บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
ยอห์น 1:14; ยอห์น บทที่ 3; ยอห์น
บทที่ 4 ; ยอห์น 1-7; เอเฟซัส 4:32; 1 ยอห์น
2:12
ข้อควรจำ
ข้อคิดสำคัญ :
พระเยซูทรงทำการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการให้ช่วยอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก
เราสามารถเรียนรู้อะไรจากตัวอย่างของพระองค์ที่จะช่วยเราให้สามารถทำอย่างเดียวกันได้
ณ
ฐานของรูปปั้นเทพีแห่งเสรีภาพ
มีข้อความอันมีชื่อเสียงจากบทกวีที่มีชื่อว่า “เดอะนิว
โคโลสสัสส์” เขียนไว้ ซึ่งผู้ประพันธ์คือ เอ็มม่า ลาซารัส
บทกวีนั้นมีข้อความว่า “จงเอาความเหน็ดเหนื่อยของเจ้ามาให้เรา จงเอาความยากจน
จงเอาความต้องการที่กองสุมกันหนาแน่นมาให้เรา แล้วเจ้าจะหายใจได้อย่างอิสระ”
ถ้อยคำของเอ็มม่าสะท้อนพันธกิจของพระเยซู ผู้ทรงตรัสไว้ว่า
“บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา
และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้
แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม
และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก” (มัทธิว 11:28, 29)
ความเมตตาสงสารอยู่เบื้องหลังทุกส่วนในพันธกิจของพระคริสต์
พระเยซูทรงให้การช่วยเหลือคนทุกประเภท โดยไม่มีอะไรมากีดกั้น
ไม่ว่าจะเป็นระดับของสังคม เพศ หรือเชื้อชาติ
พระเยซูทรงสำแดงความรักออกมาเต็มๆ พร้อมทั้งการให้อภัยผ่านทางชีวิต
และการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน พระองค์ใช้พระองค์เอง
เป็นเครื่องไถ่บาปของเราทั้งหลาย
สัปดาห์นี้เราจะมองไปที่พระเยซูมากขึ้น
และดูว่าพระองค์ดำเนินพันธกิจของพระองค์อย่างไร
เราจะเรียนรู้ทุกสิ่งเท่าที่จะสามารถทำได้ อันที่จะช่วยเราให้รับใช้คนอื่นๆ
ได้เช่นกัน
วันอาทิตย์ การเข้าถึงฝูงชน (มัทธิว
4:25)
“และมีคนหมู่ใหญ่มาจากแคว้นกาลิลี และแคว้นทศบุรีและกรุงเยรูซาเล็ม
และแคว้นยูเดีย และแม่น้ำจอร์แดนฟากตะวันออกติดตามพระองค์ไป” (มัทธิว
2:25)
มีอะไรพิเศษสองจุดที่มัทธิว
4:25 และลูกา 6:17 กล่าวเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบสนองของประชาชน
ต่อพันธกิจของพระเยซูและในสองจุดนั้นบอกอะไรเราเกี่ยวกับพันธกิจของพระเยซูว่าเป็นสิ่งช่วยได้มาก
ในเวลานั้นไม่มีรถไฟใต้ดิน
รถไฟ รถเมล์สายต่างๆไม่มีใครขึ้นเครื่องบินไปหรือขับรถยนต์
หรือแม้แต่ปั่นจักรยานเพื่อไปเยี่ยมพระเยซู
ย้อนกลับไปในสมัยนั้นการเดินช่างช้าและมีอันตราย แต่ความลำบากดังกล่าว
ไม่ได้หยุด “ทำให้ฝูงชนจำนวนมากเดินทางมาห้อมล้อมฟังพระเยซู”
มาระโก 5:25 -29; ยอห์น 12:9; ยอห์น 6:15
ให้เหตุผลกับเราว่าเหตุใดฝูงชนจึงมาห้อมล้อมองค์พระเยซู
ฝูงชนที่มาหาพระเยซูมีเหตุผลแตกต่างกันออกไป
บางคนมาเพื่อฟังพระวจนะแห่งชีวิต
บางคนมาเพราะหิวกระหายอาหารฝ่ายวิญญาณจิต
คนอื่นสนใจอยากให้พระองค์รักษาโรคให้พวกเขาหรือเพื่อนหรือคนในครอบครัว
มีบางคนต้องการเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า
พระองค์คือพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้หรือไม่
เพื่อพระองค์จะนำชนชาติอิสราเอลให้เป็นอิสระจากการปกครองของโรม
แต่ยังมีบางคนเหมือนกันที่มาเพราะความอยากรู้อยากเห็น
ครั้งหนึ่งมีฝูงชนจำนวนมาก พระเยซูจำต้องลงไปประทับในเรือ
และสั่งสอนเทศนาให้พวกเขาฟังจากทะเล (มัทธิว 13:2)
ฝูงชนหลั่งไหลกันมาจากทั่วสารทิศ จนทำให้พวกฟาริสีพูดกันว่า
“ท่านเห็นไหมว่าท่านทำอะไรไม่ได้เลย ดูซิ
โลกตามเขาไปหมดแล้ว” (ยอห์น 12:19)
ให้ท่านเขียนเหตุผลมาประมาณหนึ่งย่อหน้า ให้เหตุผลว่า
“ที่ข้าพเจ้าติดตามพระเยซูเพราะ”
....แล้วนำเอาคำตอบของท่านไปแบ่งปันในชั้นเรียนบทเรียนวันสะบาโต
วันจันทร์ การสัมผัสเป็นการส่วนตัว (ยอห์น
9:1-7)
“เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ดิน
แล้วทรงเอาน้ำลายนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอด” (ยอห์น 9:6)
ประชาชนได้รับแรงจูงใจให้เดินทางมาหาพระเยซู
ท่านมาระโกกล่าวไว้ว่าพวกเขามาฟังพระองค์ “ด้วยความยินดี” (มาระโก 12:37)
พวกเขารู้สึก “อัศจรรย์ใจ”(มาระโก 1:22) ในคำสอนของพระองค์และฝูงชนรู้สึก
“ประหลาดใจ” ด้วยคำสั่งสอนของพระองค์ (มาระโก 11:18)
พระเยซูทรงเทศนาสั่งสอนฝูงชนและทำการรักษาโรคให้ฝูงชนขนาดใหญ่อยู่บ่อยๆ
ทั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในพระราชกิจของพระองค์
มีสิ่งหนึ่งที่ยอห์น บทที่ 3;
ยอห์น บทที่ 4; และยอห์น 9:1-7 มีเหมือนกัน
จากสิ่งนั้นมีข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับพันธกิจอะไร ที่ส่งมาให้เรา
กุญแจในพันธกิจของพระเยซู
คือพระองค์พบกับประชาชนด้วยตัวเอง
“ต่อมาพระองค์ก็เสด็จไปตามบ้านตามเมือง
ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า
สาวกสิบสองคนนั้นก็อยู่กับพระองค์” (ลูกา 8:1)
ไม่นานหลังจากที่พระเยซูเสด็จกลับสู่สวรรค์
ข่าวสารของพระองค์ได้แพร่ไปทั่วโลกที่รู้จักกันในเวลานั้น
แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลเดียว
คือพระหัตถ์ของจอมเจ้านายได้สัมผัสชีวิตทั้งหลายเป็นการส่วนตัว
และชีวิตของคนเหล่านั้น และชีวิตของเหล่าสาวกของพระองค์
ได้ออกไปสัมผัสคนอื่นๆ เป็นการส่วนตัว
เหล่าสาวกได้เห็นพระเยซูคลุกคลีอยู่กับผู้คน
พวกเขาเคยเห็นพระองค์กล่าวคำปลอบประโลมและถ้อยคำหนุนใจกับเหล่าคน
“ที่ถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง” (มัทธิว 9:36)
พวกเขาได้ยินพระองค์ตรัสเชื้อเชิญ พร้อมทั้งให้คำสัญญาว่า
“บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา
และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้
แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม
และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา”
(มัทธิว 11:28-30)
ปัจจุบันนี้มีข่าวสารใดบ้างที่จะสามารถให้กำลังใจแก่ประชาชนที่เต็มไปด้วยความเครียด
หมดกำลังใจ ต้องการคำปลอบโยน และสันติสุขได้มากกว่านี้
เหตุใด
“การสัมผัสส่วนตัวจึงมีความสำคัญมาก”
ท่านเคยได้รับพรจากการที่บางคนใช้เวลาพูดหนุนใจ
หรือให้การช่วยเหลือท่านเป็นส่วนตัวอย่างไร
คิดถึงวิธีที่ท่านสามารถใช้ของประทานและเวลาในการรับใช้
หนึ่งต่อหนึ่งให้กับใครบางคนที่ต้องการให้ใครคนหนึ่งช่วย
วันอังคาร การให้อภัย (มัทธิว 18:21,
22)
“ขณะนั้นเปโตรมาทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า
หากพี่น้องของข้าพระองค์จะกระทำผิดต่อข้าพระองค์เรื่อยไป
ข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสักกี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือ”
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น
แต่เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ” (มัทธิว 18:21,22)
ความกรุณาปราณีที่พระเยซูตรัส
เป็นความรู้สึกมาจากภาระผูกพัน ทรงตรัสแล้วและทรงทำตามนั้น
บ่อยครั้งเพียงใดที่ท่านผู้เขียนหนังสือพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม
บันทึกไว้ว่า “พระองค์เต็มได้ด้วยพระทัยเมตตาปราณี
และด้วยความรักยิ่งใหญ่” หรือ “ทรงเวทนาสงสาร”
บางครั้งอาจหมายถึงการวิจารณ์ต่อความบาปอย่างตรงๆ
เป็นความจริงที่พระเยซูทรงว่ากล่าวพวกผู้นำศาสนา
แต่พระองค์จะทำไปด้วยความรักเสมอ
และส่วนสำคัญของความเมตตาปราณี คือ
การให้อภัยบาป ดังนั้นบ่อยครั้งที่พระเยซูทรงสอนและสำแดงการให้อภัยบาป
พื้นฐานของหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ คือเราทั้งหลายต่างก็เป็นคนบาป
และเราต้องการการอภัยบาปจากพระเจ้าจึงไม่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่หัวข้อคำสอนในเรื่องดังกล่าวจะไม่เป็นหัวข้อเรื่องอันทรงพลังในชีวิตการสั่งสอน
และการเทศนาของพระเยซู
ข้อพระธรรมมัทธิว 18:21, 22; ลูกา 23:34; ยอห์น 8:1-11; เอเฟซัส 4:32 และ
1 ยอห์น 2:12 สอนเราเกี่ยวกับการให้อภัยบาปอย่างไร
บ่อยครั้งที่พระเยซูทรงเปรียบเทียบพระคุณของพระองค์ว่าเหมือนคนหนึ่งเป็นหนี้จำนวนมหาศาล
สมมติว่าท่านเป็นหนี้คนหนึ่งอยู่ 30 ล้านบาท
และเจ้าหนี้คนนั้นยกหนี้ทั้งหมดให้ท่าน
ลองจินตนาการดูว่าท่านจะรู้สึกอย่างไร
นั่นคือสิ่งที่เป็นเหมือนกับพระคุณของพระเจ้า
และเหตุผลที่หนี้ได้ถูกยกเลิกไป
นั่นเพราะพระเยซูได้ทรงใช้หนี้นั้นแทนเรา
ก็เช่นกันครั้งแล้วครั้งเล่าพระเยซูทรงสอนไว้ว่า
ผู้ที่ได้รับการยกหนี้แล้วจะต้องยกหนี้ให้คนอื่น
คริสเตียนที่ไม่ยกหนี้ให้คนอื่น ไม่ใช่คริสเตียนที่ดี
ให้คิดถึงคำอุปมาเรื่องบ่าวผู้ไม่สัตย์ซื่อ (มัทธิว 18:21-34)
และอีกเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น คือเรื่องของมารีย์และซีโมนชาวฟาริสี (ลูกา
7:36-50) และคำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้า
“ขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ทั้งหลาย
ด้วยว่าข้าพระองค์ยกความผิดของทุกคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น” (ลูกา 11:4)
ลองตรึกตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ไม้กางเขนว่าพระเจ้าต้องจ่ายค่าไถ่สูงเพียงใดกว่าที่จะยกโทษบาปของเราได้
เรื่องนี้ไม่ยากที่เราจะเข้าใจ
ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เราจะต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่น
คิดเกี่ยวกับโลกของเราจะเป็นสถานที่น่าอยู่ แตกต่างจากที่เป็นอยู่เพียงใด
ถ้าเราเรียนรู้จะให้อภัยซึ่งกันและกัน
คิดถึงเรื่องการเมืองและสังคมทั้งหลายของเรา
จะมีความแตกต่างจากที่เป็นอยู่มากขึ้นเพียงใด
ถ้าเราทั้งหลายเต็มใจจะให้อภัยกับผู้ที่ทำให้เจ็บปวด หรือทำร้ายเรา
หรือทำผิดต่อเรา
ยังมีความโกรธและความขมขื่น
ตกตะกอนอยู่ในตัวท่านมากเท่าใด
เพราะเหตุท่านปฏิเสธที่จะยกโทษผู้อื่น
ท่านจะสามารถเรียนรู้ดีขึ้นได้อย่างไร ที่จะให้อภัยแก่ผู้ที่ทำผิดต่อท่าน
วันพุธ พระเจ้าอยู่ท่ามกลางเรา (ยอห์น
1:14)
“พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา
บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง
เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์
คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา” (ยอห์น 1:14)
มีแนวคิดอัศจรรย์อะไรที่ยอห์น 1:14 เสนอแนะ
ข้อพระคัมภีร์นี้ได้บอกอะไรเกี่ยวกับพระลักษณะนิสัยของพระเจ้า
คิดเกี่ยวกับจักรวาลว่ายิ่งใหญ่เพียงใดขณะที่ท่านคิดหาคำตอบของท่าน
ในช่วงปี 1700 และ 1800
มีแนวคิดด้านการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า
“ดิอิซซึม” (deism) ความเชื่อใหม่นี้เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์
แต่หลังจากนั้นทรงปล่อยให้มนุษย์ดูแลตัวเอง ตามแนวความคิดนี้
เขาเชื่อว่าโลกนี้เป็นเหมือนนาฬิกาเรือนใหญ่ที่พระเจ้าไขลานให้เต็มแล้วก็จากไป
โดยทรงสร้างกฏธรรมชาติขึ้นมาให้เป็นผู้ควบคุมสิ่งทั้งมวล
และมนุษย์จะต้องดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับกฏธรรมชาติให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
อีกอย่างก็เหมือนกับผู้ที่เป็นบิดามารดาผู้ซึ่งเลี้ยงดูลูกๆ
จนถึงอายุได้ 18 ปี จากนั้นพ่อแม่จะบอกกับลูกว่า “ตกลง ลูก
ต่อไปนี้ลูกเป็นตัวของลูกเอง เราจะไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับลูกอีก
ขอให้ลูกโชคดีก็แล้วกัน”
ถ้านั่นเป็นจริง
ก็ไม่ใช่พระเจ้าของพระคัมภีร์ และไม่ใช่องค์พระคริสต์ เพราะว่าพระคริสต์
หรือพระเยซูได้กลายเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนพวกเรา
ทรงดำเนินชีวิตท่ามกลางพวกเรา พระองค์ทรงบังเกิดในรูปร่างของมนุษย์
และในร่างกายของมนุษย์นั้นทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา
พระเยซูทรงสำแดงพระบิดาให้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย ยอห์น 1:14
คำในภาษากรีกที่แปลว่า “สถิต”
(อาศัยอยู่) คือ “สเคนู” (skenoo)
ซึ่ง
อยู่ในยอห์น 1:14 คำว่า
“สเคนู” หมายถึง “การปักเต้นท์ของตน” หรือ “อาศัยอยู่ในเต้นท์”
เมื่อพระเยซูเสด็จลงมายังโลกนี้
พระองค์ไม่ได้อาศัยอยู่ไกลจากพลไพร่ของพระองค์ แต่ทรง
“กางเต้นท์ของพระองค์” ท่ามกลางพวกเขา
พระองค์ทรงอาศัยอยู่และทำงานท่ามกลางพวกเขา
พระองค์เกี่ยวพันกับพวกเขาในระดับเดียวกัน
ท่านมัทธิวอ้างคำพยากรณ์ของอิสยาห์เกี่ยวกับหญิงพรหมจารี ที่ได้ให้
กำเนิดบุตรชายและตั้งชื่อว่า
“อิมมานูเอล” ท่านมัทธิวใช้คำนี้ ซึ่งหมายถึงพระเยซู
ยิ่งกว่านั้นท่านมัทธิวยังแม้แต่แปลคำว่า “อิมมานูเอล” ออกมาว่า
“พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา” (มัทธิว 1:23)
พระเยซูเสด็จลงมาสิ้นพระชนม์ในฐานะเป็นตัวแทนของเรา
และพระองค์เสด็จลงมายังโลกเพื่อสำแดงว่าจริงๆแล้ว
พระเจ้าทรงมีพระลักษณะอย่างไร ในโอกาสหนึ่ง อัครสาวกของพระเยซูคือ “ฟีลิป
ทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า
ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เห็น ก็พอใจ ข้าพระองค์แล้ว”
พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ฟีลิปเอ๋ย
เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ
ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา
ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า
'ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น' ท่านไม่เชื่อหรือว่า
เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา” (ยอห์น 14:8-10)
พระเยซูทรงตอบฟีลิปว่าอย่างไร (ยอห์น 14:8-11)
คำตอบของพระเยซูบอกเราเกี่ยวกับว่าพระฉายาของพระเจ้าว่าเหมือนอะไร
มีส่วนไหนของพระลักษณะนิสัยของพระองค์ได้ปรากฏออกมาอย่างกระจ่างชัด
มีข้อสงสัยข้อไหนที่รบกวนจิตใจ หรือทำให้ท่านสับสน ถ้ามีข้อสงสัย
หรือไม่เข้าใจนั่นคืออะไร จงนำความกังวล
หรือข้อสงสัยนั้นสู่ชั้นของท่าน
วันพฤหัสบดี ทรงตรัสด้วยคำอุปมา (ลูกา
15:8-10)
“หญิงคนใดที่มีเหรียญเงินสิบเหรียญและเหรียญหนึ่งหายไป
จะไม่จุดตะเกียงกวาดเรือนค้นหาให้ละเอียดจนกว่าจะพบหรือ” (ลูกา
15:8)
พระเยซูทรงทราบว่าจะสื่อสารกับประชาชนอย่างไร คำเทศนาสั่งสอนของพระองค์
ทรงใช้ถ้อยคำในระดับเดียวกับพวกเขา พระองค์ไม่ทรงใช้คำปรัชญาสูงๆ
หรือศัพท์ศาสนศาตร์ แต่พระองค์ตรัสความจริงอย่างลึกซึ้ง
และทรงใช้ถ้อยคำง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้
พระองค์ตรัสถึงสิ่งที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ในชีวิตของพวกเขาได้
พระเยซูทรงใช้บทเรียนจากธรรมชาติ และสิ่งของในบ้านอย่างง่ายๆ
เพื่อช่วยอธิบายคำสอนของพระองค์ พระองค์ทรงตรัสถึงเหรียญเงิน (ลูกา
15:8-10) เรื่องชาวนาออกไปหว่านเมล็ดพืช (มาระโก 4:26-29) เรื่องเชื้อ
(ยิสต์) และแป้งทำขนมปัง (มัทธิว 13:33) เรื่องของแกะ (มัทธิว
18:12-14) เรื่องต้นมะเดื่อ (มาระโก 13:28-32)
และอีกหลายเรื่องที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้
จงนำเอาคำอุปมาสัก 2 -3 เรื่องที่ได้กล่าวมา และอ่านอย่างพินิจ
และถามดูว่าพระเยซูทรงมีจุดหมายใดในการเล่าเรื่องอุปมาแต่ละเรื่อง
เหตุใดเรื่องตัวอย่างที่ยกมาจึงดีมาก ถามตัวท่านเองว่า
ถ้าพระเยซูยังดำเนินท่ามกลางเราอย่างมนุษย์คนหนึ่งในทุกวันนี้
พระองค์อาจจะทรงใช้ตัวอย่างอะไร
เพื่อนำสู่จุดหมายอย่างเดียวกันเหมือนเรื่องอุปมาที่ได้เล่าในครั้งกระโน้น
ขณะที่ท่านอ่านคำอุปมาเหล่านั้น
บางทีคุณอาจสังเกตบางสิ่งเกี่ยวกับเรื่องอุปมาเหล่านั้น
บางทีท่านอาจสังเกตว่าส่วนใหญ่ของเรื่องเหล่านั้นยังใช้ประโยชน์ได้แม้ในปัจจุบัน
เรื่องคำอุปมาของพระเยซูเป็นสิ่งไม่มีข้อจำกัดเรื่องของเวลาความจริงข้อนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า
เหตุใดพระเยซูจึงทรงใช้ตัวอย่างพิเศษเพื่อช่วยให้คนทั้งหลายเข้าใจในคำสอนของพระองค์
ในหนังสือมัทธิวพระเยซูทรงใช้เรื่องอุปมาสั้นๆหลายเรื่อง
เพื่อพรรณนาถึงแผ่นดินสวรรค์ของพระองค์ว่าเหมือนกับอะไร
พระองค์ตรัสว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือน :
- “เมล็ดพืช” (มัทธิว 13:31)
- “เชื้อขนมปัง (ยิสต์)” (มัทธิว
13:33)
- “ขุมทรัพย์ซ่อนไว้ที่ทุ่งนา” (มัทธิว
13:44)
- “พ่อค้าผู้มองหาไข่มุกอย่างดี” (มัทธิว
13:45)
- “อวนลากในทะเล” (มัทธิว 13:47)
- “เจ้าของบ้านที่เอาทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน” (มัทธิว
13:52)
- “เจ้าของสวนคนหนึ่ง
ออกไปจ้างคนทำงานในสวนองุ่นของตนแต่เช้าตรู่” (มัทธิว 20:1)
- “กษัตริย์องค์หนึ่ง
ได้จัดงานเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสีให้ราชโอรสของท่าน” (มัทธิว
22:2)
เรื่องอุปมาเรื่องไหนเป็นตัวอย่างดีที่สุดสำหรับท่าน
เหตุใด พระเยซูจึงทรงใช้หลายตัวอย่าง จากเรื่องอุปมาแตกต่างกัน
แต่เพื่อจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน
มีข่าวสารอะไรที่องค์พระผู้เป็นเจ้าใช้ผ่านเรื่องตัวอย่างต่างๆ เหล่านี้
เพื่อช่วยเราให้เรียนรู้ว่าเราอาจใช้หลากหลายวิธีเพื่อเป็นพยานให้กับคนอื่นได้อย่างไร
วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม : อ่านเอลเลน จี. ไวท์.เรื่อง
“ออกไปสอนชน
ทุกชาติ” หนังสือ “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 818-828
“ในการสอนที่แท้ทุกอย่าง
การสัมผัสส่วนบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ
ในการสอนของพระคริสต์ทรงสื่อกับบุคคลหนึ่งต่อหนึ่ง
โดยวิธีการสัมผัสส่วนตัว
พระองค์ทรงใช้วิธีดังกล่าวนี้ฝึกสอนอัครสาวกทั้งสิบสอง
บางคราวทรงสอนแยกเป็นกลุ่ม บ่อยครั้งทรงสอนหนึ่งต่อหนึ่ง
พระองค์ทรงประทานคำสอนพิเศษสุดให้กับขุนนางของพวกยิว (นิโคเดมัส)
ผู้ได้มาเยือนพระองค์ในเวลาค่ำคืนที่เขามะกอกเทศ ทรงสอนหญิงชาวสะมาเรีย ณ
บ่อน้ำของยาโคบ ที่ซิคาร์ พระองค์ทรงเปิดเผยให้นางทราบว่าพระองค์เป็นใคร
เพราะทรงมองเห็นจิตใจและวิญญาณของผู้ฟังคนนี้เปิดออกรับถ้อยคำของพระองค์
แม้จะมีฝูงชนกลุ่มใหญ่ติดตามพระองค์ แต่พระองค์จะตรัสโดยตรงกับจิตใจ
และสัมผัสกับจิตใจทุกคน
พระองค์เฝ้าสังเกตใบหน้าของผู้ฟังของพระองค์
ทรงมองเห็นใบหน้าที่ฉายแสงแจ่มใส และดวงตาเป็นประกายมีความหวัง
เป็นสิ่งบอกกับพระองค์ว่าความจริงได้เข้าถึงจิตวิญญาณ
อาการที่แสดงออกบอกว่าจิตใจของพวกเขาทั้งหลายเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี
เมื่อพวกเขาได้รับเอาคำสอนของพระองค์” เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ “การศึกษา”
หน้า 231
คำถามเพื่อการอภิปราย:
1. นับตั้งแต่ปี 1983 โครงการ
“การประกาศไปทั่วโลก” ได้เริ่มดำเนิน
งาน
มีกลุ่มแอ๊ดเวนตีสใหม่หลายกลุ่มได้เกิดขึ้น
ซึ่งต่อมากลาย
เป็นคริสตจักรอยู่ทั่วโลก โดยโครงการดังกล่าว
(ถ้าต้องการได้
ข้อมูลมากขึ้น
ให้คลิ๊กเข้าเยี่ยมเว็บไซต์ http://www.adventistmission.org/.)
กลุ่มผู้บุกเบิกเหล่านี้
เป็นอาสาประกาศผู้ออกไปอาศัยอยู่กับ
ประชาชนที่เขาทำงานด้วย
พวกเขาดำเนินชีวิตอยู่ในระดับสังคมแ
และค่าครองชีพเดียวกัน
ท่านคงคิดว่าเหตุใดพวกเขาจึงประสบ
ความสำเร็จเป็นอย่างดีเช่นนี้
2. ในชั้นเรียนสะบาโต
จงนำเอาคำตอบสำหรับคำถามสุดท้ายของวัน
อาทิตย์และวันพุธของท่านมา และอภิปรายกันในชั้นเรียน
3. ตามที่เราได้เห็นแล้ว
วิธีการสัมผัสเป็นการส่วนตัว มีความสำคัญ
มากในพันธกิจของพระเยซู มีทางใดบ้างไหมที่การสัมผัสของบาง
คนมีอิทธิพลทำให้ท่านรับเอาพระเยซู
แบ่งปันประสบการณ์นี้ใน
ชั้นเรียนสะบาโตภายใต้หัวข้อ “เรื่องพิเศษ”
จากนั้นถามตัวท่าน
เอง
ในฐานะที่เป็นคริสตจักรท้องถิ่น ท่านจะทำการประกาศ
และ
รับใช้สนองความต้องการของประชาชนดีขึ้นได้อย่างไร
โดยเริ่ม
จากระดับส่วนบุคคล
4.
เพราะแบบอย่างของพระเยซูที่ทรงรัก และยอมรับทุกคน
ดังนั้น
เราควรยอมรับทุกคนให้มานมัสการในคริสตจักรของเรา
ไม่ว่าเขา
จะดำเนินชีวิตในรูปแบบชีวิตอย่างไร ไหม
สาระสำคัญของบทนี้:
พระเยซูองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความกรุณาปราณี
ทรงเกลียดชังความบาป แต่ทรงรักคนบาป วิธีการสื่อสาร
และสัมผัสของพระองค์กับประชาชน คือ หนึ่งต่อหนึ่ง หรือเป็นกลุ่ม
ควรเป็นต้นแบบสำหรับการเป็นพยานของเราในปัจจุบัน
ทั้งนี้เพราะเราได้รับความรอดผ่านทางองค์พระเยซู เราจึงสามารถแบ่งปันความรัก
และการให้อภัยของพระองค์แก่คนอื่นได้ด้วย
<บทเรียนที่เเล้ว>
<สารบัญ> <บทเรียนถัดไป>