Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

บทที่ 7 วันที่ 9 - 15 สิงหาคม 2008

อัครสาวกยอห์น


บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

มัทธิว 8:21, 22; มาระโก 10: 35-45; 1 ยอห์น ทั้งบท

2 ยอห์น ทั้งบท 3 ยอห์น ทั้งบท

 

ข้อควรจำ


ข้อคิดสำคัญ: ท่านอัครสาวกยอห์น เป็นบุคคลที่มีอุปนิสัยน่ารักที่สุดคนหนึ่งจากพระคัมภีร์ เราจะสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างจากท่าน

เรื่องเล่าอันเป็นที่ชื่นชอบของคริสตจักรได้พรรณนาถึงท่านอัครสาวกยอห์น

ซึ่งเป็นชายสูงอายุคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองเอเฟซัส เพราะว่าท่านยอห์น อายุมากสุขภาพก็ไม่ดี เหล่าศิษย์จึงต้องผลัดกันหามท่านไปที่คริสตจักร เมื่อท่านยอห์นพบผู้เชื่อรุ่นลูกหลานตามทางหรือที่คริสตจักร ท่านมักเอ่ยประโยคเดียวออกมาว่า “ลูกๆ เอ่ย จงรักซึ่งกันและกันเถิด”

พวกสานุศิษย์ของท่านรู้สึกเบื่อที่ได้ยินท่านยอห์นเอ่ยประโยคเดียวออกมาตลอดเวลา วันหนึ่ง ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามว่า “อาจารย์ครับ เหตุใดอาจารย์จึงพูดประโยคเดียวอย่างนี้อยู่ทุกครั้ง”

ท่านยอห์นมองหน้าศิษย์คนที่ถาม แล้วตอบว่า “เพราะเป็นพระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ...ถ้าปฏิบัติตามสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียวได้ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว”

ไม่ว่าเรื่องที่เล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าคนที่เลือดร้อนจนได้สมญานามว่า “ลูกฟ้าร้อง” ได้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป “เป็นบุตรแห่งความรักและพระคุณ”

ในจดหมายฝาก 3 ฉบับของท่านยอห์นในพระคัมภีร์ เราได้เข้าใจถึงจิตใจของชายคนหนึ่งที่ชีวิตของเขาส่งประกายความรักออกมา นอกจากนั้นเรายังได้พบข้อพระคัมภีร์อีกหลายข้อที่ให้การหนุนใจเป็นอย่างดี และหนึ่งในจำนวนที่มีชื่อเสียงกินใจที่มีถ้อยคำว่า “ลูกของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลาย เพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป และถ้าผู้ใดทำบาป เราก็มีพระองค์ผู้ทูลขอพระบิดาเพื่อเรา คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเที่ยงธรรมนั้น” (1 ยอห์น 2:1) 

 สัปดาห์นี้เราจะศึกษาชีวิตและพันธกิจของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งคริสตจักรยุคแรกเริ่มท่านนี้

วันอาทิตย์ การทรงเรียกพิเศษ (มาระโก 1:20)

 “ในทันใดนั้นพระองค์ได้ทรงเรียกเขา เขาจึงละเศเบดีบิดาของเขาไว้ที่เรือกับลูกจ้าง และได้ตามพระองค์ไป” (มาระโก 1:20)

  เมื่อพระเยซูทรงเรียกยอห์นและพี่ชายของเขาคือยากอบให้ติดตามพระองค์ แม้ขณะที่เขาทั้งสองกำลังทำงานอยู่บนเรือจับปลาของพวกเขา ทั้งสองได้หยุดมือจากงานที่ทำ และเดินตามพระองค์ไป ปล่อยให้ผู้เป็นบิดา คือ เศเบดี และลูกจ้างไว้บนเรือ โดยไม่มีการลังเลใดๆ

มีหลักการสำคัญอะไรที่เราสามารถได้จาก มาระโก 1:20 เกี่ยวกับว่าการติดตามพระเยซู หมายความว่าอะไร อ่านมัทธิว 8:21, 22; ลูกา 14:26 และฟิลิปปี 3:8

  การที่ท่านยอห์นตัดสินใจเลือกที่จะติดตามพระเยซูโดยละบิดาและงานอาชีพไว้เบื้องหลัง เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่านตลอดไป ท่านลูกาได้ให้คำพรรณนาการเรียกของพระเยซูได้ดีที่สุด พบได้ในลูกา 5:1-11

พระธรรมลูกา 5:1-11 สอนเราว่าการเป็นผู้ติดตามพระเยซูหมายความว่าอย่างไร มีใครอีกครั้งหนึ่งที่ได้ติดตามพระเยซูในลักษณะเดียวกันกับท่านยอห์น

 ไม่มีคำถามใดๆ เลย เหล่าผู้ติดตามพระเยซูจำเป็นต้องทำการอุทิศตัวอย่างหมดสิ้นให้กับพระองค์ เราเป็นหนี้องค์พระเยซูในทุกสิ่ง ในฐานะที่พระองค์เป็นพระเป็นเจ้าเหนือสิ่งทั้งปวง พระเยซูไม่ได้ทรงต้องการจิตใจของเราทั้งหลายเพราะพระองค์มีความเห็นแก่ตัว ไม่เลย! แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระเยซูทรงทราบว่าการสงครามที่เราต่อสู้มีจริง มีส่วนไหนของความเป็นตัวเองที่เรายังไม่ยอมสยบต่อพระเยซู ซาตานจะใช้สิ่งนั้นให้มาทำลายเรา ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมอบถวายอย่างหมดสิ้นให้กับพระเยซู เป็นเจ้าเหนือเรา

ยอห์นได้มอบถวายชีวิตของท่านอย่างหมดสิ้นให้กับพระเยซู ท่านจึงไม่เป็นชาวประมงจับปลาอีกต่อไป แต่ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ตลอดชีวิต “ทำการจับคน” เพื่อนำไปสู่อาณาจักรของพระเจ้า จากวันที่ได้ติดตามพระเยซูไป พื้นที่ทำการของท่านคือโลกนี้ ท่านจะต้องนำข่าวแห่งความหวัง การเยียวยาและข่าวดีไปบอกให้กับผู้ที่ต้องการจริงๆ แน่นอนท่านยอห์นมีบทเรียนที่ยากยิ่งบางบทที่ต้องเรียนรู้ แต่เพราะท่านมีความสัตย์ซื่อพระเยซู ท่านจึงอยู่ในสถานที่ดีที่จะเรียนรู้และท่านก็พร้อมเสมอไม่ว่าบทเรียนนั้น จะทำให้ท่านเจ็บปวด หรือทำให้ต้องอดทนอดกลั้น หรือไม่ว่าจะมีสิ่งใดตามมา

ท่านมีความสัตย์ซื่อต่อพระเยซูมากเพียงใด ท่านได้ถวายตัวอย่างหมดสิ้นให้พระองค์หรือยัง ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าดวงใจแท้จริงของท่านเป็นอย่างไร มีสิ่งใดที่ท่านจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง

วันจันทร์ ลูกแห่งฟ้าร้อง (ลูกา 9:54)

 “เมื่อสาวกของพระองค์ คือยากอบและยอห์นได้เห็นดังนั้น เขาทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเขาเสียหรือ แต่พระองค์ทรงเหลียวมาห้ามปรามเขา” (ลูกา 9:54,55)

 พระเยซูทรงประทานสมญานามให้สองพี่น้อง คือยากอบและยอห์นว่า “ลูกแห่งฟ้าร้อง” ชื่อนี้ หมายความว่าสองพี่น้องเป็นคนใจร้อน แต่พระเยซูทรงทราบว่าจะแก้ไขอารมณ์ร้อนของทั้งสองอย่างนุ่มนวลได้อย่างไร

ตามข้อความในมาระโก 10:35-45 ท่านยากอบและยอห์น ได้ขออะไรจากพระเยซู พระเยซูทรงตอบเขาทั้งสองอย่างไร สิ่งนี้บอกให้ทราบว่าอุปนิสัยของสองพี่น้องนี้เป็นอย่างไร

 ท่านยอห์นและพี่ชายได้แสดงออกให้เห็นด้วยว่ามีความหยิ่งอยู่ในตัว จากการตอบคำถามพวกเขา พระเยซูทรงตรัสว่า “ที่ท่านขอนั้นท่านไม่เข้าใจ ถ้วยซึ่งเราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือและบัพติศมานั้นซึ่งเราจะรับ ท่านจะรับได้หรือ เขาทั้งสองทูลตอบว่า “ได้พระเจ้าข้า” พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “ถ้วยซึ่งเราดื่มท่านจะดื่มเป็นแน่ และบัพติศมาที่เรารับท่านจะรับก็จริง แต่ที่จะนั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้น เป็นหน้าที่ของพระบิดาของเรา” (มาระโก 10:38-40)

มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง ขณะที่พระเยซูและเหล่าสาวกเดินทางจากแคว้นกาลิลีไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เป็นพระนิสัยปกติของพระเยซูที่พระองค์จะเดินเท้าเป็นเส้นตรงตัดผ่านแคว้นสะมาเรีย แทนที่จะเดินตามเส้นทางที่อ้อมออกไปไกล ซึ่งชาวยิวจะหลีกเลี่ยงการพบปะกับชาวสะมาเรียที่พวกเขาเกลียดชัง พระเยซูทรงตรัสสั่งให้ยากอบและยอห์นเดินล่วงหน้าไปก่อนเพื่อหาที่พักค้างคืน ยากอบและยอห์นเดินทางถึงหมู่บ้านหนึ่ง แต่เมื่อชาวบ้านทราบว่าพระเยซูและสาวกมีจุดมุ่งหมายที่กรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาไม่ยินดีต้อนรับ”

ตามข้อความในลูกา 9:54 คำตอบโต้ของยากอบและยอห์น ต่อชาวบ้านนั้น แสดงให้เห็นถึงอุปนิสัยของสองพี่น้องว่าเป็นเช่นไร เรื่องนี้ยอห์นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง

จากเรื่องของยอห์นเราเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างชีวิตในวัยหนุ่มและในวัยชราของท่าน ท่านเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่จดหมายที่ท่านเขียนได้รับการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ท่านเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงใหม่แล้วโดยแท้ ท่านเป็นคนละคนจริงๆ แน่นอนการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ก่อนจะเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ท่านยอห์นต้องได้รับบทเรียนอันยากลำบากมากมาย ซึ่งหล่อหลอมท่านจนกลายเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่ยิ่งใหญ่

จงจำบทเรียนอันยากลำบากบางอย่างของท่านที่เพิ่งผ่านมา ท่านได้เรียนรู้อะไรบ้างจากบทเรียนเหล่านั้น มีทางใดอีกบ้างที่ท่านได้เรียนรู้บทเรียนที่นอกเหนือจากความทุกข์ยาก และมีบทเรียนอะไรอื่นอีกที่ท่านจำเป็นต้องเรียนรู้ มีจุดไหนในชีวิตที่ท่านต้องเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวนี้ ที่อาจช่วยไม่ให้ท่านต้องพบกับประสบการณ์แห่งความยาก

ลำบากอย่างที่พบมาก่อน

วันอังคาร คำพยานของท่านยอห์น (ยอห์น 21:25)

มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่า แม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่จะเขียนนั้น”

(ยอห์น 21:25)

 ท่านอัครสาวกยอห์น คือผู้ที่ได้อยู่กับพระเยซูตลอดเวลา ได้ฟังด้วยหู ได้ดูด้วยสายตา ท่านจึงเป็นพยานบุคคลเกี่ยวกับชีวิตและพันธกิจของ พระเยซูได้อย่างดีที่สุด มิน่าเล่า ท่านจึงบอกว่าท่านมีเรื่องของพระเยซูเก็บไว้ในความทรงจำมากเหลือประมาณและที่ได้เขียนบอกมาเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

มีข่าวสารอะไรที่ท่านคิดว่า ท่านอัครสาวกยอห์นพยายามจะบอกกับเราในยอห์น 21:25 เราสามารถพบความหวังอะไรในพระคัมภีร์ข้อนี้

  ท่านยอห์นไม่อาจบอกเราในทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเยซู แต่โดยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านยอห์นได้สอนเราข้อหนึ่งที่สำคัญที่สุดของความจริงทั้งปวง ความจริงที่ว่าพระเยซูทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นบางสิ่งที่หลักปรัชญา วิทยาศาสตร์และหลักเหตุผล(ตรรกวิทยา)ทั้งหมดไม่อาจบอกเราได้ตลอดไป และพระเจ้าทรงใช้ท่านยอห์นบอกเรื่องนี้กับเรา

ในข้อแรกของพระกิตติคุณของท่านยอห์น ท่านอัครสาวกได้พูดถึง “พระวจนะ” หรือในภาษากรีก คือ “โลโกส” (logos) สำหรับผู้อ่านชาวยิว “พระวจนะ” คือพระวจนะของพระเจ้า(พระเยซู) ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามพระ-ภาคที่เนรมิตสร้างโลก คำว่า “โลโกส” ยังหมายถึง “คำสอน” หรือ “บัญญัติ” ด้วยเช่นกันซึ่งคำสอนหรือบัญญัติ นี้คือสิ่งที่นำทาง ซึ่งเราควรดำเนินชีวิตของเราตาม (อ่านเฉลยธรรมบัญญัติ 32:45-47)

สำหรับผู้อ่านชาวกรีก คำว่า “โลโกส” มีความหมายอีกอย่าง โลโกสคือพลังแห่งชีวิตที่รักษาระบบจักรวาลไว้ด้วยกัน ทำให้ดวงดาวทั้งหลายมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน และทิ้งระยะไม่วิ่งชนกัน ทำให้เอกภพมีความสมดุล มีระเบียบได้โดยโลโกส นักปรัชญาชาวกรีกเช่น เฮราคลีตุส พลูตาร์ก ฟิโล และพลาโต้ ต่างเขียนเกี่ยวกับโลโกสไว้

สำหรับคนอ่านทั้งชาวยิวและชาวกรีก ท่านยอห์นได้อ้างในสิ่งที่ทำให้ทั้งสองชนชาติตกตะลึง : คือบอกว่า “โลโกส” คือบุคคล เพราะโลโกส นั้นได้กลายเป็นมนุษย์ซึ่งได้ทะลุเข้ามาในวงจรประวัติศาสตร์ในสถานที่แห่งหนึ่ง ในช่วงว่างจำเพาะเวลาหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ วัตถุประสงค์ที่ว่าคือนำเอาความรอดมาให้มนุษย์ทั้งมวล

ในยอห์น 1:1-3, 14 มีความหมายว่าอะไร ให้ท่านเขียนความเข้าใจของท่านเกี่ยวกับข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวนี้ลงบนแผ่นกระดาษ โดยใช้คำของท่านเองว่าองค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังสำแดงอะไรให้เราทราบตรงนี้

 พระเยซูพระผู้สร้างของเราได้เข้ามาในโลกและกลายเป็นมนุษย์ สิ่งนี้แทบจะเชื่อไม่ได้ ด้วยเหตุผลว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อสิ้นพระชนม์แทนความบาปของเรา เราได้เห็นตัวอย่างพระลัษณะนิสัยของพระเจ้าผ่านทางพระเยซู อันควรที่จะทำให้เรามีความถ่อมใจในคำอธิษฐานและในการเชื่อฟังพระเจ้ามากขึ้น

วันพุธ ผู้ประทานชีวิต (ยอห์น 20:31)

แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” (ยอห์น 20:31)

 ในยอห์น 20:31 ท่านยอห์นให้เหตุผลที่ท่านเขียนพระกิตติคุณขึ้น ท่านได้อธิบายด้วยว่าวัตถุประสงค์ทั้งหมดในชีวิตของท่าน คือนำคนทั้งหลายให้มาเชื่อในพระเยซู เพื่อพวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์ ตลอดทั้งพระคัมภีร์ใหม่ หัวข้อหลักที่สำคัญคือชีวิตชั่วนิรันดร์มาจากองค์พระเยซูเท่านั้น

อ่านข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ เพื่อค้นหาบางสิ่งที่ท่านยอห์นพูดเกี่ยวกับหัวข้อสำคัญคือ “ชีวิต” : ยอห์น 6:35, 63; ยอห์น 10:28; ยอห์น 12:25; ยอห์น 14:6; ยอห์น 17:3 ท่านสังเกตเห็นว่ามีตรงไหนที่แนวคิดของคำว่า “ชีวิต” ไม่ได้หมายถึงชีวิตชั่วนิรันดร์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงชีวิตปัจจุบันด้วย

 มีอะไรที่ทำให้คำสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์เหล่านี้มีความสำคัญ สัตว์ทั้งปวง(คนและสัตว์ทั้งมวล) ที่อยู่บนโลกตาย มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่เข้าใจในเรื่องชีวิตนิรันดร์(ชีวิตที่ไม่สิ้นสุด) และเราเท่านั้นที่เข้าใจถึงความแตกต่างอันใหญ่หลวงระหว่างชีวิตสั้นๆบนโลก และความหวังแห่งการมีชีวิตตลอดไป และเราก็เข้าใจด้วยว่าความตายอาจเกิดขึ้นกับเราได้ในนาทีใดนาทีหนึ่ง ของชีวิตเรา จากเส้นเลือดเกิดอุดตัน อุบัติทางรถยนต์ จากคนดื่มสุราหรือโรคเอดส์

ช่างเป็นสิ่งประเสริฐที่เรามีความหวังที่ได้ทราบว่าความตายไม่ใช่การสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ความตายคือการนอนหลับและไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด แต่มันเหมือนกับไม่กี่วินาที สิ่งแรกที่เราจะรับรู้เมื่อลืมตาจากหลับคือเราจะได้พบพระเยซูเจ้า และได้อยู่กับพระองค์ไปตลอด นิรันดร์กาล

เราควรจะให้ความหวังแห่งชีวิตนิรันดร์มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเราในปัจจุบันอย่างไร มีทางใดบ้างทำให้ท่านดำรงชีวิตนี้แตกต่างออกไปเพราะท่านทราบว่าท่านมีพระสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์ที่พระเจ้าทรงประทานให้

วันพฤหัสบดี ใช้เวลากับพระเยซู (3 ยอห์น 11)

 “ท่านที่รัก อย่าเอาเยี่ยงสิ่งที่ชั่ว แต่จงเอาอย่างสิ่งที่ดี ผู้ที่ทำดีก็เป็นคนของพระเจ้า ผู้ที่ทำชั่วก็ไม่เห็นพระเจ้า” (3 ยอห์น 11)

 ท่านยอห์นหมายความถึงอะไร ใน 3 ยอห์น 11 เกี่ยวกับผู้ไม่ได้เห็นพระเจ้า จุดมุ่งหมายของท่านคืออะไร ผู้ที่เห็นพระเจ้าจะเป็นอย่างไร

 ท่านยอห์นได้ใช้เวลาอย่างมากกับพระเยซู แต่ท่านยอห์นยังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากจากพระเยซู บางครั้งท่านยอห์นปล่อยให้สิ่งที่ท่านสนใจมากที่สุดออกหน้าสิ่งที่พระเยซูสอน ท่านยอห์นมีความเห็นรุนแรงเกี่ยวกับคนอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ยอห์นห้ามไม่ให้คนหนึ่งขับผีออกในนามของ พระเยซูเพราะคนนั้นยังไม่ได้มาเป็นสาวกของพระเยซูอย่างถูกต้อง (มาระโก 9:38) พระเยซูทรงสอนยอห์นอย่างนิ่มนวลว่า “อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าไม่มีผู้ใดจะกระทำกิจในนามของเรา แล้วอีกประเดี๋ยวหนึ่งอาจกลับพูดประณามเรา เพราะผู้ใดไม่เป็นฝ่ายต่อสู้เรา ผู้นั้นเป็นฝ่ายเราแล้ว” (มาระโก 9:39-40)

 ท่านยอห์นค่อยเติบโตขึ้นในอุปนิสัยเคียงข้างผู้เป็นพระอาจารย์ ตอนที่พระเยซูทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน อัครสาวกคนอื่นได้พากันหนีเอาตัวรอด มีเพียงท่านยอห์นหนึ่งเดียวยืนหยัดที่เชิงไม้กางเขน ความไว้วางใจที่พระเยซูมีต่อยอห์นแสดงให้เห็น เมื่อพระเยซูทรงมอบมารดาของพระองค์ให้ยอห์นเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่ดุจเป็นมารดาของยอห์นเอง (ยอห์น 19:26, 27)

มีหลักการสำคัญอะไร ที่พบได้ใน 2 โครินธ์ 3:18 เราจะนำเอาหลักการนี้มาใช้ในชีวิตของเราเองได้อย่างไร

 ถ้าท่านอ่านจดหมายฝากของอัครสาวกยอห์น ท่านจะสังเกตเห็นความรัก ความสุภาพอ่อนโยน ความเมตตากรุณา ปรากฏอยู่ตลอดจดหมายเหล่านั้น พระกิตติคุณยอห์นและหนังสือฝากของท่านยอห์น มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด พระกิตติคุณยอห์นนั้นถูกเขียนขึ้นขณะที่ท่านอยู่ในวัยฉกรรจ์ ในช่วงเวลาต่อมามีสิ่งอัศจรรย์หลายสิ่งได้เกิดขึ้นกับชีวิตของท่านยอห์นซึ่งได้ค่อยๆทำให้ท่านเปลี่ยนไป แม้พระเยซูจะเสด็จไปสวรรค์แล้ว แต่ภาพตรึงใจที่ท่านยอห์นได้ติดตามพระเยซูอยู่ตลอดสามปีครึ่ง และประสบ-

การณ์ชีวิตได้เป็นเครื่องช่วยเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของท่านให้มีความละม้ายกับของพระอาจารย์มากขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านไป

อ่านจดหมายฝากยอห์น ฉบับที่ 1 ฉบับที่ 2 และ ที่ 3 ต่อเนื่องกันรวดเดียว สังเกตอุปนิสัยที่แสดงให้เห็นในจดหมายทั้งสามฉบับว่า พระเยซูได้ทรงเปลี่ยนชีวิตของท่านยอห์นอย่างไร พิจารณาดูชีวิตของท่านเอง มีขั้นตอนที่เป็นประโยชน์อะไรที่ท่านปรารถนาให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงให้

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม : อ่าน เอลเลน จี. ไวท์. ในบทชื่อ “ยอห์น
อัครสาวกที่รัก”
in The Acts of the Apostles., pages 539-545.

“ในช่วงที่คริสเตียนถูกโจมตีอย่างน่าหวาดหวั่น อัครสาวกยอห์นได้ให้การสนับสนุนและเสริมกำลังความเชื่อให้คริสเตียนอย่างแข็งขัน ท่านยอห์น กล่าวเป็นพยาน ซึ่งศัตรูไม่อาจโต้แย้ง การช่วยเหลือที่ท่านยอห์นให้กับเหล่าผู้เชื่อทำให้พวกเขาพร้อมเผชิญกับความยากลำบากด้วยความกล้าหาญ และยืนหยัดในความภักดีต่อพระเจ้า ต่อมาเมื่อท่านยอห์นผู้ชราได้ทราบว่าความเชื่อของคริสเตียนดูเหมือนอ่อนกำลังลง อันเนื่องมาจากถูกต่อต้านขัดขวางอย่างหนัก ท่านยอห์นได้เล่าเรื่องพระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน และทรงเป็นขึ้นสู่ชีวิต เพราะทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงพระชนม์อยู่ตลอดนิรันดร์” เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ The Acts of the Apostles , page 568.

“อัครสาวกยอห์นมีอายุยืนยาว ท่านได้เห็นกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกทำลาย (ในค.ศ.70) ท่านยอห์นเป็นอัครสาวกคนสุดท้ายที่ได้ติดต่อใกล้ชิดกับพระผู้ช่วยให้รอด ข่าวสารของอัครสาวกยอห์นมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ในการสถาปนามูลความจริงที่ว่า “พระเยซูคือพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดของโลก ไม่มีใครสงสัยความเชื่อของท่านยอห์น โดยคำสอนของท่าน คนจำนวนมากได้กลับใจจากผู้ไม่เชื่อมาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์” เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ The Acts of the Apostles , page 569.

คำถามเพื่อการอภิปราย

1. อ่านจดหมายฝากทั้งสามฉบับของท่านอัครสาวกยอห์นอีกรอบหนึ่ง
มีส่วนไหนอีกในอุปนิสัยของท่านยอห์นที่เราอาจพบได้ในจดหมายที่
ท่านเขียนไว้ มีคำ “คำแรงๆ” อะไรที่ท่านยอห์นกล่าวกับผู้ไม่ติดตาม
ความจริง สิ่งนี้ช่วยเราให้เข้าใจว่าความรักแท้คืออย่างไร

2. พระเยซูทรงเปลี่ยนอุปนิสัยของเราได้อย่างไร พระคัมภีร์สำแดง
ให้เราเห็นการกระทำหลายอย่างของพระเจ้า แต่มีเหตุการณ์ใด

บ้างไหม ที่ซึ่งอุปนิสัยของคนหนึ่งได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่าง

รวดเร็วโดยการกระทำของพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่นชายตาบอด

ที่พระเยซูทรงรักษาให้มองเห็นได้และคนโรคเรื้อนที่ได้รับการรักษา
ให้หาย ถามว่าอุปนิสัยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการ

หายโรคไหม ถ้าไม่ ทำไมจึงไม่เปลี่ยน คำตอบนี้บอกอะไรเรา

เกี่ยวกับการเติบโตขึ้นจากการพัฒนาอุปนิสัย

3. ในชั้นเรียนสะบาโต อภิปรายเกี่ยวกับคำตอบที่ให้กับคำถามเหล่านี้ :
คริสตจักรท้องถิ่นของท่านมีความรักและการยอมรับซึ่งกันและกัน
อย่างไร มีสิ่งใดที่ท่านหรือชั้นเรียนของท่านสามารถทำได้ เพื่อ
ส่งเสริมให้มีความรักและการยอมรับซึ่งกันและกันมากขึ้น

สาระสำคัญของบทนี้ : ประสบการณ์โดยตรงของท่านยอห์นจากการได้อยู่ใกล้ชิดกับพระผู้ช่วยให้รอดที่มีชีวิตอยู่ด้วยความรัก และการให้ จากนั้นท่านยอห์นปล่อยให้ประสบการณ์แห่งชีวิตนั้นหลั่งไหลออกมาด้วยถ้อยคำและการกระทำ ชีวิตและข้อเขียนของท่านยอห์นเตือนเราให้คิดถึงความสำคัญของความรักในชีวิตคริสเตียน ท่านแสดงให้เราเห็นว่าความรักจะต้องเป็นพื้นฐานของงานในพันธกิจของเราทุกอย่าง

 

<บทเรียนที่เเล้ว>  <สารบัญ>   <บทเรียนถัดไป>

 

 
Your browser may not support display of this image.

 




Progress