Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

บทที่ 11 วันที่ 6 - 12 กันยายน 2008

พันธกิจในต่างแดน : ดาเนียลและสหาย

 


 

บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

ดาเนียล บทที่ 1-3 ; ดาเนียล บทที่ 6

ข้อควรจำ 



ข้อคิดสำคัญ : เรื่องของดาเนียลและสหายของเขา ในบาบิโลนช่วยเราให้เข้าใจในความสำคัญของความสัตย์ซื่อ และพันธกิจของเราเพื่อพระเยซู นับว่าความจริงดังกล่าวไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย แม้ปัจจุบันเรื่องราวของดาเนียลได้ผ่านไปแล้วถึง 2,600 ปี

“เรารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”(โรม 8:28)

ในสถานการณ์มืดมิดที่สุด เมื่อทุกสิ่งดูผิดไปหมด เราสามารถหนุนใจเราเองด้วยพระสัญญาของพระเจ้าว่า ทุกสิ่งจะลงเอยด้วยดี ตามพระประสงค์ของพระองค์ ใช่ว่าทุกสิ่งในชีวิตคริสเตียนจะราบรื่นเสมอไป แต่ในองค์ พระเจ้า “พระองค์จะช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลดีในทุกสิ่ง” จริงอยู่พระเจ้าไม่ทรงรับประกันจะให้สิ่งที่เราต้องการเสมอไป แต่พระองค์จะประทานให้ในสิ่งที่เหมาะสม และในที่สุดเราจะได้กล่าวเป็นพยานในสิ่งดีที่เราได้รับพระ-สัญญาของพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ในสัปดาห์นี้เราจะมุ่งศึกษาไปยังพระเจ้า ผู้ทรงเปลี่ยนสิ่งเลวให้เป็นสิ่งดีในประสบการณ์ของเด็กหนุ่มชาวยิว 4 คน ซึ่งถูกนำตัวไปด้วยการบังคับเพื่อไปยังดินแดนของชาวต่างชาติ แต่เพราะความจงรักภักดีของพวกเขา พระเจ้าสามารถใช้พวกเขาเพื่อเป็นพยานในพระประสงค์และฤทธิ์อำนาจของพระองค์ โดยผ่านการทดสอบอันรุนแรง อย่างเช่นการถูกโยนเข้าไปในเตาไฟอันร้อนแรง ถูกจับทิ้งลงไปในถ้ำสิงโตทั้งสองครั้ง พระเจ้าทรงสำแดงความรักห่วงใยดาเนียลและสหายของเขา โดยทรงช่วยสหายของดาเนียล และตัวดาเนียลไว้ไม่ให้เป็นอันตราย ซึ่งในเวลาเดียวกันพระเจ้าทรงสำแดงฤทธิ์เดชของพระองค์ต่อกษัตริย์และชาวต่างชาติทั้งหลาย ผู้รู้จักแต่รูปเคารพของพวกเขา พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงทราบผลลัพธ์นิรันดร์ของคนหนุ่มกลุ่มนี้ที่รักและสัตย์ซื่อต่อพระองค์

วันอาทิตย์ พื้นฐานด้านจิตวิญญาณ (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:6,7)

“และจงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้าบัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่านและพวกท่านจงอุตส่าห์สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทางและนอนลงหรือลุกขึ้น จงพูดถึงถ้อยคำนั้น” (เฉลยธรรมบัญญัติ 6 : 6, 7)

 พวกเราส่วนมากรู้จักเรื่องของดาเนียลและสหายของเขาอย่างง่ายๆ พวกเขาถูกกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ กษัตริย์ของอาณาจักรบาบิโลนจับไปเมื่อ ประมาณ 600 ปีก่อน ค.ศ. แต่เนื่องจากความสัตย์ซื่อของพวกเขา พระเจ้าทรงใช้ชายหนุ่มเหล่านี้ เพื่อทำให้แผนการและพันธกิจของพระองค์ดำเนินไปได้ ในเวลาดังกล่าวนี้บาบิโลนเป็นชาติมหาอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่เรื่องราวของดาเนียล ฮานันยาห์ มิชาเอล และอาซาริยาห์ เป็นเรื่องจริงที่น่าประทับใจ อันถือเป็นเกียรติกับบิดามารดาที่ได้สั่งสอนอบรมพวกเขามาเป็นอย่างดี

ครอบครัวของชาวยิว จะทำหน้าที่อบรมสั่งสอนเด็กๆของพวกเขาอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนใหญ่แล้วสอนผ่านเรื่องเล่า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชีวิตครอบครัวผู้เป็นพ่อแม่จะเล่าเรื่องซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉพาะเรื่องที่พระเจ้าทรงนำชนชาติอิสราเอลซึ่งปรากฏในพระคัมภีร์ อันเป็นประวัติศาสตร์ของชาติ เด็กๆจะต้องเรียนรู้พระบัญญัติของพระเจ้าเพื่อเป็นเครื่องนำทางชีวิต ขณะที่การไม่เชื่อฟังพระบัญญัติจะนำไปสู่ความตาย

ในเฉลยธรรมบัญญัติ 6:6,7 (และเฉลยธรรมบัญญัติ 4:9) มีหลักการด้านจิตวิญญาณอะไรที่มีความสำคัญสำหรับเด็กๆ และพวกเราทุกคน มีวิธีใดบ้างที่เราจะนำเอาหลักการนี้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราเอง

 บิดามารดาของดาเนียล ฮานันยาห์ มิชาเอล และอาซาริยาห์ ไม่อาจมองเห็นอนาคตล่วงหน้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับลูกๆ ของพวกเขา แต่พวกเขาได้สอนพระคัมภีร์ให้ลูกชายของตนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในทำนองนี้ บิดามารดาได้สร้างรากฐานด้านจิตวิญญาณให้ลูกๆ อย่างแข็งแรง และสิ่งนี้จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่บิดามารดาทุกวันนี้จะทำอย่างเดียวกับลูกหรือลูกๆของพวกเขา ซึ่งในเวลาเดียวกันบิดามารดาจะได้รับพรจากการเล่าเรื่องของพระเจ้าและเรื่องของบุคคลที่รักพระเจ้า เกี่ยวกับการอัศจรรย์ ความดีและความรักของพระองค์ ให้ลูกๆของพวกเขาฟัง แม้กับครอบครัวที่ไม่มีบุตร หรือบุตรเติบโตออกบ้านไปหมดแล้ว เรื่องนี้ช่างมีความสำคัญยิ่งสำหรับเราที่จะระลึกถึงพระคุณ ความดี และฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา ยิ่งกว่านั้นเราจะสามารถแบ่งปันเรื่องของพระเจ้าให้กับคนอื่นได้อย่างไร ถ้าตัวเราเองไม่เคยมีประสบการณ์กับพระเจ้า

ท่านมีความสัตย์ซื่อเพียงใดในการอุทิศถวายเป็นการส่วนตัว การอุทิศถวายของเราอาจจะช่วยเสริมกำลังความเชื่อ และทำให้เราเป็นพยานได้ดีขึ้นเพียงใด

วันจันทร์ การทดสอบเบื้องต้น (ดาเนียล 1:4)

 “พวกหนุ่มๆ ที่ปราศจากตำหนิ มีรูปร่างงามและเชี่ยวชาญในสรรพปัญญา กอปรด้วยความรู้และเข้าใจในสรรพวิทยา กับสามารถที่จะรับราชการในพระราชวัง และทรงให้สอนวิชาและภาษาของคนเคลเดียให้เขาทั้งหลาย” (ดาเนียล 1:4)

หลังจากที่เด็กหนุ่มทั้งสี่เดินทางมาถึงกรุงบาบิโลน เป็นที่ปรากฏชัดว่า

ดาเนียล ฮานันยาห์ มิชาเอลและอาซาริยาห์จะต้องเผชิญกับการทดลอง และอิทธิพลทางด้านลบหลายประการ

ในดาเนียล 1:4 มีอะไรเป็นสิ่งแรก ที่ตรงเข้ามาโจมตีความเชื่อของพวกเขา เหตุใดจึงนับว่ารุนแรงถึงตายได้

 สิ่งที่เราอ่านและสิ่งที่เรามองเห็นมีอิทธิพลต่อความคิดของเรา บางทีอาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขา ที่ดาเนียลและสหายทั้งสามได้เรียนรู้การเขียนอ่านภาษาใหม่และได้อ่านวรรณคดีที่สอนเรื่องความเชื่อที่ต่อต้านกับสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้ามาก่อน เด็กหนุ่มทั้งสี่ได้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์และเรื่องเกี่ยวกับพระเทียมเท็จต่างๆ ตลอดจนนิยายอภินิหาร หรือตำนานที่เล่าต่อๆกันมา ถึงตอนนี้การสงครามแห่งจิตใจและในดวงวิญญาณของพวกเขาได้ปะทุขึ้น วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าร่างกายของคนเรามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างยิ่งกับจิตใจของเรา

คำที่เป็นกุญแจไขข้อความในดาเนียล 1:8 แสดงให้เห็นว่าเหตุใด ดาเนียลและสหาย (อ่าน ข้อ 12-14 ) จึงไม่ต้องการรับประทานอาหารสูงซึ่งพระราชาเสวย

 คำที่เป็นกุญแจสำคัญคืออาหารนั้นเป็น “มลทิน” ซึ่งในภาษาฮีบรู (ภาษาของพระคัมภีร์เดิม) หมายความว่า “เปรอะเปื้อน” สำหรับพวกเขาแล้ว ประเด็นนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการดำเนินชีวิตให้มีสุขภาพดี หรือการเลือกส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือเป็นประเด็นด้านศาสนา

มีข้อแก้ตัวอะไรบ้าง ที่ดาเนียลและสหายอาจยกขึ้นมาอ้าง เพื่อพวกเขาจะรับประทานอาหารนั้นได้

 นับตั้งแต่พวกเขาได้เดินทางมาถึงกรุงบาบิโลนแล้ว ที่คนหนุ่มกลุ่มนี้ได้ตัดสินใจที่จะยืนหยัดอยู่ในหลักการ ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับการทดลองอะไรนี้เป็นรูปแบบที่พวกเขายึดไว้มั่นคงตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่ในบาบิโลน ซึ่งพวกเขาก็ได้รับทดสอบความเชื่อมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยการรักษาความสัตย์ซื่อไว้ พวกเขาได้เป็นพยานให้กับพระเจ้าแห่งสรวงสวรรค์

เป็นความอ่อนแอของมนุษย์ที่จะทำการแก้ตัวเพื่อเลือกทำสิ่งเลว หรือประพฤติผิด มีส่วนไหนในชีวิตของท่านที่ท่านกล่าว “แก้ตัว” ในสิ่งที่ท่านทำ มีขั้นตอนอะไรที่ท่านสามารถนำมาจัดการกับความอ่อนแอที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายจิตวิญญาณนี้ได้

วันอังคาร ไม่มีการประนีประนอม (อิสยาห์ 56:1-8)

“อย่าให้คนต่างชาติผู้เข้าจารีตถือพระเจ้ากล่าวว่า “พระเจ้าจะทรงแยกข้าแน่จากชนชาติของพระองค์” และอย่าให้ขันทีพูดว่า “ดูเถิดข้าเป็นต้นไม้แห้ง” (อิสยาห์ 56:3)

 เรื่องราวที่บันทึกในพระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงมีส่วนในชีวิตของชาวบาบิโลนที่อยู่ภายใต้การปกครองกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์และในสมัยการปกครองต่อมา คือกษัตริย์ไซรัส ผู้คนทั้งหลายได้มองเห็นภาพว่าพระเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าของพลไพร่อิสราเอลและของชนทุกชาติ

คิดถึงช่วงเวลา เมื่ออิสยาห์ 56:1-8 ถูกเขียนขึ้น มีจุดสำคัญอะไรที่ผู้เผยพระวจนะเขียนไว้ในตอนนี้

อ่านดาเนียล 1:6, 7 เหตุใดชาวบาบิโลนจึงทำสิ่งนี้

 ความหมายของชื่อ มีความสำคัญต่อครอบครัวของชาวยิว สอดคล้องตามประเพณี พวกเขามีความระมัดระวังในการตั้งชื่อให้กับเด็กๆ ชื่อ “ดาเนียล” หมายความว่า “พระเจ้าทรงความยุติธรรม” ฮานันยาห์ หมายถึง “พระเจ้าทรงพอพระทัย” มิชาเอล หมายถึง “ผู้เป็นดั่งที่พระเจ้าทรงเป็น” และ อาซาริยาห์ หมายถึง “พระเยโฮวาห์ได้ช่วยเหลือ” แสดงให้เห็นว่าบิดามารดารู้สึกว่าชื่อของลูกๆมีความหมายต่อชีวิตด้านจิตวิญญาณของพวกเขาอย่างยิ่ง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ คือ อัชเปนัส ได้ตั้งชื่อใหม่ให้หนุ่มชาวยิวทั้งสี่คนในภาษาบาบิโลน ดาเนียลนั้นให้เรียกว่าเบลเท-ชัสซาร์ ฮานันยาห์เรียกว่าชัดรัค มิชาเอลเรียกว่าเมชาคและอาซาริยาห์เรียกว่าอาเบดเนโก ชื่อเหล่านี้เป็นคำถวายสักการะแก่พระรูปเคารพของชาวบาบิโลน

แต่นี่เป็นความใกล้ชิดเพียงประการเดียวที่หนุ่มชาวฮีบรูทั้งสี่ใกล้ชิดกับรูปเคารพ หนุ่มทั้งสี่รู้สึกอึดอัดใจกับชื่อใหม่ แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก จำต้องใช้ชื่อใหม่ไป ภายใต้การอวยพรของพระเจ้าไม่นานหลังจากนี้พวกเขาต่างได้รับการแต่งตั้งสู่ตำแหน่งในราชสำนักและรัฐบาลบาบิโลน

ภายหลังระยะเวลาการศึกษาเตรียมตัว อัชเปนัสได้นำหนุ่มชาวยิวทั้งสี่เข้าเฝ้ากษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ “และพระราชาก็ทรงสัมภาษณ์เขา ในบรรดาอนุชนเหล่านั้นไม่พบสักคนหนึ่งที่เหมือนดาเนียล ฮานันยาห์ มิชาเอลและอาซาริยาห์” (ดาเนียล 1:19) พระองค์ถามพวกเขาเพื่อทดสอบภูมิปัญญา และทรงพบว่า “ในบรรดาเรื่องราวอันเกี่ยวกับปัญญาและความรอบรู้ ซึ่งพระราชาตรัสถามเขาทั้งหลาย ทรงเห็นว่าเขาทั้งหลายดีกว่าพวกโหร และพวกหมอดูซึ่งอยู่ในอาณาจักรทั้งสิ้นของพระองค์สิบเท่า” (ดาเนียล 1:20)

 ช่างเป็นเรื่องราวที่ทรงพลังเป็นการแสดงให้เห็นชัดว่า พระเจ้าสามารถทำอะไรได้บ้าง ผ่านชายหนุ่มผู้สัตย์ซื่อสี่คน พวกเขาถูกนำตัวจากกรุงเยรูซาเล็มมายังราชสำนักของบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก และพวกเขาได้รับการแต่งตั้งขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ พวกเขายืนเฝ้ากษัตริย์ เพื่อเป็นพยานให้ทราบถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

เหตุใดจึงเป็นการยอมรับได้ สำหรับชายหนุ่มชาวยิวสี่คนที่จะมีชื่อของคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่เป็นการยอมรับไม่ได้ที่พวกเขาจะรับประทานอาหารตามอย่างของคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า เราจะทราบได้อย่างไรว่ามีอะไรแตกต่างระหว่างเรื่องของวัฒนธรรมเท่านั้น กับเรื่องเกี่ยวกับศาสนา จงเตรียมตัวนำเอาข้อคิดนี้ไปอภิปรายในชั้น

วันพุธ ผู้ถวายคำแก้พระสุบิน (ดาเนียล 2:1 -13)

“สิ่งซึ่งพระราชาตรัสถามนั้นยากและไม่มีผู้ใดจะ สำแดงแด่พระราชาได้นอกจากพระผู้ซึ่งมิได้อยู่กับมนุษย์” (ดาเนียล 2:11)

 ดาเนียลและสหายของเขา ได้รับการแต่งตั้งสู่ตำแหน่งสูงสุดในราชสำนักของบาบิโลน ซึ่งเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานั้น อย่างไรก็ดี ก็เหมือนกับราชสำนักอื่นที่มีอำนาจมาก อันตรายใหญ่หลวงก็คอยพวกเขาอยู่ในเวลาเดียวกัน

อ่านดาเนียล 2:1-13 แล้วตอบคำถามต่อไปนี้:

1. เหล่านักปราชญ์หรือโหราจารย์ พยายามถ่วงเวลากับกษัตริย์อย่างไร ...................................................................................................

................................................................................................................

2. กษัตริย์มีมาตรการใด เพื่อให้แน่ใจว่ากลวิธีของเขาจะใช้ไม่ได้ผล ....................................................................................................... .................................................................................................................

3. มีคำกล่าวใดที่เหล่านักปราชญ์ใช้ ที่แสดงให้ว่ากษัตริย์ตรัสถามในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เหตุใดถ้อยคำดังกล่าวช่วยเป็นพยานให้เห็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า .......................................................................................

..................................................................................................................

 ก่อนหน้านี้ พระเจ้าทรงประทานให้ดาเนียล ด้วยของประทานพิเศษด้านการตีความหมายความฝันและนิมิต (ดาเนียล 1:17) แต่ดาเนียลไม่ดำเนิน

การในเรื่องนี้ตามลำพัง เขาเชิญให้สหายทั้งสามของเขามาพร้อมกัน และหนุนใจให้พวกเขาอธิษฐาน (ดาเนียล 1:17) เป็นที่แน่ชัดว่าถ้าปราศจากการช่วยเหลือจากพระเจ้า ดาเนียลและสหายของเขาจะต้องพบกับชะตากรรมเดียวกับนักวิทยาคม พวกโหรและพวกหมอดูในราชสำนักของกษัตริย์

อ่านคำอธิษฐาน ขอบพระคุณของดาเนียล (ในดาเนียล 2:20-23) มีอะไรเป็นจุดสำคัญที่สุดในคำอธิษฐานของเขา มีความหวัง และการหนุนใจอะไร ที่ท่านอาจได้รับจากจุดนี้สำหรับท่านเอง

 พวกเราส่วนมากรู้ส่วนที่เหลือของเรื่องนี้ จนถึงตอนจบอยู่แล้ว (ถ้ายัง ให้อ่านดาเนียล บทที่ 2 ทั้งบท) คิดเกี่ยวกับว่านี่หมายความว่าอะไร เมื่อกษัตริย์แห่งอาณาจักรยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ได้ทำสิ่งที่ประหลาดสิ่งหนึ่งคือ “พระราชาเนบูคัดเนสซาร์ ก็ทรงกราบลงและเคารพดาเนียล และมีพระบัญชาให้นำเครื่องบูชาและเครื่องหอมมาถวายดาเนียล พระราชาตรัสกับดาเนียลว่า “แน่นอนทีเดียว พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของพระทั้งหลาย และทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระราชาทั้งปวง ทรงเป็นผู้เผยความลึกลับ เพราะท่านสามารถที่จะเผยความลึกลับนี้ได้” ฝ่ายพระราชาก็พระราชทานยศชั้นสูงและของพระราชทานยิ่งใหญ่เป็นอันมากแก่ดาเนียล และแต่งตั้งให้เป็นผู้ครอบ

ครองหมดเมืองบาบิโลนและเป็นประธานใหญ่ของนักปราชญ์ทั้งสิ้นแห่งบาบิ-โลน” (ดาเนียล 2:46-48) กษัตริย์ทรงรู้สึกประทับพระทัยมาก ไม่ว่าจะมีอีกมากเท่าไรที่พระองค์จะต้องเรียนรู้

 ตลอดหนังสือดาเนียล พระเจ้าทรงรักษาชีวิตของพวกนักปราชญ์ และโหราจารย์ตลอดทั่วอาณาจักรบาบิโลน พระเจ้าทรงนำกษัตริย์ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างน้อยที่สุด ให้เริ่มเชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้ และพระองค์ได้เลื่อนขั้นให้ดาเนียลและสหายของเขาสู่ตำแหน่งที่มีอำนาจมากขึ้น พวกเขาได้อยู่ในจุดที่สามารถเป็นพยานให้กับพระองค์กว้างไกลยิ่งขึ้น

วันพฤหัสบดี ข้อทดสอบสองครั้งที่อาจถึงซึ่งชีวิต

และความตาย (ดาเนียล 3:16-18)

 “ถ้าพระเจ้าของพวกข้าพระบาทผู้ซึ่งพวกข้าพระบาทปรนนิบัติ พอพระทัยจะช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นจากเตาที่ไฟลุกอยู่ ข้าแต่พระราชา พระองค์ก็จะทรงช่วยกู้พวกข้าพระบาท ให้พ้นพระหัตถ์ของฝ่าพระบาท”

(ดาเนียล 3:17)

มีการทดสอบอีก 2 ครั้ง ที่เกิดกับดาเนียลและสหายทั้งสามของเขา ซึ่งอีกนัยหนึ่งเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้เป็นพยานให้กับพระเจ้าผู้เที่ยงแท้

เท่าที่ท่านพอจะมีเวลาให้ท่านอ่านดาเนียล บทที่ 3 ทั้งบท เพื่อจะทราบถึงการทดสอบความเชื่อของหนุ่มชาวฮีบรูทั้งสามคนว่าต้องเผชิญกับอะไร

มีจุดไหนสำคัญที่สุดของดาเนียล 3:16-18 หลักการ (กฏเกณฑ์) ยังคงมีความสำคัญเพียงใดสำหรับผู้เชื่อทั้งหลายในปัจจุบัน อ่านมัทธิว 10:28 ด้วย

อ่านดาเนียล 2:28-30 เพื่อจะทราบว่ากษัตริย์ทรงรู้สึกประทับใจเพียงใด ที่พระองค์ได้รับความกระจ่าง จริงๆแล้วยังมีอีกมากที่กษัตริย์ต้องเรียนรู้ แต่ชายหนุ่มผู้สัตย์ซื่อเหล่านี้ได้เป็นพยานอันทรงพลังให้กับองค์พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ได้แพร่ไปทั่วโลกแห่งอาณาจักรของชาวชนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า

อีกครั้งหนึ่ง อ่านเรื่องราวของดาเนียลต่อไป จนถึงเรื่องดาเนียลในถ้ำสิงโต (ดาเนียลบทที่ 6) นี่เป็นบททดสอบอีกข้อหนึ่งสำหรับความเชื่อ แต่โปรดสังเกตว่าในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอาณาจักรใหม่

ท่านได้พบข้อพิสูจน์อะไรไหมในบทนี้ ที่แสดงว่ากษัตริย์แห่งอาณาจักรแห่งใหม่ ได้ทราบบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าของดาเนียล

มีคำพยานอะไรที่ราชาดาริอัสเป็นพยานให้กับพระเจ้าของดาเนียล คำพยานนี้ถูกต้องเพียงใด สิ่งนี้สอนเราเกี่ยวกับอำนาจของพระเจ้า ที่เข้าถึงผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าโดยปราศจากพระวจนะของพระเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์อย่างไร

 ลองจินตนาการในทั้งสองเรื่องที่เราได้อ่านมา ถ้าชายหนุ่มชาวยิวเหล่านี้

ได้ยอมแพ้ต่อการทดสอบเพื่อสงวนชีวิตของพวกตนก็จะเป็นเรื่องง่ายเพียงใดที่ในสองสถานการณ์ที่พวกเขาอาจได้ “หาข้อแก้ตัว” เพื่อจะทำในสิ่งที่ง่ายๆ แต่แทนที่จะทำอย่างนั้น ดาเนียลและสหายรักษาความสัตย์ซื่อไว้อย่างมั่นคง ดังนั้นผลที่ตามมาคือ พวกเขาได้ช่วยเผยแพร่ความรู้เรื่องพระเจ้าเที่ยงแท้ให้กับทุกคน

มีไหมบางครั้งในอดีต ที่ท่านพยายามหาทางออกแบบง่ายๆ จากสิ่งที่ท่านทราบว่าถูกต้องแต่มันเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แล้วท่านรู้สึกอย่างไร ท่านสามารถทำตัวท่านเองให้เข้มแข็งขึ้นในความเชื่อได้อย่างไร เพื่อว่าเมื่อไรที่การทดลองได้เข้ามาอีก ท่านจะมีพลังที่จะทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้อง

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม : อ่าน เอลเลน จี. ไวท์. “In the Court of Babylon,” pages 479-490, “Nebuchadnezzar’s Dream,” pages 491-502, and “The Fiery Furnace , pages 503-513 , in Prophets and Kings.

 “พระเจ้าทรงเรียกดาเนียลให้เป็นพยานของพระองค์ในบาบิโลน ในทำนองเดียวกัน พระองค์ทรงเรียกให้เราเป็นพยานของพระองค์ในโลกแห่งปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมเล็กหรือใหญ่โตในชีวิต พระเจ้าทรงพระประสงค์ให้เราแสดงหลักการแห่งอาณาจักรของพระองค์แก่คนอื่น หลายคนกำลังรอให้มีงานสำคัญและใหญ่บางอย่างเข้ามาในชีวิตจึงจะทำงานการเป็นพยานทำให้เขาเสียโอกาสแสดงความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าในแต่ละวัน แต่ละวันไม่มีความซื่อสัตย์และจริงใจที่จะทำการเป็นพยานให้กับพระเจ้า ซึ่งเป็นพันธกิจแห่งชีวิต เพราะเขาคิดว่าเป็นงานที่ไม่สำคัญและเป็นงานที่เล็กน้อย อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขารอให้มีงานที่สำคัญและเป็นงานใหญ่เข้ามาเสียก่อนจึงจะแสดงความสามารถพิเศษเพื่อสนองความพึงพอใจให้สมใจกับความยะเยอทะยานที่รอคอย แต่วันคืนของเขาได้ผ่านเลยไปอย่างไม่วันเรียกให้มันหวนกลับคืนมาได้” เอลเลน จี. ไวท์. “ผู้เผยพระวจนะและกษัตริย์” หน้า 487,488.

“ข่าวของพระเจ้าที่เล่าถึงการที่พระองค์ทรงช่วยสหายของดาเนียลให้รอดพ้นจากไฟไหม้ ได้ถูกแพร่ไปยังชนชาติต่างๆ พร้อมกับตัวแทนของประเทศเหล่านั้นที่เดินทางมาร่วมอุทิศถวายรูปเคารพทองคำตามคำเชิญของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ จากความสัตย์ซื่อของพลไพร่ของพระเจ้า พระสง่าราศีของพระเจ้าได้ถูกแพร่สะพัดไปทั่วแผ่นดินโลก” เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ “ผู้เผยพระวจนะและกษัตริย์” หน้า 512.

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. ในชั้นเรียนให้พูดเกี่ยวกับคำตอบของท่านที่ให้กับคำถามสุดท้าย

ของบทเรียนสำหรับวันอังคาร 

2. เรื่องของดาเนียลเป็นบทเรียนที่ทรงพลัง เป็นการแสดงให้เห็นว่า
ดาเนียลและสหายสามารถเป็นพยานให้กับคนอื่นๆเกี่ยวกับ

พระเจ้าได้อย่างไร นั่นคือการรักษาความสัตย์ซื่อในพระเจ้าไว้ใน
สถานการณ์ยากลำบากทุกครั้ง ในเวลาเดียวกันมีใครกี่คนในพวก
เราที่ได้ยินเกี่ยวกับบุคคลที่ทำในสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า คลั่งในนาม
ของพระเจ้า แม้ถึงขั้นยอมสูญเสียชีวิตของพวกเขา เมื่อพบกับ
สถานการณ์ความยากลำบาก เราจะสามารถทราบในความแตก
ต่างได้อย่างไร ว่าเราควรจะยืนหยัดมั่นคง หรือเราจะเป็น
พยานให้กับพระเจ้าได้ดีกว่า โดยแสดงความเต็มใจของเราที่จะ
ประนีประนอม

3. เมื่อพูดถึงเรื่องของดาเนียลในถ้ำสิงโตทุกครั้ง ทำให้นึกถึงเรื่อง
ของยอห์นผู้ให้บัพติศมา เราจะสามารถเข้าใจความแตกต่างใน
ตอนจบของเรื่องได้อย่างไร

สาระสำคัญของบทนี้ : หนังสือดาเนียลพรรณนาถึงประสบการณ์ของชายหนุ่มชาวยิวสี่คนผู้ซึ่งสัตย์ซื่อมั่นคงต่อหลักการและต่อพระเจ้า

ของพวกเขา ความสัตย์ซื่อของพวกเขาเป็นพยานอันทรงพลังให้กับผู้ปกครองและประชากรแห่งบาบิโลน และแม้แต่ผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย


<บทเรียนที่เเล้ว>  <สารบัญ>  <บทเรียนถัดไป>




Progress