บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
กิจการฯ 6:3; กิจการฯ บทที่ 8; โรม 12:6-8; 1
โครินธ์ 12:1-11;
1 โครินธ์ 27-31; 1 ทิโมธี
3:8-12
ข้อควรจำ
ข้อคิดสำคัญ :
โดยการดำเนินพันธกิจของท่านฟีลิป
ประชาชนในแคว้นสะมาเรียได้พร้อมใจกันมาฟังข่าวดี
จากนั้นท่านฟีลิปช่วยให้ผู้มีอิทธิพลชาวต่างชาติ คือชาวเอธิโอเปีย
มอบถวายชีวิตของเขาให้กับพระเยซู
เมื่อเรามอบถวายชีวิตของเราให้กับพระเจ้า
จะไม่มีขีดจำกัดในสิ่งที่พระเจ้าจะทรงเลือกทำการผ่านเรา
เพื่อช่วยเคลื่อนไหวงานแห่งอาณาจักรของพระองค์ให้รุดไปข้างหน้า
ท่านฟีลิปต้องหนีจากการโจมตี
ของผู้ข่มเหงต่อต้าน ผู้เชื่อในพระเจ้า ในกรุงเยรูซาเล็ม
ท่านได้เผชิญหน้ากับนักวิทยาคมและทำการขับผีออก
ท่านรักษาโรคให้คนอัมพาตและคนง่อยให้กลับเดินได้
ท่านได้นำขุนนางจากราชสำนักของประเทศเอธิโอเปียให้มารับเชื่อในพระเยซู
และประกอบพิธี
บัพติศมาให้เขาและพระวิญญาณบริสุทธิ์นำท่านข้ามไปยังแดนห่างไกล
ชีวิตและการงานของท่านฟีลิปไม่ใช่เรื่องราบเรียบน่าเบื่อแต่อย่างใด
เมื่อคนจำนวนมากคิดถึงเรื่องศาสนาคริสต์
พวกเขาวาดภาพให้เห็นศาสนาจารย์เทศนาเรื่องยาวให้ผู้มานมัสการในโบสถ์ฟัง
พวกเขาคิดถึงหัวข้อส่งเสริมให้ผู้เชื่อนำไปทำตามและรายการข้อห้ามให้ละเว้น
คริสเตียนทั้งหลายต่างมุ่งมั่นในคุณธรรมจนใบหน้าเคร่งขรึมไม่ค่อยยิ้ม
แต่ภาพลักษณ์ที่ว่ามาไม่เป็นจริงเลย
การเป็นผู้ติดตามพระเยซูเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุด
เท่าที่ชีวิตของคนหนึ่งต้องประสบพบเห็น
ยกตัวอย่างเช่นสัปดาห์นี้เราจะมองไปยังการที่พระเจ้าทรงเรียกท่าน
ฟีลิปให้ทำกิจอันน่าตื่นเต้น ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์หลายหลายด้านในชีวิต
เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเจ็ดของมัคนายก
และได้รับการเจิมให้รับใช้ในคริสตจักรยุคแรกเริ่ม
ท่านฟีลิปยินดีรับทำหน้าที่โดยไม่ทราบล่วงหน้าว่ามีอะไรรอคอยอยู่
งานที่ท่านทำไม่เพียงแต่การทำบัญชีทรัพย์สิน เงินทอง
และสิ่งของที่ผู้เชื่อบริจาคเข้ามา
และทำการแจกจ่ายให้กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น
หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังนำท่านให้ไปแบ่งปันข่าวดีของพระเยซูแก่ชาวสะมาเรียด้วย
และต่อมาท่านยังได้เดินทางไปประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณยังทวีปแอฟริกาด้วย
เราสามารถเรียนรู้อะไรได้จากเรื่องการรับใช้ของท่านฟีลิป
วันอาทิตย์
การถูกเรียกให้รับใช้ (กิจการฯ 6:3)
“เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน
ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา
เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้” (กิจการฯ 6:3)
คริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มได้เลือกฟีลิปและชายผู้มีชื่อเสียงดีเป็นที่นับถืออีก
6 คน ให้ทำหน้าที่รับใช้คริสตจักรในตำแหน่งมัคนายก คำในภาษากรีกสำหรับมัคนายก
คือ “ไดอะโคโน๊ส” (diakonos) ซึ่งในพระคัมภีร์หลายฉบับ คำนี้แปลว่า “ผู้รับใช้”
เมื่อพระเยซูทรงตรัสสอนฝูงชนและสาวกพระองค์ทรงตรัสว่า
“ผู้ใดที่เป็นนายใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นย่อมต้องรับใช้ท่านทั้งหลาย” (มัทธิว
23:11)
และในตอนที่พระเยซูทรงกล่าวทำนายเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์
พระองค์ทรงตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะรับใช้เรา
ผู้นั้นก็ต้องตามเรามาและเราอยู่ที่ไหนผู้รับใช้ของเราจะอยู่ที่นั่นด้วย
ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น” (ยอห์น
12:26)
จากการอ่านกิจการฯ 6:3
และ 1 ทิโมธี 3:8-12 เราจะทราบว่า
ท่านฟีลิปในฐานะเป็นมัคนายกเป็นคนประเภทใด
จากพระธรรมกิจการฯ 2:46,
47 และกิจการฯ 4:32, 33
แสดงให้เราเห็นว่าคริสตจักรในเวลานั้นมีสภาพเป็นอย่างไร
ความสงบราบรื่นของคริสตจักรมีอยู่ไม่นาน
ในไม่ช้าการบ่นว่าจากคนภายในได้กลายเป็นวิกฤติกาลขึ้นมา
ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้
ผู้เชื่อในพระเยซูใหม่เกือบทั้งหมดเป็นคนยิว แต่ชนชาติยิวมีสองพวก :
คนยิวที่เป็นชาวกรีก และคนยิวที่เป็นชาวฮีบรู คนที่เป็นชนชาติกรีก
ยิวไม่ได้เกิดในสายเลือดของชนชาติอิสราเอล พวกเขาพูดภาษากรีก
แนวคิดก็เป็นอย่างคนกรีกคิด ส่วนคนยิวในสายเลือด คือชาวฮีบรูกรีกจะพูดภาษา
“อะราเมอิค” และ
/หรือภาษาฮีบรูทัศนคติทั้งหลายของพวกเขาเป็นการมองเห็นของชาวยิวอย่างเคร่งครัด
ขณะที่คริสตจักรเติบโตอย่างรวดเร็ว ชาวกรีกยิวพากันบ่นว่า
อาหารที่ทางคริสตจักรแจกจ่ายให้กับคนที่ขัดสนโดยเฉพาะแจกให้กับหญิงหม้าย
คณะทำงานของคริสตจักรให้การเอาใจใส่หญิงหม้ายชาวฮีบรูยิวมากกว่าหญิงหม้ายชาวกรีกยิว
ดังนั้นปัญหาแรกที่ทางคริสตจักรเผชิญ
เป็นปัญหาจากภายในของชุมชนในคริสตจักรเอง อัครสาวกทั้ง 12
คนมาประชุมปรึกษากัน จึงได้ร่วมกันการเลือกผู้นำที่ดีของคริสตจักร
ทั้งนี้เพื่อให้ทำงานแบ่งเบาความรับผิดชอบของเหล่าอัครสาวก
ด้วยเหตุนี้คริสตจักรจึงมีตำแหน่งและงานของมัคนายกเกิดขึ้น
คริสตจักรหรือคริสตจักรท้องถิ่นของท่านต้องเสียเวลา
ในการจัดการกับเรื่องความขัดแย้ง หรือการต่อสู้กันในคริสตจักรมากไหม
ท่านจะช่วยให้คริสตจักรท้องถิ่นมุ่งพลังไปยังดวงวิญญาณที่หลงหายมากกว่าได้อย่างไร
วันจันทร์ การประกาศข่าวประเสริฐในสะมาเรีย
(กิจการฯ 8:1-5)
“ส่วนฟีลิปก็ไปยังเมืองหนึ่งในแคว้นสะมาเรีย
และประกาศเรื่องพระ-คริสต์ให้ชาวเมืองนั้นฟัง
ประชาชนก็พร้อมใจกันฟังถ้อยคำที่ฟีลิปได้ประกาศ เพราะเขาได้ยินท่านพูด
และได้เห็นหมายสำคัญซึ่งท่านได้กระทำนั้น” (กิจการฯ
8:5-6)
เมื่อพระคัมภีร์เอ่ยถึงท่านฟีลิปอีก
เราได้พบในท่านในแคว้นสะมาเรีย ซึ่งเป็นแคว้นทางด้านเหนือของยูเดีย
พระเยซูทรงมองเห็นล่วงหน้าที่ผู้ติดตามพระองค์จะกลายเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ
ไม่เฉพาะแต่ในกรุงเยรูซาเล็ม
“แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช
เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน
และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็มทั่วแคว้นยูเดีย
แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”(กิจการฯ 1:8)
ที่จริงแล้วเหล่าผู้นำไม่ได้ส่งท่านฟีลิปไปเป็นมิชชันนารีในแคว้นสะมาเรียท่านไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการประกาศทั่วโลกที่ได้ส่งผู้ประกาศเข้าไปประกาศในพื้นที่
ที่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปประกาศมาก่อน
มีเหตุการณ์อะไร ในกิจการฯ
8:1-5 ที่ได้ทำให้ท่านฟีลิปหนีไปยังแคว้นสะมาเรีย
เหล่าผู้เชื่อที่ได้หนีกระจัดกระจายไปทำอะไร เมื่อพวกเขาหนีไปพำนัก ณ ที่ใด
ภายหลังที่ท่านสเทเฟนถูกขว้างด้วยก้อนหิน ท่านเซาโล
(ชื่อเดิมของเปาโล) ได้ทำการต่อต้านคริสเตียน และทำการข่มเหงรุนแรงขึ้น
ดังนั้นผู้เชื่อทั้งหลาย ยกเว้นอัครสาวกทั้ง 12
คนได้พากันหนีภัยกระจัดกระจายไป และนี่เป็นตัวอย่างแรก
เราพบในประวัติศาสตร์ที่คริสตจักรได้ทำงานแบบใต้ดินขึ้น
หลายครั้งจากเหตุการณ์ครั้งนี้
เหล่าผู้ซื่อสัตย์ในพระเจ้าได้ถูกผลักดันให้ซ่อนความเชื่อของพวกเขาไว้
แม้แต่ในปัจจุบันยังมีหลายส่วนของแผ่นดินโลกที่ผู้เชื่อเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสถูกบังคับให้นมัสการในที่ลับ
ขณะที่เหล่าผู้เชื่อกระจัดกระจายหนีภัย เหล่าผู้เชื่อเหล่านี้
“ฝ่ายศิษย์ทั้งหลายซึ่งกระจัดกระจายไปก็เที่ยวประกาศพระวจนะนั้น”
(กิจการฯ 8:4) เรื่องนี้อาจแปลก แต่การที่คริสเตียนถูกโจมตี
กลับทำให้คริสเตียนเกิดพลังในการเผยแพร่ข่าวดีออกไปกว้างไกลยิ่งขึ้น
มีตัวอย่างอื่นในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นที่ไหน ที่ท่านคิดได้
นี่เป็นเวลาอันเลวร้ายสำหรับคริสเตียนยุคแรกเริ่ม
ที่พวกเขาถูกบังคับให้ออกจากบ้านเรือน
จากถิ่นที่อยู่เดิมกระจัดกระจายไปต่างเมือง ต่างแคว้น
หรือแม้แต่ไปอาศัยในดินแดนต่างประเทศ
พวกเขามีชีวิตอยู่ในความหวาด
หวั่นว่าจะถูกตามไปโจมตีอีก
ท่านฟีลิปเอง “มีบุตรหญิงพรหมจารีสี่คนซึ่งเป็นผู้ทำนาย” (กิจการฯ
21:9) คงมีบางเวลาที่ท่านเป็นกังวลเกี่ยวกับครอบครัวของท่าน
แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะยากลำบากเพียงใด ท่านฟีลิปและคริสเตียนผู้เชื่ออื่นๆ
ได้พากันแบ่งปันข่าวดีของพระเยซูอย่างซื่อสัตย์
ถูกแล้วเหล่าผู้เชื่อทั้งหลายมีความยากลำบาก
แต่พวกเขาทำงานหนักในการเผยแพร่ข่าวสาร ทำไมหรือ เพราะพวกเขาสำนึกในหน้าที่
ที่ได้รับมอบหมาย เหตุใดเราทั้งหลายจึงขาดแคลนจิตสำนึกในงานที่ได้รับมอบหมาย
อาจเป็นได้ไหมว่าเราต่างมุ่งอยู่กับการมองดูสิ่งภายใน ไม่ใช่มองออกไปข้างนอก
หรือว่าเรายุ่งอยู่กับการคิดถึงความต้องการของเราเอง
ไม่ได้คิดถึงความต้องการของโลกที่กำลังจะพินาศ
จงพิจารณาในจุดนี้และเตรียมตัวนำความคิดของท่านไปอภิปรายในวันสะบาโต
วันอังคาร โอกาสในการเป็นพยาน (กิจการฯ
8:26-39)
“ฝ่ายฟีลิปจึงเริ่มเล่าจับต้นกล่าวตามพระคัมภีร์ข้อนั้น
ชี้แจงถึงข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู” (กิจการฯ 8:35)
ในฐานะที่เป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เรามักพูดเสมอถึงการหาโอกาส
ดำเนินพันธกิจที่ได้รับมอบหมาย
แต่เพราะความมีในอคติต่อศาสนาของคนทั่วไปเราซึ่งไม่อาจพูดเรื่องพระเยซูหรือพระคัมภีร์ได้ทันที
เพราะพวกเขาตั้ง “กำแพง”
ขวางกั้นทันทีเมื่อเราพูดเกี่ยวกับฝ่ายจิตวิญญาณ
โดยทั่วไปเรื่องสภาพช่วยทำลาย “กำแพง” นี้ได้
ความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวเป็นวิธีดีที่สุดที่จะเข้าถึงใจพวกเขาได้
เมื่อเราทำตัวเป็นเพื่อนกับพวกเขาก่อน
พวกเขาก็จะเป็นฝ่ายถามเราเองว่าคริสเตียนเราเชื่ออะไร
อ่านกิจการฯ 8:26-39 เรื่องของท่านฟีลิป และ ขันที
จากนั้นตอบคำถามต่อไปนี้ :
1.
มีใครเป็นผู้สั่งให้ท่านฟีลิปไปยังสถานที่หนึ่ง
สถานที่นั่นคือที่
ไหน และท่านได้พบกับใคร
ท่านได้เรียนรู้ข่าวสำคัญอะไรจาก
คำตอบของท่าน
2.
ท่านฟีลิปได้ใช้วิธีใด เพื่อเริ่มการเป็นพยานกับขันที
ท่านฟีลิป
ได้ช่วยสนองความต้องการของขันทีในเรื่องอะไร
จนทำให้ขันที
พอใจและอิ่มใจ
มีบทเรียนสำคัญอะไรที่เราอาจเรียนรู้ได้จาก
เรื่องนี้ด้วย
3.
ข้อกำหนดอะไรที่ขันทีต้องมีก่อน เขาจึงจะรับบัพติศมาได้
มีข่าวสารอะไรที่เราอาจเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้ สำหรับตัวเราเอง
ชาวเอธิโอเปียคนนี้ได้เดินทางมาที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อนมัสการพระเจ้า
แต่บางทีเขาอาจจะกลับบ้านด้วยความผิดหวัง ถ้าเขาไม่รู้ตั้งแต่เนิ่นๆว่า
คนต่างชาติและคนที่เป็นขันทีเช่นเขา
ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมนมัสการกับชาวยิวในลานพระวิหาร
ดั่งพระคัมภีร์กล่าวว่า “ชายคนใดมีลูกอัณฑะฝ่อ
หรืออวัยวะสืบพันธุ์ด้วน อย่าให้เข้าในการประชุมของพระเจ้า”( เฉลยธรรมบัญญัติ
23:1)
แต่บัดนี้ แสงสว่างใหม่ได้ส่องเข้ามาขจัดความท้อถอยของเขา
ขณะที่เรียนรู้เกี่ยวกับพระเยซูและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ซึ่งได้
“กระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง” (เอเฟซัส 2:14)
ขันทีได้รับการดลใจจากข่าวดีเรื่องพระเยซูจากท่าน
ฟีลิป ขันทีได้ขอให้ท่านฟีลิปประกอบพิธีบัพติศมาให้
ตรงนี้แหละที่เราได้อ่านบันทึกเรื่องชาวต่างชาติกลับใจมาเป็นคริสเตียนครั้งแรก
ซึ่งขันทีคนนี้เป็นชาวแอฟริกัน
ผู้มีฐานะร่ำรวยและอยู่ตำแหน่งที่มีอำนาจ
ท่านมีโอกาสบ่อยเพียงใดที่จะได้โอกาสเป็นพยานสำหรับความเชื่อของท่าน
และท่านได้ใช้โอกาสนั้นอย่างดีและคุ้มค่าเพียงใด
มีอะไรที่ท่านควรทำได้ดีกว่านั้นอีกไหม
วันพุธ ของประทานสำหรับการรับใช้ (1 โครินธ์
12:1-11)
“สิ่งสารพัดเหล่านี้
พระวิญญาณองค์เดียวกันทรงบันดาลและประทานแก่แต่ละคนตามชอบพระทัยพระองค์”
(1 โครินธ์ 12:11)
เราแต่ละคนที่เป็นผู้ติดตามพระคริสต์
ต่างได้รับของประทานฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อทำงานรับใช้ตามที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราทำ
ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณมีความสำคัญต่อชีวิตของคริสเตียนยุคแรกเริ่มมาก
ท่านอัครสาวกเปาโลเขียนถึงเหล่าผู้เชื่อในคริสตจักรโครินธ์ว่า
“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย
ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณนั้น” (1 โครินธ์ 12:1)
คำภาษากรีก ที่ท่านเปาโลใช้สำหรับ “ของประทาน” คือ “ชาริสมาตา”
(charismata)
แสดงให้เห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นของประทานแห่งพระคุณ
เราไม่ได้ทำความดีสิ่งใดเพื่อจะได้รับของประทานนั้น
แต่ความจริงเป็นว่าเราได้รับของประทานแห่งพระวิญญาณอย่างนั้น
เพราะเป็นพระคุณอีกอย่างหนึ่งของพระเจ้า
หลักข้อเชื่อข้อที่ห้าของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส
ชี้ไปยังงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยกล่าวว่า
“พระเจ้าทรงประทานของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้กับคริสตจักร”
นี่เป็นแนวคิดสำคัญที่เราจำเป็น
ต้องทำความเข้าใจ
พระเจ้าทรงประทานของประทานผ่านเหล่าผู้เชื่อ
แต่ของประทานนั้นโดยเนื้อแท้สำหรับคริสตจักร
พระเจ้าไม่เคยประทานของประทานให้ผู้เชื่อคนใดนำไปใช้เป็นการส่วนตัว
แต่ทรงประทานให้เพื่อประโยชน์ของงานที่ทรงมอบหมายให้และเพื่อการรับใช้
ของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ถูกประทานให้กับผู้เชื่อ
เพื่อขยายชุมชนคริสตจักรออกไปในวงกว้าง
ในลักษณะนี้พวกเขาสามารถช่วยให้คริสตจักร
ส่งเสริมงานการประกาศพระกิตติคุณออกไปทั่วโลก
เรื่องประสบการณ์ของท่านฟีลิปในสะมาเรีย (กิจการฯ 8:4-8)
ไม่ได้ให้รายละเอียดไว้
ในบางครั้งพระเจ้าทรงประทานของประทานแห่งพระ-วิญญาณบริสุทธิ์ให้ท่านฟีลิปเป็นพิเศษ
เพราะว่าท่านได้เปลี่ยนงานจากฟีลิปมัคนายกเป็นฟีลิปผู้ประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณ
ซึ่งนับว่าเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญสำหรับท่านฟีลิปที่ได้ผละจากงานดูแลจัดการเรื่องกิจการภายในของโบสถ์ในกรุงเยรูซาเล็ม
ออกไปขับไล่ผีและรักษาโรคต่างๆ ในแคว้นสะมาเรีย
มีอยู่สองแห่งที่เราจะทำความเข้าใจเรื่องของประทานแห่งพระ-วิญญาณบริสุทธิ์
คือจากโรม 12:6-8 และ 1 โครินธ์ 12:1-11, 27-31 อ่านข้อพระคัมภีร์เหล่านี้
และเปรียบเทียบกับกิจการฯ 8:4-8 มีของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์อะไร
ที่ท่านฟีลิปแสดงออกมา และท่านได้ใช้ของประทานทั้งหลายนั้นอย่างไร
“ประชาชนก็พร้อมใจกันฟังถ้อยคำที่ฟีลิปได้ประกาศ
เพราะเขาได้ยินท่านพูดและได้เห็นหมายสำคัญซึ่งท่านได้กระทำนั้น” (กิจการฯ
8:6) เราอาจไม่สามารถทำการอัศจรรย์ได้เหมือนท่านฟีลิป แต่มีหลักการ (กฏ)
อะไรที่มองเห็นได้ตรงนี้ และมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรา ชีวิตของเรา
คำสอนของเราที่ทำให้คนที่ฟังเราสอน
เราเทศนาสนใจรับฟังในสิ่งที่เราพูดออกไป
วันพฤหัสบดี ฟีลิปและ ซีโมนคนทำวิทยาคม
(กิจการ 8:9-25)
“ขอให้ข้าพเจ้ามีฤทธิ์อย่างนี้ด้วย
เพื่อว่าเมื่อข้าพเจ้าจะวางมือบนผู้ใด
ผู้นั้นจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์” ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่ซีโมนว่า
“ให้เงินของเจ้าพินาศไปด้วยกันกับตัวเจ้าเถิด
เพราะเจ้าคิดว่าจะซื้อของประทานแห่งพระเจ้าด้วยเงินได้” (กิจการ
8:19-20)
เหล่าอัครสาวกที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มได้ข่าวความสำเร็จยิ่งใหญ่ใน
สะมาเรีย จึงได้ส่งท่านเปโตรและท่านยอห์นเดินทางไปเยี่ยมฟีลิป และ
เหล่าผู้เข้ามาเชื่อใหม่
ท่านเปโตรและยอห์นได้มาถึงสะมาเรียในเวลาอันเหมาะสมที่จะให้การสนับสนุนท่านฟีลิป
ก่อนอื่นท่านอัครสาวกทั้งสองได้ร่วมกันอธิษฐานวางมือให้ผู้เชื่อใหม่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์
ซึ่งในส่วนนี้ท่านฟีลิปไม่ได้ทำ ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้
อัครสาวกทั้งสองได้ช่วยท่าน
ฟีลิปจัดการกับอดีตคนทำวิทยาคมที่มีชื่อว่าซีโมนด้วย
อ่านกิจการฯ 8:9-25 เกี่ยวกับเรื่องของซีโมน ฟีลิป เปโตร ยอห์น
จากนั้นตอบคำถามต่อไปนี้ :
พระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอไป
2.
ซีโมนมีความต้องการในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในวิธีที่ผิด
หรือว่าเขาคิดว่าจะซื้อหาของประทานได้ด้วยเงิน (ยิ่งกว่านั้น
เหตุใดจึงเป็นการผิดที่ซีโมนต้องการได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์
เพื่อจะได้ไปวางมือให้คนอื่นได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เหมือนอัครสาวก)
ตัดสินตามความรู้สึกของท่านเปโตร
มีอะไรเป็นเหตุผลที่แท้จริง ที่ซีโมนเอ่ยปากขอซื้อพระวิญญาณบริสุทธิ์
3. ในลักษณะใด
ที่ท่านเปโตรมีความรู้สึกต่อซีโมน เกือบเหมือน
กับที่พระเยซูเคยมีความรู้สึกต่อเปโตร
(มัทธิว 16:21-27)
4.
เราได้พบพระคุณของพระคริสต์และพระกิตติคุณแห่งการให้อภัย
ตรงจุดไหนของเรื่องนี้
ไม่ว่าท่านฟีลิปจะได้รับของประทานมากเพียงใด
ท่านก็ยังต้องการความช่วยเหลือ
สิ่งนี้อธิบายได้จากการที่ท่านเปโตรและท่านยอห์นได้มาหาท่าน จุดสำคัญคือ
ไม่มีใครดีเพียงพอหรือได้รับของประทานเพียงพอที่จะทำการของพระเจ้าตามลำพัง
เราทุกคนต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น
อยากจะได้รับอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือ มาไวๆ สิ! กระนั้น
ซีโมนได้ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อคนหนึ่งและได้รับบัพติศมาแล้วด้วย
นับว่าเป็นความคิดโง่เขลาที่ครั้งหนึ่งเขาเชื่อว่าจะซื้อพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ด้วยเงิน
มีอะไรบ้างไหมตอนที่ท่านเชื่อใหม่
ท่านเคยเชื่อในบางสิ่งที่ตอนนี้หลังจากการเรียนรู้ หรือได้รับประสบการณ์แล้ว
ท่านไม่เชื่ออย่างนั้นอีกต่อไป
สิ่งนี้ช่วยให้ท่านมีความอดทนมากขึ้นไหม
กับบางคนในคริสตจักรหรือในโบสถ์ที่ไม่ค่อยจะทราบอะไรบางอย่างในหลักข้อเชื่อและอาจยังเชื่อหรือยังทำในสิ่งที่โง่เขลาอยู่บ้าง
วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม : อ่านเอลเลน จี. ไวท์.
ในบทที่ชื่อ
“พระกิตติคุณในสะมาเรีย” ในหนังสือ
“กิจกรรมของอัคร
สาวก” หน้า 103 -111
“ตรงนี้เราได้เห็นการเอาพระทัยใส่ของพระเจ้าที่มีต่อบุตรทั้งหลายของพระองค์
พระเจ้าทรงเรียกฟีลิปจากงานรับใช้ที่ประสบความสำเร็จในสะมาเรียและให้ข้ามทะเลทรายไปยังกาซา
เพื่อทำงานสำหรับคนหนึ่งที่มีความกระหายในดวงวิญญาณ
การที่ขันทียอมรับเอาพระกิตติคุณโดยความเชื่อ ควรเป็นบทเรียนสำหรับเรา
พระเจ้าทรงสำแดงว่าเราควรพร้อมในการยอมรับ และเชื่อในพระคริสต์
และปฏิบัติตาม โดยเฉพาะการเรียกให้รับทำหน้าที่ ขันทีเป็นชายที่มีมาตรฐานสูง
เขามีตำแหน่งและหน้าที่รับผิดชอบ โดยการกลับใจของเขา
พระกิตติคุณได้ถูกนำไปสู่เอธิโอเปีย
ซึ่งต่อมาหลายคนที่นั่นได้รับเอาพระคริสต์ หลายคนได้หลุดจากความมืด
พวกเขาจากผู้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้ามาสู่แสงสว่างอันแจ่มใสของศาสนาคริสต์”
เอลเลน จี.ไวท์. The Spirit of
Prophecy, volume 3 , page 305.
คำถามเพื่อการอภิปราย:
1. ในชั้นเรียนสะบาโต
พูดเกี่ยวกับคำตอบสำหรับคำถามข้อสุดท้าย
ของบทเรียนวันจันทร์ของท่าน แต่ก่อนที่ท่านจะทำในสิ่งนี้
เป็น
การดีกว่าที่ท่านจะอภิปรายคำตอบของท่าน
ที่ให้ไว้สำหรับ
คำถามสุดท้ายของวันอาทิตย์
2.
ในช่วงยุคแรกเริ่มของคริสต์จักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า
มีการ
โต้แย้งท่ามกลางผู้เชื่อที่มาจากพื้นฐานต่างกัน
และบ้างก็มาจาก
ส่วนอื่นของโลก
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสมาชิก มักจะเป็นปัญหาเดิม
เกือบทุกครั้ง
คริสตจักรท้องถิ่นของท่านมีปัญหาดังกล่าวบ้างไหม
ท่านในฐานะเป็นผู้เชื่อคนหนึ่ง
ท่านจะสามารถช่วยคริสตจักรของ
ท่านให้เข้าใจว่าการแตกแยกเป็นท่าทีที่ผิด
เพราะขัดแย้งต่อ
หลักการทุกข้อของพระคัมภีร์อย่างไร
3.
ท่านฟีลิบรับบัพติศมาให้กับขันที
ทันทีหลังจากที่ขันทีรับเอา
พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด
เหตุใดคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์
แอ๊ดเวนตีสไม่ปฏิบัติอย่างเดียวกันในปัจจุบัน เราควรปฏิบัติ หรือ
ไม่ควรปฏิบัติตามดี
ตอบคำถามของท่านพร้อมกับหลักฐาน
สนับสนุนจากข้อพระพระคัมภีร์ด้วย.
4.
มีความต้องการอะไรบ้างในชุมชนของท่าน
ที่คริสตจักรของท่าน
สามารถตอบสนองความต้องการ
เพื่อเข้าถึงประชาชนเหล่านั้น
ด้วยพระกิตติคุณของพระคริสต์ได้
ท่านจะสามารถช่วยคริสตจักร
ของท่านในด้านใดด้านหนึ่งที่สำคัญในการเข้าถึงผู้คนนอก
คริสตจักรอย่างไร
สาระสำคัญของบทนี้ :
ท่านฟีลิปเป็นตัวอย่างอันทรงพลัง
ที่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าสามารถทำการใหญ่
ผ่านใครบางคนผู้อุทิศถวายชีวิตของเขา/เธอให้กับพระเยซู
ท่านฟีลิปเป็นพยานให้กับขันที
และท่านแบ่งปันพระกิตติคุณให้กับคนต่างชาติในแคว้นสะมาเรีย
แต่เป้าหมายหนึ่งเดียวของท่านฟีลิปคือ
เทอดทูนพระนามของพระเยซูให้สูงขึ้น
<บทเรียนที่เเล้ว> <สารบัญ> <บทเรียนถัดไป>