บทที่ 5ภาวะสิ่งแวดล้อมวันที่ 24 - 30 เมษายน 2010
บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ปฐมกาล 1-2:7; ปฐมกาล 2:18-24; ปฐมกาล 3:7, 17-19;สดุดี 24:1; มัทธิว 25:34-46; มาระโก 2:27, 28; มาระโก 3:4
ขอ้ควรจำ
แผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้น เป็นของพระเจ้า ทั้งพิภพกับบรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพนั้น (สดุดี 24:1)
|
พระผู้สร้าง (พระเยซู) ใช้ห้าวันแรกในการเนรมิตสร้าง เพื่อทำให้สิ่งแวดล้อมมีความพร้อมสำหรับ อาดัม และเอวา จากนั้นพระองค์ทรงสร้างอาดัมขึ้นก่อน แล้วทรงสร้างเอวา เพื่อให้เป็นคู่สามีภรรยากัน ทรงให้เขาทั้งสองอาศัยอยูในอุทยานเอเดน มีหน้า ที่ดูแลรับผิดชอบอุทยานและสรรพสัตวทั้งปวงงานดังกล่าวนี้ทำให้อาดัมและเอวามีโอกาสศึกษา ชื่นชมยินดีและเติบโตขึ้นเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก และวันสะบาโตจะเป็นตราประทับ ความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อพระองค์ ความบาปได้เปลี่ยนแผนการที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ สิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นศัตรูของมนุษยชาติ แทนที่งานนั้นจะทำให้เกิดความชื่นชมกลับเป็นงานหนัก มนุษย์จึงเกิดมีความเห็นแก่ตัว มนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ป่าไม้ถูกลอบตัด ทางเดินของน้ำได้เปลี่ยนไป แหล่งน้ำ แม้กระทั่งทะเลมหาสมุทรถูกทำให้เกิดมลภาวะ ผืนดินที่เคยอุดมด้วยแร่ธาตุ อาหารสำหรับพืช ถูกทำลายเสียหายจากการไม่ใช้ความคิดอย่างระมัดระวังของมนุษย์ แสงแดดได้กลายเป็นผลเสียแก่ผิวหนัง ถ้าตากแดดนานเกินควร แต่โลกนี้ก็ยังเอื้อต่อการดำรงชีวิตของเราแม้ว่ามนุษย์จะใช้ทรัพยากรของโลกอย่างเห็นแก่ตัว จนทำให้โลกนี้ร้อนขึ้น
พระผู้สร้าง (พระเยซู) ใช้ห้าวันแรกในการเนรมิตสร้าง เพื่อทำให้สิ่งแวดล้อมมีความพร้อมสำหรับ อาดัม และเอวา จากนั้นพระองค์ทรงสร้างอาดัมขึ้นก่อน แล้วทรงสร้างเอวาพื่อให้เป็นคู่สามีภรรยากัน ทรงให้เขาทั้งสองอาศัยอยูในอุทยานเอเดน มีหน้า ที่ดูแลรับผิดชอบอุทยานและสรรพสัตวท์้ั้งปวงงานดังกล่าวนี้ทำให้อาดัมและเอวามีโอกาสศึกษา ชื่นชมยินดีและเติบโตขึ้นเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก และวันสะบาโตจะเป็นตราประทับ ความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อพระองค์ ความบาปได้เปลี่ยนแผนการที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ สิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นศัตรูของมนุษยชาติ แทนที่งานนั้นจะทำให้เกิดความชื่นชมกลับเป็นงานหนัก มนุษย์จึงเกิดมีความเห็นแก่ตัว มนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ป่าไม้ถูกลอบตัด ทางเดินของน้ำได้เปลี่ยนไป แหล่งน้ำ แม้กระทั่งทะเลมหาสมุทรถูกทำให้เกิดมลภาวะ ผืนดินที่เคยอุดมด้วยแร่ธาตุ อาหารสำหรับพืช ถูกทำลายเสียหายจากการไม่ใช้ความคิดอย่างระมัดระวังของมนุษย์ แสงแดดได้กลายเป็นผลเสียแก่ผิวหนัง ถ้าตากแดดนานเกินควร แต่โลกนี้ก็ยังเอื้อต่อการดำรงชีวิตของเราแม้ว่ามนุษย์จะใช้ทรัพยากรของโลกอย่างเห็นแก่ตัว จนทำให้โลกนี้ร้อนขึ้น
ศึกษาบทเรียนของสัปดาห์นี้ด้วยใจจดจ่อมากขึ้น : สิ่งแวดล้อมของเราเป็นของประทานมาจากพระเจ้า ซี่งเป็นประดุจส่วนหนึ่งของชีวิต เราทั้งหลายมีหน้าที่รับผิดชอบสิ่งแวดล้อมของโลกร่วมกัน
วันอาทิตย์ ทรงสร้างสิ่งแวดล้อม (ปฐมกาล 2:1-7)
ฟ้าและแผ่นดิน และบริวารทั้งสิ้นที่มีอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จ ดังนี้แหละ วันที่เจ็ดพระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้น ในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ทรงกระทำ พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวงที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง เรื่องฟ้าสวรรค์และแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสร้างมีดังนี้ ในวันที่พระเจ้าทรงสร้างแผ่นดินและฟ้าสวรรค์ ต้นไม้ตามทุ่งนายังไม่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน และพืชตามทุ่งนาก็ยังไม่งอกขึ้นเลย เพราะพระเจ้ายังมิได้ทรงทำให้ฝนตกบนแผ่นดิน ทั้งยังไม่มีมนุษย์ที่จะทำไร่ไถนา แต่มีน้ำพลุ่งขึ้นมาจากแผ่นดินทำให้พื้นดินเปียกทั่วไป พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดินระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต (ปฐมกาล 2:1-7)
จากทฤษฎีวิวัฒนาการ วันนี้ภาพของการทรงสร้างโลก และสรรพสิ่งที่มีชีวิตได้ถูกบรรยายให้เห็นแผ่นดินโลก และสรรพชีวิต ตลอดจนต้นพืชต้นไม้ทั้งปวง ล้วนถือกำเนิดขึ้นมาเอง โดยความบังเอิญ มักจะใช้คำกล่าวสันนิษฐานว่า เกิดสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก่อน และค่อยวิวัฒนาการในช่วงเวลาอันยาวนานหลายล้าน ล้านปี จนกลายมาเป็นลิงประเภทหนึ่ง แล้ววิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ แต่พระคัมภีร์แสดงให้เห็นภาพการเริ่มต้นของมนุษย์ด้วยภาพที่ตรงกันข้ามกัน ซึ่งทั้งหมดบันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาล ในเรื่องเกี่ยวกับการเนรมิตสร้างโลกของพระเจ้า ดังนั้น ทฤษฎีวิวัฒนาการ และการที่ พระเจ้าทรงสร้างโลกและมนุษย์ จึงเป็นสิ่งแตกต่างที่ไม่ลงรอยกันโดยสิ้นเชิง อ่านปฐมกาล บทที่ 1 และปฐมกาล 2:1-7 พิจารณาดูว่าพระองค์ทรงสร้างอะไรในสัปดาห์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ สิ่งสำคัญที่สุด แห่งการทรงสร้าง นั่นก็คือมนุษย์ชายหญิงคู่แรก? การสร้างชาย หญิง มีความแตกต่างกันอย่างไรกับการทรงสร้างสิ่งอื่นทั้งปวง? ให้เรามาหยุดกันสักหนึ่งนาที แล้วจินตนาภาพของการทรงสร้าง โดยเฉพาะเมื่อพระองค์ทรงสร้างชาย และหญิงคู่แรก พระเจ้าทรงปั้นร่างกายอาดัมด้วยดินของโลกพระองค์ทรงทำงานดุจช่างปั้นรูป เมื่อได้ลักษณะตามพระฉายาของพระองค์แล้ว ทรงก้มลงและระบายลมปราณแห่งชีวิตเข้าไปทางจมูกของอาดัม ทันใดนั้นอาดัมเกิดมีชีวิตเคลื่อนไหวกายได้โดยพลัน พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานชีวิตให้กับอาดัม ภาพที่เห็นช่างน่าอัศจรรย์ใจโดยแท้!ต่อมาพระเจ้าทรงทำงานเป็นศัลยแพทย์ด้วยการบันดาลให้อาดัมนอนหลับ ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนที่กระดูกอย่างเดิม ส่วนกระดูกซี่โครงนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง ทรงเรียกชื่อว่า เอวา แล้วทรงนำมามอบให้เป็นคู่สร้างคู่สมของอาดัม เพื่อเป็นมารดาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งปวง เอวาจะยืนเคียงอาดัมเป็นกำลังใจ ให้การสนับสนุนอาดัมช่วยกันดูแลอุทยานเอเดนที่สวยงามสมบูรณ์แบบ (อ่านปฐมกาล2:18-24) ที่พระองค์ได้ทรงเตรียมไว้พระเจ้าทรงประทานอาดัม และเอวา สถานที่สวยงามยิ่งเป็นที่พำนักของพวกเขาเป็นที่หย่อนใจท่ามกลางใบไม้สีเขียว มีต้นหญ้า ไม้ดอกสีสวยสดหลากสีนานาพันธุ์ มีต้นไม้ที่ออกผลหลากหลาย ทำให้บ้านของพวกเขามีความสมบูรณ์ที่สุด องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีแผนให้บิดา มารดาคู่แรกของเราอยู่อย่างเกียจคร้าน พวกเขาต้องทำงานในสวน ดูแลให้อยู่ในสภาพเหมือนเดิม ในทำนองนี้พวกเขาจะพบกับความพึงพอใจและความชื่นชมยินดี พวกเขาจะได้เรียนรู้เรื่องพระเจ้ามากขึ้น จากหนังสือเล่มที่สองของพระองค์ ซึ่งก็คือ หนังสือแห่งธรรมชาติ นั่นเอง อ่านพระธรรม ปฐมกาล บทที่ 1 และ 2 อีกเที่ยวหนึ่ง เพื่อจะได้ภาพการทรงสร้างของพระเจ้า ท่านได้พบอะไรในเรื่องราวดังกล่าวที่ชี้ให้เรามองเห็นแนวคิดว่า มนุษย์ควรเป็นผู้จัดการที่ดีในการดูแลแผ่นดินโลก?
วันจันทร์ สิ่งแวดล้อมแห่งวันสะบาโต (ปฐมกาล 2:2, 3)วันที่เจ็ด พระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้นในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ทรงกระทำพระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวงที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง (ปฐมกาล 2:2, 3)
พระเจ้ายังทรงสร้างโลกไม่เสร็จ จนกระทั่งพระองค์ได้สร้างวันสะบาโตช่างเป็นพันธกิจที่แตกต่างยิ่ง: งานแห่งการทรงสร้างโลกทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นการทรงสร้างสรรพสัตว์ ทะเล มหาสมุทร ต้นไม้ใบหญ้า และท้ายสุดทรงสร้างมนุษย์และพันธกิจอันสุดท้าย เป็นพันธกิจแห่งการพักผ่อนพระธรรมปฐมกาล 2:2, 3 เราสามารถอ่านเข้าไปในพระทัยของพระเจ้าได้ไหม ว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงหยุดพักในวันสะบาโต?องค์พระเจ้าเอง ในบทบาทของพระผู้สร้าง ทรงถือรักษาวันที่เจ็ดของสัปดาห์เป็นวันสะบาโตหรือ? เมื่อพูดถึงรากฐานเชิงลึกของวันสะบาโต! สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ:วันสะบาโต วันที่เจ็ดของสัปดาห์เป็นมาจากพระเจ้า เป็นวันที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้นานแสนนาน ก่อนที่จะมีชนชาติยิวในโลกนี้ ในเวลาเดียวกันวันสะบาโตได้เปิดโอกาสให้เรามองตรงไปยังพระผู้สร้าง ความรัก และการเอาพระทัยใส่ในสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น อีกทั้งช่วยจำกัดการใช้แรงงานของเรา แม้ว่างานนั้นจะเป็นงานง่าย และให้ผลมาก ภายหลังที่ความบาปได้เข้ามา งานของมนุษย์กลายเป็นสิ่งที่มีความทุกข์ลำบาก และเหน็ดเหนื่อย ให้มนุษย์หวนคิดถึงความสำคัญของพระผู้สร้างมากขึ้น และการที่เราระลึกถึงพระผู้สร้างสิ่งนี้ควรได้ช่วยให้เรานึกถึงความรับผิดชอบ ที่ทรงมอบไว้ตั้งแต่ครั้งแรก นั่นคือเราควรให้การแลดูเอาใจใส่โลกที่พระองค์ทรงสร้างไว้ด้วยช่วงเวลานับสองพันปีผ่านไป ความหมายของการหยุดพักในวันสะบาโตได้สูญเสียไปกับกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้หันเหแนวคิดของผู้เชื่อไปจากความหมายดั้งเดิมของวันสะบาโตพระเยซูทรงเข้าพระทัยอะไรในเรื่องวันสะบาโต ตามที่ปรากฏในมาระโก 2:27, 28 และมาระโก 3:4?พระคริสต์ทรงช่วยกู้ความหมายของวันสะบาโต ให้กลับสู่สภาพเดิมที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้แต่แรก พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า วันสะบาโตเป็นวันสำหรับประกอบการดี เพื่อปรับปรุงให้อาณาจักรของพระองค์ดีขึ้น และเพื่อให้การรับใช้แก่ทุกคนที่มีความต้องการ การถือรักษาวันสะบาโต อาจและควรช่วยเราให้เข้าใจของประทานอันอัศจรรย์ทรงประทานให้คู่กับโลกนี้ดีขึ้นอย่างไร? ยิ่งกว่านั้นการถือรักษาวันสะบาโต อาจและควรช่วยเราให้เข้าใจความรับผิดชอบของเราในการดูแลสภาพแวดล้อมของโลกให้ดีขึ้นอย่างไร?
วันอังคาร การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมหลังความบาป (ปฐมกาล 3:7, 17-19)
ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้...พระองค์จึงตรัสแก่อาดัมว่า เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้าและเจ้าจะกินพืชต่างๆของทุ่งนา เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้าจนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดินและจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม (ปฐมกาล 3:7, 17-19) อาดัมและเอวา ได้มองเห็นเครื่องหมายอันน่าเศร้าอะไรเป็นครั้งแรก ในปฐมกาล 3:7, 17-19 อันเป็นผลจากการกระทำของพวกเขา ที่ไปรับประทานผลไม้ต้องห้ามนั้น?เมื่อความบาปได้เข้าสู่ชีวิตของพวกเขา อาดัมและเอวาต้องเผชิญกับผลลัพธ์อันน่ากลัว ประการแรก, เอลเลน จี.ไวท์. เขียนบรรยายว่า เสื้อผ้าแห่งแสงสว่างที่ปกคลุมพวกเขาได้อันตรธานไป สิ่งแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย ต้นไม้มีหนามได้งอกขึ้น การปลูกพืชในพื้นดินได้กลายเป็นเรื่องยาก และสิ่งที่เลวร้ายกว่าทุกสิ่งคือความตาย ความตายเป็นบางสิ่งที่อาดัมและเอวาไม่จำเป็นต้องรับรู้เลยทันใดนั้น สิ่งแวดล้อมอันอัศจรรย์ที่พวกเขาเคยชื่นชมยินดีมาแต่ต้นตอนนี้ได้แปรสภาพไป กลายเป็นสิ่งท้าท้ายใหม่ ซึ่งนับวันมีแต่จะเลวร้ายลงทุกขณะ ในเวลาเดียวกัน มนุษย์ (ชาย หญิงและเด็กๆ) ได้ร่วมกันทำลายสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งบ่อยครั้งเกิดขึ้นจากการแสวงหาผลประโยขน์ และความร่ำรวยเพื่อตนเองและพวกพ้อง1 พงศ์กษัตริย์ 10:14-22 บอกเราเกี่ยวกับ การที่มนุษย์ได้มองเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้อย่างไร?เราอาจใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างผิดๆ ในระยะยาวทำให้เกิดผลเสียหายต่อการเพาะปลูก ทำให้ได้คุณค่าทางอาหารด้อยลง เป็นผลเสียต่อสุขภาพเมื่อคนหนึ่งตายไปก็ว่าเป็นเรื่องวัฏจักรของชีวิต ทั้งๆ พระเจ้าไม่ได้วางแผนให้เป็นอย่างที่เห็นในตอนแรก ยิ่งเวลาต่อมา การดูแลจัดการเกี่ยวกับทรัพยากรของโลกได้กลายเป็นการใช้โลกอย่างผิดๆ มากขึ้น ทั้งนี้เพราะความละโมบ หวังจะกวาดสิ่งที่มีค่าทั้งหลายในโลกไปทำประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่สนใจว่าจะมีผลลัพธ์ใดเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งอาหารและน้ำเกิดมีมลภาวะมากขึ้น แม้พื้นดินเพาะปลูกก็เสื่อมสภาพลง ความกลัวต่อโรคใหม่ๆ ที่ปรากฏขึ้นให้เห็นในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า การเจ็บป่วยของโลกต้องการการฟื้นฟูเป็นการใหญ่ มีประเทศต่างๆ มากขึ้น และมากขึ้นที่พยายามปรับปรุงมาตรฐานการดำรงชีพของประชากรในประเทศให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันจุดเน้นอย่างหนึ่งของการรณรงค์คือปัญหาของโลกร้อน ทั้งนี้เพราะเกิดความเสียหายอย่างมากกับสิ่งแวดล้อมของโลก
วันพุธ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของเรา (สุดดี 24:1)
แผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้นเป็นของพระเจ้า ทั้งพิภพกับบรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพนั้น (สดุดี 24:1) สดุดี 24:1 ให้คำแนะนำเกี่ยวกับว่า เรามีส่วนเกี่ยวพันธ์กับโลกอะไบ้าง? ขณะที่เราคิดถึงเรื่องสภาวะแวดล้อมในโลกของเรา เราจำเป็นต้องถามคำถามว่า เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโลก?
เราจำเป็นต้องเริ่มด้วยการเตือนตัวเองว่า พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราเป็นผู้รับผิดชอบดูแลแผ่นดินโลก เราไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อพระองค์ หรือสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น ไม่เพียงแต่แผ่นดินโลกที่เป็นของพระเจ้า แม้แต่ประชากรของโลกก็เป็นของพระเจ้าด้วย เรามีความรับผิดชอบต่อคนอื่นๆ และสรรพสิ่งทั้งปวงที่สร้างไว้บนแผ่นดินโลก และสิ่งดีใดๆ บนแผ่นดินโลก เราจะต้องทำการปกป้องไว้ ตัวอย่างหนึ่งในจำนวนนั้นคือ น้ำ เราสามารถใช้น้ำอย่างรอบคอบคุ้มค่า เราสามารถให้การสนับสนุนในความพยายามทำโครงการน้ำสะอาดแก่บุคคล หรือชุมชนที่ต้องการ ในบางพื้นที่ของแผ่นดินโลก การขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นปัญหาที่รุนแรงมาก ซึ่งยังผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของคนจำนวนมากเราสามารถดำรงชีวิตด้วยอาหารประเภทที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้วางแผนการไว้ให้กับเรา ถ้าประชาชนหันมารับประทานอาหารมังสวิรัติมากขึ้น จะมีอาหารเนื้อสัตว์จะต้องใช้แหล่งธรรมชาติ มากกว่าจะผลิตอาหารมังสวิรัติเราต้องใช้ความพยายามมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดการทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษ เรื่องนี้ชาวโลกกำลังให้ความสนใจมากขึ้นตามลำดับเพราะอันตรายของก๊าซตัวนี้ ที่มาจากควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นตัวทำให้สิ่งแวดล้อมเสียไป เราต้องพยายามเป็นผู้จัดการดูแลแผ่นดินโลกอย่างเต็มที่ นั่นคือการพยายามที่จะเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมทั่วไป เราต้องพยายามไม่ใช้ทรัพยากรของโลกอย่างไม่ถูกต้อง เราต้องพยายามแบ่งปันสิ่งดี ที่เรามีแก่คนอื่น โดยการดำเนินชีวิตเช่นนี้ เราสามารถปรับปรุงการดำเนินชีวิตประจำวัน ของเหล่าผู้ต้องการความช่วยเหลือจากเราได้ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เรามีหน้าที่รับผิดชอบให้การช่วยเหลือผู้ที่มีความต้องการ พระธรรมมัทธิว 25:34-46 เราในฐานะผู้จัดการดูแลสิ่งแวดล้อมของโลก มีสิ่งใดช่วยเราในการปฏิบัติตามที่พระเยซูทรงขอให้เราทำอย่างไร? มีพระคัมภีร์ข้อไหนอีกบ้างที่ท่านคิดได้ ว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมให้เราเป็นผู้จัดการดูแลสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น?
วันพฤหัสบดี ผู้นมัสการดวงอาทิตย (2 พงศ์กษัตริย์ 23:5) พระองค์ทรงกำจัดปฏิมากรปุโรหิต ผู้ซึ่งบรรดาพระราชาแห่งยูดาห์ได้สถาปนาให้เผาเครื่องหอมในปูชนียสถานสูง ที่หัวเมืองแห่งยูดาห์ และรอบๆ กรุงเยรูซาเล็มทั้งคนเหล่านั้นที่เผาเครื่องหอมถวายพระบาอัล ถวายดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และหมู่ดาวประจำราศี และบริวารทั้งสิ้นของฟ้าสวรรค์ (2 พงศ์กษัตริย์ 23:5)
เมื่อเราได้เริ่มใช้ชีวิตชั่วนิรันดร์บนแผ่นดินสวรรค์ เราจะสามารถเข้าใจดีขึ้นเกี่ยวกับผลของการมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของความบาป ปัจจุบันเป็นการยากที่เราจะจินตนาการย้อนกลับไปถึงสมัยของอาดัม เอวา บรรพบุรุษคู่แรกของเรา ว่าโลกที่พวกเขาอยู่มีลักษณะอย่างไรแน่นอนความบาปไม่เพียงมีอิทธิพลต่อโลก แต่มันมีอิทธิพลต่อมนุษย์ด้วย ท่ามกลางอิทธิพลด้านลบของความบาปที่มีต่อมนุษย์ มนุษย์ได้หลงไปกราบไหว้รูปเคารพ ซึ่งแสดงออกมาให้เห็นในการกราบไหว้ และรับใช้ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น (โรม 1:25) แทนที่จะกราบไหว้นมัสการพระผู้สร้างโดยตรงอ่าน 2 พงศ์กษัตริย์ 23:5; เยเรมีย์ 8:2 และเอเสเคียล 8:16 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวถึงอะไร? ท่านคิดว่าเหตุใดคนเหล่านั้นจึงนมัสการดวงอาทิตย์?
สิ่งหนึ่งที่เราทราบแน่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของโลกในทุกวันนี้คือ แสงสว่างจากดวงอาทิตย์มีความสำคัญต่อสุขภาพของเรามาก แต่ถ้าเราออกไปกลางแจ้งถูกแสงแดดจัดนานเกินไป เราก็อาจได้รับผลด้านลบเช่นกัน เราทราบว่าการตากแดดจัดเกินไป จะเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังบางประเภท ดังนั้นผู้นมัสการดวงอาทิตย์สมัยใหม่ก็เกือบจะเบาปัญญาเหมือนกับผู้นมัสการดวงอาทิตย์ในสมัยโบราณ ในอีกนัยหนึ่ง แสดงแดดช่วยสร้างวิตามินดีวิตามินดีช่วยให้ร่างกายนำเอาสารอาหาร น้ำ และสิ่งบำรุงเลี้ยงอื่นไปใช้เพื่อให้เติบโต ซ่อมบำรุง และเป็นพลังงาน ตลอดเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง การได้รับแสงแดดอย่างพอเพียงจะช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ด้วยถ้าอย่างนั้นโดยภาพรวม คนเราจำเป็นต้องได้รับแสงแดดปริมาณเท่าไร จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด? ในบริเวณเส้นใกล้ศูนย์สูตร คนที่ผิวค่อนข้างขาว ต้องการแสงแดดเพื่อจะได้วิตามินดี อย่างน้อยวันละห้านาที กับการถูกแสงแดดโดยตรง ส่วนคนผิวคล้ำซึ่งในสภาพแวดล้อมเดียวกันจะต้องถูกแดดประมาณ 30 นาทีเพื่อจะได้ปริมาณวิตามินดีเท่ากับคนผิวออกขาว ในพื้นที่ที่แสงแดดมีค่อนข้างจำกัด อาจต้องได้รับวิตามินดีเสริม แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์ เป็นการช่วยได้มากที่จะเปิดผ้าม่านหน้าต่าง เพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาในห้องได้บ้าง แสงแดดจะช่วยทำลายเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ จากการศึกษาวิจัยคนที่ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ มักจะได้พบกับวามผิดปกติในด้านอารมณ์ เรียกว่า ความหดหู่ตามฤดูกาล (seasonalaff ective disorder) ปัญหานี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีกลางวันสั้นในช่วงฤดูหนาวการเยียวยาคือให้ร่างกายได้รับแสงแดดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว สรุปแล้วคือการที่จะดำเนินชีวิตเพื่อให้มีสุขภาพดีมีหลายประการ และการได้รับแสงแดดอย่างสมดุลเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด และสำคัญมากเพื่อจะมีสุขภาพดี
วันศุกร์
ศึกษาเพิ่มเติม: อ่านหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. การทรงสร้าง, ใน บรรพชนและผู้เผยพระวจนะ หน้า 44-51; สงครามยุคสุดท้ายระหว่างพระคริสต์และซาตาน ใน สงครามแห่งประวัติศาสตร์ หน้า 675-678 ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย (โรม 1:20) สิ่งหนึ่งในธรรมชาติที่เราเห็นเดี๋ยวนี้ เรามองเห็นผลงานในเพียงหนึ่งสัปดาห์ของ เอเดนและสง่าราศี ความบาปได้ทำให้ความงามของโลกเสื่อมไป เราได้มองเห็นริ้วรอยของความชั่วร้ายประทับไว้บนสิ่งต่างๆ ในโลก กระนั้นเรายังมองเห็นความงามหลงเหลืออยู่ไม่น้อย ธรรมชาติเป็นพยานบอกถึง พระบิดาผู้ทรงพระชนม์นิรันดร์พระองค์ทรงยิ่งใหญ่ในความดี ทรงพระเมตตากรุณา และความรัก พระองค์ทรงสร้างโลกให้เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีความยินดี แม้ขณะสิ่งที่ทรงสร้างอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ทุกสิ่งยังแสดงให้เห็นฝีพระหัตถ์แห่งจอมศิลปะผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าเราจะหันหน้าไปทิศใด เราอาจได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า และมองเห็นตัวอย่างแห่งความดีของพระองค์ จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์.,The Ministry of Health and Healing, page 234.
|