ค้นพบ
บทที่ 14
ความลับของการตอบรับคำอธิษฐาน
· การสนทนากับพระเจ้า
· วิธีการอธิษฐาน
· การอธิษฐานส่วนตัวและการอธิษฐานในที่สาธารณะ
· ความลับเจ็ดประการของการตอบรับคำอธิษฐาน
· บทบาทของฑูตสวรรค์เมื่อเราอธิษฐาน
·
การดำเนินชีวิตแบบคริสเตียน
ความลับของการตอบรับคำอธิษฐาน
อนาโตลิ ลีวิติน (นักประวัติศาสตร์และนักประพันธ์ชาวรัสเซีย) ได้ใช้เวลาหลายปีในไซบีเรียน กูแลค ที่ซึ่งคำวิงวอนทูลขอต่อพระเจ้าดูเหมือนจะถูกแช่แข็งไว้ที่พื้นดิน แต่ในที่สุดเขาก็กลับมาได้อย่างลงตัวด้วยจิตวิญญาณที่แรงกล้าทีเดียว “สิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทั้งปวงคือการอธิษฐาน” เขาเขียนไว้ “ฉันต้องหันเข้าหาพระเจ้าทางจิตใจและทันใดนั้น ฉันรู้ถึงแรงขับเคลื่อนจากที่ไหนสักแห่ง ได้ไหลพรั่งพรูเข้ามาในวิญญาณและในเนื้อตัวของฉัน นั่นคืออะไร? นั่นคือจิตบำบัดหรือ? ไม่ใช่เลย มันไม่ใช่จิตบำบัด ไม่ใช่การฟื้นฟูจิตใจ แต่เป็นความแข็งแกร่งที่ฉัน (ชายชราที่ไม่มีความสำคัญอะไรและเบื่อหน่ายชีวิต) ได้รับซึ่งคอยชุบชีวิตและช่วยให้ฉันรอดพ้นจากบาป และคอยพยุงฉันขึ้นเหนือโลก? แรงนั้นมาจากภายนอกตัวฉัน ซึ่งไม่มีแรงขับเคลื่อนใดในโลกที่จะสามารถต้านทานสิ่งนั้นได้”
ในบทเรียนนี้เราให้ความสนใจกับวิธีการอธิษฐาน “การหายใจแห่งวิญญาณ” ซึ่งสามารถช่วยเราสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้าให้แข็งแกร่งขึ้น และมีชีวิตคริสเตียนที่มั่นคงแข็งแรงขึ้น
การสนทนากับพระเจ้า
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของเรา?
“‘พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า เจ้าจะแสวงหาเราและพบเรา เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า’”
— เยเรมีย์ 29:11-13 (หากมิได้ทำเครื่องหมายใดๆไว้ บทความทั้งหมดภาคภาษาอังกฤษในบท ค้นพบ นี้มาจากพระคัมภีร์ฉบับสากลเล่มใหม่ [เอ็นไอวี] แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998), ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
พระเยซูทรงให้หลักประกันอะไรว่าพระองค์จะทรงได้ยินและตอบคำอธิษฐานของเรา?
“เราบอกพวกท่านว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน”
— ลูกา 11:9
การอธิษฐานเป็นการสนทนาโต้ตอบกัน พระเยซูทรงสัญญาว่า
“นี่แน่ะ! เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา”
— วิวรณ์ 3:20
จะเป็นอย่างไรหนอถ้าได้นั่งลงและพูดคุยกับพระคริสต์ระหว่างรับประทานอาหารมื้อเย็นที่แสนวิเศษ? ประการแรกให้เราทูลให้พระองค์ทราบในทุกๆสิ่งที่อยู่ในจิตใจของเราในการอธิษฐาน (ไม่ใช่เพียงแต่ทำให้เป็นคำพูดที่สวยหรูและน่าศรัทธา) ประการที่สองให้เราฟังอย่างตั้งใจขณะที่เราภาวนาอธิษฐาน พระเจ้าทรงพูดคุยกับเราโดยตรง และในขณะที่เราอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างใจจดใจจ่อ พระเจ้าจะทรงพูดคุยกับเราผ่านหน้ากระดาษในพระคัมภีร์นั่นเอง
การอธิษฐานเป็นวิธีการดำเนินชีวิตของคริสตชน
“จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับพวกท่านในพระเยซูคริสต์”
— เธสะโลนิกา ฉบับที่หนึ่ง 5:16-18
เราจะสามารถ “อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” ได้อย่างไร? เราจะต้องคุกเข่าของเราตลอดเวลา หรือกล่าวคำชื่นชม หรือวิงวอนซ้ำๆกันตลอดเวลาหรือ? ไม่ใช่แน่นอน พระคัมภีร์เป็นชีวิตที่ใกล้ชิดกับพระเยซูมาก จนเราอิสระที่จะพูดคุยทางใจกับพระองค์ได้ทุกเมื่อทุกโอกาสทุกสถานที่
“อย่ามัวแต่คิดว่าเราไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่เหมาะๆที่จะทูลขอหรือสนทนากับพระเจ้าเลย ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นการยกระดับจิตวิญญาณที่แน่วแน่ของเราที่จะตั้งใจอธิษฐานได้ ท่ามกลางฝูงชนตามท้องถนน ช่วงเวลาการทำธุรกิจ เราอาจส่งคำวิงวอนต่อพระเจ้าและทูลขอคำชี้แนะจากพระองค์...... เราควรเปิดประตูหัวใจไว้ตลอดเวลา และทูลเชิญพระคริสต์ให้ทรงมาสถิตกับเรา เหมือนเป็นแขกผู้เยี่ยมเยียนจากสวรรค์มาในวิญญาณเรา” จาก Steps to Christ, หน้า 99
ทางที่ดีที่สุดทางหนึ่งที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแบบนี้คือการเรียนรู้การภาวนาในขณะที่เราอธิษฐาน
“ขอการภาวนาของข้าเป็นสิ่งที่พอพระทัย ข้าเปรมปรีดิ์ในพระเจ้า”
— เพลงสดุดี 104:34
“จงปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้และทุ่มเทตัวเองให้กับหน้าที่ดังกล่าว”
— ทิโมธี ฉบับที่หนึ่ง 4:15, ฉบับคิงส์เจมส์
“แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน”
— เพลงสดุดี 1:2
อย่ามัวแต่เร่งทูลขอรายการต่างๆขณะที่ท่านอธิษฐาน แต่ขอให้ท่านรอคอย ขอให้ท่านพิจารณาใคร่ครวญสักเล็กน้อยจะทำให้เพิ่มพูนความสัมพันธ์ที่ยิ่งยวดของท่านกับพระเจ้า
“ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะเสด็จเข้ามาใกล้ท่าน”
— ยากอบ 4:8
ยิ่งเราเข้าใกล้พระเยซูมากเท่าไร เราก็ยิ่งสามารถพบพระพักตร์พระองค์มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นขอให้เราคงการสนทนากับพระเยซูไว้ อย่าคิดเหินห่างจากอำนาจพระองค์ ไม่ต้องกังวลกับการใช้คำพูดให้ถูกต้อง เพียงแต่เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างด้วยคำพูดที่ซื่อสัตย์ก็เพียงพอแล้ว โปรดจำไว้ว่าพระองค์ทรงผ่านการทรมานจากการสิ้นพระชนม์พระองค์เองเพื่อเป็นเพื่อนสนิทคุ้นเคยของเรา
วิธีการอธิษฐาน
เมื่อเรามีส่วนร่วมในการอธิษฐานอย่างเป็นทางการในที่สาธารณะหรือจะเป็นการอธิษฐานส่วนตัวก็ตาม เราอาจต้องการอธิษฐานตามที่พระเยซูทรงให้เมื่อครั้งการเทศนาที่เนินเขา พระองค์ทรงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ถึงการอธิษฐานต่อพระเจ้า เพื่อให้การอธิษฐานของพวกเขาได้รับการตอบรับโดย “สอนเราให้อธิษฐานดังนี้”
“ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก ขอประทานอาหารประจำวันแก่พวกข้าพระองค์ในวันนี้ และขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์ เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์ และขออย่าทรงนำพวกข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พวกข้าพระองค์พ้นจากความชั่วร้าย ขอให้แผ่นดินและพระฤทธานุภาพและพระเกียรติคุณของพระองค์ จงเป็นของท่านทั้งหลายตลอดไป..... อาเมน”
— มัทธิว 6:9-13
ตามแบบแผนที่พระเยซูทรงจัดไว้ในคำอธิษฐานของพระองค์ เราเข้าหาพระเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดาบนสรวงสวรรค์ของเรา โปรดทูลขอให้พระประสงค์ของพระองค์เข้ามาสถิตในจิตใจของเรา เพราะพระประสงค์ของพระองค์มีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวงบนสรวงสวรรค์ เราค้นหาพระองค์เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ เพื่อการให้อภัยและเพื่อให้เกิดทัศนคติการรู้จักให้อภัย เราระลึกอยู่ตลอดเวลาว่าความสามารถของเราในการต่อต้านบาปนั้นมาจากพระเจ้า คำอธิษฐานของพระคริสต์จบลงด้วยการสรรเสริญพระองค์ในรูปแบบต่างๆ
ต่อไปพระเยซูทรงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ให้ทูลขอพระบิดา “ในนามของเรา” (ยอห์น 16:23) ว่านั่นคือคำอธิษฐานที่สอดคล้องกับหลักการต่างๆของพระเยซู และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมโดยปกติชาวคริสเตียนจึงมักปิดคำอธิษฐานด้วยคำว่า “ในนามของพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน” อาเมนคือคำฮีบรูที่แปลว่า “ขอให้เป็นดังนั้นด้วยเถิด”
บางครั้งคริสตชนมีต้นแบบการอธิษฐานต่อพระเจ้า บ่อยครั้งที่เขาทั้งหลายท่องจำและกล่าวซ้ำๆในที่สาธารณะ แม้ว่าการอธิษฐานต่อพระเจ้าได้ให้แนวทางสิ่งที่จะอธิษฐานทูลขอรวมถึงวิธีการสร้างคำอธิษฐาน แต่การสนทนากับพระเจ้าของเราจะได้ผลดีที่สุดหากออกมาจากใจที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ขอให้ดูที่การอธิษฐานที่หลากหลายของชายหญิงในพระคัมภีร์ ที่ได้ให้บทเรียนพื้นฐานอันหนึ่งแก่เราว่า ให้อธิษฐานถึงทุกสิ่งทุกอย่าง พระเจ้าทรงเชื้อเชิญเราให้อธิษฐานในเรื่องที่จำเป็นเช่นการให้อภัยบาปของเรา (ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 1:9) การเพิ่มพูนความเชื่อ (มาระโก 9:24) สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต (มัทธิว 6:11) การรักษาให้หายจากความทรมานและเจ็บป่วย (ยากอบ 5:15) ในเวลาเดียวกันพระองค์ทรงให้ความมั่นใจว่า เราจะได้รับความห่วงใยและทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการตามที่ทูลขอต่อพระเยซู ไม่มีสิ่งใดที่จะเล็กน้อยเกินกว่าที่จะอธิษฐาน
“จงละความกังวลทุกอย่างของพวกท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย”
— เปโตร ฉบับที่หนึ่ง 5:7
พระผู้ช่วยให้รอดบาปของเราทรงสนพระทัยในรายละเอียดการดำรงชีวิตของเราทุกเรื่อง พระเจ้าทรงยินดีในการอธิษฐานของเรา พระทัยของพระองค์นั้นอบอุ่นเมื่อจิตใจเราเข้าถึงความรักและความเชื่อของพระองค์
การอธิษฐานส่วนตัว
พวกเราส่วนใหญ่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ และรีรอที่จะแบ่งปันเรื่องเหล่านั้นถึงแม้จะเป็นการแบ่งปันให้กับเพื่อนสนิทที่สุดของเราก็ตาม พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราผ่อนคลายอย่างเต็มที่เมื่ออธิษฐานหนึ่งต่อหนึ่งกับพระองค์ พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะรู้ข้อมูลใดๆ พระฤทธานุภาพทรงรู้ถึงความกลัวที่ลึกลับ แรงกระตุ้นที่ซ่อนไว้ ความไม่พอใจของเราที่ถูกฝังไว้ แท้จริงแล้วพระองค์ทรงรู้ดีกว่าเราเสียอีก แต่เราจำเป็นต้องเปิดหัวใจต่อพระองค์ ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียว ผู้ทรงสนิทสนมกับเราและผู้ทรงรักเราอย่างหาที่สุดมิได้ การรักษาจะเริ่มขึ้นต่อเมื่อพระเยซูทรงสามารถสัมผัสบาดแผลได้เท่านั้น เราจำเป็นต้องยอมรับปัญหาต่างๆและระลึกถึงความต้องการของเรา การเติบโตจะเกิดขึ้นเมื่อพระเยซูสามารถสัมผัสความอ่อนแอต่างๆของเราได้เท่านั้น
เมื่อเราอธิษฐาน พระเยซูมหาปุโรหิตของเราจะทรงอยู่ใกล้เรา เพื่อช่วยเหลือเราทุกครั้งในยามต้องการ
“เพราะว่า เราไม่ได้มีมหาปุโรหิต ที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ทรงเคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ”
— ฮีบรู 4:15, 16
เรารู้สึกกังวลใจ เครียดหรือรู้สึกผิดบ้างไหม? จงถวายสิ่งเหล่านั้นให้พระเจ้า การอธิษฐานจะนำเราไปสู่พระเมตตาและพระเกียรติคุณของพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงสามารถช่วยเราได้ในยามต้องการ
เราควรมีสถานที่พิเศษเพื่อการอธิษฐานส่วนตัวหรือไม่?
“ส่วนท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้สถิตในที่ลี้ลับ แล้วพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลี้ลับจะประทานบำเหน็จแก่ท่าน”
— มัทธิว 6:6
คริสเตียนทุกคนจะอธิษฐานเพิ่มเติมระหว่างเดินตามถนน ระหว่างทำงานหรือระหว่างเข้าสังคมที่สนุกสนาน เขาทุกคนควรจะกำหนดเวลาอธิษฐานส่วนตัวในแต่ละวัน ดาเนียล (เจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงในบาบิโลนและเป็นชายผู้ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า) จะอธิษฐานสามครั้งต่อวันคือเวลาเช้า กลางวันและกลางคืน คริสตชนเกือบทั้งหมดจะกำหนดเวลาและสถานที่ เพื่ออยู่กับพระเจ้าโดยการศึกษาพระคัมภีร์และการอธิษฐาน ขอให้ท่านจัดทำตารางนัดพบพระเจ้าในเวลาที่ท่านตื่นตัวและสนใจที่สุด
การอธิษฐานในที่สาธารณะ
การอธิษฐานร่วมกับคนอื่นเป็นการสร้างข้อผูกมัดและเป็นวิธีพิเศษ ในการเรียกหาพระฤทธานุภาพของพระเจ้า
“เพราะว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหน ในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น”
— มัทธิว 18:20
โปรดจำไว้ว่าการอธิษฐานของพระเจ้าใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งนาที ที่จะพูดซ้ำ การอธิษฐานในที่สาธารณะควรจะต้องสรุป อย่าเบี่ยงเบนผู้ฟังด้วยคำพูดที่ดูเหมือนท่านเป็นคนพูดกับผู้ฟังจริงๆ ไม่ใช่พระเจ้า อย่ารู้สึกว่าท่านต้องพูดด้วยสำเนียงแปลกๆซึ่งไม่เป็นธรรมชาติ การพูดที่แสดงความเคารพนับถืออย่างง่ายๆและอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นวิธีที่ดีกว่ามากในการเข้าพบกษัตริย์ของกษัตริย์ทั้งปวงหรือพระเจ้าของพระเจ้าทั้งปวง
มีสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราสามารถทำได้ในฐานะครอบครัวเดียวกันคือการพัฒนาชีวิตการอธิษฐานด้วยกัน จงแสดงให้เด็กๆของท่านเห็นว่าเราสามารถทูลความต้องการของเราต่อพระองค์โดยตรง พวกเขาจะตื่นเต้นหากพระเจ้าทรงตอบรับคำอธิษฐานซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ในชีวิต ขอให้ครอบครัวนมัสการพระเจ้าด้วยความสุขและแบ่งปันเรื่องราวด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลาย
ความลับเจ็ดประการของการตอบรับคำอธิษฐาน
เมื่อโมเสสอธิษฐานให้ทะเลแดงแยกกัน เมื่ออิไลจาอธิษฐานให้ไฟลงมาจากสวรรค์ เมื่อดาเนียลอธิษฐานฑูตสวรรค์องค์หนึ่งได้ปิดปากสิงโตที่ตะกละ พระคัมภีร์จะตอบรับคำอธิษฐานเรามากมายด้วยความตื่นเต้น และสิ่งนี้เตือนให้ทราบว่าการอธิษฐานเป็นเหมือนการเคาะเรียกพระฤทธานุภาพ ที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า จงพิจารณาพระคำสัญญาที่ยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ที่ว่า
“สิ่งใดที่พวกท่านขอในนามของเรา เราจะทำสิ่งนั้น”
— ยอห์น 14:14
พระเยซู “ผู้ทรงสามารถทำทุกสิ่งได้มากยิ่งกว่าที่เราทูลขอหรือคิด” (เอเฟซัส 3:20) พระเจ้าทรงสัญญาว่า “จงทูลเราและเราจะตอบเจ้า” (เยเรมีย์ 33:3) แต่อย่างไรก็ตามผู้อธิษฐานบางคนดูเหมือนไม่สนใจ ทำไม? มีเงื่อนไขที่แนบมากับการอธิษฐานหรือ? นี่คือหลักเจ็ดประการที่จะช่วยให้ท่านอธิษฐานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1. ขอให้เข้าใกล้พระคริสต์
“ถ้าพวกท่านติดสนิทอยู่กับเรา และถ้อยคำของเราติดสนิทอยู่กับท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดที่ท่านปรารถนา ก็จะได้สิ่งนั้น”
— ยอห์น 15:7
เมื่อเราสนิทสนมกับพระเจ้าเป็นอันดับแรกและคอยติดต่อพระองค์ เราต้องคอยหมั่นหาและฟังคำตอบรับการอธิษฐานของเรามิฉะนั้นเราอาจไม่พบคำตอบรับอธิษฐานนั้น
2. ขอให้เชื่อมั่นพระเจ้า
“ทุกสิ่งที่ท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อก็จะได้”
— มัทธิว 21:22
ความเชื่อหมายถึงคำอธิษฐานของเราจะมากยิ่งกว่าการเคาะไม้เรียก เรากำลังรอการตอบรับคำอธิษฐานของเราจริงๆจากพระบิดาบนสรวงสวรรค์ หากท่านยังรู้สึกอึดอัดที่จะมีความเชื่อ ขอให้ท่านจำไว้ว่าพระผู้ช่วยให้รอดบาปของเราทรงแสดงอัศจรรย์ต่อคนที่ทูลขอเมื่อเข้าตาจนดังนี้
“ข้าพเจ้าเชื่อ และขอโปรดช่วยในส่วนที่ขาดอยู่ด้วยเถิด!”
— มาระโก 9:24
แค่มีสมาธิในการแสดงความเชื่อ ท่านก็จะมี จริงๆ อย่าไปกังวลกับความเชื่อที่ท่านไม่มี
3. ขอให้ยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างน้อบนอม
“และนี่เป็นความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟัง”
— ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 5:14
ขอให้จำไว้ว่าพระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะมอบสิ่งต่างๆให้เราและสอนเราผ่านการอธิษฐาน ดังนั้นบางครั้งพระองค์ตรัสคำ “ปฏิเสธ” บางครั้งพระองค์ทรงหันเหเราไปอีกทิศทางหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ควรดลใจให้เราอธิษฐานมากขึ้นเพื่อ “ให้การตอบรับคำอธิษฐานเป็นจริง” ในอนาคต การอธิษฐานเป็นวิธีการเข้าใกล้พระประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นต้องติดสนิทกับการตอบรับของพระเจ้าอย่างฉับไวและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น ขอให้เราเจาะจงทูลขออย่างสม่ำเสมอเพื่อให้คำทูลขอนั้นมีการตอบรับที่เป็นจริง
พระคัมภีร์เปิดเผยให้เราทราบถึงพระประสงค์ของพระเจ้า (เพลงสดุดี 119:105, 133) และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยส่งเราให้ถึงเป้าหมาย “พระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชนตามพระประสงค์ของพระเจ้า” (โรม 8:27) ขอให้จำไว้ว่าความประสงค์ของเราจะตรงกับพระประสงค์ของพระเจ้าเสมอ หากเราสามารถเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ
4. ขอให้รอคอยพระเจ้าอย่างอดทน
“ข้าพเจ้าได้เพียรรอคอยพระเจ้า พระองค์ทรงเอนพระองค์ ลงฟังคำร้องทูลของข้าพเจ้า”
— เพลงสดุดี 40:1
ประเด็นสำคัญคือให้ท่านมีจุดศูนย์รวมที่พระเจ้า มุ่งความสนใจมาที่การตอบรับคำอธิษฐานของพระองค์ อย่าเพียงแต่อ้อนวอนทูลขออย่างรวดเร็ว แต่กลับมองปัญหาด้วยความหวาดกลัว อย่ายอมให้ความหวาดกลัวนั้นชนะเหนือท่าน อย่าทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเพียงหนึ่งนาทีแต่กลับจมปลักกับปัญหาอย่างคุ้มคลั่งในเวลาที่เหลือ ขอให้รอคอยพระเจ้าด้วยความอดทน ความรวดเร็วในยุคการทำอาหารเย็นด้วยไมโครเวฟ และเข้าหาสีสรรบันเทิงด้วยการกดปุ่ม ทำให้เราเคยชินกับระเบียบวินัยแย่ๆเหล่านั้น
5. ขอให้หยุดการกระทำบาปใดๆ
“ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าคงไม่ทรงสดับ”
— เพลงสดุดี 66:18
ขอให้รับรู้ว่าบาปทำให้เกิดวงจรลัดในพระฤทธานุภาพของพระเจ้า อันมีผลต่อการดำรงชีวิตของเรา ความบาปแยกเราออกจากพระเจ้า (อิสยาห์ 59:1, 2) สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าท่านต้องสมบูรณ์แบบ เพื่อรอรับคำตอบจากการอธิษฐาน ความหมายง่ายๆคือท่านไม่สามารถทำบาปมือหนึ่ง และขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอีกมือหนึ่ง การสารภาพบาปด้วยความจริงใจและการกลับใจจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้
หากเราไม่ยินยอมให้พระเจ้าทรงนำเราเพื่อให้หลุดพ้นจากความคิด คำพูดคำจา และการกระทำอันชั่วร้ายแล้ว คำอธิษฐานก็จะไม่บังเกิดผลแต่ประการใด
“พวกท่านขอและไม่ได้รับเพราะขอผิด หวังจะเอาไปสนองความปรารถนาชั่วของตนเอง”
— ยากอบ 4:3
พระเจ้าทรงไม่ “ตอบรับ” คนใจบาปหรือคนเห็นแก่ตัว ขอให้ท่านเปิดหูฟังพระบัญญัติพระเจ้า ความประสงค์ของพระองค์และพระองค์จะทรงเปิดพระกรรณเพื่อสดับฟังคำทูลขอจากท่าน
“ถ้าผู้ใดไม่ฟังพระบัญญัติ แม้คำอธิษฐานของเขาก็เป็นสิ่งน่าเกลียดน่าชัง”
— สุภาษิต 28:9
6. ขอให้รู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้า
พระเจ้าทรงตอบรับคำอธิษฐานคนที่ทูลขอต่อพระพักตร์ และพระฤทธานุภาพของพระองค์เพื่อการดำเนินชีวิต
“คนที่หิวและกระหายความชอบธรรมก็เป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่ม”
— มัทธิว 5:6
7. ขอให้อธิษฐานอย่างมุ่งมั่น
พระเยซูทรงแสดงให้เห็นถึงความจำเป็น ในการอธิษฐานอย่างมุ่งมั่นของเรา โดยเล่าเรื่องหญิงม่ายผู้ดื้อรั้นเหลือเกินที่ยังคงร้องขอผู้พิพากษาอย่างไม่หยุด จนในที่สุดผู้พิพากษาพูดอย่างหัวเสียว่า
“‘แต่เพราะแม่ม่ายคนนี้มาทำให้ข้าลำบาก ข้าจะให้ความยุติธรรมแก่นางเพื่อไม่ให้นางมารบกวนให้รำคาญใจบ่อยๆ!’ และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ‘จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมคนนี้พูด พระเจ้าจะไม่ประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ทรงเลือกไว้ คือพวกที่ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ? พระองค์จะทรงอดทนได้หรือ?’”
— ลูกา 18:5, 7
ขอให้เรามุ่งมั่นทูลขอพระเจ้าต่อไปเรื่อยๆ ขอให้สนทนากับพระองค์ถึงความต้องการ ความหวังและความฝันทั้งหลายของท่าน ขอให้เจาะจงทูลขอพระพรและความช่วยเหลือจากพระองค์ในยามจำเป็น ขอให้เราเฝ้าคอยฟังจนกระทั่งท่านได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากการตอบรับคำอธิษฐานจากพระเจ้า
การช่วยเหลือของฑูตสวรรค์เพื่อรับคำตอบจากการอธิษฐาน
ขณะที่เราอธิษฐาน พระเจ้าทรงส่งฑูตสวรรค์มาตอบคำอธิษฐานต่างๆของเรา โดยไม่คำนึงถึงระยะทางและความเร็ว
“ฑูตสวรรค์ทั้งปวง เป็นเพียงวิญญาณที่รับใช้พระเจ้า ที่ทรงส่งไปปรนนิบัติ บรรดาคนที่จะได้รับความรอดไม่ใช่หรือ?”
— ฮีบรู 1:14
ในพระวจนะเพลงสดุดีมีการร้องยินดีปรีดา สำหรับการรับใช้ของบรรดาฑูตสวรรค์ของพระเจ้าที่คอยตอบคำอธิษฐานของเขา
“ข้าพเจ้าได้แสวงพระเจ้า และพระองค์ทรงตอบข้าพเจ้า และทรงช่วยกู้ข้าพเจ้าจากความกลัวทั้งสิ้นของข้าพเจ้า ฑูตสวรรค์ของพระเจ้าได้ตั้งค่ายล้อมบรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระองค์ และช่วยเขาทั้งหลายให้รอด”
— เพลงสดุดี 34:4, 7
หลังจากการถูกทดลองใจสี่สิบวัน (การตอบคำอธิษฐานของพระเยซู) “แล้วมารจึงไปจากพระองค์ และมีพวกฑูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์” (มัทธิว 4:11) เมื่อเราอธิษฐาน พระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์มาช่วยตอบคำอธิษฐานต่างๆของเรา
พระคัมภีร์แนะนำว่าทุกคนมีทูตสวรรค์ประจำตัวคอยคุ้มครองอยู่
“จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง เพราะเราขอบอกท่านทั้งหลายว่า ฑูตสวรรค์ของพวกเขา คอยเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์เสมอ”
— มัทธิว 18:10
อพยพ 23:20; ฮีบรู13:2; เพลงสดุดี91:11,12; และกิจการของอัครฑูต 5:19 พระวจนะเหล่านี้พูดถึงทูตสวรรค์ที่คอยรับใช้ผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยการอธิษฐาน
การอธิษฐานเป็นการทดลองใจอย่างหนึ่งที่น่าเกรงขามที่สุดที่เราสามารถมีส่วนร่วมได้ในฐานะมนุษย์ ดังนั้นขอให้เริ่มสร้างประสบการณ์ส่วนตัวของท่านเสียแต่วันนี้เพื่อการค้นพบของท่าน เพราะว่าการอธิษฐานของเราที่ว่า
“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการโมทนาพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์”
— ฟีลิปปี 4:5-7
ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตบนสรวงสวรรค์ ข้าพระองค์ต้องการจะสนิทสนมกับพระองค์มากขึ้น ข้าพระองค์ยังคงต้องการติดต่อกับพระองค์ผ่านการอธิษฐาน ขอโปรดสอนข้าพระองค์ถึงวิธีการอธิษฐานที่มีประสิทธิภาพ ขอโปรดแสดงให้ข้าพเจ้ารู้วิธีการฟังที่ดีขึ้น รู้ทางไปสู่จุดหมายที่ดีขึ้น รู้การตอบรับคำอธิษฐานที่ดีขึ้น ในนามของพระเยซูคริสตเจ้าที่ข้าพระองค์ทูลขอ อาเมน
การดำเนินชีวิตแบบคริสเตียน
บทเรียนนี้และบทที่ 15 ถึง 20 แสดงถึงการดำเนินชีวิตของชาวคริสเตียน
พระคัมภีร์อธิบายความแตกต่างอย่างชัดเจนของการดำเนินชีวิตแบบคริสเตียนหรือไม่?
“คือได้รับการสอนให้ทิ้งตัวเก่าของพวกท่าน ที่คู่กับการประพฤติแบบเดิมซึ่งถูกตัณหาล่อลวงทำให้พินาศไป และให้วิญญาณและจิตใจของพวกท่านได้รับการเปลี่ยนใหม่ และรับการสอนให้สวมสภาพใหม่ซึ่งได้รับการสร้างขึ้นตามแบบของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง”
— เอเฟซัส 4:22-24
คริสตชนจะ “ทิ้งตัวเก่า” ซึ่งเป็นผลจาก “ตัณหาที่ล่อลวง” และ “สวมสภาพใหม่” นั่นคือ “การสร้างขึ้นตามแบบของพระเจ้า” ในการเกิดใหม่เราถูก “สร้าง” ให้เป็นคนที่แตกต่างด้วยการดำเนินชีวิตแบบคริสเตียนอย่างเห็นได้ชัด
พระคัมภีร์จะคอยดลใจเราให้อยู่กับชีวิตใหม่ตลอดเวลาเช่นเดียวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์จะคอยเปลี่ยนนิสัยเรา
“เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีพยานมากมายอยู่รอบข้างอย่างนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น ขอให้เรายังคงวิ่งแข่งด้วยความทรหดอดทน ในการแข่งขันที่อยู่ข้างหน้าเรา โดยจับตามองที่พระเยซูผู้เบิกทางความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อนั้นสมบูรณ์ พระองค์ทรงสู้ทนต่อกางเขน เพื่อความยินดีที่อยู่ต่อหน้าพระองค์ ทรงถือว่าความอับอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญ และพระองค์ประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ผู้ทรงยอมทนต่อการคัดค้านของคนบาป เพื่อท่านจะไม่รู้สึกท้อใจ”
— ฮีบรู 12:1-3
พระคัมภีร์ใช้สนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่เป็นลู่แข่งสำหรับจิตวิญญาณชาวคริสเตียน ผู้ชมรอบสนามรวมถึงชายหญิงที่มีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ซึ่งกล่าวถึงในบทก่อนหน้า (ฮีบรู 11) เป็น “ประจักษ์พยานมากมาย” ส่วนเราเป็นผู้เข้าแข่งขัน
ในฐานะคริสตชนเราจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่คอยหน่วงเราไว้ “โยนทิ้งไป” และใส่พลังงานทั้งหมดลงไปในการวิ่งเพื่อให้ได้รับชัยชนะ และเพื่อเป็นหลักประกันในการรับชัยชนะ เราต้อง “เพ่งมองพระเยซู” และ “พินิจพิเคราะห์พระองค์” เพื่อให้ความคิดและการกระทำของเราเป็นเหมือนเช่นพระคริสต์ ทำให้เป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินชีวิตและได้รับของประทานชีวิตนิรันดร์จากพระองค์ เพราะพระองค์ “ทรงอดทนต่อกางเขน” และกลายเป็นพระเจ้าผู้ชนะเหนือบาปและความตายของเรา
เราเรียนรู้อะไรจาก “ประจักษ์พยานมากมาย” ในช่วงเวลาของพระคัมภีร์เก่า? หากท่านมีเวลาว่างขอให้อ่านฮีบรู 11 และจดวิธีที่ “ความเชื่อ” ทำให้ชายหญิงผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้สามารถเอาชนะอุปสรรคและการทดลองใจทุกอย่าง ชัยชนะของพวกเขาสามารถเป็นของท่านได้ ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางชีวิตที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่มีมา ขณะที่ท่านอ่านบทที่ 11 ขอให้สังเกตคำเหล่านี้ที่ชี้ถึงความเด็ดขาดที่แน่วแน่และการกระทำที่มุ่งมั่น
ชายหญิงเหล่านี้จะได้รับความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ใจโดยผ่าน “ความเชื่อ” ของการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ กุญแจแห่งความสำเร็จของพวกเขาเช่นเดียวกับคริสตชนคือ “การเพ่งมองพระเยซู” เพราะพระองค์ทรงเป็นศูนย์กลางความเชื่อของเรา พระคริสต์ทรงมีฤทธานุภาพที่คอยดลใจชีวิตคริสตชน พระองค์ทรงมอบความเชื่อซึ่งเป็นคุณภาพที่จำเป็นอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตคริสตชน และเป็นปัจจัยกระตุ้นบุคลิกนิสัยที่ดีให้มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
โดยผ่านความเชื่อพระเยซู การดำเนินชีวิตแบบคริสตชนเป็นผลทำให้เกิดสันติสุข รู้สึกถึงความปลอดภัยและมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบ
“พระองค์ [พระเจ้า] ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ [อยู่ในพระองค์, ฉบับคิงส์เจมส์]”
— อิสยาห์ 26:3 (แปลไทยจาก “พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ 1971 (ย่อขนาดปี 1998),ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ใช้โดยได้รับอนุญาต”)
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีศูนย์กลางการดำเนินชีวิตของเรา ในพระคริสต์ที่ยังทรงพระชนม์อยู่
ครั้งหนึ่งภรรยาผู้เผยแพร่ศาสนาชาวสิงคโปร์ถามชายชราคนหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นคริสเตียนหลังจากที่เกือบทั้งชีวิตของเขานับถือศาสนาพุทธ “มิสเตอร์ ลิม ท่านเห็นความแตกต่างอย่างไรระหว่างการนับถือศาสนาพุทธหรือศาสนาคริสต์?”
“คำตอบง่ายครับ” เขาตอบ “เพราะว่าผมพบพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของผมทำให้ผมมีสันติสุขในจิตใจมากเหลือเกิน”
ผู้มีความเชื่อรายใหม่ๆมักพบคำถามนี้บ่อยๆว่า “เดี๋ยวนี้ท่านดำเนินชีวิตแบบคริสเตียน ท่านสังเกตเห็นความแตกต่างอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่าน?”
คำตอบธรรมดาที่สุดคือ “ฉันพบสันติสุขในจิตใจของฉัน”
บทนี้และอีกหกบทต่อไปเป็นเรื่องการดำเนินชีวิตคริสเตียน เปิดเผยถึงความลับการมีความสุขในชีวิตคริสเตียน พวกเขาช่วยให้เราสนิทสนมและมีชีวิตคริสตชนกับพระเจ้าที่แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นขอให้เริ่มเพ่งมองพระเยซูเสียแต่วันนี้ และท่านจะเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองชัยชนะครั้งสุดท้าย เมื่อแผ่นดินสันติสุขของพระคริสต์ไม่เป็นที่ท้าทายสำหรับท่านอีกต่อไป
ค้นพบ บทที่ 14
ความลับของการตอบรับคำอธิษฐาน (คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อเรื่องบทที่ 14)
1. การอธิษฐาน
คือการสนทนาพูดคุยโต้ตอบกับพระเจ้า
เป็นการทำสัญญากับธรรมิกชนของโบสถ์
2. การอธิษฐานคือการเรียนรู้อย่างเป็นทางการที่เราต้องทำห้าครั้งต่อวัน
ถูก
ผิด
3. เราอธิษฐาน
เกี่ยวกับทุกสิ่ง
เฉพาะเรื่องใหญ่ๆเท่านั้น
4. เราอธิษฐานเพราะพระเจ้าทรงต้องการข้อมูลล่าสุดทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรา
ถูก
ผิด
5. เราอธิษฐานเพราะพระเยซูมหาปุโรหิตของเราทรงเห็นอกเห็นใจเรา
ถูก
ผิด
6. การอธิษฐานกับคนอื่นก่อให้เกิดผลจากฤทธานุภาพของพระเจ้าในวิธีที่พิเศษ
ถูก
ผิด
7. ความยาวของการอธิษฐานในที่สาธารณะควรจะใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดห้านาที
ถูก
ผิด
8. บางครั้งการอธิษฐานของเราก็ได้รับคำตอบ
ถูก
ผิด
9. การอธิษฐานของเราทำให้เราเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้น
ถูก
ผิด
10. เราอธิษฐานแล้วคอยคำตอบจากพระเจ้าอย่างอดทน
ถูก
ผิด
11. พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน ถึงแม้ว่าเป็นการอธิษฐานของคนเหล่านั้นที่ยังยึดติดในบาปของเขาอยู่
ถูก
ผิด
12. เราควรจะยังคงอธิษฐานจนกระทั่งเราได้รับคำตอบจากพระเจ้า
ถูก
ผิด
13. ฑูตสวรรค์ช่วยพระเจ้าตอบการอธิษฐานของเรา
ถูก
ผิด
14. เมื่อเราอธิษฐาน เรามีความมั่นใจอะไรในพระเจ้า? ยอห์น ฉบับที่หนึ่ง 5:14
15. ประโยชน์ของการอธิษฐานคืออะไร? มัทธิว 7:7-8, มัทธิว 26:41, และลูกา 21:36
16. ท่านคิดอย่างไรที่หลายๆคนไม่อธิษฐานบ่อยๆ?
17. คำถามที่เป็นหัวใจ: เป็นความปรารถนาของท่านใช่หรือไม่ ที่จะนำชีวิตของท่านมาสัมผัสกับพระฤทธานุภาพของพระเจ้าโดยผ่านการอธิษฐาน?