Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

บทที่ 3 วันที่ 12 - 18 กรกฎาคม 2008

ยอห์นผู้ให้บัพติศมา:เตรียมหนทางสำหรับพระเยซู



บ่ายวันสะบาโต

ข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

มัทธิว 14:1- 12; ลูกา บทที่ 1; โคโลสี 2:8; วิวรณ์ 1:6-12

ข้อควรจำ 



ข้อคิดสำคัญ : ท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้รับภารกิจพิเศษจาก พระเจ้า เราในฐานะเป็นคริสตจักรได้ถูกเรียกให้มาทำการเกือบจะเหมือนกับท่านยอห์น เราจะมาศึกษาดูว่ามีอะไรบ้างที่เราจะเรียนรู้ได้จากตัวอย่างของท่านยอห์น

ศาสนาแมนเดียน เป็นศาสนาที่เก่าแก่มาก ผู้ติดตามศาสนาแมนเดียน จะนมัสการท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมา โดยนับถือว่าท่านผู้เผยพระวจนะคนสุดท้ายและเป็นผู้พยากรณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ปัจจุบันเรายังสามารถพบผู้เชื่อในศาสนานี้ได้ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในประเทศอิรัคและอิหร่าน ข้อปริศนาใหญ่หลวงคือการที่ผู้เชื่อในศาสนาแมนเดียนนมัสการยอห์น ในขณะที่พวกเขาเชื่อว่าพระเยซูเป็นผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ สิ่งนี้เป็นการยากต่อการเข้าใจ ทั้งนี้เพราะวัตถุประสงค์ในการประกาศข่าวของยอห์น คือการเตรียมหนทางไว้สำหรับการเสด็จมา (ครั้งแรก) ของพระเยซู ผู้เป็นพระเมสสิยาห์

 จากฐานของยอห์นใกล้กับแม่น้ำจอร์แดน ท่านได้ประกาศให้คนทั้งหลายกลับใจเสียใหม่และรับบัพติศมา เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปเสีย จากนั้นดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ ผดุงความยุติธรรม หัวใจข่าวสารของยอห์นคือการเตรียมประชาชนทั้งหลายให้พร้อมไว้สำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซูผู้เป็นพระเมสสิยาห์ที่พวกเขารอคอย ฝูงชนจำนวนมากได้เชื่อในคำสอนของยอห์นและได้พากันเดินทางมาเพื่อรับบัพติศมากับยอห์น และจากคำพยานของยอห์นที่ได้กล่าวถึงพระเยซู ว่าตัวท่านเองเป็นผู้เตรียมหนทางไว้สำหรับพระองค์ ได้ทำให้ศิษย์บางคนของยอห์นหันไปเป็นสาวกติดตามพระเยซู

สัปดาห์นี้เราจะค้นหามากขึ้นเกี่ยวกับพันธกิจของยอห์น ผู้ให้รับบัพติศ-มา พระเยซูเองทรงกล่าวยกย่องยอห์นไว้อย่างสูงส่งเหนือคนอื่น และเราจะศึกษาว่าการที่พระเจ้าทรงเรียกยอห์น เป็นการทรงเรียกอย่างเดียวกับที่ทรงเรียกเรา

วันอาทิตย์ การทรงเรียกพิเศษ (อิสยาห์ 40:3-5)

 “เสียงหนึ่งร้องว่า “จงเตรียมมรรคาแห่งพระเจ้าในถิ่นทุรกันดาร จงทำ

ทางหลวงสำหรับพระเจ้าของเราให้ตรงไป ในทะเลทราย” (อิสยาห์ 40:3)


 ยอห์นเป็นคนหนึ่งของคนกลุ่มเล็กที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ก่อนเกิด เพื่อให้ดำเนินพันธกิจพิเศษอย่างเช่น ซามูเอล แซมสัน โมเสส และแม้แต่พระเยซูเองนับเป็นหนึ่งรวมอยู่ในกลุ่มพิเศษนี้ หลายร้อยปีก่อนหน้านี้ ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้กล่าวพยากรณ์ไว้ว่าพันธกิจของยอห์นจะเป็นเหมือน เสียงหนึ่งร้องว่า “จงเตรียมมรรคาแห่งพระเจ้าในถิ่นทุรกันดาร จงทำทางหลวงสำหรับพระเจ้าของเราให้ตรงไปในทะเลทราย หุบเขาทุกแห่งจะถูกยกขึ้น ภูเขาและเนินทุกแห่งจะให้ต่ำลง ที่ลุ่มๆ ดอนๆ จะให้เสมอ และที่สูงๆต่ำๆ ให้เป็นที่ราบ และจะเผยพระสิริของพระเจ้า และมนุษย์ทั้งสิ้นจะได้เห็นด้วยกัน เพราะพระโอษฐ์ของพระเจ้าตรัส” (อิสยาห์ 40:3-5 อ่านลูกา 3:4-6 ด้วย)

บิดาของยอห์น คือ เศคาริยาห์ ได้กล่าวพยากรณ์ไว้ด้วยเช่นกันว่า“ท่านทารกเอ๋ย เขาจะเรียกท่านว่าเป็นผู้เผยพระวจนะของผู้สูงสุด เพราะว่าท่านจะนำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าและจัดเตรียมมรรคาของพระองค์ไว้” (ลูกา 1:76)

ลูกาบทแรก แสดงให้เห็นว่าพันธกิจของยอห์นผู้ให้บัพติศมา และการเรียกของเขาได้รับการพยากรณ์ไว้ก่อนหน้าแล้ว ให้สังเกตสิ่งต่างๆที่ยอห์นจะต้องทำ เปรียบเทียบคำพยากรณ์เหล่านั้น กับสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับยอห์นผู้ให้บัพติศมา คำพยากรณ์ที่ได้กล่าวไว้ สำเร็จสมจริงในทางใดบ้าง

อ่านเกี่ยวกับสิ่งที่ยอห์นได้ทำ จากนั้นอ่านเกี่ยวกับความตายอันน่าเศร้าของยอห์น (มัทธิว 14:1-12) วาระสุดท้าย คู่ควรกับสิ่งที่เป็นสง่าราศีทั้งหมดที่ได้กล่าวพยากรณ์เกี่ยวกับงานในชีวิตของเขาไว้อย่างไร

 การทรงเรียกและพันธกิจของยอห์นผู้ให้บัพติศมา ได้นำท่านให้เดินไป

บนเส้นทางอันยากลำบาก เป็นเส้นทางที่นำไปสู่จุดจบแสนเศร้า เกือบพอๆกับชีวิตของพระเยซูซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของท่าน อย่างไรก็ดี แม้ยอห์นต้องผ่านการทดลองอันแสนเข็ญ ความเจ็บปวดรวดร้าวและการเข้าใจผิด แต่ยอห์นยังคงความสัตย์ซื่อไว้จนวาระสุดท้าย ชีวิตของท่านได้สำเร็จสมจริงตามคำพยากรณ์ที่ได้กล่าวไว้ ท่านยอห์นเป็นตัวอย่างของผู้ได้รับความทุกข์ลำบากที่พวกเราบางคนอาจต้องประสบ ถ้าเราพยายามจะยืนหยัดในความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเรียกให้เราทำงานอะไร

ในสายตาของชาวโลกแล้วอาจเห็นว่าชีวิตและความตายของท่านยอห์นนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ ในเรื่องนี้บอกให้เราทราบถึงความแตกต่างระหว่างความสำเร็จในแนวคิดทางฝ่ายพระเจ้าและฝ่ายโลกอย่างไร สำหรับตัวท่านเองแนวคิดเรื่องความสำเร็จ เป็นเหมือนแนวคิดฝ่ายพระเจ้าหรือฝ่ายโลก และคำตอบนั้นมีความหมายต่อท่านอย่างไร

วันจันทร์ การจัดเตรียมบุคคล เพื่อจัดเตรียมเส้นทาง

 (ลูกา 1:80)

 “ฝ่ายทารกนั้นก็ได้เจริญวัยขึ้น และวิญญาณจิตก็มีกำลังทวีขึ้น ท่านไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร จนถึงวันที่ท่านจะได้มาปรากฏแก่ชนชาติอิสราเอล”

(ลูกา 1:80)

 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกล่าวพยากรณ์ไว้หลายประการ เกี่ยวกับชีวิตของยอห์นผู้ให้บัพติศมา พระคัมภีร์กล่าวไว้แม้ก่อนที่ยอห์นจะเกิดว่า ท่านจะทำอะไรในชีวิตของท่าน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามหนักขึ้นมาว่า : ยอห์นต้องทำสิ่งเหล่านี้เพียงเพราะพระเจ้าทรงกล่าวพยากรณ์ไว้ว่าท่านจะทำเช่นนั้น หรือ อีกนัยหนึ่งถามว่า ยอห์นมีสิทธิที่จะเลือกทำสิ่งอื่นได้ไหม หรือต้องทำตามที่พระเจ้าได้กล่าวพยากรณ์ไว้เท่านั้น คำถามที่ว่าพระเจ้าทรงทราบล่วงหน้าและความอิสระที่เราจะเลือกทำได้ท้าทายผู้เชี่ยวชาญด้านพระคัมภีร์ และนักปรัชญามาเป็นหลายร้อยปี (และแน่นอนเราไม่อาจตอบคำถามนี้ในปัจจุบัน) แต่เราสามารถแน่ใจได้ในสิ่งหนึ่ง : คือท่านยอห์นจำเป็นต้องได้รับการเตรียมตัว (ฝึกฝน) สำหรับงานที่ท่านจะต้องทำ

เราได้พบอะไร ใน ลูกา 1:80 ที่ช่วยเราให้เข้าใจเรื่องการเตรียมความพร้อม (การฝึกฝนอบรม) ที่ท่านยอห์นต้องการ มีหลักการอะไร (กฏ) ที่เราอาจเรียนรู้ได้จากตรงนี้ ที่จะทำให้ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราเข้มแข็งขึ้นได้

 ลูกา 1:15 กล่าวว่ายอห์นจะเต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า “และ (ยอห์น) จะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่ครรภ์มารดา” ถึงจะมีพระสัญญาพิเศษ กระนั้นท่านยอห์นยังต้องการ การฝึกฝนด้วยการใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร ทั้งนี้เพื่อทำให้ท่านเตรียมความพร้อม บ่อยครั้งพระคัมภีร์วาดภาพให้เห็นว่าทะเลทรายและถิ่นทุรกันดารเป็นสถานที่ฝึกวินัย หรือเพื่อความเติบโตด้านจิตวิญญาณ และ ณ ที่ป่ากันดาร พระเจ้าทรงตรัสกับท่านยอห์น “คราวนั้นพระวจนะของพระเจ้ามาถึงยอห์นบุตรเศคาริยาห์ในถิ่นทุรกันดาร” (ลูกา 3:2) ท่านยอห์นได้กลายเป็นนักอธิษฐาน และภายหลังได้สอนศิษย์ของท่านให้รู้จักวิธีอธิษฐาน (ลูกา 11:1) และการอดอาหาร (มาระโก 2:18) ท่านยอห์นตระหนักในความสำคัญของการอธิษฐานเพราะสิ่งนี้ทำให้ท่านเชื่อมต่อกับสวรรค์ได

ด้วยอำนาจด้านจิตวิญญาณ ที่ท่านยอห์นได้รับจากพระเจ้า ทำให้ท่านเทศนาข่าวของท่านด้วยพลังอำนาจ ท่านเป็นเสียงร้องในป่ากันดาร คำในภาษากรีกพรรณนาไว้ว่าท่านยอห์นเทศนา “ด้วยน้ำเสียงอันดัง เหมือนวัวตัวผู้แผดเสียงร้อง”

ดังที่พระเยซูทรงตรัสกับคนหมู่นั้นถึงยอห์นว่า “ท่านทั้งหลายได้ออกไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อดูอะไร มิใช่ดูต้นอ้อไหวโดยถูกลมพัดนะ” (มัทธิว 11:7) กระนั้นก็ดี คนเป็นอันมากออกไปฟังชายคนหนึ่งที่กล่าวความจริงด้วยพลังอำนาจยิ่งใหญ่

จงมองชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของท่านเองอย่างสัตย์ซื่อ ท่านอธิษฐานบ่อยเพียงใด ท่านศึกษาพระวจนะบ่อยครั้ง และแต่ละครั้งใช้เวลานานพอไหม ท่านสนใจในเรื่องของโลกและสิ่งของในโลกนี้ลุ่มลึกเพียงใด มีอะไรที่ท่านจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ท่านอยากใช้เวลาสักช่วงหนึ่ง ใน “ถิ่นทุรกันดาร” ที่ไหนสักแห่งไหม

วันอังคาร จิตวิญญาณของท่านเอลียาห์ (มัทธิว 11:14)

 “ถ้าท่านทั้งหลายจะยอมรับให้เป็น ก็ยอห์นนี่แหละ เป็นเอลียาห์ซึ่งจะมานั้น” (มัทธิว 11:14)

 ทูตสวรรค์ผู้มาปรากฏแก่เศคาริยาห์ กล่าวเป็นนัยถึงคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะ มาลาคี ซึ่งหมายถึงยอห์น (ลูกา 1:17) ซึ่งพระเยซูเองทรงให้การสนับสนุนโดยทรงตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายจะยอมรับให้เป็น ก็ยอห์นนี่แหละ เป็นเอลียาห์ซึ่งจะมานั้น” (อ่านมัทธิว 11:14; มัทธิว 17:11-13)

 ท่ามกลางผู้เผยพระวจนะสำคัญของพระคัมภีร์เดิม ชื่อของเอลียาห์มีความโดดเด่นเหนือกว่าผู้เผยพระวจนะท่านอื่น ท่านเอลียาห์ได้ยืนขึ้นท้าทายกษัตริย์อาหับ ตลอดจนชนชาติอิสราเอลที่กราบไหว้รูปเคารพ ให้กลับมาหาพระเจ้า และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเขาเสียใหม่ การพิสูจน์ถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าเที่ยงแท้เกิดขึ้นบนภูเขาคารเมล ณ จุดนี้ ท่านเอลียาห์ยืนท้าทายผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลจำนวนถึง 450 คน ซึ่งการทดสอบครั้งนี้ นับเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม

“ข่าวสารของของเอลียาห์ เป็นข่าวที่มีความหมายเชิงลึก สำหรับคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เอลเลน. จี. ไวท์. เปรียบเทียบภารกิจของท่านเอลียาห์และยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา และพลไพร่ของพระเจ้าในยุคสุดท้าย (กลุ่มแอ๊ดเวนตีส) ว่าต่างเป็นผู้ประกาศข่าวเตือนประชาชนในช่วงวิกฤติคล้ายๆ กัน โดยกล่าวว่า “ข่าวสารของเอลียาห์” ในความหมายง่ายๆ คือ “การเตรียมตัวเพื่อต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า” เอลเลน จี. ไวท์. The SDA Bible Commentary , volume 4 , page 1184

เอลียาห์: เรียกชนชาติอิสราเอลที่หลงไปกราบไหว้รูปเคารพให้หันกลับมาเชื่อในพระเจ้าและรักษาพระบัญญัติของพระองค์ ท่านได้ประกาศว่าพระเจ้าทรงพิพากษากษัตริย์อาหับ และให้โอกาสชนชาติอิสราเอลได้กลับใจเสียใหม่

ยอห์นผู้ให้บัพติศมา : ประกาศเทศนา ให้ประชาชนกลับใจใหม่ หันกลับ
จากทางบาปผิดมารับบัพติศมาลบล้างบาป สอนเรื่องหลักการแห่งอาณาจักรแห่งสวรรค์ประกาศข่าวการพิพากษาที่พระเจ้าจะให้แก่ผู้นำทางศาสนา และประชาชนที่ไม่กลับใจที่สำคัญคือการเตรียมประชาชนให้พร้อมเพื่อต้อนรับการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู

พลไพร่ยุคสุดท้ายของพระเจ้า : ประกาศข่าวให้ทำการปฏิรูปการดำเนินชีวิต (ดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์) โดยความเชื่อเรียกร้องให้ประชาชนหันมา นมัสการพระเจ้า กลับใจใหม่ และเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ ข่าวสารสำคัญคือชั่วโมงพิพากษาของพระองค์มาถึงแล้ว ให้ทุกคนเตรียมตัวพร้อม พระเยซูกำลังจะเสด็จกลับมาครั้งที่สองในไม่ช้านี้! (วิวรณ์ 14:7 “ท่านประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “จงยำเกรงพระเจ้าและถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาแล้ว และจงนมัสการพระองค์ ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก ทะเล และบ่อน้ำพุทั้งหลาย”)

 ท่านอัครสาวกยอห์นได้เขียนเกี่ยวกับข่าวของทูตสวรรค์ 3 องค์ ซึ่งทำการประกาศข่าวพิเศษต่อชาวโลก (วิวรณ์ 14:6-12) ในยุคสุดท้ายข่าวสารนี้รวมถึงการเรียกให้คนทั้งหลายหันมานมัสการพระเจ้า (เพราะว่าการพิพากษาได้มาถึงแล้ว) และคงความสัตย์ซื่อต่อองค์พระเยซู ชาวแอ๊ดเวนตีสประกาศข่าวพระกิตติคุณเชื่อมโยงเข้ากับข่าวเตือนของทูตสวรรค์สามองค์ เอลเลน จี. ไวท์. เขียนไว้ว่า “หลายคนได้เขียนถึงข้าพเจ้า ถามว่า “ข่าวสารเรื่องการชำระตนให้บริสุทธิ์ (ได้รับการอภัยจากบาปผิด) โดยความเชื่อ เป็นข่าวของทูตสวรรค์องค์ที่สามหรือเปล่าและข้าพเจ้าได้ตอบไปว่า “ถูกแล้ว เป็นข่าวของทูตสวรรค์องค์ที่สามThe Review and Herald , April 1, 1890.

อ่านวิวรณ์ 14:6-12 เรื่องข่าวสารของทูตสวรรค์สามองค์ ท่านพบมีตอนไหนที่มีทั้งคำเตือนและการให้ความหวังรวมอยู่ด้วยกัน ที่ว่าข่าวสารของพระเจ้าผ่านท่านอัครสาวกยอห์นมีทั้งคำเตือนและถ้อยคำแห่งความหวังคืออย่างไร

วันพุธ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง (ลูกา 3:10-15)

 “ฝ่ายประชาชนจึงถามท่านว่า “เราจะต้องทำประการใด” ท่านจึงตอบเขาว่า “ผู้ใดมีเสื้อสองตัวจงปันให้แก่คนไม่มี และใครมีอาหารจงปันให้เหมือน

กัน” พวกเก็บภาษีก็มาขอรับบัพติศมาด้วย และถามท่านว่า “อาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าต้องทำประการใด” ท่านจึงตอบเขาว่า “เจ้าทั้งหลายอย่าเก็บภาษีเกินพิกัด” (ลูกา 3:10-13)

 มีกุญแจอยู่สองดอกที่จะใช้ไขข่าวสารของยอห์นผู้ให้บัพติศมา นั่นคือคำว่า “การกลับใจใหม่” และ “พฤติกรรม” ทั้งสองมีความผูกพันใกล้ชิดต่อกัน คำในภาษากรีกที่ท่านยอห์นใช้ สำหรับคำว่า การกลับใจใหม่และพฤติกรรม (Repentance and Behavior) ในฉบับภาษากรีกเขียนว่า “เมตาโนอีโอ” (metanoeo) เป็นคำผสมระหว่างคำ 2 คำ คือ “เมตา” ซึ่งหมายถึง “เปลี่ยนแปลง” และคำว่า “โนนีโอ” หมายถึง “ความคิด” เมื่อรวมกันแล้วแปลความหมายได้เต็มๆว่า “การเปลี่ยนความคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง”

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อท่านยอห์นสั่งว่า “จงกลับใจเสียใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว (มัทธิว 3:2) ท่านยอห์นได้บอกกับประชาชนทั้งหลายว่าผู้ที่จะได้เข้าไปในอาณาจักรแห่งสวรรค์ จะต้องมีชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่หรือ อีกนัยหนึ่งท่านยอห์นกำลังเตรียมประชาชนไว้ เพื่อการเสด็จกลับมา (ครั้งแรก) ของพระเยซู การบอกให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่จึงเท่ากับเป็นการเตรียมเส้นทางไว้ให้เป็นเส้นตรง ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ดังข้อพระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “จงเตรียมมรรคาแห่งพระเป็นเจ้า จงกระทำหนทางของพระองค์ให้ตรงไป” (มัทธิว 3:3) ถ้อยคำตอนนี้จึงเท่ากับเป็นการสั่งให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงแนวคิด และวิถีการดำเนินชีวิต

ท่านยอห์นบอกให้ประชาชนให้ทำอะไร ในลูกา 3:10-15 อ่าน ยากอบ 2:14-26 ด้วย)

 ส่วนสำคัญหลังจาก “การกลับใจใหม่” และ “การสารภาพบาป” (มัทธิว 3:6) สิ่งที่ตามมา คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อติดตามหลักการ (กฏ) ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ (ข้อ 8) ส่วนสำคัญทั้งสองนี้เป็นวิธีดีที่สุดในการเตรียมประชาชนไว้สำหรับพระเยซู เพราะพระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับเวลาแห่งความสดชื่นเบิกบานอย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน

“การรับบัพติศมา” มีความผูกพันใกล้ชิดกับ “การกลับใจใหม่” ท่านลูกากล่าวว่าท่านยอห์นเทศนา “ประกาศให้กลับใจเสียใหม่และรับบัพติศมา เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปเสีย” (ลูกา 3:3) การล้างความบาปในน้ำ เป็นสัญลักษณ์หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนะใหม่ของชีวิต เป็นการเริ่มต้นแบบ

สดใหม่หลังจากที่ความบาปได้รับการอภัยหมดจดแล้ว
การที่ท่านยอห์นประกาศออกไปอย่างแข็งขัน ทำให้ประชาชนบางคนรู้สึกไม่ดี แต่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าฝูงชนกลุ่มใหญ่ได้มาฟังคำเทศนาของท่านยอห์น ดังมีคำบันทึกไว้ว่า “ขณะนั้นชาวกรุงเยรูซาเล็ม และคนทั่วแคว้นยูเดีย และคนทั่วลุ่มแม่น้ำจอร์แดนก็ออกไปหายอห์น สารภาพความผิดบาปของตนและได้รับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน” (มัทธิว 3:5) พวกเขามาฟังคำเทศนาและพวกเขาได้สารภาพความบาปของตนและขอรับบัพติศมาจากยอห์นด้วย (ข้อ 6)

ถูกแล้ว ท่านเชื่อในพระเจ้า เชื่อในองค์พระเยซู เชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ไถ่บาปของท่านและท่านรอดได้โดยวิธีเดียว คือ รับเอาความชอบธรรม (ชีวิตที่บริสุทธิ์) ซึ่งประทานให้กับท่าน เพราะท่านเชื่อในพระองค์ คำถามมีว่าท่านได้ปฏิบัติตามหลักการ(กฏ) แห่งความชอบธรรมตามที่ท่านยอห์นได้สอนไว้อย่างใกล้ชิดเพียงใด ชีวิตของท่านสำแดงความเชื่อออกมา ตามที่ท่านอ้างว่าท่านเชื่ออย่างไร

วันพฤหัสบดี บทเรียนสำคัญจากยอห์น (โคโลสี 2:8)

 “จงระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดทำให้ท่านตกเป็นเหยื่อด้วยหลักปรัชญา และด้วยคำล่อลวงอันเหลวไหลตามตำนานของมนุษย์ ตามวิญญาณต่างๆแห่งสากลจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์” (โคโลสี 2:8)

พระธรรมโคโลสี 2:8 พูดอะไรกับท่าน ขณะที่ท่านมีวัฒนธรรม ประเพณีของท่านเอง ท่านจะต้องระมัดระวังอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

พระคัมภีร์มีอะไรหลายอย่างที่จะพูดเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม หรือ ประเพณีซึ่งโดยทั่วไปมีสิ่งดีอยู่เพียงเล็กน้อย ครั้งหนึ่งพวกฟาริสีและ อาจารย์พระบัญญัติเอ่ยถามพระเยซูว่า “ทำไมพวกสาวกของท่านจึงละเมิดคำสอนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ด้วยว่าเขามิได้ล้างมือเมื่อรับประทานอาหาร” (มัทธิว 15:3) ประเพณีดังกล่าวนี้ มีพื้นฐานมาจากกฏเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นโดยพวกธรรมาจารย์ในยุคก่อน ไม่ใช่ตั้งขึ้นจากคำสอนของพระคัมภีร์

มีจุดสำคัญอะไรในมัทธิว 15:3 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า “เหตุไฉนพวกท่านจึงละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า ด้วยเห็นแก่คำสอนที่พวกท่านรับมาจากบรรพบุรุษเล่า” และมาระโก 7:13 สังเกตว่าพระเยซูทรงอธิบายว่าเหตุใดประเพณีสามารถทำลายความเชื่อได้

ภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งของยอห์นผู้ให้บัพติศมาคือการกล่าวต่อต้านประเพณีที่ปฏิบัติกันมาอย่างไม่ถูกต้องอย่างตรงไปตรงมา โดยการชี้ให้ชนชาติอิสราเอลกลับไปยังพระวจนะของพระเจ้า เอลเลน จี. ไวท์. เขียนไว้ว่า “มีอะไรที่ทำให้ยอห์น ผู้ให้บัพติศมาเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ เพราะท่านปิดจิตใจของท่านต่อธรรมเนียม ประเพณีหลายอย่างที่สอนโดยพวกธรรมาจารย์ ขณะเดียวกันเปิดจิตใจรับเอาสติปัญญาที่หลั่งลงมาจากเบื้องบนด้วย” From the Conflict and Courage, page 276 

ยอห์นผู้ให้บัพติศมา ไม่ปล่อยให้ตัวเองผูกมัดไว้กับประเพณี หรือ โดยการยอมรับกฏของการพูด เพราะท่านพูดต่อต้านต่อความบาปทุกประเภท จากการล่วงประเวณี จนถึงความอยุติธรรมของสังคม เมื่อพระวจนะของพระเจ้าถูกกล่าวออกไปอย่างชัดเจน ประชาชนตอบสนองแตกต่างกันออกไป บางคนโกรธ มีใจอคติและกล่าวหายอห์นว่าท่าน “มีผีเข้าสิงอยู่” (มัทธิว 11:18) ซึ่งก็ทำนองเดียวกันกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับพระเยซู ดังที่มีบันทึกไว้ว่า “คนเหล่านั้นตอบว่า “ท่าน (พระเยซู) มีผีสิงอยู่” (ยอห์น 7:20)

 ว่ากันตามความเป็นจริง ขนบธรรมเนียมประเพณีทุกอย่าง ล้วนแต่ไม่ดีเสมอไปหรือ ประเพณีไหนใช้ได้ ประเพณีไหนใช้ไม่ได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัฒนธรรมใด เราสามารถรักษาบางส่วนของวัฒนธรรมไว้ได้ ถ้าในเวลาเดียวกันเรายังคงความสัตย์ซื่อพระเจ้าได้

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม :

อ่านข้อเขียนของ เอลเลน จี.ไวท์. ในบทที่ชื่อ “เสียงร้องในป่ากันดาร” หนังสือ “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 97-108

พระเจ้าทรงนำยอห์นผู้ให้บัพติศมาเข้าไปอาศัยอยู่ ณ ถิ่นทุรกันดาร โดยวิธีนี้เป็นการปกป้องท่านยอห์นไว้จากอิทธิพลของพวกฟาริสีและธรรมจารย์ของชาวยิว ในถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าได้ทรงเตรียมท่านไว้สำหรับพันธกิจพิเศษแต่โดยทั่วไปการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและเข้มงวดกับการดำรงชีวิต ไม่ใช่เป็นการวางรูปแบบชีวิตเพื่อเป็นตัวอย่างกับคนทั่วไป ท่านยอห์นเองไม่ได้แนะนำให้ผู้ฟังละทิ้งหน้าที่เดิมที่ทำอยู่ก่อน ท่านเพียงแต่สั่งให้พวกเขาสำแดงการกลับใจใหม่ออกมาและดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า ในสถานที่ที่พระเจ้าทรงเรียกพวกเขา” เอลเลน จี.ไวท์. หนังสือ “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 150

 “ในช่วงเวลานี้ ซึ่งยังอีกไม่นานก่อนที่พระคริสต์จะเสด็จกลับมาครั้งที่สองบนก้อนเมฆแห่งสวรรค์ พันธกิจอย่างเดียวกัน ที่ท่านยอห์นได้ทำในครั้งนั้น พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราดำเนินการ พระองค์ทรงเรียกชายและหญิง ทำหน้าที่เตรียมผู้คนไว้ ให้พร้อมสำหรับวันใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ข่าวสารที่พระคริสต์ประกาศในที่สาธารณะสมัยของพระองค์คือจงกลับใจใหม่ คนบาปทั้งหลาย! จงกลับใจใหม่ ฟาริสีและสะดูสี! เจ้าจงกลับใจ เพราะอาณาจักรแห่งสวรรค์อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว ในฐานะที่เราเป็นพลไพร่ ผู้เชื่อว่าพระคริสต์จะเสด็จกลับมาในไม่ช้า เรามีข่าวสารที่ต้องเทศน์ให้คนที่ไม่เชื่อ และยังไม่ทราบความจริงในเรื่องนี้ฟัง “จงเตรียมตัวเพื่อจะเผชิญพระเจ้าของเจ้า!(อาโมส 4:12) เอลเลน จี. ไวท์. Gospel Workers , page 55

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. การทำตามขนบธรรมเนียม หรือประเพณี มีอันตรายอะไร มีทาง

ใดบ้างไหมที่ประเพณีอาจช่วยชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของท่านได้

ถ้าได้ , ช่วยได้อย่างไร ในชั้นให้ยกเรื่องประเพณี หรือวัฒนธรรม
ของท่านมาอภิปรายกัน มีส่วนไหนที่จะช่วยด้านจิตวิญญาณได้
และมีเรื่องไหนที่ไม่ได้ช่วยเลย ท่านจะทราบในความแตกต่างได้
อย่างไร ท่านจะสามารถช่วยคนอื่น ที่อาจต้องการหลุดพ้นจาก
ประเพณีบางอย่าง ที่เป็นอันตรายสำหรับคริสเตียนของพวกเขา
ได้อย่างไร

 

2. ท่านเคยมีประสบการณ์อะไร ที่นับได้ว่าเป็น “ถิ่นทุรกันดาร” ของ
ท่านเอง ท่านได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ดังกล่าว ที่อาจเป็น
พรสำหรับคนอื่นๆ ผู้อาจต้องผ่านประสบการณ์บางอย่างที่เกือบ

เหมือนกับของท่าน

3. ทบทวนพันธกิจของท่านยอห์น และของคริสตจักรเราว่าเหมือนกัน

อย่างไร เราดำเนินพันธกิจดังกล่าวได้ดีเพียงใด เราต้องปรับปรุง

อะไรเพื่อจะทำได้ดีขึ้น เราทั้งหลายจะให้การสนับสนุนงานสำคัญ
นี้ได้อย่างไร


สาระสำคัญของบทนี้ : ยอห์นผู้ให้บัพติศมา ได้รับการเรียกอันสูงส่งให้ตระเตรียมชนชาติอิสราเอลไว้สำหรับพระเยซู ในลักษณะหลายอย่างพันธกิจของท่านยอห์นเกือบเหมือนกับพันธกิจพลไพร่ของ พระเจ้าในช่วงยุคสุดท้าย นั่นก็คือเทศนาข่าวสารของเอลียาห์ให้ผู้คนทั้งหลายหันกลับมานมัสการพระเจ้า และเตรียมตัวไว้พร้อม เพื่อต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

<บทเรียนที่เเล้ว>                               <สารบัญ>                          <บทเรียนถัดไป>




Progress