Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

บทที่ 10 วันที่ 30 สิงหาคม - 5 กันยายน 2008

สตรีผู้ปฏิบัติภารกิจพิเศษ


บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

ลูกา 8:41- 55; ยอห์น 4:1-40; กิจการฯ 16:14-16; กิจการฯ 18:1-3;

กิจการฯ 18:24-28; โรม 16:3 -5

 

ข้อควรจำ 

 

ข้อคิดสำคัญ : ในสมัยของพระเยซูสตรีไม่ค่อยมีอำนาจทำการใดๆมากนักภายนอกบ้าน แต่พระคัมภีร์ใหม่แสดงให้เห็นว่าพวกเธอมีความสำคัญในการผลักดันการประกาศพระกิตติคุณของคริสตจักร

สตรีมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ กล่าวคือมีบันทึกเกี่ยวกับพระราชินีที่ดีและเลว สตรีสาวโสดที่ชอบธรรม มารดานักอธิษฐาน ผู้นำที่ทรงพลัง เป็นภรรยาผู้มีอิทธิพลดี เป็นนักบริจาคที่ใจกว้าง เป็นโสเภณี เป็นผู้เผยพระวจนะสตรี เป็นมัคนายิกา เป็นเจ้าบ้านผู้มีใจเอื้อเฟื้อ เป็นผู้ให้การสนับสนุนที่สัตย์ซื่อ และเป็นสหายของพระเยซู

ในเรื่องราวอย่างเอสเตอร์และเดโบราห์ สตรีผู้มีส่วนสำคัญ ตลอดทั้งประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ เราพบสตรีผู้ดำเนินภารกิจหลายคนที่ได้ช่วยผลักดันอาณาจักรแห่งสวรรค์ให้รุดหน้าไปในหลายประกา

ในพระคัมภีร์ใหม่ เราพบตัวอย่างพระเยซูทรงทำงานร่วมกับสตรีอย่างไร ในเวลาเดียวกันสตรีหลายคนติดตามพระเยซูไปและให้การสนับสนุนพระองค์ด้านการเงิน (ลูกา 8:1-3) พวกเขาช่วยดูแลด้านสิ่งจำเป็นของพระองค์ด้วย (มาระโก 15:41) พระเยซูเองก็ทรงให้การช่วยเหลือแก่สตรีในหลายโอกาส เมื่อสาวกหลายคนได้หนีไปตอนที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ กลุ่มสตรียังคงสัตย์ซื่อมั่นคงและอยู่กับพระองค์ที่ไม้กางเขน กลุ่มสตรีเป็นพวกแรกที่ได้เป็นพยานเรื่องพระเยซูทรงฟื้นพระชนม์จากความตาย

ในสัปดาห์นี้เราจะมาศึกษาถึงชีวิตของสตรีบางคนในพระคัมภีร์ใหม่ เรื่องของพวกเธออาจสั้น แต่พวกเธอล้วนมีบทบาทสำคัญในพันธกิจของคริสตจักร

วันอาทิตย์ การละเมิดกฏเกณฑ์ (กาลาเทีย 3:28)

จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” (เอเฟซัส 3:28)

 สตรีในสังคมของคนยิวในสมัยที่พระเยซูทรงดำเนินและทำงานในโลกนี้

สตรีจะไม่มีบทบาทชีวิตในที่สาธารณะ ไม่มีส่วนนำนมัสการในวันสะบาโต พวกเธอเป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์ พวกเธอไม่ได้รับมอบหมายให้มีส่วนนำในกิจกรรมด้านศาสนาใดๆ

ในที่สาธารณะผู้ชายได้ถูกกำหนดไว้ว่าพวกเขาจะพูดคุยกับสตรีได้มากเพียงใด แม้แต่ภรรยาของผู้นำ พวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้ศึกษาหนังสือชุดโธราห์ (หนังสือ 5 เล่มแรกของพระคัมภีร์เดิม) พวกเธอไม่ได้รับอนุญาต แม้แต่ให้จับถือพระคัมภีร์เพราะพวกเธออาจทำให้พระคัมภีร์เป็น “มลทิน” ไป

พระเยซูทรงปฏิบัติกับสตรีแตกต่างกันออกไป สตรีทั้งหลายเป็นเด็กๆ ของพระเจ้าที่พระองค์ทรงรัก ทรงรักอย่างที่รักพวกผู้ชาย การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็นการไถ่บาปให้พวกสตรีพอๆ กับพวกผู้ชาย

รับบี (อาจารย์สอนศาสนาของคนยิว) ในเวลานั้น ไม่ได้รับอนุญาตให้สอนสตรีหรือพวกสตรี แต่พระเยซูทรงสอนด้วยความยินดี ยกตัวอย่างมีครั้งหนึ่งมารีย์พี่สาวของลาซารัส นั่งฟังพระองค์ทรงสอนที่แทบพระบาทของพระองค์เหมือนว่าเธอเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่ง (ลูกา 10:38-42)

การมีใจอคติต่อสตรีมีอยู่ในทุกส่วนของชีวิต ผู้ชายได้รับอนุญาตให้หย่าขาดจากผู้หญิงได้ แม้แต่จากเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น แต่ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้หย่าจากสามี แม้สามีจะทำทารุณกรรมภรรยา พระเยซูตรัสไว้อย่างรุนแรงเกี่ยวกับแนวปฏิบัติเรื่องการหย่าร้าง เพราะผู้ชายปฏิบัติต่อสตรี เหมือนกับว่าพวกเธอเป็นสิ่งของหรือทาสของผู้ชาย (มัทธิว 19:3-8)

ในเนื้อหาของหนังสือลูกาสองบท คือบทที่ 7 และ 8 พระเยซูทรงละเมิดบัญญัติที่ห้ามว่า ผู้ชายสัมผัสผู้หญิงถือว่าเป็นความบาป พระองค์ทรงสัมผัสเด็กหญิงที่ตายแล้ว เพื่อพยุงเธอสู่ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง (ลูกา 8:41, 42, 49-55) พระเยซูทรงปล่อยให้หญิงที่เป็นโรคโลหิตตกมาสัมผัสพระองค์ (ลูกา 8:43-48) พระองค์ปล่อยให้ “หญิงโสเภณี” ล้างเท้าของพระองค์ (ลูกา 7:37-39) อ่านเรื่องราวทั้งสามนี้อีกเที่ยวหนึ่ง และให้ท่านคิดดูว่ามีหลักการใด ที่ท่านคิดว่าพระเยซูทรงใช้ในการละเมิดบัญญัติเหล่านี้ มีหลักการใดที่สามารถนำมาใช้ในปัจจุบันได้

 ขณะที่พระเยซูทรงอยู่บนโลกพระองค์ทรงสลายความคิดอคติของมนุษย์ในฐานะอัครสาวก ท่านเปาโลกล่าวว่า “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” (กาลาเทีย 3:28)

  มีความคิดอคติใดอยู่ไหม ที่ท่านยังมีต่อบุคคล หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ท่านสามารถทราบถึงความอคติเหล่านั้นได้อย่างไร ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เหตุใดท่านจะต้องเอาชนะต่ออคตินั้น

วันจันทร์ ผู้หญิงที่บ่อน้ำ : ตอน ที่ 1 (ยอห์น 4:27)

ขณะนั้นสาวกของพระองค์ก็มาถึง เขาประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนากับผู้หญิง แต่ไม่มีใครถามว่า “พระองค์ทรงประสงค์อะไร” หรือ “ทำไมพระองค์จึงทรงสนทนากับนาง” (ยอห์น 4:27)

 การแบ่งแยกระหว่างชาวยิวและชาวสะมาเรียมีมานาน และนับเป็นความขมขื่นยิ่ง (อ่านประวัติความเป็นมา ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 17:24-41) ประชากรยิวได้เดินทางจากบาบิโลนเพื่อกลับมาสร้างพระวิหารและกำแพงกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ แต่ชาวสะมาเรียพยายามขัดขวางงานของชาวยิว (เอสรา 4:7-22 และเนหะมีย์ 4:1-5) เหตุการณ์ครั้งนั้นและการโต้แย้งกันเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของพระวิหาร เป็นฉนวนทำให้ทั้งสองกลุ่มเกลียดชังกัน และกันมากขึ้น การที่คนยิวคนหนึ่งจะด่าว่าชาวยิวอีกคนหนึ่งว่า “ชาวสะมา-เรีย” เท่ากับเป็นการดูหมิ่นที่ร้ายแรง ครั้งหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามหาเรื่องดูหมิ่นพระเยซู เขาเรียกพระองค์ว่าชายผู้ที่มีผีเข้าสิง” และชาวสะมาเรีย “พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่า “ที่เราพูดว่า ท่านเป็นชาวสะมาเรียและมีผีสิงนั้นไม่จริงหรือ” (ยอห์น 8:48)

 ระหว่างแคว้นกาลิลีและกรุงเยรูซาเล็ม เส้นทางที่ตรงและใกล้ที่สุด คือเส้นทางผ่านแคว้นสะมาเรีย แต่เมื่อคนยิวเดินทางสายนี้ พวกเขามักจะเดินไปบนเส้นทางที่ไกลกว่า คือเดินอ้อมแคว้นสะมาเรีย ทั้งนี้เพราะพวกเขาต้องการเลี่ยงจาก การพบปะกับชาวสะมาเรียซึ่งถือว่าเป็นศัตรูที่ไม่น่าคบ

เปิดพระคัมภีร์และอ่านข้อเหล่านี้ในหนังสือลูกา บทที่ 9 และที่ 10 สังเกตดูว่าพระเยซูทรงมีท่าทีอย่างไรต่อชาวสะมาเรีย สิ่งนี้บอกว่าเราควรมีท่าทีอย่างไรต่อบุคคลอันเป็นที่เกลียดชังเพราะมีวัฒนธรรมต่างจากเรา ลูกา 9: 51-56; ลูกา 10:30-37 และลูกา 17:11-19

 พระเยซูและเหล่าสาวกเดินเท้าบนเส้นทางผ่านสะมาเรียมากกว่าหนึ่งครั้ง มีครั้งหนึ่งพระองค์พร้อมเหล่าสาวกเดินทางจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี พระเยซูทรงหยุดที่เมืองสิคาร์ใกล้กับภูเขาเกริซิม (Gerizim) ซึ่งมีบ่อน้ำของยาโคบ ชาวสะมาเรียถือว่าภูเขาเกริซิมเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะบนไหล่เขาลูกนี้พวกเขาได้สร้างวิหารของพวกเขาหลังหนึ่ง และบทสนทนาระหว่างพระเยซูและหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำของยาโคบ ต่อมาได้กลายเป็นบทสนทนาที่มีชื่อเสียง (อ่านยอห์น บทที่ 4)

สิ่งที่ทำให้หญิงชาวสะมาเรียรู้สึกประหลาดใจมาก เพราะพระองค์เอ่ยขอกับเธอว่าเธอจะให้น้ำแก่พระองค์ดื่มได้หรือไม่ สิ่งที่หญิงชาวสะมาเรียตกตะลึงคือพระเยซูเป็นชาวยิวและเธอเองเป็นหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่ง!

ขณะที่พระเยซูทรงสนทนากับผู้หญิงคนนี้ พระองค์ทรงละเมิดกฏทางวัฒนธรรมหลายข้อ อัครสาวกยอห์นกล่าวว่าเมื่อท่านและอัครสาวกคนอื่นๆกลับมา พวกเขารู้สึก“ประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนากับผู้หญิง แต่ไม่มีใครถามว่าอะไร” (ยอห์น 4:27) ตามกฏนั้นเป็นทราบกันดีว่า เป็นสิ่งไม่เหมาะสมที่ชายคนหนึ่งจะสนทนากับผู้หญิงตามลำพัง แม้ว่าฝ่ายผู้ชายจะเป็นอาจารย์สอนศาสนาก็ตาม ประการต่อมาพระองค์กำลังสนทนาอยู่กับผู้หญิงอันเป็นที่เกลียดชังของชาวยิวอยู่ด้วย

พระเยซูไม่ทรงปล่อยให้กฏเกณฑ์ทางสังคมหยุดงานช่วยให้รอดของพระองค์ ท่านจะพบความสมดุลระหว่างการละเมิดกฏของสังคม และทำให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างไร

วันอังคาร ผู้หญิงที่บ่อน้ำ ตอน ที่ 2 (ยอห์น 4:1-40)

อ่านยอห์น 4:1-40 เกี่ยวกับเรื่องพระเยซูทรงพบกับหญิงชาวสะมา-เรีย พระองค์เชื่อมต่อชีวิตประจำวันของผู้หญิงคนนี้ กับความจริงด้านจิตวิญญาณที่พระองค์ทรงประสงค์จะแบ่งปันอย่างไร พระองค์ทรงสามารถสนองต่อความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของเธออย่างไร

 หญิงคนนี้รู้สึกตื่นเต้นมากกับสิ่งที่เธอได้เห็นและได้ยิน จนทำให้เธอรีบรุดกลับเข้าไปในเมือง รีบมากจนทิ้งหม้อน้ำของเธอไว้ที่บ่อน้ำ (ยอห์น 4:28) เธอประกาศกับใครๆที่พบว่า “เธอได้พบกับพระเมสสิยาห์แล้ว” พร้อมทั้งเป็นพยานว่าเธอได้พบพระองค์อย่างไร

ส่วนแรกในคำพยานของเธอ คือการเชื้อเชิญคนในเมืองให้ออกไปพบชายคนนั้นที่ทราบประวัติชีวิตส่วนตัวของเธอ (ข้อ 29) ตรงนี้คือคำพยานง่ายๆ แต่เป็นข้อทดสอบในความจริงของคำพยาน งานหลักของเราไม่ใช่การนำคนกลับใจ งานของเราคือการหว่านเมล็ดพืชแห่งข่าวดีในดวงใจของผู้คนและนำเขามาหาพระเยซู จากจุดนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำการเปลี่ยนแปลงด้านจิตวิญญาณเอง จากคำพยานของคนทั้งหลาย หลังจากที่ได้มาพบพระเยซู “เขาเหล่านั้นพูดกับหญิงนั้นว่า “ตั้งแต่นี้ไปที่เราเชื่อนั้นมิใช่เพราะคำของเจ้า แต่เพราะเราได้ยินเองและเรารู้ว่าท่านองค์นี้แหละเป็นพระผู้ช่วยโลกให้รอดที่แท้จริง” (ยอห์น 4:42)

 ส่วนที่สองในคำพยานของผู้หญิงคนนี้คือการตั้งคำถาม “ท่านผู้นี้จะเป็นพระคริสต์ได้ไหม” (ยอห์น 4:29) เราอาจได้รับบทเรียนหลายบทจากเรื่องนี้ แต่จุดสำคัญจุดหนึ่งคือ พระเยซูทรงทำลายกฏหลายข้อ ในเวลาของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพยานแก่หญิงชาวสะมาเรีย และหญิงคนนี้ได้กลายเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์

พระเยซูทรงช่วยหญิงชาวสะมาเรียให้เป็นพยานสำหรับพระองค์ เธอไม่ใช่คนบริสุทธิ์ ณ จุดเริ่มต้นที่เธอได้รับมอบหมายงาน หลายครั้งดูเหมือนว่าพระเยซูทรงพยายามต่อต้านกฏของสังคมทุกข้อในสมัยของพระองค์ มีบทเรียนอะไรบ้างที่เราจะเรียนรู้จากเรื่องนี้ด้วยตัวเราเองเกี่ยวกับว่าใครมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม หรือเหมาะสมที่จะทำงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า

วันพุธ เหล่าสตรีในคริสตจักรแรกเริ่ม (กิจการ 16:14-16)

 “มีหญิงคนหนึ่งในพวกที่ฟังเรา ชื่อลิเดีย มาจากเมืองธิยาทิรา เป็นคนขายผ้าสีม่วง เป็นคนที่ถือพระเจ้า หญิงนั้นได้ฟังเรา และพระเจ้าได้ทรงเปิดใจของเขาให้สนใจในถ้อยคำซึ่งเปาโลได้กล่าว” (กิจการฯ 16:14)

 ตลอดในหนังสือกิจการของอัครทูต และในจดหมายฝากของท่านเปาโล บ่อยครั้งชื่อของสตรีถูกเอ่ยถึงว่า เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในคริสตจักรยุคแรก

เริ่ม ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีอาคารโบสถ์เพื่อใช้นมัสการพระเจ้า แต่พวกผู้เชื่อทั้งหลายได้มาชุมนุมกันที่บ้านของผู้เชื่อคนใดคนหนึ่ง บ่อยครั้งพวกเขาพบกันที่รอบๆ โต๊ะอาหาร

บ้านหลายหลังมีชื่อสตรีเป็นเจ้าของ อย่างเช่นบ้านของลิเดีย นักธุรกิจหญิงผู้ทำการค้าผ้าสีม่วง ท่านเปาโล สิลาส ทิโมธี และลูกาพบกับลิเดียที่เมืองฟิลิปปีในแคว้นมาซิโดเนีย เมื่อพวกเขานมัสการพระเจ้าในวันสะบาโต กับกลุ่มของสตรีที่ริมฝั่งแม่น้ำ

ในกิจการฯ 16:14-16 ลิเดีย มีบทบาทส่วนไหนในคริสตจักรยุคแรกเริ่ม

 เรื่องราวอันสมบูรณ์มักจะมีบันทึกบอกให้ทราบด้วยถ้อยคำไม่กี่ประโยค อย่างเรื่องของลิเดียอาจบันทึกย่อๆ ได้ห้าประโยคคือ 1) ลิเดียรับเอาพระเยซู 2) เธอได้เป็นพยานในความเชื่อใหม่ที่เธอได้พบให้กับทุกคนในบ้านของเธอ 3) เธอได้รับบัพติศมาพร้อมครอบครัวของเธอ 4) เธอได้เปิดบ้านของเธอให้กับเหล่าอัครสาวก จะว่าไปแล้วตามบันทึกลิเดียเป็นบุคคลแรกที่เชื่อในพระเจ้า ในทวีปยุโรปและบ้านของเธอได้กลายเป็นฐาน หรือที่พักอาศัยของเหล่าอัครสาวกที่ออกไปทำการประกาศพระกิตติคุณในพื้นที่

จากกิจการฯ 18:1-3, 24-28; โรม 16:3-5; และ 1 โครินธ์ 16:19 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสามารถใช้ปริสสิลลา ในพันธกิจของพระองค์ได้อย่างไร

 ภายหลังใช้เวลาประกาศข่าวประเสริฐได้สักระยะหนึ่งในเมืองโครินธ์ ท่านเปาโลได้ขึ้นเรือไปที่แคว้นซีเรีย พร้อมกับอาควิลลาและปริสสิลลา สองสามีภรรยา ในเมืองนี้อาควิลลาและปริสสิลลาเปิดบ้านของพวกเขาให้กับชายยิวคนหนึ่งชื่ออปอลโล และได้สอนเขาในเรื่องของพระเยซู (กิจการฯ 18:24-26) ในเวลาไม่นานต่อมา ท่านอปอลโลได้กลายเป็นผู้ช่วยสำคัญของโบสถ์อาคายา (กรีก) (กิจการฯ 18:27, 28)

โรม 16:3-5 อธิบายว่าท่านเปาโลกล่าวขอบคุณปริสสิลลา และ สามีของเธอ เป็นที่ชัดแจ้งว่าปริสสิลลามีบทบาทสำคัญในพันธกิจของคริสตจักรยุคแรกเริ่มและท่านเปาโล อยากให้เกียรตินี้สำหรับสิ่งที่เธอได้ทำ เราสามารถมีความรู้สึกไวมากขึ้นได้อย่างไร ในการสนับสนุนสตรีทั้งหลาย ในทางใดทางหนึ่งที่พวกเธอกำลังทำอยู่

วันพฤหัสบดี “เราสั่งเจ้าเฟบี” (กิจการฯ 21:9)

 “ฟีลิปมีบุตรหญิงพรหมจารีสี่คนซึ่งเป็นผู้ทำนาย” (กิจการฯ 21:9)

  ในสังคมของชาวยิว ซึ่งมีกฏพิเศษและการคาดหมายสำหรับการวางตัวของสตรี สตรีจึงมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ในคริสตจักรยุคแรกเริ่มของคริสเตียน คริสตจักรได้ให้เกียรติและการยอมรับสตรีผ่านทางชีวิต และงานรับใช้ของพวกเธอ พระคัมภีร์ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก แต่เป็นที่ปรากฏว่าสตรีหลายคนมีบทบาทอย่างกระตือรือร้นในพันธกิจของคริสตจักร

มีหลักการสำคัญอะไร ที่เราสามารถได้จากข้อพระคัมภีร์สั้นๆ ข้อเดียวนี้ ในกิจการฯ 21:9

 ท่านเปาโลกำลังเขียนถึงคริสตจักรในกรุงโรม ท่านกล่าวชมสตรีคนหนึ่งที่ชื่อว่าเฟบีและกล่าวพาดพิงถึงเธอในฐานะ “น้องสาวของเรา” (โรม 16:1) เฟบี เป็นมัคนายกของคริสตจักรในเมืองเคนเครีย ซึ่งเป็นเมืองท่า ตั้งอยู่ห่างไม่กี่กิโลเมตรจากเมืองโครินธ์

ท่านเปาโลกล่าวถึงเฟบีว่าเป็น “ผู้รับใช้ของคริสตจักร” (ข้跃) ในข้อเขียนของท่าน บ่อยครั้งท่านเปาโลใช้คำในภาษากรีก เช่นคำว่า “ไดอะโค-โนส” (diakonos) ซึ่งคำกรีกคำนี้หมายถึง “ผู้รับใช้” และในที่อื่น หมายความถึง “มัคนายิกา” ตรงนี้หมายความว่า เฟบี ทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้ในโบสถ์ ท่านเปาโลกล่าวต่อว่า “ขอท่านรับนางไว้ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ตามควรแก่ธรรมิกชน และขอให้ท่านช่วยนางในทุกสิ่งที่นางต้องการ เพราะนางได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย” (โรม 16:2)

มีสตรีอีกหลายคนในพระคัมภีร์ใหม่ อันเป็นที่รู้จักสำหรับการดีที่พวกเธอได้ทำ เราสามารถเรียนรู้อะไรได้จากกิจการฯ 9:36; โรม 16:7 ,12; ฟีลิปปี 4:2, 3 และฟีเลโมน บทที่ 2 และข้อพระคัมภีร์อื่นๆ ที่เราได้ศึกษามาแล้วเกี่ยวกับสตรีหลายคน ที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ ในคริสตจักรคริสเตียนยุคแรกเริ่ม

 สตรีหลายคนทำงานหนักอยู่เบื้องหลังฉาก ให้การสนับสนุนคริสตจักรยุคแรกเริ่ม หลายคนมีบทบาทเป็นผู้นำในการแบ่งปันข่าวดี ไม่สงสัยเลยว่า ในตอนปิดฉากงานการประกาศพระกิตติคุณ สตรีจำนวนมากจะดำเนินงานต่อเนื่องในหน้าที่สำคัญ

บุรุษหรือสตรีทุกคน ท่านใช้ของประทานอย่างดีที่สุด ในพันธกิจเพื่อพระคริสต์และงานประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณที่ทรงมอบหมายให้ท่านอย่างไร

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม:

“ฉับพลันหลังจากหญิงชาวสะมาเรียได้พูดคุยกับพระเยซูที่บ่อน้ำของ ยาโคบ และได้ทราบว่าผู้ที่นางได้คุยด้วยคือพระผู้ช่วยให้รอด นางได้รีบรุดกลับเข้าเมืองไปประกาศเชิญชวนคนอื่นๆให้มาหาพระองค์ นางได้พิสูจน์ให้เห็นว่านางเป็นมิชชันนารี ผู้ประกาศพระกิตติคุณได้ดีกว่าสาวกของพระเยซูเอง ทั้งนี้สาวกทั้งหลายมองไม่เห็นความเป็นไปได้ในแคว้นสะมาเรีย ว่าเป็นเขตพื้นที่จะตอบสนองต่อพระกิตติคุณอย่างน่าพึงพอใจ ความคิดของพวกเขามุ่งอยู่กับงานที่จะต้องทำในอนาคต พวกเขามองไม่เห็นว่า มีทุ่งนาที่พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวอยู่รอบตัวเขา แต่โดยผ่านทางผู้หญิงคนเดียว คนอีกจำนวนมากถูกเชิญชวนให้มาฟังคำเทศนาสั่งสอนของพระเยซู” เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ “สุขอนามัยและความผาสุก” เล่ม 1 หน้า 102

 “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีงานให้สำหรับชายและหญิงรับไปทำ พวกเขาจะสามารถดำเนินพันธกิจของพระองค์ได้ดี ถ้าก่อนอื่นพวกเขาจะเรียนรู้จากในโรงเรียนของพระคริสต์ บทเรียนสำคัญที่สุดคือพวกเขาจะต้องถ่อมใจลง พวกเขาจะต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมกันคือพวกเขาจะต้องนำเอาพระนามของพระคริสต์ออกไป และพวกเขาจะต้องเต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์อยู่ภายในพวกเขาในเวลาเดียวกัน” เอลเลน จี. ไวท์. North Pacific Union Gleaner, December 4 , 1907.

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. ในบางพื้นที่ของโลก สตรีไม่มีโอกาสได้เป็นผู้นำในคริสตจักร

คนทั่วไปคิดว่านั่นเป็นประเด็นทางวัฒนธรรม แต่บ่อยครั้งหลาย
คนคิดว่าเป็นประเด็นกีดกั้นด้านศาสนา เมื่อไรที่ประเด็นด้าน
ประเพณีและวัฒนธรรมกลายมาเป็นประเด็นด้านศาสนา

2. เอลเลน จี. ไวท์. กล่าวไว้ว่าผู้หญิงชาวสะมาเรีย พิสูจน์ว่านางเป็น
มิชชันนารี ผู้เผยแพร่พระศาสนาได้ดีกว่าสาวกของพระเยซู มี
พลกำลังพิเศษอะไรที่สตรีสามารถนำสู่การประกาศของโบสถ์ได้
โดยไม่ต้องก้าวไปสู่ประเด็นหนักๆ เรื่องการสถาปนาสตรีใน
คริสตจักร สตรีสามารถให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการ
เคลื่อนไหวและในด้านการประกาศฯ และด้านข่าวสารได้อย่างไร

3. ในชั้นเรียน พูดคุยกันเรื่องพระเยซูและหญิงชาวสะมาเรียนำเอา
เรื่องมาอภิปรายและสอดใส่ไว้ในวัฒนธรรมของท่านเอง ลอง
จินตนาการว่าพระเยซูกำลังทำงานกับใครคนหนึ่ง ผู้เป็นที่เกลียดชัง
โดยวัฒนธรรมของท่าน มีอะไรที่ท่านสามารถเรียนได้จากตัวอย่าง
ดังกล่าวเกี่ยวกับพระมหาบัญชาให้ประกาศไปกับคนทุกชาติทุก
ภาษาว่าหมายถึงคน หรือกลุ่มคนที่วัฒนธรรมของท่านรังเกียจด้วย
ใช่ไหม

สาระสำคัญของบทนี้: พระคัมภีร์ใหม่ตลอดทั้งเล่ม โดยทั่วไปสตรีปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังฉากมากกว่า แต่องค์พระเยซูและท่านอัครสาวกเปาโลบ่อยครั้งกล่าวชื่นชมสตรี สำหรับการกระทำที่แสดงออกซึ่งความรัก ความเมตตากรุณาและการผลักดันงานการประกาศเผยแพร่ ซึ่งเป็นพันธกิจของคริสตจักรให้รุดหน้าไป

 

<บทเรียนที่เเล้ว>  <สารบัญ>  <บทเรียนถัดไป>




Progress