บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
กิจการฯ 11:19-26; กิจการฯ
13:16-42; กิจการฯ 17:18-34
ข้อควรจำ
ข้อคิดสำคัญ :
อัครสาวกเปาโลพยายามนำข่าวประเสริฐสู่โลก
ท่านกล่าวหนุนใจเราให้รู้จักปรับเปลี่ยนการนำเสนอข่าวสารของเรา โดย
ให้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของข่าวสารและวัฒนธรรมของผู้รับ ณ
จุดที่เรากำลังเป็นพยาน
มิชชันนารีแอ๊ดเวนตีสผู้ทำการบุกเบิก
ต่างเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าพวกเขาจำเป็นต้องแบ่งปันความจริงแห่งปัจจุบันของเรา
ในวิธีที่มีน้ำหนักต่อบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในสมัยของพวกเขา ปัจจุบัน
“โครงการการประกาศทั่วโลก” ของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส
ได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาวิจัยขึ้นทั่วโลก
เพื่อหาแนวทางการสร้างสะพานเชื่อมไปยังบุคคลที่นับถือศาสนาอื่น
และผู้อยู่ต่างขนบธรรมเนียมประเพณีกับเรา
ก่อนที่เราจะสามารถสื่อสารได้ดีกับคนอื่น
เราจำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรมและแนวคิดของพวกเขาเสียก่อน
สัปดาห์นี้เราจะทำการตรวจค้นดูว่า
คำว่าการปรับแผนหรือเปลี่ยนแปลงวิธีในการนำข่าวของเราไปสู่บุคคลที่อยู่ในสถานะต่างจากเรา
หมายความว่าอย่างไร ก่อนอื่นเราจะศึกษาถึงแนวทางต่างๆ
ที่ท่านเปาโลนำมาใช้ในการแบ่งปันข่าวดีของพระเยซูกับฝูงชนที่มีพื้นฐานต่างกันว่า
มีสิ่งใดบ้างที่เราอาจเรียนรู้ได้จากท่านเปาโล
อันที่จะช่วยเราให้เข้าถึงคนเหล่านั้นด้วยความจริงของพระคัมภีร์ได้ดีขึ้น
วันอาทิตย์ ท่านเปาโลหนุนใจสำหรับพันธกิจ
กิจการฯ 11:19-24)
“แต่มีบางคนในพวกที่กระจัดกระจายไปนั้น
เป็นชาวเกาะไซปรัสกับชาวไซรีน เมื่อมายังเมืองอันทิโอก
ก็ได้กล่าวประกาศข่าวประเสริฐเรื่อง
พระเยซูคริสตเจ้าแก่พวกกรีกด้วย” (กิจการ ฯ 11:20)
ภายหลังที่ท่านเปาโลได้รับประสบการณ์ขณะเดินทางไปเมืองดามัสกัสแล้วแต่ยังมีอัครสาวกบางคนยังไม่ปลงใจเชื่อว่าท่านเป็นสาวกแท้
(อ่านกิจการฯ 9:26) พวกเขาสงสัย
อาจเป็นได้ที่ฝ่ายต่อต้านส่งท่านเปาโลมาเป็นผู้สอดแนม
เพื่อที่จะทำลายคริสตจักรหรืออย่างน้อยสร้างความยากลำบากให้ผู้ติดตามพระเยซูได้มากขึ้น
ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่านบารบัสได้ยืนขึ้นรับรองท่านเปาโลอย่างแข็งขัน (กิจการ
9:27, 28)
ในกิจการฯ 11:19-24
โบสถ์ได้เริ่มต้นขึ้นที่เมืองอันทิโอกอย่างไร งานของพระเจ้าที่นั่น
ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีได้อย่างไร
ผู้นำทั้งหลายในกรุงเยรูซาเล็มได้ยินเกี่ยวกับกลุ่มผู้เชื่อใหม่ในเมืองอันทิโอก
เมืองอันทิโอกเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของอาณาจักรโรมันในเวลานั้น
โดยไม่รอช้ากลุ่มผู้นำได้ส่งบารนาบัส
ซึ่งเป็นบุคคลที่ทุกคนรู้จักกันดี
เดินทางไปเพื่อส่งเสริมงานของคริสตจักรในเมืองอันทิโอก
สอดคล้องตาม กิจการฯ 11:25, 26 เหตุใดบารนาบัส
จึงเลือกท่านเปาโลให้มาช่วยงานของท่าน
พระธรรมกิจการฯ
เต็มไปด้วยบันทึกเหตุการณ์อันน่าประหลาดใจ เช่นเรื่องของเซาโล
ผู้โจมตีคริสเตียน
แต่ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเปาโลและทำหน้าที่มิชชันนารีเดินทางไปประกาศข่าวดีสำหรับทุกคน
ไม่ใช่สำหรับชนชาติยิวเท่านั้น
โดยได้เริ่มต้นทำงานในคริสตจักรที่มีอยู่ก่อน
ตั้งแต่ตอนที่ท่านพยายามทำการต่อต้านคริสตจักรเหล่านั้น
ท่านบารนาบัสและท่านเปาโลร่วมใจกันสั่งสอนประชาชน
จนทำให้คริสตจักรเติบโตและเข้มแข็งขึ้น อีกทั้งพัฒนาขึ้นในด้านวิญญาณจิต
(เต็มไปด้วยความกรุณาและความรัก) และให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
สมาชิกใหม่ของคริสตจักรได้รวบรวมเงินกันเพื่อส่งไปช่วยพี่น้องชายหญิงใน
พระคริสต์ที่แคว้นยูเดีย
ซึ่งกำลังประสบความทุกข์ยากเพราะเกิดกันดารอาหารรุนแรงที่นั่น (กิจการฯ
11:28-30) ดังนั้นเป็นการแสดงว่าพวกเขาไม่เห็นแก่ตัว
เก็บพระพรไว้สำหรับพวกตนเอง เมื่อมีความต้องการเกิดขึ้น
พวกเขาก็พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือคนอื่น
เมื่อคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มได้ทราบข่าวเกี่ยวกับเมืองอันทิโอก
พวกเขาได้ส่งบารนาบัสให้ไปส่งเสริมงานในเมืองอันทิโอกและท่านบารนาบัสทราบว่าพระเจ้าทรงเรียกท่านเปาโลให้มาทำงาน
ท่านจึงขอให้ท่านเปาโลเดินทางมาช่วยท่านและเมื่อพี่น้องใหม่ในเมืองอันทิโอก
ได้ทราบข่าวเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องในคริสต์ในแคว้นยูเดียและกรุงเยรูซาเล็ม
จึงรวบ
รวมปัจจัยและส่งการช่วยเหลือไปให้
มีบทเรียนอะไร
ที่เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการให้ความช่วย
เหลือแก่คนอื่นจากสิ่งที่เรามีอยู่
อันเป็นพระพรที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้มา
วันจันทร์ เป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง (1
โครินธ์ 9:22)
“ต่อคนอ่อนแอข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอเพื่อจะได้คนอ่อนแอ
ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง
เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง” (1 โครินธ์ 9:22)
ท่านเปาโลหมายความถึงอะไรใน 1 โครินธ์ 9:22 เมื่อท่านกล่าวว่า
ข้าพเจ้ายอมเป็น “คนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง” เราสามารถมั่นใจได้ว่า
ไม่ว่าท่านเปาโลจะหมายความว่าอย่างไร
แต่ท่านอัครสาวกไม่ได้หนุนให้เราประนีประนอม
ท่านไม่ได้เอ่ยเกี่ยวกับการเปลี่ยนข่าวประเสริฐ หรือหลัก คำสอน
เปลี่ยนหลักการหรือความจริงในพระวจนะของพระเจ้า
แต่ท่านกำลังพูดถึงการทำให้หลักความจริงน่าดึงดูดและเป็นที่เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
สำหรับคนทั้งหลายที่อยู่ต่างวัฒนธรรม
กล่าวคือ
ท่านเปาโลจะใช้หลากหลายวิธีในการเข้าหาคนต่างวัฒนธรรมกัน
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อพยายามจะเข้าถึงคนยิว
ท่านเปาโลจะเข้าไปในเมืองนั้นและไปเยี่ยมนมัสการพวกเขาที่ธรรมศาลา
ในวันสะบาโตและหาโอกาสสอนและอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างที่ปรากฏในกิจการฯ
9:19-22 และ กิจการฯ 13:14-16
ในเรื่องเทศนาของท่าน
ท่านเปาโลเล่าประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์อย่างสั้นๆ ในกิจการฯ
13:16-42 เริ่มต้นและจบตรงไหน
อะไรคือแหล่งแห่งอำนาจที่ท่านเปาโลนำมาใช้
เพื่อพิสูจน์ว่าพระเยซูคือพระ-เมสสิยาห์
เท่าที่กล่าวมาบอกอะไรให้เราทราบเกี่ยวกับวิธีการสอนชาวยิวของท่านเปาโล
ท่านเปาโลพูดให้ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าฟังอย่างไรใน กิจการฯ14:8-18
ซึ่งจะเห็นว่าแตกต่างจากคำกล่าวที่พูดกับชาวยิว
(ต้องระลึกไว้เสมอว่าคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าจะถือศาสนาใดก็ตาม
ย่อมไม่เชื่อในคำสอนของพระคัมภีร์เดิม)
ท่านเปาโลไม่ได้อ้างถึงพระคัมภีร์ว่าเป็นแหล่งแห่งสิทธิอำนาจ
(แม้ว่าท่านจะชี้ไปยังพระคัมภีร์ในข้อหนึ่ง คือกิจการฯ 14:15)
แต่ท่านใช้ไปในลักษณะอ้างถึงคำโคลง ไม่ใช่แหล่งแห่งอำนาจ
ที่จริงแล้วท่านชี้ให้เห็นธรรมชาติของโลกและในธรรมชาตินั้น
เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีพระผู้สร้าง
ขณะเดียวกันท่านชี้ให้เห็นว่าการนมัสการรูปเคารพไม่อาจจะอำนวยประโยชน์ให้กับมนุษย์ได้
ถ้าถามว่าเราควรจะเต็มใจผ่อนปรนแค่ไหน เพื่อเข้าถึงบุคคล
หรือกลุ่มของบุคคลในวัฒนธรรมของพวกเขา
เราจะหลีกเลี่ยงจากอันตรายของการไปไกลเกินไปอย่างไร เราอาจไม่ประนีประนอมใดๆ
ในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐได้หรือไม่ อย่างไร
วันอังคาร เป็นพยานให้กับนักปรัชญา (กิจการฯ
17:18-34)
“เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น
ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่ง มีคำจารึกไว้ว่า 'แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก'
เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศ
และแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบถึงพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จักแต่ยังนมัสการอยู่”
(กิจการฯ 17:23)
โครงการประกาศของท่านเปาโลที่เรารู้จักกันมากที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเอเธนส์
กรุงเอเธนส์เป็นบ้านเกิดของนักปรัชญาเมธี ที่มีชื่อเสียงของโลกหลายคน
ยกตัวอย่างเช่น โซเครตีส พลาโตและอริสโตเติล
แต่แม้จะเป็นถิ่นของนักปรัชญาที่มุ่งเน้นการค้นหาเหตุผล ครุ่นคิดกันอย่างเสรี
แต่ในเมืองนี้ ผู้ประกาศเรื่องของพระเจ้ามองเห็นรูปเคารพเต็มไปทั้งเมือง
(กิจการฯ 17:16)
นี่เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่านักปรัชญาไม่อาจสนองต่อความพึงพอใจสูงสุดที่มนุษย์ทั้งหลายต้องการได้
กิจการฯ
17:18-34 แสดงให้เห็นว่าท่านเปาโลพยายามจะเข้าถึงคนเหล่านี้อย่างไร
มีอะไรที่ท่านไม่ได้ใช้ ท่านประสบความสำเร็จมากเพียงใด
นักปรัชญาเมธีในพวกเอพิคูเรียนสอนไว้ว่าความสุขสูงสุดได้มาจากการดำเนินชีวิตอย่างเป็นอิสระจากความเจ็บปวดและความหวาดกลัว
ดังนั้นเพื่อจะพบกับความสุขแท้
คนเราจะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นเหตุให้เกิดความกลัวหรือการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ
สิ่งนี้รวมไปถึงการไม่ทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตนเอง
โดยการรับประทานมากเกินไป ดื่มมากเกินไปหรือมีเพศสัมพันธ์มากเกินไป
แต่นักปรัชญาอีกกลุ่มคือพวกสโตอิก เชื่อว่า สติปัญญา การควบคุมตนเอง
และความดีนั้นอยู่ภายในจิตวิญญาณของเราเอง
ดังนั้นการปลดปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระจากอารมณ์รุนแรง
หรืออารมณ์ที่เกิดจากการตัดสินใจที่เลวร้ายหรือมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ผิดในชีวิต
จะทำให้ชีวิตคนเรามีความสุขแท้ พวกสโตอิกเชื่ออีกว่า
การเป็นอิสระจากอารมณ์รุนแรงสามารถทำได้โดยการตรวจสอบความคิดตนเองอยู่ตลอดเวลา
และพยายามคิดในสิ่งที่บริสุทธิ์
ดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์มุ่งประกอบแต่กิจการดีจะช่วยให้จิตใจเป็นอิสระจากความเจ็บปวด
ทำให้เกิดความคิดแจ่มใสในการตัดสินใจก็จะพบความสงบสุขได้ นักปรัชญาทั้งสองพวก
คือพวกสโตอิกและเอพิคูเรียน
ได้ยินว่าท่านเปาโลกำลังสนทนากับผู้สนใจที่ตลาด
ทั้งสองจึงเดินทางไปพบและเริ่มโต้แย้งกับท่านเปาโล
พวกเขาเรียกขานท่านเปาโลว่า “นักพูดที่โง่เขลา” โดยกล่าวว่า “คนเก็บเดนความรู้เล็กๆ
น้อยๆอย่างนี้ จะใคร่จะมาพูดอะไรให้เราฟังเล่า” (กิจการฯ
17:18)
นักปรัชญาทั้งหลายเหล่านี้หัวเราะเยาะท่านเปาโล
แต่กระนั้นพวกเขาได้เชิญท่านไปกล่าวปราศัยกลางสภาอาเรโอปากัส
ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา
สถานที่ซึ่งมีแท่นของเทพเจ้าจำนวนมากของชาวโรมตั้งอยู่โดยรอบ
ซึ่งในเวลาดังกล่าวนี้มีนักปรัชญามาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก
เพื่อศึกษาในหลักคำสอนใหม่
ในการกล่าวเทศนาเชิงสุนทรพจน์
ท่านเปาโลได้สื่อข่าวกับผู้ฟังที่ไม่เชื่อในพระเจ้า (กิจการฯ 17:22-25)
โดยเปิดฉากกล่าวชมเชยว่า พวกเขาทั้งหลายเป็นนักศาสนา
จากนั้นเชื่อมโยงจากวัฒนธรรมของผู้ฟังไปยังสิ่งที่ท่านอยากจะกล่าวเป็นพยาน
โดยกล่าวว่า
“เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น
ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่ง มีคำจารึกไว้ว่า 'แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก'
เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศและแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบถึงพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จักแต่ยังนมัสการอยู่”
(กิจการ ฯ 17:23)
ท่านเปาโลไม่ได้ชี้ผู้ฟังไปยังพระคัมภีร์
เหมือนกับที่ท่านเคยใช้วิธีนี้เมื่อกล่าวเป็นพยานกับผู้ฟังที่เป็นชาวยิว
แต่ในครั้งนี้ท่านชี้ไปยังโลกแห่งธรรมชาติ
จากนั้นจึงโยงเข้ากับโลกแห่งจิตวิญญาณ ท่านเปาโลไม่ได้ใช้พระคัมภีร์
แต่ข่าวที่เสนอให้กับผู้ฟังมีพื้นฐานมาจากพระคัมภีร์
มีทางใดบ้าง ที่สิ่งต่างๆแห่งธรรมชาติพูดกับดวงใจของท่านเกี่ยวกับพระเจ้า
ท่านจะสามารถพัฒนาความเข้าใจเรื่องพระผู้สร้างได้ดีขึ้น
ผ่านหลายสิ่งที่ปรากฏในธรรมชาติอย่างไร
วันพุธ
ข่าวสารบนเนินเขาเทพเจ้าแห่งสงคราม
(กิจการฯ 17: 18-34)
“พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกกับสิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ในนั้น
พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
มิได้ทรงสถิตในปูชนียสถานซึ่งมือมนุษย์ได้กระทำไว้
พระองค์มิจำต้องให้มือมนุษย์มาปรนนิบัติ
ดังว่ามีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจ
และสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวงต่างหาก” (กิจการฯ
17:24-25)
อ่านบทเทศนาของท่านเปาโล
ในกิจการฯ 17:18-34 อีกครั้งหนึ่ง ท่านได้พบในเนื้อหาตอนไหน
ที่เป็นพื้นฐานแห่งความเชื่อหลายข้อ
(คือความเชื่อของคริสตจักรเกี่ยวกับพระเจ้า บนพื้นฐานที่พระคัมภีร์สอน)
:เรื่องการทรงสร้าง เรื่องการไถ่ ให้รอดและการพิพากษา
ในทางใดบ้างที่เรื่องเทศน์นี้ฟังดูเหมือนข่าวสารของแอ๊ดเวนตีส
ท่านเปาโลทราบเกี่ยวกับวรรณคดีของผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า
บางตอนท่านได้อ้างอิงมาจากความจำของท่านเอง
ประการแรกท่านอ้างถึงบทกวีของ เครตัน ผู้ซึ่งเขียนไว้ว่า
“ในพระองค์นั้นเราจึงมีชีวิต ไหวตัวได้และดำรงอยู่” (กิจการฯ 17:28)
ประการที่สองท่านอ้างอิงนักปรัชญาปิสโตอิก ชื่อ คลีนเธส
ซึ่งเขียนบทกวีสรรเสริญเทพเจ้ากรีกชื่อ เซอูสว่า
“แท้จริงเราทั้งหลายเป็นเชื้อสายของพระองค์” ในการอ้างบทกวี
ท่านเปาโลนำมาจากวัฒนธรรมของกลุ่มผู้ฟังที่ท่านกล่าวเป็นพยานด้วย
จากนั้นเชื่อมโยงเข้ากับความจริงที่ท่านมีความต้องการจะสอนพวกเขา
“ในวิหารที่เต็มไปด้วยรูปเคารพนั้น
ท่านเปาโลมีใจกว้างพอที่จะอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยใจที่สงบนิ่งพุ่งความสนใจในพวกเขาอย่างจริงใจ
ท่านชี้ให้พวกเขาเห็นถึงความบกพร่องของศาสนาชาวเอเธนส์อย่างแนบเนียน
นักปรัชญาเหล่านั้นนิ่งฟังท่านเปาโลด้วยความอัศจรรย์ใจในคำพูดที่มีเหตุและผลยิ่ง
แต่ละดำพูดของท่านเปาโลแสดงให้เขาเห็นว่า ท่านเข้าใจศิลปะ
วรรณคดีและศาสนาของพวกเขาอย่างดี”
เอลเลน จี. ไวท์. กล่าวเสริมไว้ด้วยว่า
“ถ้อยคำของท่านเปาโลเป็นประดุจทรัพย์สินแห่งความรู้สำหรับคริสตจักร
สมมติว่าท่านเปาโลกล่าวโจมตีเทพเจ้าของผู้นำและผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ของเมืองนั้น
ท่านอาจตกอยู่ในอันตราย เหมือนสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับโซเครตีสผู้ต้องตายไป
เพราะถูกผู้มีอิทธิพลบังคับให้ดื่มยาพิษ แต่ด้วยความรักของพระเจ้า
ท่านเปาโลได้กล่าวจูงใจพวกเขาให้หันเหไปจากพระเจ้าเทียมเท็จอย่างแนบเนียนและหันความสนใจของพวกเขามาหาพระเจ้าผู้เที่ยงแท้
พระองค์ผู้ซึ่งพวกเขาทั้งหลายไม่รู้จัก” เอลเลน จี. ไวท์. The Acts of the Apostles, page 241.
ท่านเปาโลเข้าใจดีว่าก่อนอื่นเราต้องยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็นก่อน จาก
นั้นเมื่อเขารับฟังแล้ว จึงค่อยๆ เสนอในสิ่งที่เราต้องการให้พวกเขาเชื่อ
นั่นหมายความว่าเราจำเป็นต้องสนใจสิ่งที่พวกเขาต้องการ และมีความสนใจก่อน
จากนั้นเราจึงจะสามารถให้ข่าวประเสริฐ ในลักษณะเชื่อมโยงกันให้กับพวกเขา
แต่ไม่ได้หมายความว่าเรา “เราปกปิด” เนื้อแท้ของข่าวประเสริฐ
แต่หมายถึงการพูดกับผู้ฟังในภาษาที่พวกเขาจะเข้าใจได้
มีส่วนไหนในคำสอนของท่านเปาโลที่เป็นเหตุทำให้เกิดความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงท่ามกลางชาวกรีก
เพราะเหตุใด
สิ่งนี้บอกให้เราทราบเกี่ยวกับข้อจำกัดในความพยายามให้เหตุผลกับประชาชนจากหลักข้อเชื่อทั้งหมดที่เราเชื่ออย่างไร
วันพฤหัสบดี
วิธีการของท่านเปาโลในการเพิ่มพูน
คริสตจักร (โรม 15:18-23)
“คือด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์
ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์
จนข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่
ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มอ้อมไปยังเมืองอิลลีริคุม” (โรม
15:19)
ท่านเปาโลกล่าวไว้ใน โรม
15:18-23 “จนข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่”
(โรม 15:19) ในขณะที่ผู้ฟังส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน
คำตอบได้บอกอะไรเราเกี่ยวกับว่าเราต้องตัดสินใจว่าอะไรคือความหมายของคำว่าความสำเร็จ
ท่านเปาโลเลือกที่จะก่อตั้งคริสตจักรของกลุ่มผู้เชื่อใหม่
ในเมืองสำคัญตลอดทั่วอาณาบริเวณ
กล่าวคือเลือกที่จะตั้งคริสตจักรขึ้นตามเมืองสำคัญ
บนเส้นทางนำไปสู่ท่าเรือ
เมืองเหล่านี้มีความสำคัญในด้านเป็นศูนย์ของการค้าขายและเป็นที่ตั้งหน่วยงานของรัฐบาล
อีกนัยหนึ่งท่านเปาโลได้ก่อตั้งคริสตจักรต่างๆขึ้น
ให้เป็นดุจประภาคารสำคัญส่องสว่างไปทั่วพื้นที่
ท่านวางแผนให้กลุ่มผู้เชื่อใหม่นำเอาข่าวดีไปสู่เมืองหรือหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ
ศูนย์เหล่านี้ พันธกิจของท่านเปาโลได้สำเร็จลง
แต่งานการประกาศเผยแพร่ออกไปเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นสำหรับผู้เชื่อใหม่
ในการเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐเที่ยวที่สอง ท่านทิโมธี และ
ท่านสิลาสได้ร่วมเดินทางไปกับเปาโล
ในการเดินทางเที่ยวนี้ท่านเปาโลได้ก่อตั้งคริสตจักรขึ้นที่เมืองเธสะโลนิกา
ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในมาซิโดเนีย
ตัวเมืองตั้งอยู่บนจุดที่ถนนหลวงสองสายของโรมตัดกัน
เมืองนี้เป็นท่าเรือสำคัญที่สุดในอาณาบริเวณนั้นด้วย
กลุ่มผู้เชื่อใหม่ที่จัดตั้งขึ้นในเมืองนี้มีความเข้มแข็ง
ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางการประกาศที่เข้มแข็งด้วย
จากศูนย์นี้ได้มีการก่อตั้งคริสตจักรขึ้นอีกหลายแห่งตลอดพื้นที่
นี่คือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่ท่านเปาโลได้กล่าว
“เพราะเหตุนั้นท่านจึงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อแล้ว
ในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา
เพราะว่าพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เลื่องลือออกไปจากเธสะโลนิกา
ไม่ใช่แต่ในแคว้นมาซิโดเนียและในแคว้นอาคายาเท่านั้น
แต่ความเชื่อของท่านในพระเจ้าได้ลือไปทุกแห่งหน” (1 เธสะโลนิกา 1:7,
8)
คริสตจักรแห่งนี้นับได้ว่าเป็นต้นแบบให้กับคริสตจักรอื่นๆ
คำว่าคริสตจักร ในภาษากรีก คือ “เอ็คคลีเซีย” (ekklesia) ไม่ใช่คำของคริสเตียน
แต่เป็นคำที่ใช้ในการรวมกลุ่มของผู้คนในสถานที่หลายแห่ง
แต่คริสเตียนใช้คำกรีกคำนี้ในความหมายมากกว่าการที่ผู้เชื่อมาชุมนุมกันเพื่อนมัสการพระเจ้า
หากหมายถึงการรวมตัวกันเพื่อทำกิจพิเศษร่วมกันด้วย
นั่นคือพวกเขาจะต้องออกไปยังชุมชนต่างๆ
เพื่อเป็นพยานในข่าวดีที่พวกเขาเองได้รับไว้แล้วด้วย
คริสตจักรไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา
เพียงแค่เลี้ยงดูสมาชิกฝ่ายจิตวิญญาณของตนเอง
ท่านมีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
ท่านไปที่คริสตจักรและพยายามเพียงจะได้รับความพึงพอใจที่ท่านต้องการเท่านั้นหรือ
หรือว่าท่านไปที่คริสตจักรด้วยหวังจะรับเอาสิ่งที่ล้ำค่า
แล้วออกไปแบ่งปันสิ่งนั้นมากกว่าที่ท่านได้รับไว้ไหม
วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม :
“จะเห็นได้ว่าท่านเปาโลใช้หลากหลายวิธีในการเข้าถึงผู้คน
ท่านปรับข่าวสารของท่านเพื่อให้เข้ากับบุคคลและสถานการณ์ที่ท่านเป็นพยาน”
เอลเลน จี. ไวท์. Gospel Workers , page 118
“มีบางคนจะไม่เชื่อในความจริง
ไม่ว่าเราจะเสนอข่าวดีให้กับพวกเขาในวิธีการใด
คนงานของพระเจ้าควรศึกษาถึงวิธีการต่างๆ อย่างละเอียด
และเลือกวิธีที่เห็นว่าดีที่สุดในการเข้าถึงพวกเขา
ที่สำคัญขออย่าให้เป็นวิธีการปลุกเร้าก่อกวนพวกเขาหรือทำให้พวกเขารู้สึกโกรธ”
เอลเลน จี. ไวท์. The Adventist
Review and Sabbath Herald, November 25 , 1890
“ผู้ร่วมงานของพระเจ้า
ไม่ควรเป็นคนมีแนวคิดตายตัวและมุ่งมั่นแต่วิธีการเดียวในการทำงาน
ไม่ว่าจะสอนหรือเทศนา พวกเขาควรจะสังเกตรู้
ว่าสิ่งที่ได้สอนหรือเทศนาออกไปเหมาะสมกับกลุ่มคนที่พวกเขาพยายามนำมาหาพระเจ้าหรือไม่
โดยวิเคราะห์ถึงสถานะและสถานการณ์ความเป็นอยู่ของพวกเขาด้วย” เอลเลน. จี.
ไวท์. Gospel Workers , page
119.
“โดยความชื่นบาน ความอดทน
ความกรุณาและโดยการให้ความนับถือคนอื่น ด้วยคุณลักษณะดังกล่าว
ท่านเปาโลเอาชนะใจของคนเป็นอันมาก
จากนั้นท่านพยามยามพูดให้พวกเขาละความอคติ
แล้วสอนความจริงให้โดยไม่ต้องก่อกวนอารมณ์ของพวกเขา
ทั้งนี้เพราะท่านเปาโลรักดวงวิญญาณของพวกเขาจากใจจริง
และมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะนำพวกเขามาหาพระคริสต์
เพื่อพวกเขาจะได้รับความรอด” เอลเลน. จี. ไวท์. Sketches From the Life of Paul, page 162.
คำถาม เพื่อการอภิปราย:
1.
ท่านจะสื่อสารอย่างดีที่สุดเรื่องความเชื่อของท่านให้กับผู้ไม่เชื่อว่า
มีพระเจ้าได้อย่างไร
หรือเป็นพยานให้กับคนหนึ่งที่นับถืออีก
ศาสนาหนึ่ง กับอีกคนหนึ่งที่เชื่อในพระคัมภีร์แต่ไม่ใช่แอ๊ดเวนตีส
กับอีกคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแอ๊ดเวนตีส
กับบุคคลผู้ดูเหมือนไม่
สนใจเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ หรือเรื่องของพระเจ้า
2.
ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการแตกต่างกันไปอย่างไร มีสิ่งสามัญอะไรบาง
อย่างที่จะต้องเคียงคู่กันไปกับการเป็นพยานกับคนอื่นของเรา
นั่น
คือสิ่งที่ควรมาก่อน
และอยู่ตรงกลางในคำพยานของเรา ไม่ว่าใน
สถานการณ์จะเป็นเช่นไร
3.
คริสตจักรท้องถิ่นของท่านให้ความสำคัญเรื่องการเป็นศูนย์แห่ง
พันธกิจเพียงใด ท่านจะทำอะไรได้บ้าง
เพื่อช่วยให้คริสตจักรของ
ท่านมีส่วนร่วมมากขึ้นในการออกไปเป็นพยานกับชุมชน
สาระสำคัญของบทนี้ :
การสื่อสารจะไม่เกิดขึ้น ถ้าบุคคลที่ท่านแบ่งปันความเชื่อให้
ไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านได้พูดไป
ท่านเปาโลยกตัวอย่างมาให้เห็นหลายข้อในเรื่องการเป็นพยานของเรา
ว่าเราต้องสอน หรือ
เทศน์ข่าวดีในลักษณะที่ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้
<previous lesson> <Index Page> <Next Lesson>