลของน้ำ พืชเหล่านี้จะรับเอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และคายออกซิเจนใหม่ออกมาสู่อากาศ เมื่อเราย้อนไปถึงครั้งที่พระเจ้าทรงจัดให้อาดัมและเอวา อาศัยอยู่ในสวนที่เต็มไปด้วยไม้พุ่ม ไม้ดอก และต้นไม้นานาพันธุ์ สวนชื่อเอเดนแห่งนี้ได้น้ำใสสะอาดมาหล่อเลี้ยงจากแม่น้ำสายหนึ่ง ที่ไหลผ่านสวน และได้กลายเป็นต้นน้ำของแม่น้ำใหญ่หลายสายในสมัยก่อนน้ำท่วมโลก ข่าวสารตรงนี้คือ การที่เรามีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง เราต้องคำนึงว่า อากาศบริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญมาก เราควรทำทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะหายใจเอาอากาศสะอาด และใหม่สดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คนหนึ่งจะนำเอาออกซิเจนประมาณสองควอรท์ (ในอเมริกา 1 ควอร์ท จะเท่ากับ 0.946 ลิตรดังนั้น 2 ควอร์ท จะมีปริมาตรเกือบ 1.9 ลิตร-ผู้แปล) เข้าสู่ปอด ในกระแสเลือด ตามเซลล์ และเนื้อเยื่อในร่างกาย ในเวลากำหนด เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเราต้องการออกซิเจน เพื่อทำหน้าที่ของมัน ถ้าตัดออกซิเจนออกไป ชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ ยิ่งสำหรับเซลล์ของสมองแล้ว ถ้าปราศจากอกซิเจนเพียงสี่นาทีมันจะเริ่มตาย และเมื่อสมองตายบุคคลนั้นก็จะตายลงเช่นกัน
ท่านมีโอกาสสูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นบ่อยเพียงใด? ท่านสามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อจะให้ท่านรับอากาศได้มากขึ้น?บางครั้งเราอาจไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการเปิดหน้าต่างออกให้กว้างขึ้น?
วันพุธ อากาศเสียและอากาศดี (สดุดี 146:4)
“เมื่อลมหายใจของเขาพรากไป เขาก็กลับคืนเป็นดิน ในวันเดียวกันนั้น ความคิดของเขาก็พินาศ” (สดุดี 146:4)
การท้าท้ายยิ่งใหญ่ที่ประชาชนในเมืองใหญ่ต้องพบคือ บ่อยครั้งอากาศสกปรกและมีมลพิษ บางคนต้องทำงานท่ามกลางผู้สูบบุหรี่ ควันบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อากาศเสีย ควันบุหรี่ลอยผสมกับอากาศที่คนทำงานในตึกต้องสูดเข้าไป การหายใจเอาอากาศที่สกปรกเข้าสู่ปอดอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอย่างเช่น ปวดศีรษะ มีอาการคลื่นเหียนอาเจียน ตาแดง และหายใจด้วยความลำบาก ในบางพื้นที่ของโลก คนนับหลายล้าน โดยเฉพาะเด็กๆ ได้รับผลกระทบจากการหายใจเอาอากาศเสียเข้าไป ทำให้เกิดเจ็บป่วย อากาศเสียในบ้านเรือนโดยเฉพาะห้องครัวอาจเกิดจากอากาศถ่ายเทไม่ดีโดยปกติแล้วอากาศสะอาดอาจพบได้ในธรรมชาติ อย่างเช่นกลางแจ้งนอกบ้านโดยเฉพาะพื้นที่รายรอบไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ ใบหญ้า จะพบอากาศสะอาดหายใจได้คล่อง ถ้ามีโอกาสเดินทางยังบริเวณป่า ภูเขา ชายทะเลที่มีคลื่นซัดสาด ทะเลสาบ น้ำตก จะมีอากาศบริสุทธิ์เหลือเฟือ โดยทั่วไปแม้อยู่ในเมือง อากาศหลังฝนตกจะสะอาดกว่าก่อนฝนตก สาหร่ายทะเลที่ขึ้นอยู่ตามทะเลและมหาสมุทรเป็นตัวสร้างออกซิเจนเกือบ 90 เปอร์เซ็นให้กับบรรยากาศของเรา นอกกว่านี้จำพวกพืชเป็นผู้สร้างอกซิเจนให้แก่โลก บริเวณข้างบ้านเรือนของท่าน ถ้ามีพื้นที่พอ ถ้าปลูกไม้พุ่ม ไม้ยืนต้นไว้จะเป็นตัวช่วยทำให้อากาศสะอาดได้ ทั้งมันช่วยขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราจะทำดีที่สุดเพื่อหายใจเอาอากาศสะอาด โดยการออกกำลังทุกเช้า ถ้าเป็นไปได้ สำหรับผู้ที่ทำงานในตึก เมื่อมีเวลาพักควรออกไปข้างนอกเพื่อสูดอากาศสดใหม่ แม้เพียงไม่กี่นาที ปกติเมื่อคนหนึ่งได้หายใจเอาอากาศข้างนอก บ่อยครั้งจะรู้สึกสดชื่นขึ้น อนึ่งเป็นการดีกว่าที่จะนอนหลับกลางคืนในห้องที่เปิดหน้าต่างไว้ หรือแม้จะเปิดแง้มเล็กน้อยก็ยังดี เพื่อเราจะได้ชื่นชมกับอากาศสดชื่น ขณะที่กำลังนอนหลับ “ที่จะให้มีเลือดดี เราจะต้องหายใจเอาอากาศสะอาด การสูดลมหายใจเอาอากาศเข้าไปลึกๆ จะทำให้ปอดเต็มไปด้วยออกซิเจน ซึ่งจะฟอกเลือดให้บริสุทธิ์ ออกซิเจนจะทำให้เลือดมีสีสด และจากนั้นเลือดจะถูกส่งไปยังทุกส่วนของร่างกาย การได้หายใจอากาศสดชื่นจะทำให้ประสาทสงบ เพิ่มความอยากรับประทาน และช่วยในระบบย่อยอาหาร ซึ่งสนับสนุนให้นอนหลับได้สนิทตื่นขึ้นพร้อมกับความสดชื่น
“ควรให้ปอดได้หายใจเข้าไปเต็มที่เท่าจะเป็นไปได้ ถ้าปอดได้หายใจเอาอากาศสะอาดเข้าไปอยู่เสมอ ปอดจะพัฒนาการหายใจได้อย่างอิสระ แต่ถ้าเราอยู่ในสภาพอากาศมีมลภาวะเป็นพิษ ปอดจะหายใจตื้นทำงานไม่เต็มที่ หากปอดทำงานอย่างมีข้อจำกัดไปนานๆ ส่วนล่างของปอดจะทำงานไม่เต็มศักยภาพอย่างเช่นที่เกิดกับผู้นั่งทำงานอยู่กับที่เป็นประจำเกือบตลอดเวลา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะหายใจลึกๆ ได้อย่างเต็มปอด เขาจึงจะเริ่มหายใจแบบตื้นๆ พอนานไปก็กลายเป็นนิสัยติดตัว ผลที่สุดก็ทำให้ปอดสูญเสียอำนาจที่จะหายใจได้ลึกๆเหมือนคนมีสุขภาพดี” จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. หนังสือ “Ministry(Work Done for God) Health and Healing,” pages 151, 152 สถานการณ์ของเราแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนหายใจเอาอากาศสะอาด และสดตลอดเวลาคนอื่นๆ อาจอาศัยอยู่ และทำงานในที่อากาศไม่บริสุทธิ์ พวกเขาอาจปรารถนาอากาศสดใหม่ เหมือนกับคนที่กระหายต้องการดื่มน้ำแต่ไม่ว่าท่านจะอาศัยอยู่ที่ไหน เป็นสิ่งสำคัญมากคือ ให้ท่านหาโอกาสหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ให้มากที่สุด เท่าท่านสามารถจะทำได้
พระธรรมปฐมกาล 1:26 สอนเราเกี่ยวกับว่า เราควรเอาใจใส่โลกที่พระเจ้าทรงสร้าง และทรงประทานให้เราอย่างไร?
วันพฤหัสบดี บรรยากาศแห่งสวรรค์ (โยบ 38:6, 7)
“รากฐานของโลกจมไปอยู่บนอะไร หรือผู้ใดวางศิลามุมเอกของ
มัน ในเมื่อดาวรุ่งแซ่ซ้องสรรเสริญ และบรรดาบุตรพระเจ้าโห่ร้องด้วย
ความชื่นบาน” (โยบ 38:6-7)
บทเรียนสำหรับสัปดาห์นี้ ได้เน้นไปยังส่วนหนึ่งของบรรยากาศ ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างไว้ สำหรับครอบครัวของพระองค์บนโลกเราใช้คำว่า“บรรยากาศ” เป็นการบรรยายถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นอากาศล้อมรอบตัวเรา ขณะเดียวกันคำนี้ยังหมายถึงท่าที ความรู้สึก อารมณ์ ที่ให้การเกื้อหนุนของสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งส่วนใหญ่จะหมายความไปสองทาง อาจทำให้รู้สึกไปในทางด้านบวกหรือด้านลบ
“ทุกคนถูกแวดล้อมด้วยบรรยากาศที่บ่งบอกสภาพที่เป็นอยู่ ตัวอย่างในด้านบวกอาจกล่าวทำนองนี้ว่า “มันเป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยชีวิตผู้ให้พลังแห่งความเชื่อ ความกล้าหาญ ความหวัง และความรัก” หรือในด้านลบอาจกล่าวทำนองว่า “มันอาจหนักหนา จนทำให้เกิดหนาว ใจคอหดหู่ ความไม่พึงพอใจ และความเห็นแก่ตัวเหมือนถูกวางยาพิษแห่งความบาป อันเป็นอันตรายถึงตาย” เราทุกคนต่างตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบรรยากาศที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งเราอาจทราบ หรือไม่ทราบก็ได้” จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน“Christ ‘s Object Lessons” page 339
คนหนึ่งอาจมีชีวิตอยู่ หรือตาย ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของบรรยากาศ ให้เราคิดถึงบรรยากาศแผ่นดินสวรรค์ นั่นเป็นบรรยากาศฝ่ายจิตวิญญาณ ที่เต็มไปด้วยการเปล่งเสียงสรรเสริญ ใบหน้าฉายความชื่นชมยินดี และเราอาจศึกษาผลกระทบที่เกิดกับชีวิตของเหล่าผู้เชื่อ ที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ ในเวลานี้
ท่านสามารถเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับบรรยากาศแห่งสวรรค์ จากโยบ38:6, 7; สดุดี 103:20-22; สดุดี 148:2; ลูกา 15:7 และวิวรณ์ 21:4?
เป็นที่ชัดเจนว่า สวรรค์สถานมีบรรยากาศแห่งความชื่นชม และเสียงสรรเสริญพระเจ้า พระคัมภีร์บางข้อวาดภาพให้เห็นทูตสวรรค์กลุ่มต่างๆ ร้องเพลงถวายพระสิริแด่พระเจ้า นับเป็นประสบการณ์ที่สุดจะพรรณาสำหรับเรา ที่มองเห็นเหล่าทูตสวรรค์ยืนร้องเพลงรอบพระบัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อสรรเสริญความรัก ความเมตตา และพระคุณของพระองค์ สวรรค์จึงเป็นสถานที่อบอวลไปด้วยความชื่นชมยินดี คำสดุดี และความสุข ข่าวดียิ่งคือ เราสามารถรับเอาพระคริสต์ และพระบิดาเข้ามาสู่ชีวิตของเราได้ (ยอห์น 14:23) จากนั้นเราอาจเริ่มมีประสบการณ์ในสิ่งต่างๆ เดี๋ยวนี้ พระเจ้าเชื้อเชิญเราให้หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์แห่งสวรรค์ ณ ตอนนี้ และแวดล้อมด้วยบรรยากาศบ้านแห่งสวรรค์ขณะที่เราพยายามดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในโลกให้สำเร็จ
วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม:
อ่านหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ในบทที่ชื่อ “อย่าตัดสิน, แต่ให้ทำ” ในหนังสือ “Thoughts From the Mount of Blessing” หน้า 123-152, หนังสือ“Growing up Into Christ” ใน “สันติวิถี” หน้า 67-75 ในหนังสือ “GeneralHygiene” หน้า 151-154“พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ ให้ออกมาจากสถานที่บรรยากาศหนาวเหน็บ ซึ่งพวกเขาได้อาศัยอยู่ พระองค์ทรงบอกให้พวกเขาสลัดแนวคิดเย็นเป็นน้ำแข็ง แล้วหนุนใจพวกเขาด้วยความรัก ทรงช่วยพวกเขาด้วยการกระทำที่ไม่เห็นแก่ตัว พระองค์ทรงเรียกพวกเขาให้ขึ้นมาจากพื้นที่ลาดต่ำในระดับของโลก เพื่อมาหายใจอากาศแจ่มใส ในบรรยากาศแสงแดดแห่งสวรรค์” จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน “Testimonies for the Chuch”volume 5, page 607“พระคริสต์ทรงพำนักท่ามกลางประชากรผู้รายรอบด้วยบรรยากาศแห่งสวรรค์ เสื้อผ้าชุดขาวบริสุทธิ์ที่พวกเขาสวมใส่ มีกลิ่นหอมรวยรื่นด้วยน้ำหอมจากอุทยานขององค์พระผู้เป็นเจ้า” จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน“Thoughts From the Mount of Blessing, page 135อาจมีอากาศไม่บริสุทธิ์ และบรรยากาศแห่งมลภาวะรอบตัวเรา แต่เราไม่จำเป็นต้องหายใจเอาอากาศเหล่านั้น เราสามารถมีชีวิตในอากาศบริสุทธิ์แห่งฟ้าสวรรค์ เราอาจปิดประตูทุกบานไม่ให้แนวคิดที่ไม่บริสุทธิ์ และความคิดที่ไม่สะอาดเข้ามา โดยการยกจิตวิญญาณขึ้นสูงต่อพระพักตร์พระเจ้า ด้วยการอธิษฐานอย่างจริงใจ เหล่าผู้ที่เปิดจิตใจของพวกเขาออกรับการสนับสนุน และพระพรของพระเจ้าจะเดินอยู่ในบรรยากาศที่บริสุทธิ์กว่าของแผ่นดินโลก และพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้นกับแผ่นดินสวรรค์” จากหนังสือของเอลเลน จี.ไวท์. ใน “สันติวิถี” หน้า 99
คำถามเพื่อการอภิปราย:
1. สภาพอากาศโดยทั่วไปในพื้นที่ที่ท่านอาศัยอยู่เป็นอย่างไร? ถ้าท่านอาศัยอยู่ในชนบท นั่นอาจจะเป็นการดี ท่านสามารถหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มที่ แต่ถ้าเป็นการอาศัยอยู่ในตัวเมือง ท่านมีการท้าทายอะไรในเรื่องอากาศไหม?
2. คำถามเรื่องอากาศมีมลภาวะเป็นพิษเป็นเรื่องรุนแรงมาก ท่านในฐานะเป็นบุคคลหนึ่ง ท่านจะช่วยในการต่อสู้กับปัญหานี้ได้อย่างไร?และเราในฐานะเป็นโบสถ์เราจะทำอะไรได้บ้างในเรื่องนี้?
3. “ในการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า และกับพระคริสต์ และทูตสวรรค์ของพระเจ้า ผู้ประกาศพระกิตติคุณแวดล้อมด้วยบรรยากาศแห่งสวรรค์ นี่เป็นบรรยากาศที่นำสุขภาพมาสู่ร่างกาย และพละกำลังสู่จิตใจ และความชื่นชมสู่จิตวิญญาณ” จากหนังสือของ เอลเลนจี. ไวท์. ใน “คนงานแห่งพระกิตติคุณ” หน้า 513 ชั้นของท่านจะช่วยซึ่งกันและกันให้ไปถึงเป้าหมายนี้ได้อย่างไร?
4. ท่านรู้จักใครที่เกิดเจ็บป่วย หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ อันเนื่องมาจากหายใจเอาอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ไหม? ถ้ามี ท่านจะช่วยบุคคลนั้นได้อย่างไร? ทำไมไม่ช่วยเขา / เธอ บางคนให้เดินทางไปใช้เวลาอยู่ในที่มีอากาศบริสุทธิ์ สดชื่นสักช่วงเวลาหนึ่งก็ยังดี?
5. เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ หรือแพทย์มาบรรยายที่ชั้น โดยขอให้บรรยายเรื่องอากาศบริสุทธิ์ ว่าสามารถทำให้สุขภาพของคนเราดีขึ้นได้อย่างไร?