Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

บทที่ 4  วันที่ 19 - 25 กรกฎาคม 2008

พระบุตรของพระเจ้าทรงอยู่กับเรา

 



 

บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

มัทธิว บทที่ 23; มาระโก 9:12; ลูกา 24:7; ยอห์น 1:1-14, 29; ฮีบรู 2:9 

ข้อควรจำ




ข้อคิดสำคัญ : ไม่มีใครในประวัติศาสตร์จะมีอิทธิพลบนโลกยิ่งใหญ่กว่าพระเยซู ชีวิตอนาคตของพวกเราแต่ละคนได้มาถึงจุดที่สำคัญมาก ที่พระเยซูเองจะทรงตั้งคำถามกับแต่ละคนว่า : “แล้วพวกท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร” (มัทธิว 16:15)

บางคนในทุกวันนี้ไม่ยอมรับ ว่าพระเยซูทรงมีชีวิตอยู่ช่วงหนึ่งในโลกนี้ ทั้งๆที่มีประวัติศาสตร์เป็นข้อพิสูจน์ชัดเจน คำถามที่ตามมาคือ ที่แท้แล้วพระเยซูทรงเป็นใคร เหตุใดพระองค์จึงทรงมาบนโลกนี้ พระองค์ทรงเป็นแค่คนดีเท่านั้นหรือ หรือว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า

“ถ้าพระองค์เป็นชายคนหนึ่งที่มีลักษณะไม่เหมือนชายคนใด ซึ่งได้พูดหลายสิ่งหลายอย่างไม่เหมือนใคร แต่พระองค์บอกว่าพระองค์ไม่ใช่ธรรมาจารย์หรืออาจารย์สอนศาสนาผู้ยิ่งใหญ่ และไม่ใช่คนบ้า ไม่เป็นเหมือนชายคนหนึ่งที่พูดว่า เขาเองเป็นไข่ที่ทอดในน้ำ อย่างนี้บางคนก็ว่า ถ้าพระองค์ไม่ใช่คนบ้าก็ต้องเป็นผีร้ายจากขุมนรก คุณจะต้องทำการเลือกว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า หรือถ้าไม่ใช่ พระองค์อาจเป็นคนบ้า หรือคนอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น” ซี. เอส. เลวิส, หนังสือ “Mere Christianity”, page 52.

  ในฐานะที่เป็นแอ๊ดเวนตีส เราจะเริ่มจากจุดที่เรายอมรับว่าพระคัมภีร์ เป็นพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นเราจึงเชื่อในสิ่งที่พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูทรงเป็นความจริง เราไม่มีเวลาที่จะมาโต้แย้งในเรื่องเหลวไหลเกี่ยวกับสิ่งที่พระเยซูได้กล่าวและสิ่งที่พระองค์ได้ทำ ซึ่งทั้งหมดมีบันทึกไว้ในพระะคัมภีร์ ในความเป็นแอ๊ดเวนตีส เราเชื่อในสิ่งเหล่านี้ เพราะทั้งหมดได้ถูกเขียนไว้ในพระวจนะของพระเจ้า นั่นคือพระคัมภีร์และยิ่งกว่านั้น ถ้าเราไม่เชื่อ พระคัมภีร์แล้วเราจะเชื่อในสิ่งใด

วันอาทิตย์ พระเยซูคือใคร ตอน ที่ 1 (มาระโก 9:12)

 “พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “เอลียาห์ต้องมาก่อนจริงและทำให้สิ่งทั้งปวงคืนสู่สภาพเดิม อนึ่งมีคำเขียนไว้อย่างไรถึงบุตรมนุษย์ว่า พระองค์จะต้องทนทุกข์เวทนาหลายประการ และคนจะดูหมิ่นละทิ้งพระองค์เสีย” (มาระโก 9:12)

 ในหลายร้อยปีที่ผ่านมา มีคนไม่น้อยที่โต้แย้งกันเกี่ยวกับพระองค์ บ้างก็ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ หลายคนเขียนเกี่ยวกับชีวิต และคำสอนของพระองค์และจำนวนนับไม่ถ้วนที่เทศนาเกี่ยวกับพระองค์ แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่แช่งด่าพระองค์ พวกเขาสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับพระองค์ ที่อัศจรรย์ใจยิ่งคือมีจำนวนคนนับไม่ถ้วนที่ยอมตายเพื่อพระองค์ แต่คนส่วนใหญ่ในโลกทุกวันนี้ยังไม่รู้จักพระเยซู อีกทั้งไม่ทราบว่าพระองค์ได้ทรงทำอะไรเพื่อพวกเขา

ถ้ามีใครเดินเข้ามาถามท่านว่าพระเยซูคือใคร ท่านจะตอบเขาว่าอย่างไร ทำไมท่านจึงตอบไปเช่นนั้น

 คำตอบของท่านควรจะเป็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรแท้ของพระเจ้า และพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ไถ่บาปเรา ทรงเป็นขึ้นสู่ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงประกอบการดีหลายสิ่งขณะอยู่บนโลกนี้ คำเทศนาของพระองค์ทรงพลัง ซึ่งก็ดีพระองค์ทรงสำแดงพระลักษณะนิสัยของพระเจ้าออกมา นั่นก็ดีมาก แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่มีสิ่งใดจะสำคัญเท่าที่พระเยซูได้ทรงกล่าวพระสัญญาว่าพระองค์จะทรงประทานชีวิตนิรันดร์ให้กับเราทุกคนที่เชื่อในพระองค์

สอดคล้องตามมาระโก 9:12; ลูกา 24:7; ยอห์น 1:29 ;โรม 5:15-21 และฮีบรู 2:9 เหตุใดการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูจึงมีความสำคัญยิ่ง ต่อการช่วยเราให้เข้าใจว่าพระเยซูคือใคร

 ตลอดประวัติศาสตร์ มีบันทึกเกี่ยวกับชายและหญิงมากมายที่ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ บางสิ่งดูเหมือนน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าสิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำไว้ ซึ่งในอีกมุมมองหนึ่ง พระเยซูคือ “ธรรมาจารย์คนหนึ่ง (ของชนชาติยิว) ที่ไม่ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ” และพระองค์มาจากจังหวัดเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญของอาณาจักรโรม พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ขณะที่ยังหนุ่มแน่น และปล่อยให้ผู้ติดตามที่ตกใจกลัว หมดกำลังใจไว้เบื้องหลัง แต่เมื่อเราเข้าใจว่าพระเยซูเป็นใคร และสิ่งที่พระองค์ได้ทำไว้ขณะอยู่บนโลกนี้ เราจะเข้าใจว่าไม่มีบุคคลอื่นอาจเทียบเท่ากับพระองค์และสำคัญที่สุด ถ้าปราศจาก พระเยซู และการที่พระองค์ได้ทรงทำอะไรบ้างเพื่อเรา สิ่งทั้งหลายในโลกนี้จะไม่มีค่าอะไรเลย ทั้งนี้เพราะว่าถ้าพระคริสต์ไม่สิ้นพระชนม์ ทั้งโลกนี้และสรรพสิ่งที่อยู่ในโลกจะไม่มีความหวังใดๆ เหลืออยู่เลย

วันจันทร์ พระเยซูคือใคร ตอนที่ 2 (มาระโก 10:42-44)

 “แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (มาระโก 10:43) 

 มีอะไรทำให้พระเยซูมีความพิเศษในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ คงไม่ใช่ระบบประชาสัมพันธ์ในที่สาธารณะ และทีมการตลาดที่ทรงพลัง ซึ่ง พระเยซูไม่มีสิ่งดังกล่าวนี้ พระองค์ไม่ใช่คนมั่งมี เพราะพระเยซูไม่มีเงินสกุลใดๆในโลกนี้ พระองค์ไม่มีอำนาจทางการเมือง แต่ทรงอยู่ฝ่ายผู้มีคุณธรรม

จะว่าไปพระเยซูทรงมีอำนาจเหมือนกัน แต่เป็นอำนาจที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เป็นอำนาจเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ กอบกู้ชีวิตที่แตกสลาย ซึ่งทำให้ผู้นับถือศาสนาแบบหน้าซื่อใจคดพูดไม่ออก ครั้งหนึ่งพระเยซูทรงตรัสกับสาวกทั้งหลายของพระองค์ว่า “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่าผู้ที่นับว่าเป็นผู้ครองของคนต่างชาติ ย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย และถ้าผู้ใดใคร่จะเป็นเอกเป็นต้น ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของคนทั้งปวง” (มาระโก 10:42-44) จึงไม่ใช่เป็นแผนการที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการอำนาจทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง!

มีอะไรที่จะพบได้ ในยอห์น 1:1-14 ที่แสดงให้เราเห็นว่าเหตุใดพระเยซูจึงทรงพิเศษเหนือบุคคลอื่นในตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

 เราอาจเคยอ่านข้อความที่มีชื่อเสียงเหล่านี้อยู่บ่อย จนบางครั้งทำให้เรามองข้ามความหมายอัศจรรย์ที่เป็นความจริง คิดถึงข้อความของยอห์น บทที่ 1 ว่ามีความหมายต่อเราอย่างไร! นี่เป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความหวัง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่สอนว่าเราทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในโลกนี้โดยบังเอิญ และความบังเอิญนี่แหละทำให้มนุษย์อุบัติขึ้น ขณะที่พระวจนะของพระเจ้าบอกว่า เราถูกสร้างขึ้นเป็นมนุษย์ ตามแบบพระฉายาของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ หนึ่งในพระเจ้าสามพระภาค ผู้ทรงสร้างมนุษย์คือพระเยซูผู้เป็นพระวาทะ และ “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา” (ยอห์น 1:14) ซึ่งตรงกันข้ามกับทฤษฎีวิวัฒนาการซึ่งได้อธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ว่าสิ่งที่มีชีวิตสิ่งแรก เป็นผลมาจากการรวมตัวของสารเคมี ในสัดส่วนที่สมบูรณ์ในสภาวะสิ่งแวดล้อมที่ลงตัว แล้วเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขี้น และสิ่งมีชีวิตนั้นได้แตกหน่อและวิวัฒนาการต่อมาเรื่อยๆ ในเวลาหลายร้อยล้านปี จนในที่สุดได้กลายเป็นมนุษย์ขึ้น วิทยาศาสตร์ยังโต้แย้งว่าไม่มีความหมายหรือวัตถุประสงค์ต่อการมีชีวิตอยู่ หรือการที่คนเราต้องตายแต่อย่างใด เมื่อเปรียบเทียบกับคำสอนของพระคัมภีร์แล้ว ความเชื่อว่าโลกเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ ช่างไม่มีความหวังใดๆเสนอให้เหมือนที่พระเจ้าทรงเสนอให้เรา ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเลย

ท่านได้พบอะไรที่เป็นเชิงบวกเกี่ยวกับข้อพระคัมภีร์ในยอห์น บทที่ 1 ไหม เขียนความคิดของท่านไว้ และนำไปแบ่งปันที่ชั้นในวันสะบาโต

วันอังคาร พระเยซูท่ามกลางคนบาป และคนเก็บภาษี
(มัทธิว 11:19)

 “ฝ่ายบุตรมนุษย์มาทั้งกินและดื่ม เขาก็ว่า 'ดูเถิด นี่เป็นคนกินเติบและขี้เมา เป็นมิตรสหายกับคนเก็บภาษี และคนนอกรีต' แต่พระปัญญาก็ปรากฏว่าชอบแล้วโดยผลแห่งพระปัญญานั้น” (มัทธิว 11:19)

 พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ก่อนทรงมาบังเกิดในโลกนี้ เมื่อทรงมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ทรงดำรงชีวิตท่ามกลางมนุษย์ พระเยซูทรงใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและสหาย พระคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าทรงคลุกคลีกับผู้คน ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกประหลาดใจ แต่ที่ทำให้พวกผู้นำชนชาติอิสราเอลประหลาดใจยิ่งขึ้น เมื่อพระองค์ผูกมิตรกับคนบางประเภท อย่างเช่นคนบาปและคนเก็บภาษี

พระธรรมมัทธิว 11:19; มาระโก 2:15, 16; และลูกา 15:1,2 บอกให้เราทราบว่าพระเยซูทรงใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับคนประเภทใด มีคนกลุ่มใดในสังคมทุกวันนี้ ที่ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีคุณค่า

 พระเยซูทรงเสด็จมาเพื่อสำแดงพระลักษณะอุปนิสัยของพระเจ้าให้ปรากฎแก่ชาวโลกทั้งปวงได้เห็น ผ่านทางการดำรงชีพและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ โดยการที่พระองค์ทรงสนิทสนมกับกลุ่มคน ที่คนยิวถือว่าไม่มีค่าควรแก่การคบหา พระเยซูกำลังบอกข่าวให้เราทราบถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าเกี่ยวกับว่าพระองค์พิจารณาว่าอะไร “ดี” หรือ “ไม่ดี” ในตัวมนุษย์เรา เรามักมองไปที่ลักษณะภายนอก (1 ซามูเอล 16:7) แต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรดวงจิตที่พระองค์ทรงมองเห็น มีบ่อยครั้งเรามองไม่เห็นในอย่างที่พระองค์มองเห็น

พระธรรมมัทธิว 21:28-32 ช่วยเราให้เข้าใจว่าเหตุใดพระเยซูจึงคลุกคลีกับประชาชนตามที่พระองค์ได้ทำ มีข่าวสารสำคัญอะไร ที่เราผู้เป็น “นักศาสนาและเป็นที่นับถืออย่างดี” เรียนรู้ได้จากเรื่องนี้

 พระเยซูทรงอ่านจิตใจได้ แต่เราไม่ พระองค์ทรงมองเห็นว่ามีอะไรกำลังเป็นไปภายในเหล่าคนที่มองเห็นว่าไม่มีคุณค่า ไม่มีทางจะแก้ไขอะไรได้จากภายนอก แต่พระเยซูทราบว่าภายในดวงจิตของคนเหล่านั้น เป็นคน “ชอบธรรมและถือศาสนาจริงใจ” เราอาจหลอกซึ่งกันและกันได้ หรือแม้แต่หลอกตัวเองในบางครั้ง แต่เราไม่อาจปกปิดสิ่งใดจากองค์พระผู้เป็นเจ้าได้

ท่านมีท่าทีความรู้สึกต่อ “คนเก็บภาษีและคนบาป” ที่อยู่ในสังคมของท่านอย่างไร ท่านมีท่าทีต่อคนประเภทธรรมาจารย์และฟาริสี อย่างไร (อย่าลืมว่าคนประเภทดังกล่าวนี้ เป็นคนที่หลอกลวงตนเองได้เก่ง)

วันพุธ สำรวจดูคนที่หน้าซื่อใจคดด้านศาสนา

(มัทธิว 28:13 , 14)

“เมื่อพวกมหาปุโรหิตประชุมปรึกษากันกับพวกผู้ใหญ่แล้ว ก็แจกเงินเป็นอันมากให้แก่พวกทหาร สั่งว่า “พวกเจ้าจงพูดว่า 'พวกสาวกของเขามาลักเอาศพไปในเวลากลางคืน เมื่อเรานอนหลับอยู่' ถ้าความนี้ทราบถึงหูเจ้าเมือง เราจะพูดแก้ไขให้พวกเจ้าพ้นโทษ” (มัทธิว 28:12-1)

 บ่อยครั้งเราจินตนาการภาพของพระเยซูทรงปฏิบัติต่อคนบาปอย่างนุ่มนวล แต่นี่ไม่ใช่ภาพทั้งหมดที่พระคัมภีร์ให้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พระองค์ทรงตรัสถ้อยคำรุนแรงเพื่อเตือนบุคคลหรือกลุ่มคนบางประเภท ซึ่งเราทุกคนทราบ พระเยซูทรงเปล่งคำรุนแรงตำหนิผู้นำศาสนาของชนชาติอิสราเอล ซึ่งเป็นสำเนียงเดียวกันกับที่ปรากฏในพระคัมภีร์เดิม ที่ผู้เผย พระวจนะกล่าวกับชนชาติอิสราเอล ทั้งนี้เพราะเป็นพระเยซูเองได้ดลใจผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นให้กล่าวและซึ่งได้เขียนไว้ในพระคัมภีร์เมื่อหลายร้อยปีก่อน ในตอนนั้นพระเยซูทรงเรียกร้องให้ประชากรของพระองค์ทำการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงจากทางใดทางหนึ่ง ทุกวันนี้พระเจ้าทรงใช้วิธีการแตกต่างไปจากเดิมไหม

พระเยซูทรงกล่าวตำหนิผู้นำชนชาติอิสราเอลอะไรบ้าง ใน มัทธิว บทที่ 23 การตำหนิครั้งนี้รุนแรงเพียงใด การตำหนิเรื่องไหนถือว่าเลวร้ายที่สุด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ถ้าให้ท่านเขียนสรุปไม่กี่ประโยคในเหตุผลสำคัญที่พระเยซูทรงบ่นว่าผู้นำเหล่านั้น ท่านจะเขียนลงอย่างไร

 ถ้าท่านอ่านพระธรรมมัทธิว บทที่ 23 อย่างถี่ถ้วน ข้อตำหนิทั้งหลายที่พระเยซูทรงกล่าวกับผู้นำยิวที่พวกเขากำลังทำบางสิ่ง อันเป็นการผิดหลักในหัวข้อเดียวที่ปรากฏให้เห็นชัดเจน หัวข้อดังกล่าวนี้คือ การถือ การปฏิบัติศาสนาอย่างเสแสร้ง (หน้าซื่อใจคด) พระเยซูทรงมองทะลุความน่าเกลียดในด้านจิตวิญญาณของพวกเขา แต่คนทั่วไปมองไม่เห็น เพราะการเสแสร้งของพวกเขาแนบเนียนมากจนคนทั้งหลายมองเห็นพวกเขาเป็นคนสัตย์ซื่อ และ เป็นคนเคร่งศาสนา


มีการถือหรือปฏิบัติศาสนาอะไร ที่ท่านพยายามแสดงออกที่ไม่จริงไหม สิ่งที่ท่านกล่าว สิ่งที่ท่านทำเมื่ออยู่ส่วนตัวกับในที่สาธารณะแตกต่างกันอย่างไร พี่น้องในโบสถ์ท้องถิ่นจะมองท่านอย่างไร ถ้าพวกเขาได้มองเห็นตัวจริงของท่าน มีอะไรที่ท่านสามารถทำได้ ที่จะทำให้สิ่งที่ไม่จริงขณะที่อยู่ส่วนตัว เป็นจริงตามที่ปรากฏในที่สาธารณะมากขึ้น

วันพฤหัสบดี ความรักที่มีต่อคนหน้าซื่อใจคด (โรม 5:8)

  “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (โรม 5:8)

 ข่าวสารของโรม 5:8 คืออะไร ท่านถือคำตรัสของพระเจ้าตรงนี้จริงจังเพียงใด เราเข้าใจการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์จริงๆไหม อันรวมไปถึงการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาป ที่ทำบาปร้ายแรงที่สุด กลุ่มคนบาปประเภทเสแสร้งว่าตนเป็นคนดี (หน้าซื่อใจคด) ซึ่งเราศึกษาเมื่อวานนี้ ถือว่าเป็นบาปร้ายแรงที่สุดประเภทหนึ่ง ในสายพระเนตรของพระเจ้า

 พระเยซูต้องผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายหลายครั้ง พระองค์ไม่เคยลืมพันธกิจของพระองค์ พันธกิจของพระองค์คือการช่วยคนที่หลงหายให้รอด สิ่งนี้แทบไม่น่าเชื่อ! ขณะที่พระเยซูทรงกำลังถูกตรึงที่ไม้กางเขน และน้ำหนักของโลกแห่งความบาปได้บดขยี้ชีวิตของพระองค์ให้แตกดับ แต่คุณความดีของคนอื่นๆ ยังอยู่ในพระทัยของพระองค์เสมอ (อ่านลูกา 23:34, 42, 34; ยอห์น 19:26) นี่เป็นบทเรียนอันทรงพลังสำหรับเรา ผู้ติดตามองค์พระเยซู!

นี่เป็นบทเรียนสำหรับผู้นำทางศาสนา พระเยซูทรงกล่าวตำหนิว่ากล่าวพวกเขา ในบทเรียนของเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นการกล่าวตำหนิตรงๆโดยเอ่ยถึงพฤติกรรมเสแสร้งของพวกเขาออกมาเป็นข้อๆ ดังที่พบในมัทธิว บทที่ 23

ข้อตำหนิ ในมัทธิว 23:37 (“โอ เยรูซาเล็มๆที่ได้ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะ และเอาหินขว้างผู้ที่รับใช้มาหาเจ้าถึงตาย เราใคร่จะรวบรวมลูกของเจ้าไว้เนืองๆ เหมือนแม่ไก่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่เจ้าไม่ยอมเลยหนอ”) มีความแตกต่างจากคำตำหนิอื่นๆ ในบทเดียวกันนี้อย่างไร ข้อความของข้อ 23 บอกให้เราทราบเกี่ยวกับพระเยซูและความรู้สึกของพระองค์ที่มีต่อประชากรของพระองค์ผู้ได้รับคำวิจารณ์จากพระองค์อย่างไร มีหลักการสำคัญอะไรที่เราพบตรงนี้ ที่มีไว้สำหรับเรา เราจะนำเอาสิ่งที่เราพบตรงนี้ ไปใช้กับชีวิตของเราเองอย่างไร เราสามารถใช้กับความสัมพันธ์ของเราต่อคนอื่นๆ ผู้ปฏิเสธที่จะยอมรับข่าวเกี่ยว

กับพระเจ้าอย่างไร

 งานของการเป็นผู้ประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณไม่ใช่ง่าย ให้พิจารณาสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูทรงอยู่บนโลกด้วยพระองค์เอง พิจารณาดูว่ามีคนมากมายเพียงใดที่ปฏิเสธข่าวสารของพระเจ้าที่เลวร้ายมากคือ พวกเขาปฏิเสธทั้งๆ ที่พระเยซูทรงแสดงความรัก การเอาใจใส่และพระเมตตา อย่าให้เรารู้สึกโกรธเมื่อมีคนไม่รับเอาข่าวกิตติคุณ แทนที่จะโกรธให้เรารู้สึกสงสาร รักและแผ่เมตตาให้เขาหรือพวกเขา เมื่อมีคนปฏิเสธที่จะรับฟัง พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธเราเป็นการส่วนตัว แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะต้อนรับพระเยซู

ท่านจะตอบเหล่าคนที่แสดงท่าทีด้านลบต่อการเป็นพยานของท่านอย่างไร ท่านเรียนรู้ที่จะแสดงความรู้สึกเมตตา แทนที่จะแสดงความโกรธได้อย่างไร เหตุใดการแสดงอารมณ์โกรธรังแต่จะทำให้สิ่งต่างๆ เลวร้ายยิ่งขึ้น

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม : อ่าน เอลเลน จี. ไวท์. “วิบัติแก่เจ้า
พวกฟาริสี” หนังสือ “ผู้ปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 610-620

 “พวกฟารีสี คิดว่าพวกตนฉลาดเกินกว่าที่จะรับการสอนใดๆ จากใครได้อีก พวกเขารู้สึกว่าพวกตนมีความชอบธรรมมากเกินพออยู่แล้ว จึงไม่ต้องการรับเอาความรอดที่พระเยซูจะมอบให้ และพวกเขาได้รับเกียรติจากประชาชนอย่างสูงส่งอยู่แล้ว จึงไม่ต้องการได้รับเกียรติที่มาจากพระเยซู ดังนั้นพระเยซูจึงหันพระพักตร์ไปจากพวกเขา เพื่อไปหาคนอื่นๆ ที่เต็มใจจะรับเอาข่าวสารจากสวรรค์ที่น่าประหลาดใจ คือข่าวกิตติคุณของพระเยซูได้หยั่งรากลงไปในดวงใจของชาวประมงผู้ด้อยการศึกษา รวมไปถึงคนที่ได้รับการศึกษาคือคนเก็บภาษี ที่นั่งทำงานที่ตลาด นอกจากนี้พระกิตติคุณนั้นยังให้ความหวังกับหญิงชาวสะมาเรียและคนสามัญทั่วไป ผู้ต้อนรับเอาข่าวแห่งความรอดด้วยความยินดี พระเยซูได้ทรงพบถุงหนังใหม่ สำหรับน้ำองุ่นใหม่ คนทั้งหลายเหล่านี้จะกลายเป็นผู้สื่อข่าวพระกิตติคุณให้กับคนทั้งหลาย ที่ยินดีรับเอาแสงสว่างซึ่งพระเจ้าส่งผ่าน พวกเขาคือคนงานของพระองค์ ที่จะทำการประกาศเผยแพร่ความรู้แห่งความจริงไปสู่ชาวโลก” เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 279

 “เราอาจทำอะไรได้มากในเวลาอันสั้น ถ้าเราจะทำงานเหมือนพระคริสต์ทรงทำงาน เราจะทำสิ่งดีๆได้มาก ถ้าเราใช้วิธีการสอนของพระองค์ พระเยซูทรงพยายามเข้าถึงจิตใจของคนทั่วไป รูปแบบการนำเสนอของพระองค์ชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจแต่สมบูรณ์แบบในตัว พระเยซูทรงใช้ตัวอย่างจากฉากของธรรมชาติที่ผู้ฟังของพระองค์คุ้นเคย พวกเขาจึงเข้าใจได้ดี จากธรรมชาติพระเยซูทรงสำแดงความจริงที่เชื่อมโยงสวรรค์เข้ากับแผ่นดินโลก” เอลเลน จี. ไวท์. หนังสือ “ผู้ประกาศพระกิตติคุณ” หน้า 565

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. เหตุใดพวกผู้นำศาสนาในสมัยของพระเยซูไม่ยอมรับว่าพระเยซ
เป็นธรรมาจารย์สอนศาสนาที่ดีเพียงพอ เราจะมีความหวังอะไร
ไหม ถ้าพระเยซูเป็นเพียงอาจารย์สอนศาสนาชาวยิวคนหนึ่ง ไม่
เป็นอะไรอย่างอื่น จงพิจารณาตัวอย่างที่ ซี. เอส. เลวิส ยกขึ้นมา
เป็นข้อศึกษาสำหรับอารัมภบทในบ่ายวันสะบาโต เหตุใดจากการ
โต้แย้งอันทรงพลัง คนส่วนใหญ่มีน้ำหนักในด้านเชื่อว่าพระคริสต์
เป็นพระบุตรของพระเจ้า หรือไม่ใช่ เรามีทางเลือกอื่นอีกไหม
ถ้าพระเยซูไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้า

2. จงนำคำตอบ สำหรับคำถามสุดท้ายของวันจันทร์ของท่านไป
อภิปรายในชั้นเรียนในวันสะบาโต

3. เราอาจมีหลายสิ่งที่จะพูดเกี่ยวกับพวกฟาริสี แต่มีจุดหนึ่งที่เราไม่
ควรมองข้าม พวกฟาริสีเป็นสมาชิกในคริสตจักรที่เหลืออยู่ของ
พระเจ้า พวกเขาเป็นพวกดีที่สุดของผู้ถือศาสนาเดียวในโลกที่
เสนอความจริง เรามีข่าวสาร และที่เตือนเราในข้อเท็จจริงดังกล่าว
อะไรบ้าง

สาระสำคัญของบทนี้ : เรื่องของพระเยซูเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ชีวิตและคำสอนของพระองค์ แสดงให้เราเห็นวิถีทางที่จะดำเนินชีวิตและปฏิบัติต่อกันและกันอย่างไร นอกจาก

นี้ยังชี้เส้นทางสู่ชีวิตนิรันดร์ โดยการเชื่อในพระองค์ว่า พระองค์เป็นผู้ช่วยเราทั้งหลายให้รอดโดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

<บทเรียนที่่แล้ว>                         <สารบัญ>                                  <บทเรียนถัดไป>




Progress