Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

บทที่ 13 วันที่ 20 - 26 กันยายน 2008

ขอส่งข้าพระองค์ : ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์


บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

เลวีนิติ 16:30; เลวีนิติ 17:11; อิสยาห์ 6:1-10; อิสยาห์ 49:6;

เยเรมีย์ 3:22; มัทธิว 28:19-20; ฮีบรู 1:2

ข้อควรจำ 



ข้อคิดสำคัญ : ท่านอิสยาห์เป็นผู้เผยพระวจนะผู้ทรงพลังในศตวรรษที่แปด ผู้กล่าวแข็งขันต่อต้านความบาป ท่านมีความเป็นยอดในเรื่องความยุติธรรม และความชอบธรรม และท่านได้กล่าวคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ งานของพระเยซูที่เรากำลังทำอยู่ในเวลานี้มีลักษณะอย่างเดียวกับที่ท่านอิสยาห์ได้ทำในครั้งกระโน้นอย่างไร

ส่วนสำคัญของงานที่ท่านอิสยาห์ได้รับมอบหมาย คือทำการปฏิรูปอาณาจักรภาคใต้ของอิสราเอล คือ อาณาจักรยูดาห์ ท่านกล่าวต่อต้านความบาปตรงๆ ที่ชนชาติอิสราเอลคิดกบฎต่อพระเจ้า แต่งานของท่าน อิสยาห์มีมากกว่าการปฏิรูปภายในอาณาจักรยูดาห์ ท่านได้มองไปยังวันเมื่อเผ่ายูดาห์จะเสนอพระเจ้าต่อชาวโลก ชนยูดาห์จะต้องไม่เก็บงำความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าไว้สำหรับเขาพวกเดียว แทนที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาจะต้องประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอดให้กับชนชาติอื่นๆ ด้วย ท่านอิสยาห์ได้อ้างคำของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เราคือพระเจ้า เราได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราได้ยุดเจ้าและรักษาเจ้าไว้ เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติเป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ” (อิสยาห์ 42:6)
ในหลายปีต่อมา ความเข้าใจในพระมหาบัญชาของพระเจ้าที่ให้ประกาศข่าวประเสริฐไปทั่วโลก ได้ถูกลืมเลือนไปจนถูกรื้นฟื้นมาอีก เมื่อพันธกิจของพระเยซูและของอัครสาวกได้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ดังที่กล่าวไว้ในพระธรรมกิจการของอัครสาวกนั้น ทำให้เข้าใจว่าเราถูกเรียกให้มีส่วนในการทำพันธกิจตามพระมหาบัญชานี้ ในสมัยของเราด้วย

วันอาทิตย์ วิบัติแก่ข้าพเจ้า (อิสยาห์ 6:1- 6)

“ข้าพเจ้าว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือ พระเจ้าจอมโยธา” (อิสยา 6:5)

 พระเจ้าทรงให้ท่านอิสยาห์เห็นนิมิต เป็นภาพห้องพระวิหารแห่งสวรรค์ ที่มีบัลลังก์ของพระเจ้าตั้งอยู่ ท่านอิสยาห์มอง “เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ ณ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร” (อิสยาห์ 6:1)

 การได้เห็นห้องพระวิหารที่พระบัลลังก์ ตั้งอยู่ท่านอิสยาห์ถือว่าท่านได้

รับการโปรดปรานเป็นพิเศษ ท่านมองเห็นชายฉลองพระองค์เต็มพระวิหาร ได้เห็นเสราฟิม (ทูตสวรรค์ประเภทหนึ่ง) ยืนเฝ้าอยู่ แต่ละตนมีปีกหกปีก ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา” เสียงร้องของพวกเขาดังกังวานยิ่งนัก จนทำให้รากฐานของธรณีประตูทั้งหลายสั่นสะเทือน และพระนิเวศก็มีควันเต็มไปหมด

เมื่อเปรียบเทียบนิมิตของท่านอิสยาห์กับคนอื่นที่มีประสบการณ์ได้เห็นพระเจ้า ในอพยพ 20:18, 19; ผู้วินิจฉัย 13:22; โยบ 42:5, 6; และ วิวรณ์ 1:17 ท่านเหล่านี้ แต่ละคนต่างรู้สึกอย่างไรเหมือนกัน มีบทเรียนสำคัญอะไรที่ท่านเหล่านี้รู้สึก ที่สอนเราเกี่ยวกับตัวเราเอง และความสัมพันธ์ของเรากับพระผู้สร้าง (พระเยซู)

 อิสยาห์มีปฏิกิริยาหวาดหวั่นต่อนิมิตที่ได้เห็น ดังที่ท่านได้เขียนไว้ว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระเจ้าจอมโยธา” (อิสยาห์ 6:5)

 คำว่า “ดามาห์” (Damah) ในภาษากรีก ใช้ในความหมายว่า “ตัดออก” หรือ “สำเร็จ” ในต้นฉบับคิงเจมส์ คำเดียวกันนี้มีความหมายว่า “พินาศ” (สดุดี 49:12 ,20) และในโฮเชยา 4:6 คำนี้ใช้ในความหมายว่า “ทำลาย” จากถ้อยคำนี้ทำให้มองเห็นภาพว่าประสบการณ์ครั้งนี้ได้ทำให้อิสยาห์รู้สึกเหมือนถูกบดขยี้จนพินาศ นิมิตที่ได้เห็นพระเจ้าช่วยให้อิสยาห์เข้าใจสภาพตนเองว่า ตัวจริงของท่านเป็นคนอย่างไร และยังได้ช่วยท่านให้เข้าใจในความแตกต่างระหว่างตัวท่าน และพระเจ้าองค์พระผู้สร้างด้วย

มีอะไรเกี่ยวกับพระเจ้า ที่เมื่อได้เห็นทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ สิ่งนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดพระเยซูทรงเสด็จมาในร่างกายของมนุษย์ เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าที่จริงแล้วพระเจ้าทรงมีพระลักษณะอย่างไร

วันจันทร์ มลทินบาปของเจ้าถูกลบแล้ว (อิสยาห์ 6:6, 7)

แล้วตนหนึ่งในเสราฟิมบินมาหาข้าพเจ้า ในมือมีถ่านเพลิง ซึ่งเขาเอาคีมคีบมาจากแท่นบูชาและเขาถูกต้องปากของข้าพเจ้าพูดว่า “ดูเถิด สิ่งนี้ได้ถูกต้องริมฝีปากของเจ้าแล้ว กรรมชั่วของเจ้าก็ถูกยกเสีย และเจ้าก็จะรับการลบมลทินบาป” (อิสยาห์ 6:6,7)

 ประสบการณ์ของอิสยาห์ที่มีกับพระเจ้า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา อิสยาห์พรรณนาให้ทราบว่าเป็นประสบการณ์ที่มีอิทธิพลต่อประสาทสัมผัสทั้งหมดของท่าน ท่านได้เห็นเสราฟิม มีหกปีกยืนแวดล้อมพระบัลลังก์ของพระเจ้า ทั้งท่านได้ยินเสียงเพลงจากเสราฟิมร้องเพลงด้วยเสียงกังวานเหมือนเสียงฟ้าร้อง จมูกของท่านได้กลิ่นของควันในพระวิหาร ท่านรู้สึกและรู้ในรสชาติของก้อนถ่านที่มีไฟแดงที่เสราฟิมนำมาสัมผัสเข้าที่ริมฝีปากของท่าน (อิสยาห์ 6:1-6)

ก็อย่างที่เราได้เห็นในบทเรียนของเมื่อวานนี้ หลังจากประสบการณ์ได้เห็นพระเจ้า อิสยาห์รู้สึกเต็มล้นด้วยความไร้ค่าของตัวท่านเอง จริงๆ แล้ว ถ้อยคำที่ท่านเปล่งออกมาในอิสยาห์ 6:5 เป็นคำสารภาพในความบาปของท่าน และความบาปของชนชาติยูดาห์ของท่าน

เหตุใดจึงเน้นอยู่เฉพาะตรง “ริมฝีปากไม่สะอาด” หมายความว่า อิสยาห์และพี่น้องร่วมชาติของท่านทำบาปเพียงเมื่อพวกเขาพูดเท่านั้นหรืออาจเป็นได้ไหมว่า คำนี้เป็นสัญลักษณ์หมายถึงความบาปทั้งชีวิตจิตใจ อ่านสุภาษิต 13:3; มัทธิว 12:37 และลูกา 6:45 ด้วย

 ทันทีทันใดเมื่ออิสยาห์สารภาพ เสราฟิมองค์หนึ่ง (ทูตสวรรค์ที่มีหกปีก) ได้ใช้คีมคีบถ่านร้อนแดงจากแท่นบูชาแห่งสวรรค์ บินตรงมาที่อิสยาห์ และใช้ถ่านก้อนนั้นสัมผัสที่ลิ้นของอิสยาห์

มีอะไรเกิดขึ้น ในอิสยาห์ 6:6,7 สัญลักษณ์นี้เป็นสิ่งแทนการกระทำอะไร เราสามารถได้รับบทเรียนอะไรจากเรื่องนี้ สำหรับตัวเราเอง

 สำหรับตัวอิสยาห์เอง ยอมรับว่าเป็นคนที่มีริมฝีปากไม่สะอาด ไม่มีสิ่งมีค่าใดจะถวายให้พระเจ้า แต่ผ่านการดำเนินการขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง ความบาปของอิสยาห์ได้ถูกชำระออกไป ท่านได้กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ คำในภาษาฮีบรู คำว่า “ชำระ” มาจากรากของคำว่า “คาฟา” (qaphar) โดยปกติแล้ว คำนี้แปลในพระคัมภีร์เดิมฉบับภาษาอังกฤษว่า “ไถ่คืน” หรือ “การไถ่คืน” (atone or atonement) ซึ่งความหมายอีกอย่างคือ “การให้อภัย หรือ การชำระให้สะอาด” (อ่านอพยพ 29:36; อพยพ 30:10; เลวีนิติ 16:30 และเลวีนิติ 17:11) จุดสำคัญคือถ้าปราศจากปฏิบัติการ การชำระความบาปให้กับท่าน อิสยาห์ก็ไม่สามารถทำการอันใดเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ท่านจะต้องมีสัมพันธภาพอันถูกต้องกับองค์พระเจ้าก่อนเท่านั้น จากนั้นท่านจึงจะรับอาสาทำงานรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้

มีอะไรในชีวิตของท่านเอง ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นที่พระเจ้าไม่อาจใช้ท่านได้ มีอะไรที่ท่านจะต้องมอบถวายแด่พระเจ้า เพื่อความบาปของท่านจะได้รับการชำระให้สะอาด

วันอังคาร “ข้าพระองค์อยู่นี่ ขอทรงใช้ข้าพระองค์”

(อิสยาห์ 6:8)

และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา” แล้วข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” (อิสยาห์ 6:8)

 เมื่ออิสยาห์ได้ยินเสียงเรียกของพระเจ้า ท่านได้ตอบไปโดยพลัน “ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” (อิสยาห์ 6:8) ให้สังเกตดูว่า อิสยาห์ได้ตอบไปก่อนที่ท่านจะทราบว่า งานที่พระเจ้าจะมอบ

หมายให้ไปปฏิบัติมีลักษณะเป็นอย่างไร (อ่านฮีบรู 11:8 ด้วย)

ที่อิสยาห์ได้ตอบไปไม่ใช่เพราะท่านเชื่อว่า ท่านมีของประทานที่จำเป็น และมีความสามารถ ท่านไม่ได้ตอบรับคำ เพราะว่าท่านเชื่อว่าท่านจะทำการได้ดี และท่านไม่ได้ตอบตกลงเพราะว่านั่นเป็นงานที่ท่านชอบทำ (เพราะท่านยังไม่ทราบด้วยว่าภารกิจนั้นคืออะไร) อิสยาห์รู้ตนดีว่าตัวเองไม่มีค่าควร แต่ท่านทราบดีว่าพระเจ้าทรงมีค่าควรที่ท่านจะรับใช้ ท่านทราบว่าท่านไม่มีพลังอำนาจ แต่พระเจ้าทรงอิทธิฤทธิ์ทุกประการ งานที่จะทรงมอบให้ไม่ใช่งานที่ท่านเลือกรับไปทำ แต่เป็นภารกิจที่พระเจ้าทรงเลือกให้ท่านทำ พระองค์จึงให้ท่านได้เห็นนิมิตดังกล่าว ดังนั้นอิสยาห์จึงอาสารับทำงานที่พระเจ้ามอบหมายให้ท่านไปดำเนินการ

อ่านพระมหาบัญชาของพระเยซูที่ตรัสสั่ง ให้อัครสาวกและสาวก (ผู้เชื่อทั้งมวล) ให้ออกไปสั่งสอนชนทุกชาติทุกภาษา อาจเป็นได้ว่านี่เป็นพระบัญชาที่สำคัญที่สุดในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม (มัทธิว 28:18-20) อ่านอย่างพิจารณาในส่วนแรกของพระบัญชา เหตุใดจึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่เราจะต้องไม่มองข้ามไป

 คำว่า “เหตุฉะนั้น” เป็นส่วนที่สำคัญมาก เหตุผลเดียวที่เราสามารถออกไปสอนชนทุกชาติได้ก็เพราะเราไปในอำนาจของพระเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพบนแผ่นดินสวรรค์และแผ่นดินโลก ถ้าให้เราไปด้วยพลกำลังของเราเอง เราไม่อาจจะออกไปทำการได้ ถ้าเราพึ่งในทักษะและความเชี่ยวชาญของเราเอง เราไม่อาจออกไปปฏิบัติงานได้ แต่ภารกิจและพันธกิจของเราเป็นพันธกิจของพระเยซูคริสต์และพระองค์ทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือแผ่นฟ้า และจักรวาลทั้งมวล พระองค์ทรงเป็นผู้มอบหมายภารกิจ และมอบอำนาจให้เราออกไปทำการของพระองค์ (อ่านกิจการฯ 17:28; ฮีบรู 1:2; โคโลสี 1:16)

ถ้าเรามีความเต็มใจ พระเจ้าจะทรงประทานอำนาจที่เราต้องการในการปฏิบัติภารกิจให้ พระองค์ทรงชำระริมฝีปากอันมีมลทินของอิสยาห์ (อิสยาห์ 9:7) พระองค์ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มารีย์จนเธอตั้งครรภ์” (ลูกา 1:35) พระเยซูทรงอธิษฐานเผื่อเปโตร (ลูกา 22:32) พระเยซูทรงเจิมเซาโลด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กิจการฯ 9:17,18) พระองค์ใส่ถ้อยคำในปากของเยเรมีย์ (เยเรมีย์ 1:9) เราควรคาดหวังสิ่งใดน้อยกว่าสำหรับตัวเราในปัจจุบันหรือโดยเฉพาะเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินโลก 

มีอะไรบ้างไหมที่ยึดเหนี่ยวท่านไว้จากการทำบางสิ่งมากขึ้น สำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านต้องทำการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหม ท่านจะสามารถเรียนรู้ที่จะพึ่งพาในอำนาจของพระเจ้า ไม่ใช่ความเก่งของท่านเองอย่างไร

วันพุธ การทรงเรียกอิสยาห์ (อิสยาห์ 6:9, 10)

และพระองค์ตรัสว่า “ไปเถอะและกล่าวแก่ชนชาตินี้ว่า 'ฟังแล้วฟังเล่า แต่อย่าเข้าใจ ดูแล้วดูเล่า แต่อย่ามองเห็น” (อิสยาห์ 6:9)

 อ่านคำสั่งของพระเจ้า ที่ทรงให้กับอิสยาห์ (อิสยาห์ 6:9, 10) เราจะเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสสั่งอิสยาห์ตรงนี้ได้อย่างไร

 พระคัมภีร์ฉบับแปลในภาษาต่างๆ แม้แต่ฉบับคิงเจมส์ของภาษาอังกฤษ ทำให้ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เหมือนกับว่าพระเจ้าทรงมีประสงค์ หรือพยายามทำให้จิตใจประชากรยูดาห์เกิดความมึนงง แต่ถ้าท่านอ่านข้อพระคัมภีร์อย่างพินิจพิจารณา ท่านจะมองเห็นคำเสียดแทงอยู่ในตัว ทั้งนี้เราจะพบเสมอว่าพระเจ้าทรงร้องขอให้ประชากรของพระองค์หันกลับมาฟังพระองค์ พระองค์ทรงหนุนใจให้เขาทั้งหลายเข้าใจพระองค์ พระองค์เชื้อเชิญพวกเขาให้เปิดใจพวกเขาให้กับพระองค์ และที่จะรู้จักพระองค์ดีขึ้น พระองค์บอกพวกเขาให้เพ่งมองไปยังพระองค์ และรับเอาการเยียวยาจากพระองค์ แต่เหตุใดพระองค์ทรงตรัสอย่างหนึ่งและหมายความอีกอย่างหนึ่ง

อ่านเฉลยธรรมบัญญัติ 30:6; สุภาษิต 2:5; เยเรมีย์ 3:22; และเยเรมีย์ 4:1 เราจะต้องเข้าใจข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ในแสงสว่างจากข้อพระคัมภีร์ที่เราได้เห็นในอิสยาห์ 6:9, 10 อย่างไร

  พระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม พระเจ้าทรงเรียกให้พลไพร่ของพระองค์กลับมาหาและรับเอาการเยียวยาจากพระองค์ แต่เราทราบว่ามีหลายคนไม่รับฟัง ดังนั้นเหมือนกับที่ได้เกิดขึ้นตรงนี้ ซึ่งพระองค์ทรงบอกเป็นนัยว่าประชาชนจะไม่ตอบสนองต่อการเรียกของพระองค์อย่างไร พระองค์ไม่ได้บอกว่าพระองค์อยากให้เกิดขึ้นอย่างนั้น หรือว่าพระองค์จะบันดาลให้เกิดขึ้นตามนั้น ขณะที่ประชาชนพากันปฏิเสธอย่างต่อเนื่องที่จะรับเอาการเตือนของอิสยาห์ ดวงใจของพวกเขาจะค่อยๆแข็งกระด้างขึ้น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าอิสยาห์ หรือพระเจ้าทรงต้องการให้เป็นไปเช่นนี้ พระคัมภีร์ทั้งเล่มเป็นเสียงเรียกของพระเจ้าต่อประชากรของพระองค์ ให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อิสยาห์บอกให้ทำ แต่เท่าที่เราทราบคนจำนวนมากไม่เชื่อฟังคำ

มีอะไรเกี่ยวกับเราในวันนี้ เรามีความแตกต่างจากประชาชนในสมัยของอิสยาห์อย่างไร อาจเป็นได้ว่าเราไม่อาจทำอะไรได้มากนักเกี่ยวกับคนอื่น แต่สำหรับตัวเราล่ะ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่ล้มลงในกับดักฝ่ายจิตวิญญาณ เหมือนเราได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านอิสยาห์

วันพฤหัสบดี แสงสว่างสู่คนต่างชาติ (อิสยาห์ 42:6 , 7)

 “เราคือพระเจ้า เราได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราได้ยุดเจ้าและรักษาเจ้าไว้ เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติเพื่อเบิกตาคนที่ตาบอด เพื่อนำผู้ถูกจำจองออกมาจากคุกนำผู้ที่นั่งในความมืดออกมาจากเรือนจำ” (อิสยาห์ 42:6,7)

 ภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้อิสยาห์ประกาศ นั้นยิ่งใหญ่กว่าความพยายามที่จะปฏิรูปชนยูดาห์ พระองค์ทรงวาดภาพเยรูซาเล็มเหมือนแสงสว่างส่องจากเชิงเขา แสงสว่างนี้จะต้องส่องออกไปเป็นพยานแก่นานาชาติเกี่ยวกับพระเจ้าเที่ยงแท้และพระบัญญัติของพระองค์ “ในยุคหลังจะเป็นดังนี้ คือภูเขาแห่งพระนิเวศของพระเจ้า จะถูกสถาปนาขึ้นให้สูงที่สุดในจำพวกภูเขาทั้งหลายและจะถูกยกขึ้นให้เหนือบรรดาเนินเขา และประชาชาติทั้งสิ้นจะหลั่งไหลเข้ามาหา” (อิสยาห์ 2:2)

 สำหรับเราในฐานะที่เป็นแอ๊ดเวนตีส เราเข้าใจบทบาทของเราในการประกาศไปถึงทุกแห่งในโลกอย่างไร อ่านวิวรณ์ 14:6

อ่านอิสยาห์ 42:6, 7 พระเจ้าทรงเรียกให้ชนชาติยูดาห์ทำการอะไร เรามองเห็นตัวเราเองในงานนั้น อย่างไรในปัจจุบัน

พระธรรมอิสยาห์ 49:6 มีความหมายอะไรสำหรับเรา ในฐานะที่เราเป็นแอ๊ดเวนตีส พระองค์ตรัสว่า ซึ่งเจ้าจะเป็นผู้รับใช้ของเรา เพื่อจะยกบรรดาเผ่าของยาโคบขึ้น เพื่อจะให้อิสราเอลที่เหลืออยู่กลับสู่สภาพดีนั้นดูเป็นการเล็กน้อยเกินไป เราจะมอบให้เจ้าเป็นความสว่างแก่บรรดาประชา-

ชาติ เพื่อความรอดของเราจะถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (อิสยาห์ 49:6)
นับตั้งแต่ปี 1844 จนถึงปี 1860 เป็นเวลา 16 ปี กว่าที่คริสตจักร เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสจะรวมตัวกันมั่นคงและตระหนักว่าคริสตจักรมีภารกิจในต่างแดนด้วย เพราะตอนแรกเริ่มแอ๊ดเวนตีสคิดว่าคำสั่งให้ประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนหลายเชื้อชาติภายในประเทศอเมริกาเหนือเท่านั้น เพราะอเมริกาเหนือเป็นที่รวมของกลุ่มวัฒนธรรมทางสังคมหลากหลาย ดังนั้นผู้นำยุคแรกเริ่มจึงเข้าใจว่าพวกเขาเข้าถึงคนต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา และเผ่าพันธุ์ ณ ที่บ้าน(อเมริกา)อยู่แล้ว ผู้นำคนหนึ่งคือ อาร์เธอร์ สปัลดิงก์ กล่าวเชิงให้ความเห็นใจว่า “เป็นความคิดที่ทำให้อิ่มเอิบใจที่ชาวแอ๊ดเวนตีสยุคแรกเริ่มเข้าใจว่า พันธกิจที่พวกเขาได้รับการมอบ

หมายคืออเมริกาเหนือเท่านั้น” อาร์เธอร์ ไวท์ฟิลด์สปัลดิงก์ ในหนังสือ “Origin and History of Seventh-day Adventists volume 2 , page 193.

 แต่ไม่นานปีนัก ก่อนที่คริสตจักรที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ จะตระหนักว่าพระมหาบัญชาของพระเยซู ที่ให้ทำการประกาศไปทั่วโลกแก่ชนทุกชาติ ทุกภาษาไม่จำกัดอยู่เฉพาะสหรัฐอเมริกา คณะกรรมการจึงตัดสินใจส่งมิชชันนารีออกไปประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐในเอเซีย แอฟริกา ยุโรป และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก นั่นก็คือการประกาศไปทั่วทั้งโลก เราทั้งหลายเมื่อนับเป็นคนๆ หรือส่วนบุคคล สามารถมีส่วนร่วมในงานชิ้นสำคัญนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งได้ในปัจจุบัน

มีทางไหนบ้างที่ท่าน หรือแม้แต่คริสตจักรท้องถิ่น สามารถมีส่วนในการประกาศข่าวประเสริฐออกไป ท่านสามารถนำ “ข่าวแห่งความรอด” ไปสู่สุดปลายของแผ่นดินโลกได้อย่างไร (กิจการฯ 13:47)

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม : อ่านเอลเลน จี. ไวท์. ในบทที่ชื่อ “การทรง
เรียกอิสยาห์” ในหนังสือ “ผู้เผยพระวจนะและกษัตริย์”

หน้า 303-310

“พระสัญญานี้ อันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าจะสำเร็จสมจริงในตอนสุดท้าย นำความกล้ามาสู่ดวงใจของอิสยาห์ ชนชาติต่างๆ แห่งแผ่นดินโลกจะทำอะไรได้เพื่อต่อสู้กับยูดาห์ ผู้สื่อข่าวของพระเจ้าเช่นท่านจะทำอะไรถ้าต้องเผชิญหน้ากับเหล่าคนที่ต่อต้านท่าน อิสยาห์ได้เห็นพระมหากษัตริย์ องค์พระเป็นเจ้าในนิมิต ท่านได้ยินเสียงเพลงร้องสรรเสริญของเหล่าทูตสวรรค์เสราฟิม “ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์” (อิสยาห์ 6:3) อิสยาห์ได้รับสัญญาว่า ข่าวของพระเจ้าที่ให้กับชนชาติยูดาห์ที่เหินห่าง พระเจ้าจะเต็มไปด้วยพลังอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้รับการหนุนใจให้ดำเนินภารกิจที่ทรงมอบหมายให้กับท่านตลอดชีวิตแห่งการรับใช้ ท่านได้ดำเนินงานอย่างอุทิศถวาย อิสยาห์ระลึกถึงนิมิตที่ได้ท่านรับเสมอ เป็นเวลากว่า 60 กว่าปีที่ท่านยืนหยัดอยู่ต่อหน้า ชนชาติยูดาห์ ในฐานะเป็นผู้เผยพระวจนะแห่งความหวัง และท่านมีความกล้าหาญมากขึ้นและมากขึ้นในการกล่าวคำพยากรณ์เกี่ยวกับชัยชนะของคริสตจักรในอนาคต” เอลเลน จี. ไวท์. “การทรงเรียกอิสยาห์” ใน Advent Review and Sabbath Herald , March 11, 1915. 

“ผลงานที่อิสยาห์ กล่าวเตือนชนชาติยูดาห์ ให้เชื่อฟังพระเจ้าผู้ทรง พระชนม์อยู่ ไม่ถือว่าล้มเหลวเพราะว่ามีบางคนที่เชื่อฟังและหันกลับจากการกราบไหว้รูปเคารพมานมัสการพระเจ้า พวกเขาได้เรียนรู้ว่าพระเจ้า พระผู้สร้างของพวกเขามีความรักและพระกรุณายิ่งใหญ่ ในช่วงเวลาแห่งความมืดในประวัติศาสตร์ของชนชาติยูดาห์ มีเพียงคนกลุ่มเล็กตกค้างอยู่ในประเทศ แต่คำเตือนของผู้เผยพระวจนะเริ่มบังเกิดผลขึ้นมาในทิศทางบวก อิสยาห์ได้ประกาศว่า “ในวันนั้น คนจะเอาใจใส่ในพระผู้สร้างตนและนัยน์ตาเขาจะมองดูองค์บริสุทธิ์ของอิสราเอล” (อิสยาห์ 17:7) จาก เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ “ผู้เผยพระวจนะและกษัตริย์” หน้า 320

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. เหตุใดผู้เผยพระวจนะไม่เคยเป็นคนที่ประชาชนนิยมชมชอบ ลอง
จินตนาการดู สมมติอิสยาห์กลับมามีชีวิต ในฐานะผู้เผยพระวจนะ
สำหรับคริสตจักรแอ๊ดเวนตีส ท่านคิดว่าอิสยาห์มีข่าวอะไรจะบอ
ให้ทราบข่าวสารของอิสยาห์จะเปลี่ยนแปลงไปไหม เราคิดอย่างไร
กับ เอลเลน จี. ไวท์. จะมีแอ๊ดเวนตีสหลายคนทำสิ่งเดียวกันกับที่
ชนชาติอิสราเอลทำกับผู้เผยพระวจนะของพวกเขาไหม อภิปราย

2. ภารกิจของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสทั่วโลก เป็นงาน
ประเภทไหน เราจะทำให้ความต้องการของท้องถิ่น คืองาน
ประกาศออกไปของคริสตจักรท้องถิ่นกับภารกิจที่พระเจ้าทรงเรียก
ให้เราประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐไปทั่วโลก มีความสมดุลกัน
อย่างไร เราจะสัตย์ซื่อต่อการทรงเรียกให้ทำงานทั้งสองประเภทนี้
ได้อย่างไร

สาระสำคัญของบทนี้ : งานที่ท่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า เป็นงานที่ไม่มีคนจะให้ความนิยมอยู่หลายประการ อีกทั้งเป็นงานที่ไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่า เป็นงานการเป็นปากเสียงแทนพระเจ้า ที่ลงเอยโดยที่มีประชาชนมองเห็นร่างกายของท่านอิสยาห์ถูกเลื่อยออกเป็นสองท่อน แต่จากการปฏิบัติงานของท่านอิสยาห์ ชีวิตของคนไม่น้อยได้รับการเปลี่ยนแปลงไป และถ้อยคำของท่านที่บันทึกไว้ยังคงมีพลังอำนาจแม้ในทุกวันนี้

 

<บทเรียนที่เเล้ว>  <สารบัญ>  <กลับสู่หน้าหลัก>

 




Progress