บทที่
13 วันที่ 20 - 26 กันยายน
2008
ขอส่งข้าพระองค์ :
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์
บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
เลวีนิติ 16:30; เลวีนิติ 17:11; อิสยาห์
6:1-10; อิสยาห์ 49:6;
เยเรมีย์ 3:22; มัทธิว 28:19-20;
ฮีบรู 1:2
ข้อควรจำ
ข้อคิดสำคัญ :
ท่านอิสยาห์เป็นผู้เผยพระวจนะผู้ทรงพลังในศตวรรษที่แปด
ผู้กล่าวแข็งขันต่อต้านความบาป ท่านมีความเป็นยอดในเรื่องความยุติธรรม
และความชอบธรรม และท่านได้กล่าวคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์
งานของพระเยซูที่เรากำลังทำอยู่ในเวลานี้มีลักษณะอย่างเดียวกับที่ท่านอิสยาห์ได้ทำในครั้งกระโน้นอย่างไร
ส่วนสำคัญของงานที่ท่านอิสยาห์ได้รับมอบหมาย
คือทำการปฏิรูปอาณาจักรภาคใต้ของอิสราเอล คือ อาณาจักรยูดาห์
ท่านกล่าวต่อต้านความบาปตรงๆ ที่ชนชาติอิสราเอลคิดกบฎต่อพระเจ้า
แต่งานของท่าน
อิสยาห์มีมากกว่าการปฏิรูปภายในอาณาจักรยูดาห์
ท่านได้มองไปยังวันเมื่อเผ่ายูดาห์จะเสนอพระเจ้าต่อชาวโลก
ชนยูดาห์จะต้องไม่เก็บงำความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าไว้สำหรับเขาพวกเดียว
แทนที่จะทำเช่นนั้น
พวกเขาจะต้องประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอดให้กับชนชาติอื่นๆ ด้วย
ท่านอิสยาห์ได้อ้างคำของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เราคือพระเจ้า
เราได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราได้ยุดเจ้าและรักษาเจ้าไว้
เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติเป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ”
(อิสยาห์ 42:6)
ในหลายปีต่อมา
ความเข้าใจในพระมหาบัญชาของพระเจ้าที่ให้ประกาศข่าวประเสริฐไปทั่วโลก
ได้ถูกลืมเลือนไปจนถูกรื้นฟื้นมาอีก
เมื่อพันธกิจของพระเยซูและของอัครสาวกได้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง
ดังที่กล่าวไว้ในพระธรรมกิจการของอัครสาวกนั้น
ทำให้เข้าใจว่าเราถูกเรียกให้มีส่วนในการทำพันธกิจตามพระมหาบัญชานี้
ในสมัยของเราด้วย
วันอาทิตย์ วิบัติแก่ข้าพเจ้า (อิสยาห์ 6:1-
6)
“ข้าพเจ้าว่า
“วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว
เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด
และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด
เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือ พระเจ้าจอมโยธา”
(อิสยา 6:5)
พระเจ้าทรงให้ท่านอิสยาห์เห็นนิมิต เป็นภาพห้องพระวิหารแห่งสวรรค์
ที่มีบัลลังก์ของพระเจ้าตั้งอยู่ ท่านอิสยาห์มอง
“เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ ณ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น
และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร” (อิสยาห์ 6:1)
การได้เห็นห้องพระวิหารที่พระบัลลังก์
ตั้งอยู่ท่านอิสยาห์ถือว่าท่านได้
รับการโปรดปรานเป็นพิเศษ
ท่านมองเห็นชายฉลองพระองค์เต็มพระวิหาร ได้เห็นเสราฟิม (ทูตสวรรค์ประเภทหนึ่ง)
ยืนเฝ้าอยู่ แต่ละตนมีปีกหกปีก ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า “บริสุทธิ์
บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา” เสียงร้องของพวกเขาดังกังวานยิ่งนัก
จนทำให้รากฐานของธรณีประตูทั้งหลายสั่นสะเทือน
และพระนิเวศก็มีควันเต็มไปหมด
เมื่อเปรียบเทียบนิมิตของท่านอิสยาห์กับคนอื่นที่มีประสบการณ์ได้เห็นพระเจ้า
ในอพยพ 20:18, 19; ผู้วินิจฉัย 13:22; โยบ 42:5, 6; และ วิวรณ์ 1:17 ท่านเหล่านี้
แต่ละคนต่างรู้สึกอย่างไรเหมือนกัน
มีบทเรียนสำคัญอะไรที่ท่านเหล่านี้รู้สึก ที่สอนเราเกี่ยวกับตัวเราเอง
และความสัมพันธ์ของเรากับพระผู้สร้าง (พระเยซู)
อิสยาห์มีปฏิกิริยาหวาดหวั่นต่อนิมิตที่ได้เห็น
ดังที่ท่านได้เขียนไว้ว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้า
เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว
เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด
และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด
เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระเจ้าจอมโยธา”
(อิสยาห์ 6:5)
คำว่า “ดามาห์” (Damah) ในภาษากรีก ใช้ในความหมายว่า “ตัดออก” หรือ “สำเร็จ” ในต้นฉบับคิงเจมส์
คำเดียวกันนี้มีความหมายว่า “พินาศ” (สดุดี 49:12 ,20) และในโฮเชยา 4:6
คำนี้ใช้ในความหมายว่า “ทำลาย”
จากถ้อยคำนี้ทำให้มองเห็นภาพว่าประสบการณ์ครั้งนี้ได้ทำให้อิสยาห์รู้สึกเหมือนถูกบดขยี้จนพินาศ
นิมิตที่ได้เห็นพระเจ้าช่วยให้อิสยาห์เข้าใจสภาพตนเองว่า
ตัวจริงของท่านเป็นคนอย่างไร
และยังได้ช่วยท่านให้เข้าใจในความแตกต่างระหว่างตัวท่าน
และพระเจ้าองค์พระผู้สร้างด้วย
มีอะไรเกี่ยวกับพระเจ้า ที่เมื่อได้เห็นทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้
สิ่งนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดพระเยซูทรงเสด็จมาในร่างกายของมนุษย์
เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าที่จริงแล้วพระเจ้าทรงมีพระลักษณะอย่างไร
วันจันทร์ มลทินบาปของเจ้าถูกลบแล้ว (อิสยาห์
6:6, 7)
“แล้วตนหนึ่งในเสราฟิมบินมาหาข้าพเจ้า ในมือมีถ่านเพลิง
ซึ่งเขาเอาคีมคีบมาจากแท่นบูชาและเขาถูกต้องปากของข้าพเจ้าพูดว่า “ดูเถิด
สิ่งนี้ได้ถูกต้องริมฝีปากของเจ้าแล้ว
กรรมชั่วของเจ้าก็ถูกยกเสีย และเจ้าก็จะรับการลบมลทินบาป” (อิสยาห์
6:6,7)
ประสบการณ์ของอิสยาห์ที่มีกับพระเจ้า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา
อิสยาห์พรรณนาให้ทราบว่าเป็นประสบการณ์ที่มีอิทธิพลต่อประสาทสัมผัสทั้งหมดของท่าน
ท่านได้เห็นเสราฟิม มีหกปีกยืนแวดล้อมพระบัลลังก์ของพระเจ้า
ทั้งท่านได้ยินเสียงเพลงจากเสราฟิมร้องเพลงด้วยเสียงกังวานเหมือนเสียงฟ้าร้อง
จมูกของท่านได้กลิ่นของควันในพระวิหาร
ท่านรู้สึกและรู้ในรสชาติของก้อนถ่านที่มีไฟแดงที่เสราฟิมนำมาสัมผัสเข้าที่ริมฝีปากของท่าน
(อิสยาห์ 6:1-6)
ก็อย่างที่เราได้เห็นในบทเรียนของเมื่อวานนี้
หลังจากประสบการณ์ได้เห็นพระเจ้า
อิสยาห์รู้สึกเต็มล้นด้วยความไร้ค่าของตัวท่านเอง จริงๆ แล้ว
ถ้อยคำที่ท่านเปล่งออกมาในอิสยาห์ 6:5
เป็นคำสารภาพในความบาปของท่าน
และความบาปของชนชาติยูดาห์ของท่าน
เหตุใดจึงเน้นอยู่เฉพาะตรง “ริมฝีปากไม่สะอาด” หมายความว่า
อิสยาห์และพี่น้องร่วมชาติของท่านทำบาปเพียงเมื่อพวกเขาพูดเท่านั้นหรืออาจเป็นได้ไหมว่า
คำนี้เป็นสัญลักษณ์หมายถึงความบาปทั้งชีวิตจิตใจ อ่านสุภาษิต
13:3; มัทธิว 12:37 และลูกา 6:45 ด้วย
ทันทีทันใดเมื่ออิสยาห์สารภาพ เสราฟิมองค์หนึ่ง
(ทูตสวรรค์ที่มีหกปีก) ได้ใช้คีมคีบถ่านร้อนแดงจากแท่นบูชาแห่งสวรรค์
บินตรงมาที่อิสยาห์ และใช้ถ่านก้อนนั้นสัมผัสที่ลิ้นของอิสยาห์
มีอะไรเกิดขึ้น ในอิสยาห์ 6:6,7 สัญลักษณ์นี้เป็นสิ่งแทนการกระทำอะไร
เราสามารถได้รับบทเรียนอะไรจากเรื่องนี้ สำหรับตัวเราเอง
สำหรับตัวอิสยาห์เอง
ยอมรับว่าเป็นคนที่มีริมฝีปากไม่สะอาด
ไม่มีสิ่งมีค่าใดจะถวายให้พระเจ้า
แต่ผ่านการดำเนินการขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง
ความบาปของอิสยาห์ได้ถูกชำระออกไป ท่านได้กลายเป็นผู้บริสุทธิ์
คำในภาษาฮีบรู คำว่า “ชำระ” มาจากรากของคำว่า “คาฟา” (qaphar) โดยปกติแล้ว คำนี้แปลในพระคัมภีร์เดิมฉบับภาษาอังกฤษว่า “ไถ่คืน” หรือ
“การไถ่คืน” (atone or atonement)
ซึ่งความหมายอีกอย่างคือ
“การให้อภัย หรือ การชำระให้สะอาด” (อ่านอพยพ 29:36; อพยพ 30:10; เลวีนิติ 16:30
และเลวีนิติ 17:11) จุดสำคัญคือถ้าปราศจากปฏิบัติการ การชำระความบาปให้กับท่าน
อิสยาห์ก็ไม่สามารถทำการอันใดเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้
ท่านจะต้องมีสัมพันธภาพอันถูกต้องกับองค์พระเจ้าก่อนเท่านั้น
จากนั้นท่านจึงจะรับอาสาทำงานรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้
มีอะไรในชีวิตของท่านเอง
ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นที่พระเจ้าไม่อาจใช้ท่านได้
มีอะไรที่ท่านจะต้องมอบถวายแด่พระเจ้า
เพื่อความบาปของท่านจะได้รับการชำระให้สะอาด
วันอังคาร
“ข้าพระองค์อยู่นี่
ขอทรงใช้ข้าพระองค์”
(อิสยาห์ 6:8)
“และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า
“เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา” แล้วข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าพระองค์อยู่นี่
พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” (อิสยาห์ 6:8)
เมื่ออิสยาห์ได้ยินเสียงเรียกของพระเจ้า ท่านได้ตอบไปโดยพลัน
“ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” (อิสยาห์ 6:8)
ให้สังเกตดูว่า อิสยาห์ได้ตอบไปก่อนที่ท่านจะทราบว่า
งานที่พระเจ้าจะมอบ
หมายให้ไปปฏิบัติมีลักษณะเป็นอย่างไร (อ่านฮีบรู 11:8
ด้วย)
ที่อิสยาห์ได้ตอบไปไม่ใช่เพราะท่านเชื่อว่า ท่านมีของประทานที่จำเป็น
และมีความสามารถ ท่านไม่ได้ตอบรับคำ เพราะว่าท่านเชื่อว่าท่านจะทำการได้ดี
และท่านไม่ได้ตอบตกลงเพราะว่านั่นเป็นงานที่ท่านชอบทำ
(เพราะท่านยังไม่ทราบด้วยว่าภารกิจนั้นคืออะไร)
อิสยาห์รู้ตนดีว่าตัวเองไม่มีค่าควร
แต่ท่านทราบดีว่าพระเจ้าทรงมีค่าควรที่ท่านจะรับใช้
ท่านทราบว่าท่านไม่มีพลังอำนาจ แต่พระเจ้าทรงอิทธิฤทธิ์ทุกประการ
งานที่จะทรงมอบให้ไม่ใช่งานที่ท่านเลือกรับไปทำ
แต่เป็นภารกิจที่พระเจ้าทรงเลือกให้ท่านทำ
พระองค์จึงให้ท่านได้เห็นนิมิตดังกล่าว
ดังนั้นอิสยาห์จึงอาสารับทำงานที่พระเจ้ามอบหมายให้ท่านไปดำเนินการ
อ่านพระมหาบัญชาของพระเยซูที่ตรัสสั่ง ให้อัครสาวกและสาวก
(ผู้เชื่อทั้งมวล) ให้ออกไปสั่งสอนชนทุกชาติทุกภาษา
อาจเป็นได้ว่านี่เป็นพระบัญชาที่สำคัญที่สุดในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม (มัทธิว
28:18-20) อ่านอย่างพิจารณาในส่วนแรกของพระบัญชา
เหตุใดจึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่เราจะต้องไม่มองข้ามไป
คำว่า “เหตุฉะนั้น”
เป็นส่วนที่สำคัญมาก
เหตุผลเดียวที่เราสามารถออกไปสอนชนทุกชาติได้ก็เพราะเราไปในอำนาจของพระเจ้า
ผู้ทรงฤทธานุภาพบนแผ่นดินสวรรค์และแผ่นดินโลก ถ้าให้เราไปด้วยพลกำลังของเราเอง
เราไม่อาจจะออกไปทำการได้
ถ้าเราพึ่งในทักษะและความเชี่ยวชาญของเราเอง
เราไม่อาจออกไปปฏิบัติงานได้
แต่ภารกิจและพันธกิจของเราเป็นพันธกิจของพระเยซูคริสต์และพระองค์ทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือแผ่นฟ้า
และจักรวาลทั้งมวล พระองค์ทรงเป็นผู้มอบหมายภารกิจ
และมอบอำนาจให้เราออกไปทำการของพระองค์ (อ่านกิจการฯ 17:28; ฮีบรู 1:2; โคโลสี
1:16)
ถ้าเรามีความเต็มใจ
พระเจ้าจะทรงประทานอำนาจที่เราต้องการในการปฏิบัติภารกิจให้
พระองค์ทรงชำระริมฝีปากอันมีมลทินของอิสยาห์ (อิสยาห์ 9:7)
พระองค์ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มารีย์จนเธอตั้งครรภ์” (ลูกา
1:35) พระเยซูทรงอธิษฐานเผื่อเปโตร (ลูกา 22:32)
พระเยซูทรงเจิมเซาโลด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กิจการฯ 9:17,18)
พระองค์ใส่ถ้อยคำในปากของเยเรมีย์ (เยเรมีย์ 1:9)
เราควรคาดหวังสิ่งใดน้อยกว่าสำหรับตัวเราในปัจจุบันหรือโดยเฉพาะเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินโลก
มีอะไรบ้างไหมที่ยึดเหนี่ยวท่านไว้จากการทำบางสิ่งมากขึ้น
สำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า
ท่านต้องทำการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหม
ท่านจะสามารถเรียนรู้ที่จะพึ่งพาในอำนาจของพระเจ้า
ไม่ใช่ความเก่งของท่านเองอย่างไร
วันพุธ การทรงเรียกอิสยาห์ (อิสยาห์ 6:9,
10)
“และพระองค์ตรัสว่า “ไปเถอะและกล่าวแก่ชนชาตินี้ว่า
'ฟังแล้วฟังเล่า แต่อย่าเข้าใจ ดูแล้วดูเล่า แต่อย่ามองเห็น”
(อิสยาห์ 6:9)
อ่านคำสั่งของพระเจ้า
ที่ทรงให้กับอิสยาห์ (อิสยาห์ 6:9, 10)
เราจะเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสสั่งอิสยาห์ตรงนี้ได้อย่างไร
พระคัมภีร์ฉบับแปลในภาษาต่างๆ
แม้แต่ฉบับคิงเจมส์ของภาษาอังกฤษ ทำให้ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้
เหมือนกับว่าพระเจ้าทรงมีประสงค์
หรือพยายามทำให้จิตใจประชากรยูดาห์เกิดความมึนงง
แต่ถ้าท่านอ่านข้อพระคัมภีร์อย่างพินิจพิจารณา
ท่านจะมองเห็นคำเสียดแทงอยู่ในตัว
ทั้งนี้เราจะพบเสมอว่าพระเจ้าทรงร้องขอให้ประชากรของพระองค์หันกลับมาฟังพระองค์
พระองค์ทรงหนุนใจให้เขาทั้งหลายเข้าใจพระองค์
พระองค์เชื้อเชิญพวกเขาให้เปิดใจพวกเขาให้กับพระองค์
และที่จะรู้จักพระองค์ดีขึ้น พระองค์บอกพวกเขาให้เพ่งมองไปยังพระองค์
และรับเอาการเยียวยาจากพระองค์
แต่เหตุใดพระองค์ทรงตรัสอย่างหนึ่งและหมายความอีกอย่างหนึ่ง
อ่านเฉลยธรรมบัญญัติ 30:6; สุภาษิต
2:5; เยเรมีย์ 3:22; และเยเรมีย์ 4:1 เราจะต้องเข้าใจข้อพระคัมภีร์เหล่านี้
ในแสงสว่างจากข้อพระคัมภีร์ที่เราได้เห็นในอิสยาห์ 6:9, 10
อย่างไร
พระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม
พระเจ้าทรงเรียกให้พลไพร่ของพระองค์กลับมาหาและรับเอาการเยียวยาจากพระองค์
แต่เราทราบว่ามีหลายคนไม่รับฟัง ดังนั้นเหมือนกับที่ได้เกิดขึ้นตรงนี้
ซึ่งพระองค์ทรงบอกเป็นนัยว่าประชาชนจะไม่ตอบสนองต่อการเรียกของพระองค์อย่างไร
พระองค์ไม่ได้บอกว่าพระองค์อยากให้เกิดขึ้นอย่างนั้น
หรือว่าพระองค์จะบันดาลให้เกิดขึ้นตามนั้น
ขณะที่ประชาชนพากันปฏิเสธอย่างต่อเนื่องที่จะรับเอาการเตือนของอิสยาห์
ดวงใจของพวกเขาจะค่อยๆแข็งกระด้างขึ้น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าอิสยาห์
หรือพระเจ้าทรงต้องการให้เป็นไปเช่นนี้
พระคัมภีร์ทั้งเล่มเป็นเสียงเรียกของพระเจ้าต่อประชากรของพระองค์
ให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อิสยาห์บอกให้ทำ
แต่เท่าที่เราทราบคนจำนวนมากไม่เชื่อฟังคำ
มีอะไรเกี่ยวกับเราในวันนี้
เรามีความแตกต่างจากประชาชนในสมัยของอิสยาห์อย่างไร
อาจเป็นได้ว่าเราไม่อาจทำอะไรได้มากนักเกี่ยวกับคนอื่น
แต่สำหรับตัวเราล่ะ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า
เราจะไม่ล้มลงในกับดักฝ่ายจิตวิญญาณ
เหมือนเราได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านอิสยาห์
วันพฤหัสบดี
แสงสว่างสู่คนต่างชาติ (อิสยาห์ 42:6 , 7)
“เราคือพระเจ้า
เราได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราได้ยุดเจ้าและรักษาเจ้าไว้
เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ
เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติเพื่อเบิกตาคนที่ตาบอด
เพื่อนำผู้ถูกจำจองออกมาจากคุกนำผู้ที่นั่งในความมืดออกมาจากเรือนจำ”
(อิสยาห์ 42:6,7)
ภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้อิสยาห์ประกาศ
นั้นยิ่งใหญ่กว่าความพยายามที่จะปฏิรูปชนยูดาห์
พระองค์ทรงวาดภาพเยรูซาเล็มเหมือนแสงสว่างส่องจากเชิงเขา
แสงสว่างนี้จะต้องส่องออกไปเป็นพยานแก่นานาชาติเกี่ยวกับพระเจ้าเที่ยงแท้และพระบัญญัติของพระองค์
“ในยุคหลังจะเป็นดังนี้ คือภูเขาแห่งพระนิเวศของพระเจ้า
จะถูกสถาปนาขึ้นให้สูงที่สุดในจำพวกภูเขาทั้งหลายและจะถูกยกขึ้นให้เหนือบรรดาเนินเขา
และประชาชาติทั้งสิ้นจะหลั่งไหลเข้ามาหา” (อิสยาห์ 2:2)
สำหรับเราในฐานะที่เป็นแอ๊ดเวนตีส
เราเข้าใจบทบาทของเราในการประกาศไปถึงทุกแห่งในโลกอย่างไร อ่านวิวรณ์
14:6
อ่านอิสยาห์ 42:6, 7
พระเจ้าทรงเรียกให้ชนชาติยูดาห์ทำการอะไร เรามองเห็นตัวเราเองในงานนั้น
อย่างไรในปัจจุบัน
พระธรรมอิสยาห์ 49:6 มีความหมายอะไรสำหรับเรา
ในฐานะที่เราเป็นแอ๊ดเวนตีส “พระองค์ตรัสว่า ซึ่งเจ้าจะเป็นผู้รับใช้ของเรา
เพื่อจะยกบรรดาเผ่าของยาโคบขึ้น
เพื่อจะให้อิสราเอลที่เหลืออยู่กลับสู่สภาพดีนั้นดูเป็นการเล็กน้อยเกินไป
เราจะมอบให้เจ้าเป็นความสว่างแก่บรรดาประชา-
ชาติ
เพื่อความรอดของเราจะถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (อิสยาห์ 49:6)
นับตั้งแต่ปี 1844 จนถึงปี
1860 เป็นเวลา 16 ปี กว่าที่คริสตจักร
เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสจะรวมตัวกันมั่นคงและตระหนักว่าคริสตจักรมีภารกิจในต่างแดนด้วย
เพราะตอนแรกเริ่มแอ๊ดเวนตีสคิดว่าคำสั่งให้ประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนหลายเชื้อชาติภายในประเทศอเมริกาเหนือเท่านั้น
เพราะอเมริกาเหนือเป็นที่รวมของกลุ่มวัฒนธรรมทางสังคมหลากหลาย
ดังนั้นผู้นำยุคแรกเริ่มจึงเข้าใจว่าพวกเขาเข้าถึงคนต่างเชื้อชาติ
ต่างภาษา และเผ่าพันธุ์ ณ ที่บ้าน(อเมริกา)อยู่แล้ว ผู้นำคนหนึ่งคือ อาร์เธอร์
สปัลดิงก์ กล่าวเชิงให้ความเห็นใจว่า
“เป็นความคิดที่ทำให้อิ่มเอิบใจที่ชาวแอ๊ดเวนตีสยุคแรกเริ่มเข้าใจว่า
พันธกิจที่พวกเขาได้รับการมอบ
หมายคืออเมริกาเหนือเท่านั้น” อาร์เธอร์ ไวท์ฟิลด์สปัลดิงก์
ในหนังสือ “Origin and History of
Seventh-day Adventists volume 2 , page 193.
แต่ไม่นานปีนัก ก่อนที่คริสตจักรที่ก่อตั้งขึ้นใหม่
จะตระหนักว่าพระมหาบัญชาของพระเยซู
ที่ให้ทำการประกาศไปทั่วโลกแก่ชนทุกชาติ
ทุกภาษาไม่จำกัดอยู่เฉพาะสหรัฐอเมริกา
คณะกรรมการจึงตัดสินใจส่งมิชชันนารีออกไปประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐในเอเซีย
แอฟริกา ยุโรป และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
นั่นก็คือการประกาศไปทั่วทั้งโลก เราทั้งหลายเมื่อนับเป็นคนๆ
หรือส่วนบุคคล สามารถมีส่วนร่วมในงานชิ้นสำคัญนี้
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งได้ในปัจจุบัน
มีทางไหนบ้างที่ท่าน
หรือแม้แต่คริสตจักรท้องถิ่น
สามารถมีส่วนในการประกาศข่าวประเสริฐออกไป ท่านสามารถนำ
“ข่าวแห่งความรอด” ไปสู่สุดปลายของแผ่นดินโลกได้อย่างไร (กิจการฯ
13:47)
วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม : อ่านเอลเลน จี.
ไวท์. ในบทที่ชื่อ
“การทรง
เรียกอิสยาห์” ในหนังสือ “ผู้เผยพระวจนะและกษัตริย์”
หน้า 303-310
“พระสัญญานี้
อันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าจะสำเร็จสมจริงในตอนสุดท้าย
นำความกล้ามาสู่ดวงใจของอิสยาห์ ชนชาติต่างๆ
แห่งแผ่นดินโลกจะทำอะไรได้เพื่อต่อสู้กับยูดาห์
ผู้สื่อข่าวของพระเจ้าเช่นท่านจะทำอะไรถ้าต้องเผชิญหน้ากับเหล่าคนที่ต่อต้านท่าน
อิสยาห์ได้เห็นพระมหากษัตริย์ องค์พระเป็นเจ้าในนิมิต
ท่านได้ยินเสียงเพลงร้องสรรเสริญของเหล่าทูตสวรรค์เสราฟิม
“ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์
พระเจ้าจอมโยธา แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์” (อิสยาห์
6:3) อิสยาห์ได้รับสัญญาว่า
ข่าวของพระเจ้าที่ให้กับชนชาติยูดาห์ที่เหินห่าง
พระเจ้าจะเต็มไปด้วยพลังอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์
และผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้รับการหนุนใจให้ดำเนินภารกิจที่ทรงมอบหมายให้กับท่านตลอดชีวิตแห่งการรับใช้
ท่านได้ดำเนินงานอย่างอุทิศถวาย อิสยาห์ระลึกถึงนิมิตที่ได้ท่านรับเสมอ
เป็นเวลากว่า 60 กว่าปีที่ท่านยืนหยัดอยู่ต่อหน้า
ชนชาติยูดาห์ ในฐานะเป็นผู้เผยพระวจนะแห่งความหวัง
และท่านมีความกล้าหาญมากขึ้นและมากขึ้นในการกล่าวคำพยากรณ์เกี่ยวกับชัยชนะของคริสตจักรในอนาคต”
เอลเลน จี. ไวท์. “การทรงเรียกอิสยาห์” ใน Advent Review and Sabbath Herald , March 11,
1915.
“ผลงานที่อิสยาห์
กล่าวเตือนชนชาติยูดาห์ ให้เชื่อฟังพระเจ้าผู้ทรง พระชนม์อยู่
ไม่ถือว่าล้มเหลวเพราะว่ามีบางคนที่เชื่อฟังและหันกลับจากการกราบไหว้รูปเคารพมานมัสการพระเจ้า
พวกเขาได้เรียนรู้ว่าพระเจ้า
พระผู้สร้างของพวกเขามีความรักและพระกรุณายิ่งใหญ่
ในช่วงเวลาแห่งความมืดในประวัติศาสตร์ของชนชาติยูดาห์
มีเพียงคนกลุ่มเล็กตกค้างอยู่ในประเทศ
แต่คำเตือนของผู้เผยพระวจนะเริ่มบังเกิดผลขึ้นมาในทิศทางบวก
อิสยาห์ได้ประกาศว่า “ในวันนั้น
คนจะเอาใจใส่ในพระผู้สร้างตนและนัยน์ตาเขาจะมองดูองค์บริสุทธิ์ของอิสราเอล”
(อิสยาห์ 17:7) จาก เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ
“ผู้เผยพระวจนะและกษัตริย์” หน้า 320
คำถามเพื่อการอภิปราย:
1.
เหตุใดผู้เผยพระวจนะไม่เคยเป็นคนที่ประชาชนนิยมชมชอบ
ลอง
จินตนาการดู
สมมติอิสยาห์กลับมามีชีวิต
ในฐานะผู้เผยพระวจนะ
สำหรับคริสตจักรแอ๊ดเวนตีส
ท่านคิดว่าอิสยาห์มีข่าวอะไรจะบอก
ให้ทราบข่าวสารของอิสยาห์จะเปลี่ยนแปลงไปไหม
เราคิดอย่างไร
กับ เอลเลน จี. ไวท์.
จะมีแอ๊ดเวนตีสหลายคนทำสิ่งเดียวกันกับที่
ชนชาติอิสราเอลทำกับผู้เผยพระวจนะของพวกเขาไหม
อภิปราย
2.
ภารกิจของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสทั่วโลก
เป็นงาน
ประเภทไหน
เราจะทำให้ความต้องการของท้องถิ่น
คืองาน
ประกาศออกไปของคริสตจักรท้องถิ่นกับภารกิจที่พระเจ้าทรงเรียก
ให้เราประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐไปทั่วโลก
มีความสมดุลกัน
อย่างไร
เราจะสัตย์ซื่อต่อการทรงเรียกให้ทำงานทั้งสองประเภทนี้
ได้อย่างไร
สาระสำคัญของบทนี้ :
งานที่ท่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า
เป็นงานที่ไม่มีคนจะให้ความนิยมอยู่หลายประการ
อีกทั้งเป็นงานที่ไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่า
เป็นงานการเป็นปากเสียงแทนพระเจ้า
ที่ลงเอยโดยที่มีประชาชนมองเห็นร่างกายของท่านอิสยาห์ถูกเลื่อยออกเป็นสองท่อน
แต่จากการปฏิบัติงานของท่านอิสยาห์
ชีวิตของคนไม่น้อยได้รับการเปลี่ยนแปลงไป
และถ้อยคำของท่านที่บันทึกไว้ยังคงมีพลังอำนาจแม้ในทุกวันนี้
<บทเรียนที่เเล้ว> <สารบัญ> <กลับสู่หน้าหลัก>