Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

บทที่ 12
พระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องอาหารว่าอย่างไร
วันที่ 12 - 18 มิถุนายน 2010

 

บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
ปฐมกาล 1:26-30; ปฐมกาล 7:1, 2; ปฐมกาล 8:20; เลวีนิติ บทที่ 11;เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 14; สุภาษิต 23:19-21; กิจการฯ 10:1-28;โรม 14:17; 1 ทิโมธี 4:1-5

“เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า”(1 โครินธ์ 10:31)

          นักเขียนคนหนึ่งกล่าวโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อในพระเจ้าเขากล่าวว่า เขาเชื่อในสิ่งที่มีจริงในโลก กล่าวคือเชื่อในที่สิ่งพิสูจน์ได้ จับต้องได้เท่านั้น เขากล่าวว่า “มนุษย์เป็นไปตามสิ่งที่เขารับประทานเข้าไป!”

          สิ่งที่เขาพูดอาจจะเลยไปไกล แต่เขาก็มีจุดยืน เป็นความจริงที่ว่า เราเป็นไปตามสิ่งที่เรารับประทาน แต่สิ่งที่เรารับประทานทำให้เป็นในสิ่งที่เราเป็นอยู่ เลือด กระดูกทั้งหลาย ไขมัน และเนื้อเยื่อในร่างกาย ทุกส่วนได้รับการเลี้ยงดูจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เราทราบว่า ถ้าเราหยุดรับประทานในที่สุดเราจะตาย เราทราบด้วยว่า อาหารมีอิทธิพลต่อร่างกายของเราหลายประการ ใครก็ตามที่เคยรับประทานมากเกินไปหรือรับประทานอย่างไม่ถูกต้องก็จะเกิดเจ็บป่วย เราทราบด้วยว่า อาหารนั้นมีอิทธิพลต่อร่างกาย และจิตใจของเรา อาหารมีอิทธิพลต่อความคิดของเราด้วย ซึ่งมันเกิดขึ้นได้โดยเราไม่ต้องประหลาดใจ ทั้งนี้เพราะสมองของเราเป็นศูนย์กลางของความคิด และสมองของเราได้รับอิทธิพลจากอาหารที่เราป้อนเข้าไป

          ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวได้บอกอะไรเรา เกี่ยวกับอาหารดั้งเดิม?ซึ่งอาจหมายความว่า อาหารทั้งของมนุษย์และสัตว์เกือบจะเหมือนกัน?พระเจ้าทรงสร้างสวนที่เต็มไปด้วยผลไม้ และถั่วนานาพันธุ์ สำหรับบิดา มารดาคู่แรกของเรา เราไม่ทราบแน่ว่า มีชนิดใดแน่ นอกจากคาดเอาว่าผลไม้หลากหลาย และถั่วมากประเภท อาจแตกต่างจากที่เราจะหาได้ในทุกวันนี้บ้าง แต่เราอาจวาดภาพได้ว่า ผลไม้เหล่านั้นสีสันสวยงามแตกต่างกัน ถั่ว

           ต่างๆ ก็มีรูปทรงน่ารับประทาน เรานึกมองเห็นภาพต้นไม้แห่งชีวิตที่ออกผลปีละ 12 ชนิดแตกต่างกัน อาจเป็นได้ว่า ชนิดหนึ่งต่อหนึ่งเดือน ใบของต้นไม้นั้นใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกชนิด ส่วนใบนั้นใช้ในการป้องกันจากเชื้อโรคได้ทั้งหมด ท่านอัครทูตยอห์น ได้เขียนพรรณนาเรื่องนี้ไว้ว่า “ท่านได้ชี้ให้ข้าพเจ้าดูแม่น้ำที่มีน้ำแห่งชีวิต ใสเหมือนแก้วไหลมาจากพระที่นั่งของพระเจ้า และพระที่นั่งของพระเมษโปดก ไหลไปตามกลางถนนในนครนั้น และริมแม่น้ำทั้งสองฟากมีต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งออกผลสิบสองชนิด ออกผลทุกๆ เดือนและใบของต้นไม้นั้นสำหรับรักษาบรรดาประชาชาติให้หาย จะไม่มีสิ่งใดถูกสาปแช่งอีกต่อไป พระที่นั่งของพระเจ้าและของพระเมษโปดกจะตั้งอยู่ที่นั่น และบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์จะนมัสการพระองค์” (วิวรณ์ 22:1-3) คำพรรณนาเกี่ยวกับสวนเอเดนนี้ช่างสั้น เราทั้งหลายอยากจะมองเห็นภาพในความมหัศจรรย์มากขึ้นแต่เราทราบแน่ว่า อาดัมและเอวา ชื่นชมอาหารหลากรสชาติ จากต้นไม้ที่มีอยู่ในสวน ซึ่งเราไม่อาจพบเห็นได้ในปัจจุบัน
          วิทยาศาสตร์ด้านอาหาร แสดงให้เห็นว่า อาหารประเภทมังสวิรัติให้ผลด้านสุขภาพดีกว่า อาหารที่มีปริมาณเนื้อสัตว์สูง โดยเฉพาะที่เต็มไปด้วยไขมันมาก จากการศึกษาวิจัยอาหารโดยทีมงานของมหาวิทยาลัยโลมา ลินดาสหรัฐอเมริกา ทำการเปรียบเทียบระหว่างอาหารของ :
          ก. คริสเตียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกือบทั้งหมดรับประทานอาหารมังสวิรัติ กลุ่มที่หนึ่ง: รับประทานอาหารมังสวิรัติ คือปฏิเสธเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นสองอย่าง คือรับประทานนม และไข่ด้วย ซึ่งเรียกว่า แล็คโต-โอโว-วิจีตาเรียน (lacto-ovo-vegetarian diet)
          ข. คริสเตียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส (เหมือนกัน) ในสหรัฐอเมริกาซึ่งรับประทานอาหารเนื้อสัตว์ ที่พระคัมภีร์จำแนกไว้ ในเลวีนิติ บทที่ 11 พวกเขารับประทานเนื้อที่ออกสีแดง หรือน้ำตาล เช่น เนื้อวัว แพะ แกะ และเนื้อออกสีขาว เช่น เนื้อไก่ รวมทั้งรับประทานผักและผลไม้ด้วยเหมือนกับกลุ่ม ก.การศึกษาวิจัยมีผลออกมาดังนี้: กลุ่ม ก. คือกลุ่มมังสวิรัติ (มีนมและไข่) มีโรคหัวใจน้อยกว่า มีมะเร็งน้อยกว่า (และน้อยประเภทกว่เป็นความดันเลือดน้อยกว่า เป็นเบาหวานน้อยกว่า เป็นโรคจิต (dementia)น้อยกว่า เป็นโรคภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis) น้อยกว่า ที่สำคัญอายุเฉลี่ยของผู้รับประทานมังสวิรัติดังกล่าว มีสุขภาพดีกว่า คือมีอายุเฉลี่ย8-10 มากกว่าอายุเฉลี่ยของอเมริกันชน

           ผลการศึกษาวิจัยยังแสดงให้เห็นอีกว่า ชาวเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ที่รับประทานมังสวิรัติ แบบเน้นธัญพืชไม่ขัดสี (เช่นขนมปังโฮลวีท) ผลไม้ผักต่างๆ ถั่วสด ถั่วเปลือกแข็ง และถั่วเมล็ดแห้งหลายชนิด รับประทานอาหารไม่ผ่านกระบวนการ เช่น น้ำตาล ใช้น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลก้อนจากต้นมะพร้าว ไม่ใช้น้ำตาลฟอกขาว (refi ne) และใช้วิธีการเตรียมอาหารแบบใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด         
           มีการศึกษาวิจัยเรื่องอาหารคล้ายกัน ในยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ ต่างได้ผลออกใกล้เคียงกับผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยที่ทำในอเมริกานับถึงปัจจุบันคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ได้ส่งผลงานศึกษาวิจัยในเรื่องอาหาร ลงในนิตยสารวิทยาศาสตร์ และด้านโภชนาการแล้วมากกว่า400 บทความ



บางคนอาจทำให้เรื่องอาหารเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับศาสนาของพวกตน พวกเขาคิดว่า การเข้มงวดเรื่องอาหาร หมายถึงการทำให้บุคคลนั้นบริสุทธิ์มากขึ้น ขณะที่เราคริสเตียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสมีความเห็นว่า เรื่องอาหารนั้นสำคัญ เราจะต้องเฝ้าระวังไว้ และพยายามรับประทานเพื่อให้มีสุขภาพดีมากที่สุดเท่าจะทำได้?

วันจันทร์ อาหารหลังจากน้ำท่วมโลก (ปฐมกาล 9:3, 4)

“ทุกสิ่งที่มีชีวิตเคลื่อนไหวไปมาจะเป็นอาหารของเจ้า เราจะยกของทุกอย่างให้แก่เจ้า ดังที่เรายกต้นผักเขียวสดให้แก่เจ้าแล้ว แต่อย่ากินเนื้อพร้อมกับชีวิตของมัน คือเลือดของมัน” (ปฐมกาล 9:3, 4)

ในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราไม่ควรลืมข้อมูลความจริงที่ว่า ความบาปครั้งแรกของมนุษย์เกิดขึ้นจาก “ความอยากเรื่องอาหาร” พระเจ้าทรงตรัสห้ามอาดัมและเอวา อย่าไปรับประทานผลไม้ที่ต้องห้าม (ปฐมกาล 2:16, 17)แต่พวกเขาก็รับประทานเข้าไปจนได้ (ปฐมกาล 3:6) การไม่เชื่อฟังพระผู้สร้างคือความบาป ช่างชัดเจน และเข้าใจได้ง่าย เราต้องระมัดระวังที่จะไม่สร้าง “รูปบูชา” ด้วยเรื่องอาหาร และอย่าได้ประมาทคิดว่า เรื่องอาหารไม่สำคัญ จงฟังคำแนะนำจากผู้รับใช้ของพระเจ้า เราต้องการสติปัญญาเพื่อจะพบกับความสมดุลอันลงตัวว่า เราจะรับประทานและดื่มอย่างไรดีที่สุด
            พระธรรมปฐมกาล 9:3, 4 มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เรื่องอาหารสำหรับมนุษย์ที่เกิดขึ้นเพราะน้ำทว่ มโลก? อาหารที่วา่ นี้มีความแตกตา่ งจากอาหารดั้งเดิมก่อนน้ำท่วมใหญ่ ในปฐมกาล 1:26-30 อย่างไร ท่านคิดว่าเหตุใดสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น? ท่านคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพราะความบาปอย่างไร?

           น้ำท่วมโลกได้ทำลายพืชผัก ธัญญาหารบนแผ่นดินไปหมด ดังนั้นพระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์รับประทานเนื้อสัตว์ได้ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความสมดุลระหว่างมนุษย์และสัตว์เกิดขึ้น ปัจจุบันเรารับประทานเนื้อสัตว์จนเคยชิน จนไม่เข้าใจว่า มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่อันน่ากลัวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ข้อพระคัมภีร์ ในปฐมกาล 7:1, 2 และปฐมกาล 8:20 ให้ข้อมูลอย่างชัดเจน ทรงให้โนอาห์นำเอาสัตว์ที่สะอาด 7 คู่ และสัตว์ที่ไม่สะอาด1 คู่ เข้าไปในนาวา ที่ทรงให้นำสัตว์ที่สะอาดเข้าไปในนาวามากกว่า เพื่อใช้เป็นเครื่องถวายบูชา และให้เป็นอาหารของมนุษย์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับชาติยิวแต่อย่างใด!

           ข้อพระคัมภีร์นี้พิสูจน์ให้เห็นในความแตกต่าง ระหว่างเนื้อสัตว์ที่สะอาดและไม่สะอาดว่า ไม่ได้เริ่มครั้งแรกกับชนชาติยิว มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในตอนน้ำท่วมโลกยังไม่มีชาวยิว หรือชาวอิสราเอลแม้คนเดียว ไม่มีข้อสงสัยเลยต่อมาภายหลังอีกนานหลังน้ำท่วมโลก ที่พระเจ้าทรงเรียกคนยิวออกมาจากถิ่นฐานเดิม เพื่อให้เป็นชาติพลไพร่ของพระองค์ และพระองค์ทรงประทานรายละเอียด ในความแตกต่างระหว่างสัตว์ที่สะอาดและไม่สะอาดแก่พวกเขา ในเลวีนิติ บทที่ 11 และเฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 14 เพื่อให้พวกเขาเข้าใจแจ่มแจ้งเคยมีข้อโต้แย้งท่ามกลางนักศาสนา และนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเหตุผล ในความแตกต่างระหว่างสัตว์ที่สะอาดและไม่สะอาด และเหตุผลเรื่องของสุขภาพจะปรากฏให้เห็นชัดที่สุด สัตว์ที่ไม่สะอาดหลายชนิดไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมที่บุคคลหนึ่งจะนำมาทำเป็นอาหารป้อนเข้าสู่ร่างกาย (ยกตัวอย่างเช่น หนู งู หมู และจำพวกแร้ง ฯลฯ) พระเจ้าทรงพระประสงค์ให้เราดูแล เอาใจใส่ร่างกายของเราอย่างดี ดังนั้นย่อมสมเหตุผล ในเมื่อพระองค์ทรงบอกให้ทราบว่า อะไรไม่ดี ไม่ควรที่เราจะรับประทานเป็นอาหาร

วันอังคาร อาหารในพระคัมภีร์ใหม  (1 ทิโมธี 4:1-5)


“พระวิญญาณได้ตรัสไว้อย่างชัดแจ้งว่า ต่อไปภายหน้าจะมีบางคนละทิ้งความเชื่อ โดยหันไปเชื่อฟังวิญญาณที่ล่อลวง และฟังคำสอนของพวกผีปีศาจ ซึ่งมาจากการหน้าซื่อใจคดของคนที่โกหก คือคนที่จิตสำนึกเป็นทาสของมาร เขาห้ามไม่ให้ทำการสมรส ห้ามบริโภคอาหารบางชนิดซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ให้ผู้ที่เชื่อ และรู้จักความจริงบริโภคด้วยขอบพระคุณ ด้วยว่าสิ่งสารพัดซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างไว้นั้นเป็นของดี ถ้าแม้บริโภคด้วยขอบพระคุณก็ไม่ห้ามเลยสักสิ่งเดียว”(1 ทิโมธี 4:1-5)


          อย่างที่เราได้ศึกษาเมื่อวานนี้ ในความแตกต่างระหว่างอาหารที่สะอาดและไม่สะอาดว่า ไม่ได้เริ่มต้นกับชนชาติยิว ปัจจุบันนี้มีหลายคนอ้างว่าในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ พระคัมภีร์ได้ยกเลิกความแตกต่างในเรื่องอาหารออกไปแล้วพวกเขาโต้แย้งว่าตอนนี้คนเราจะรับประทานอะไร หรือไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วแต่คำกล่าวอ้างที่ว่า พระคัมภีร์ใหม่ไม่ให้แยกประเภทอาหารอีกต่อไปเป็นคำอ้างที่ไม่สมเหตุผล ทั้งนี้เพราะอาหารหรือโภชนาการ มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของเรา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่า พระคัมภีร์ใหม่ไม่แสดงความสนใจในเรื่องของอาหาร ในเมื่ออาหารมีความสำคัญมากต่อสุขภาพ

           ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่อัครทูตเปาโลกล่าว ใน 1 ทิโมธี 4:1-5 หมายความถึงอะไร? ที่ว่าเราสามารถรับประทานอาหารไม่สะอาดได้ หมายความว่าอย่างไร?

          ในกรณีนี้ ท่านเปาโลกำลังจัดการเรื่องคำสอนผิดๆ ที่ห้ามไม่ให้ผู้เชื่อเข้าไปมีส่วนในสองสิ่ง ที่พระเจ้าทรงประทานให้แต่แรกสร้างโลก คือเรื่อง“อาหาร” และ “การสมรส” อาหารที่กล่าวถึง รวมไปถึงอาหารทั้งหมดที่พระเจ้าทรงสร้างให้มนุษย์รับประทาน ขอเราอย่าได้เข้าใจผิดว่า คำพูดของท่านเปาโลหมายถึงอาหารที่ไม่สะอาดคือ “ห้ามบริโภคอาหารบางชนิดซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ให้ผู้ที่เชื่อ และรู้จักความจริงบริโภคด้วยขอบพระคุณ ด้วยว่าสิ่งสารพัดซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้าง” (1 ทิโมธี 4:3) ถ้าเป็นอย่างนั้น? การรับประทานเนื้อหนู เราจะ “รับประทานด้วยขอบพระคุณ” หรือ?

          เมื่อท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากไปถึงชาวโรม และโครินธ์ (โรม บทที่14; 1 โครินธ์ 8:4-13; 1 โครินธ์ 10:25-28) ท่านเปาโลเตือนคริสเตียน เกี่ยวกับการแพร่ไปอย่างกว้างขวางของหลักปฏิบัติ ท่ามกลางชนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า(ไม่ใช่ชนชาติยิว คนเหล่านี้จะเป็นคนฆ่าสัตว์ และนำไปขายที่ตลาด แต่ก่อนนำไปที่ตลาด พวกเขาจะยกไปถวายบูชาแก่รูปเคารพที่พวกเขานับถือก่อน)คริสเตียนยุคแรกเริ่มพบกับการตัดสินใจที่ลำบากว่า พวกเขาจะรับประทานอาหารเนื้อสัตว์ที่ผ่านการนำไปถวายบูชาแล้วหรือไม่ ผู้ที่มีความเชื่อเข้มแข็งถือว่า รูปบูชาเหล่านั้นไม่มีอิทธิพลเหนือเนื้อสัตว์เหล่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถซื้อหาเนื้อนั้นมาทำอาหารได้ แต่เหล่าคนผู้ยังมีความเชื่อไม่เข้มแข็งจะรับประทานเฉพาะอาหารประเภทผักและผลไม้ เพราะชาวต่างชาติไม่ได้นำเอาผัก ผลไม้ไปถวายบูชาก่อนนำไปขาย ท่านเปาโลจึงกำชับว่า อย่าให้ใครวิพากษ์วิจารณ์ หรือต่อว่าคนที่กินเนื้อสัตว์ที่ถวายบูชาแก่รูปเคารพแล้ว (ไม่เหมือนการไหว้เจ้า ที่ไหว้ด้วยอาหารที่สุกแล้ว - ผู้แปล) “ถ้าแม้บริโภคด้วยขอบพระคุณก็ไม่ห้ามเลยสักสิ่งเดียว”

           มีอะไรผิดกับการใช้ กิจการฯ บทที่ 10 เป็นข้อพิสูจน์ว่า พระคัมภีร์ใหม่ได้ขจัดความแตกต่างระหว่าง อาหารที่สะอาด และไม่สะอาดออกไปแล้ว? อ่านกิจการฯ 10:28

ท่านอยู่ตรงจุดไหนในคำถามเรื่องของอาหาร? ท่านทราบมาก
ขึ้นแล้วว่า ท่านควรจะปรับปรุงเรื่องการรับประทานของท่าน อันรวมไปถึงการรับประทานอะไร และท่านจะรับประทานในปริมาณเท่าไร


วันพุธ
โภชนาการที่สมดุล (สุภาษิต 23:19-21)

“บุตรชายของเราเอ๋ย จงฟัง และจงฉลาดเถิด และนำใจของเจ้าไปในทางนั้น อย่าอยู่ท่ามกลางคนดื่มเหล้าองุ่น หรือท่ามกลางคนตะกละที่กินเนื้อ เพราะคนขี้เมาและคนตะกละจะมาถึงความยากจนและความง่วงเหงาจะเอาผ้าขี้ริ้วห่มคนนั้น” (สุภาษิต 23:19-21)


          มีหลักการสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพอะไร ที่เราพบในสุภาษิต 23:19-21? เราสามารถเรียนรู้ที่จะใช้หลักการนี้เพื่อตัวเราเอง ในพื้นที่ของสุขภาพ และการประมาณตนได้อย่างไร?

          “เราจำเป็นต้องทราบว่า อะไรคืออาหารดีที่สุดที่จะทราบได้ เราต้องศึกษาถึงแผนดั้งเดิมของพระเจ้าสำหรับอาหารมนุษย์...นั่นคือจำพวกธัญพืชทั้งปวง ผลไม้นานาชนิดพวกถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง และผักต่างๆ ...ทำการเตรียมอย่างง่ายๆ เพื่อคงสภาพคุณค่าของอาหารไว้มากที่สุด อาหารนั้นจะบำรุงเลี้ยงร่างกาย และจิตใจให้แข็งแรง มีความคิดแจ่มใส ที่อาหารปรุงแต่งไม่อาจจะให้ได้” จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน “The Ministry (WorkDone for God) of Healing,” pages 295, 296
           ท่านอาจเป็นมังสวิรัติ แต่ในเวลาเดียวกัน รับประทานพวกไขมันมากเกิน ใช้เกลือมากไป รับประทานน้ำตาลมากเกินไป ทั้งหลายเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาหนักเรื่องสุขภาพ อย่างเช่นเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจล้มเหลว และโรคมะเร็ง เป็นต้นหรือเพียงท่านอาจรับประทานอาหารมากเกินไป ท่านอาจเป็นมังสวิรัติเข้มงวดในด้านอาหารการกิน แต่หากท่านรับประทานมากเกินไป ท่านอาจเป็นคนมีน้ำหนักเกิน อันทำให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพ และกลายเป็นโรคอ้วนในเรื่องโภชนาการ การประมาณตนเป็นเรื่องที่สำคัญ แม้อาหารจะดี แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ แนวคิดคือให้รับประทานอาหารหลากหลายชนิดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งเพื่อให้อาหารบำรุงครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ในเวลาเดียวกัน ท่านต้องระมัดระวังไม่รับประทานมากไป อันที่จะทำให้สุขภาพอ่อนกำลังลง จงจำไว้ว่า ความสมดุลคือกุญแจสำคัญ

คริสตจักรของเราไม่ได้ตั้งอาหารมังสวิรัติไว้เป็นเครื่องทดสอบในการเข้าร่วมความสัมพันธ์ และไม่ควรจะมีเงื่อนไขเช่นนั้น คริสเตียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสจำนวนไม่น้อย เลือกที่จะไม่เป็นมังสวิรัติ แต่การเป็นมังสวิรัติได้ประโยชน์อะไรมากกว่า คำตอบคือ ท่านจะอยู่ในสภาพที่ได้อาหารถูกต้องเพียงพอ สำหรับโภชนาอันเหมาะสม?

วันพฤหัสบดี โภชนาการปัจจุบัน (โรม 14:17)

“เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์” (โรม 14:17)

           เราเข้าใจ โรม 14:17 ว่ามีความเชื่อมโยงกับคำถามในภาพรวมเกี่ยวกับโภชนาการ และสุขภาพอย่างไร? เราควรจะระมัดระวังเกี่ยวกับอะไร เพื่อไม่ไปไกลจนสุดโต่งเกินความพอดี?
           ในฐานะเป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เราควรรู้สึกขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่เราได้รับเกี่ยวกับสุขภาพ ข้อสนับสนุนดีที่สุดจากวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์ คือหลักโภชนาการที่คริสตจักรเรากำลังสอน ในสุนทรพจน์ครั้งสุดท้าย ที่ เอลเลน จี.ไวท์. กล่าวในการประชุมใหญ่ของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ในปี 1909 นางได้กล่าวเตือนไว้ว่า “เราไม่ได้ตั้งกฎแข็งขันเกี่ยวกับเรื่องโภชนาการ แต่เราได้พูดว่าในประเทศที่มีผลไม้หลากหลาย มีธัญพืชนานาชนิด มีถั่วสด ถั่วเปลือกแข็ง และถั่วเมล็ดแห้งพอเพียง อาหารพวกเนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารอันถูกต้อง สำหรับพลไพร่ของพระเจ้า” จากหนังสือของ เอลเลนจี.ไวท์. ใน “Testimonies for theChurch, volume 9, page 159 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ถ้าเราสามารถรับประทานมังสวิรัติได้ เราควรพยายามดู แม้ว่าเรื่องอาหารไม่ได้ทำให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ชอบธรรม และก็ไม่ได้ยกให้เราอยู่เหนือคนอื่น เพื่อคอยวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่ไม่รับประทานมังสวิรัติเหมือนกับเรา ที่เราถือว่าเป็นโภชนาการดีที่สุด แต่การรับประทานอาหารมังสวิรัติสามารถทำให้เรามีสุขภาพดีกว่า และมีใครบ้างไม่ต้องการมีสุขภาพดี?ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ได้แสดง “ปิระมิดโภชนาการ” ทำให้เรามองเห็นภาพชัด จากรูปฐานปิระมิดเป็นอาหารสำคัญ ที่ร่างกายต้องการในปริมาณมากที่สุด คือพวกธัญพืชไม่ขัดขาว (ข้าวซ้อมมือ, ข้าวแดง, ขนมปังโฮลวีท) ซึ่งเราต้องรับประทาน 6-7 ส่วนต่อวัน และอันดับสูงถัดไปเป็นอาหารประเภทผัก และผลไม้ ซึ่งสนับสนุนให้รับประทานในปริมาณ 5 ส่วนต่อวัน ประเภทอาหารในอันดับสูงถัดไปอีกคือพวกผลิตผลของนม เนย และไข่ ประมาณ 2-3 ส่วนต่อวัน สิ่งนี้มีความสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติ ทั้งนี้เพื่อเราจะมั่นใจได้ว่าเราได้วิตามิน บี.12 ในโภชนาการของเรา ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ 100 เปอร์เซ็นต์ ควรรับประทานวิตามิน บี.12 เป็นอาหารเสริม ซึ่งส่วนของเกลือแร่ และวิตามิน จะอยู่เกือบบนสุดของปิระมิด (ซึ่งหมายความว่า ควรรับประทานในปริมาณน้อยที่สุด) กลุ่มในอันดับต่อไปคือ ถั่วสด ถั่วเมล็ดแห้งจำพวกเมล็ดพืชต่างๆ (เช่นงา) จะใช้เป็นสิ่งแทนเนื้อสัตว์ สำหรับผู้เป็นมังสวิรัติส่วนผู้ไม่รับประทานมังสวิรัติ อาจรวมจำพวกปลา สัตว์ปีก และเนื้อสัตว์ต่างๆได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณน้อย ในที่สุดในอันดับบนสุดของปิระมิด เป็นอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยที่สุด คือพวกไขมัน น้ำมันพืช พวกของการแพทย์ คือหลักโภชนาการที่คริสตจักรเรากำลังสอน ในสุนทรพจน์ครั้งสุดท้าย ที่ เอลเลน จี.ไวท์. กล่าวในการประชุมใหญ่ของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ในปี 1909 นางได้กล่าวเตือนไว้ว่า “เราไม่ได้ตั้งกฎแข็งขันเกี่ยวกับเรื่องโภชนาการ แต่เราได้พูดว่าในประเทศที่มีผลไม้หลากหลาย มีธัญพืชนานาชนิด มีถั่วสด ถั่วเปลือกแข็ง และถั่วเมล็ดแห้งพอเพียง อาหารพวกเนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารอันถูกต้อง สำหรับพลไพร่ของพระเจ้า” จากหนังสือของ เอลเลนจี.ไวท์. ใน “Testimonies for theChurch, volume 9, page 159 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ถ้าเราสามารถรับประทานมังสวิรัติได้ เราควรพยายามดู แม้ว่าเรื่องอาหารไม่ได้ทำให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ชอบธรรม และก็ไม่ได้ยกให้เราอยู่เหนือคนอื่น เพื่อคอยวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่ไม่รับประทานมังสวิรัติเหมือนกับเรา ที่เรา
ถือว่าเป็นโภชนาการดีที่สุด แต่การรับประทานอาหารมังสวิรัติสามารถทำให้เรามีสุขภาพดีกว่า และมีใครบ้างไม่ต้องการมีสุขภาพดี?

          ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ได้แสดง “ปิระมิดโภชนาการ” ทำให้เรามองเห็นภาพชัด จากรูปฐานปิระมิดเป็นอาหารสำคัญ ที่ร่างกายต้องการในปริมาณมากที่สุด คือพวกธัญพืชไม่ขัดขาว (ข้าวซ้อมมือ, ข้าวแดง, ขนมปังโฮลวีท) ซึ่งเราต้องรับประทาน 6-7 ส่วนต่อวัน และอันดับสูงถัดไปเป็นอาหารประเภทผัก และผลไม้ ซึ่งสนับสนุนให้รับประทานในปริมาณ 5 ส่วนต่อวัน ประเภทอาหารในอันดับสูงถัดไปอีกคือพวกผลิตผลของนม เนย และไข่ ประมาณ 2-3 ส่วนต่อวัน สิ่งนี้มีความสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติ ทั้งนี้เพื่อเราจะมั่นใจได้ว่าเราได้วิตามิน บี.12 ในโภชนาการของเรา ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ 100 เปอร์เซ็นต์ ควรรับประทานวิตามิน บี.12 เป็นอาหารเสริม ซึ่งส่วนของเกลือแร่ และวิตามิน จะอยู่เกือบบนสุดของปิระมิด (ซึ่งหมายความว่า ควรรับประทานในปริมาณน้อยที่สุด) กลุ่มในอันดับต่อไปคือ ถั่วสด ถั่วเมล็ดแห้งจำพวกเมล็ดพืชต่างๆ (เช่นงา) จะใช้เป็นสิ่งแทนเนื้อสัตว์ สำหรับผู้เป็นมังสวิรัติ
           ส่วนผู้ไม่รับประทานมังสวิรัติ อาจรวมจำพวกปลา สัตว์ปีก และเนื้อสัตว์ต่างๆได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณน้อย ในที่สุดในอันดับบนสุดของปิระมิด เป็นอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยที่สุด คือพวกไขมัน น้ำมันพืช พวกของ

วันศุกร์    ศึกษาเพิ่มเติม:

อ่านหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน “Counsels (Advice) on Dietand Foods”จากหนังสือ “คู่มือของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส” ตอนหนึ่ง มีข้อความว่า “ร่างกายของเราเป็นพระวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราจะต้องดูแลร่างกายอย่างระมัดระวังพร้อมกันไป เราต้องออกกำลังและพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เราจะต้องรับประทานอาหารที่ทำให้สุขภาพดีที่สุดเท่าจะเป็นไปได้ และหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สะอาด ตามที่มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์หนังสือ “หลักข้อเชื่อพื้นฐานยี่สิบเอ็ดข้อ” ของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสมีข้อเชื่อหนึ่งมีชื่อว่า “โภชนาการเริ่มแรก” พระคัมภีร์ไม่วิพากษ์วิจารณ์การรับประทานอาหารเนื้อสัตว์ที่สะอาด แต่อาหารเริ่มแรกของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ยังไม่ได้รวมอาหารเนื้อสัตว์ไว้ จนกระทั่งหลังน้ำท่วมโลก พระเจ้าไม่ทรงสนับสนุนให้มีการฆ่าสัตว์ การรับประทานอาหารมังสวิรัติแบบสมดุลเป็นโภชนาการดีที่สุดสำหรับสุขภาพ วิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการมีข้อมูลสนับสนุนมากขึ้นในเรื่องนี้ “โภชนาการที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้ตั้งแต่ครั้งสวนเอเดน คืออาหารมังสวิรัติ ซึ่งเป็นโภชนาการประเภทดีที่สุด แต่บางครั้งเราไม่อาจหาสิ่งดีเศษนี้ได้ ในสถานการณ์ หรือในพื้นที่ที่ไม่อาจหาอาหารมังสวิรัติสมดุลได้ ผู้ประสงค์จะรักษาสุขภาพไว้ให้แข็งแรง อาจต้องรับประทานอาหารดีที่สุด ที่พวกเขาจะสามารถหามาได้”

           จากการประชุมของคณะที่ปรึกษาของสำนักงานใหญ่คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ในปี 2006 ทางคริสตจักรฯ ได้ตีพิมพ์แถลงการณ์ในชื่อ “คำแนะนำเรื่องอาหารมังสวิรัติ” มีข้อความตอนหนึ่งว่า “เราแนะนำให้รับประทานอาหารธัญพืชไม่ขัดขาว พืชผักนานาชนิด และผลไม้หลากหลาย และใช้หรือดื่มนม และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมพอประมาณ นอกนั้นให้ทานพืชจำพวกถั่วสด ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง และเมล็ดพืชอีกหลายประเภท และจำกัดอาหารที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fat) ซึ่งมีคอเลสเตอรอลต่ำ(ส่วนไขมันอิ่มตัว (saturated fat) มีคอเลสเตอรอลสูง ถ้าเป็นได้ไม่ใช้จะดีกว่า)ใช้น้ำตาล และเกลือแต่เพียงเล็กน้อย”

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. มีอาหารประเภทใดบ้างที่ไม่เหมาะสม ที่ท้าทายให้ท่านอยากรับประทานในพื้นที่ท่านอาศัยอยู่? อาหารนั้นมีอยู่มาก จนเป็นเหตุจูงใจให้ผู้คนรับประทาน หรือทำให้รับประทานมากเกินไป?หรือต้องใช้ความพยายามมากเพื่อจะได้อาหารที่ถูกสุขลักษณะเพียงพอ? ท่านในฐานะเปน็ กลุม่ ในโบสถ์ กลุม่ จะชว่ ยเหล่า ผูพ้ ยายามที่จะไม่รับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้องได้อย่างไร?

2. เป็นการง่ายมาก ที่คนหนึ่งจะยึดหลักการดีมากจนสุดโต่ง หรือหันหนีจากสิ่งดีไปสู่สิ่งที่ไม่ดีอย่างรวดเร็ว มีสิ่งใดบ้างในโภชนาการที่เราต้องหลีกเลี่ยงไม่ไปไกลเกินควร?

3. การที่เราเข้าใจเรื่องธรรมชาติ การล้มลงของมนุษย์ มีอิทธิพลต่อการเข้าใจว่า ร่างกายของเรามีความสำคัญมากอย่างไร? ยกตัวอย่างเช่น เราไม่เชื่อว่าจิตวิญญาณจะคงอยู่เรื่อยไปไม่รู้จักตายและไม่อาจเป็นอิสระแยกจากร่างกายได้ ถ้าอย่างนั้น เราไม่ควร




Progress