Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

บทที่ 2  วันที่ 5 - 11 กรกฎาคม 2008

เป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง : เปาโลเทศน์ให้โลกฟัง

 


 

บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

กิจการฯ 11:19-26; กิจการฯ 13:16-42; กิจการฯ 17:18-34


ข้อควรจำ 

ข้อคิดสำคัญ : อัครสาวกเปาโลพยายามนำข่าวประเสริฐสู่โลก ท่านกล่าวหนุนใจเราให้รู้จักปรับเปลี่ยนการนำเสนอข่าวสารของเรา โดย ให้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของข่าวสารและวัฒนธรรมของผู้รับ ณ จุดที่เรากำลังเป็นพยาน

มิชชันนารีแอ๊ดเวนตีสผู้ทำการบุกเบิก ต่างเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าพวกเขาจำเป็นต้องแบ่งปันความจริงแห่งปัจจุบันของเรา ในวิธีที่มีน้ำหนักต่อบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในสมัยของพวกเขา ปัจจุบัน “โครงการการประกาศทั่วโลก” ของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาวิจัยขึ้นทั่วโลก เพื่อหาแนวทางการสร้างสะพานเชื่อมไปยังบุคคลที่นับถือศาสนาอื่น และผู้อยู่ต่างขนบธรรมเนียมประเพณีกับเรา ก่อนที่เราจะสามารถสื่อสารได้ดีกับคนอื่น เราจำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรมและแนวคิดของพวกเขาเสียก่อน

 สัปดาห์นี้เราจะทำการตรวจค้นดูว่า คำว่าการปรับแผนหรือเปลี่ยนแปลงวิธีในการนำข่าวของเราไปสู่บุคคลที่อยู่ในสถานะต่างจากเรา หมายความว่าอย่างไร ก่อนอื่นเราจะศึกษาถึงแนวทางต่างๆ ที่ท่านเปาโลนำมาใช้ในการแบ่งปันข่าวดีของพระเยซูกับฝูงชนที่มีพื้นฐานต่างกันว่า มีสิ่งใดบ้างที่เราอาจเรียนรู้ได้จากท่านเปาโล อันที่จะช่วยเราให้เข้าถึงคนเหล่านั้นด้วยความจริงของพระคัมภีร์ได้ดีขึ้น

วันอาทิตย์ ท่านเปาโลหนุนใจสำหรับพันธกิจ

กิจการฯ 11:19-24)

แต่มีบางคนในพวกที่กระจัดกระจายไปนั้น เป็นชาวเกาะไซปรัสกับชาวไซรีน เมื่อมายังเมืองอันทิโอก ก็ได้กล่าวประกาศข่าวประเสริฐเรื่อง พระเยซูคริสตเจ้าแก่พวกกรีกด้วย” (กิจการ ฯ 11:20)

 ภายหลังที่ท่านเปาโลได้รับประสบการณ์ขณะเดินทางไปเมืองดามัสกัสแล้วแต่ยังมีอัครสาวกบางคนยังไม่ปลงใจเชื่อว่าท่านเป็นสาวกแท้ (อ่านกิจการฯ 9:26) พวกเขาสงสัย อาจเป็นได้ที่ฝ่ายต่อต้านส่งท่านเปาโลมาเป็นผู้สอดแนม เพื่อที่จะทำลายคริสตจักรหรืออย่างน้อยสร้างความยากลำบากให้ผู้ติดตามพระเยซูได้มากขึ้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่านบารบัสได้ยืนขึ้นรับรองท่านเปาโลอย่างแข็งขัน (กิจการ 9:27, 28)

ในกิจการฯ 11:19-24 โบสถ์ได้เริ่มต้นขึ้นที่เมืองอันทิโอกอย่างไร งานของพระเจ้าที่นั่น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีได้อย่างไร

 ผู้นำทั้งหลายในกรุงเยรูซาเล็มได้ยินเกี่ยวกับกลุ่มผู้เชื่อใหม่ในเมืองอันทิโอก เมืองอันทิโอกเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของอาณาจักรโรมันในเวลานั้น โดยไม่รอช้ากลุ่มผู้นำได้ส่งบารนาบัส ซึ่งเป็นบุคคลที่ทุกคนรู้จักกันดี เดินทางไปเพื่อส่งเสริมงานของคริสตจักรในเมืองอันทิโอก

สอดคล้องตาม กิจการฯ 11:25, 26 เหตุใดบารนาบัส จึงเลือกท่านเปาโลให้มาช่วยงานของท่าน

 พระธรรมกิจการฯ เต็มไปด้วยบันทึกเหตุการณ์อันน่าประหลาดใจ เช่นเรื่องของเซาโล ผู้โจมตีคริสเตียน แต่ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเปาโลและทำหน้าที่มิชชันนารีเดินทางไปประกาศข่าวดีสำหรับทุกคน ไม่ใช่สำหรับชนชาติยิวเท่านั้น โดยได้เริ่มต้นทำงานในคริสตจักรที่มีอยู่ก่อน ตั้งแต่ตอนที่ท่านพยายามทำการต่อต้านคริสตจักรเหล่านั้น

ท่านบารนาบัสและท่านเปาโลร่วมใจกันสั่งสอนประชาชน จนทำให้คริสตจักรเติบโตและเข้มแข็งขึ้น อีกทั้งพัฒนาขึ้นในด้านวิญญาณจิต (เต็มไปด้วยความกรุณาและความรัก) และให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สมาชิกใหม่ของคริสตจักรได้รวบรวมเงินกันเพื่อส่งไปช่วยพี่น้องชายหญิงใน พระคริสต์ที่แคว้นยูเดีย ซึ่งกำลังประสบความทุกข์ยากเพราะเกิดกันดารอาหารรุนแรงที่นั่น (กิจการฯ 11:28-30) ดังนั้นเป็นการแสดงว่าพวกเขาไม่เห็นแก่ตัว เก็บพระพรไว้สำหรับพวกตนเอง เมื่อมีความต้องการเกิดขึ้น พวกเขาก็พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือคนอื่น

เมื่อคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มได้ทราบข่าวเกี่ยวกับเมืองอันทิโอก พวกเขาได้ส่งบารนาบัสให้ไปส่งเสริมงานในเมืองอันทิโอกและท่านบารนาบัสทราบว่าพระเจ้าทรงเรียกท่านเปาโลให้มาทำงาน ท่านจึงขอให้ท่านเปาโลเดินทางมาช่วยท่านและเมื่อพี่น้องใหม่ในเมืองอันทิโอก ได้ทราบข่าวเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องในคริสต์ในแคว้นยูเดียและกรุงเยรูซาเล็ม จึงรวบ

รวมปัจจัยและส่งการช่วยเหลือไปให้

มีบทเรียนอะไร ที่เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการให้ความช่วย

เหลือแก่คนอื่นจากสิ่งที่เรามีอยู่ อันเป็นพระพรที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้มา

วันจันทร์ เป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง (1 โครินธ์ 9:22)

 “ต่อคนอ่อนแอข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอเพื่อจะได้คนอ่อนแอ ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง” (1 โครินธ์ 9:22)

 ท่านเปาโลหมายความถึงอะไรใน 1 โครินธ์ 9:22 เมื่อท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้ายอมเป็น “คนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง” เราสามารถมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าท่านเปาโลจะหมายความว่าอย่างไร แต่ท่านอัครสาวกไม่ได้หนุนให้เราประนีประนอม ท่านไม่ได้เอ่ยเกี่ยวกับการเปลี่ยนข่าวประเสริฐ หรือหลัก คำสอน เปลี่ยนหลักการหรือความจริงในพระวจนะของพระเจ้า แต่ท่านกำลังพูดถึงการทำให้หลักความจริงน่าดึงดูดและเป็นที่เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับคนทั้งหลายที่อยู่ต่างวัฒนธรรม

กล่าวคือ ท่านเปาโลจะใช้หลากหลายวิธีในการเข้าหาคนต่างวัฒนธรรมกัน ยกตัวอย่างเช่นเมื่อพยายามจะเข้าถึงคนยิว ท่านเปาโลจะเข้าไปในเมืองนั้นและไปเยี่ยมนมัสการพวกเขาที่ธรรมศาลา ในวันสะบาโตและหาโอกาสสอนและอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างที่ปรากฏในกิจการฯ 9:19-22 และ กิจการฯ 13:14-16 

ในเรื่องเทศนาของท่าน ท่านเปาโลเล่าประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์อย่างสั้นๆ ในกิจการฯ 13:16-42 เริ่มต้นและจบตรงไหน อะไรคือแหล่งแห่งอำนาจที่ท่านเปาโลนำมาใช้ เพื่อพิสูจน์ว่าพระเยซูคือพระ-เมสสิยาห์ เท่าที่กล่าวมาบอกอะไรให้เราทราบเกี่ยวกับวิธีการสอนชาวยิวของท่านเปาโล

ท่านเปาโลพูดให้ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าฟังอย่างไรใน กิจการฯ14:8-18 ซึ่งจะเห็นว่าแตกต่างจากคำกล่าวที่พูดกับชาวยิว (ต้องระลึกไว้เสมอว่าคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าจะถือศาสนาใดก็ตาม ย่อมไม่เชื่อในคำสอนของพระคัมภีร์เดิม)

 ท่านเปาโลไม่ได้อ้างถึงพระคัมภีร์ว่าเป็นแหล่งแห่งสิทธิอำนาจ (แม้ว่าท่านจะชี้ไปยังพระคัมภีร์ในข้อหนึ่ง คือกิจการฯ 14:15) แต่ท่านใช้ไปในลักษณะอ้างถึงคำโคลง ไม่ใช่แหล่งแห่งอำนาจ ที่จริงแล้วท่านชี้ให้เห็นธรรมชาติของโลกและในธรรมชาตินั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีพระผู้สร้าง ขณะเดียวกันท่านชี้ให้เห็นว่าการนมัสการรูปเคารพไม่อาจจะอำนวยประโยชน์ให้กับมนุษย์ได้

ถ้าถามว่าเราควรจะเต็มใจผ่อนปรนแค่ไหน เพื่อเข้าถึงบุคคล หรือกลุ่มของบุคคลในวัฒนธรรมของพวกเขา เราจะหลีกเลี่ยงจากอันตรายของการไปไกลเกินไปอย่างไร เราอาจไม่ประนีประนอมใดๆ ในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐได้หรือไม่ อย่างไร

วันอังคาร เป็นพยานให้กับนักปรัชญา (กิจการฯ 17:18-34) 

 “เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่ง มีคำจารึกไว้ว่า 'แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก' เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศ และแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบถึงพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จักแต่ยังนมัสการอยู่” (กิจการฯ 17:23)

  โครงการประกาศของท่านเปาโลที่เรารู้จักกันมากที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเอเธนส์ กรุงเอเธนส์เป็นบ้านเกิดของนักปรัชญาเมธี ที่มีชื่อเสียงของโลกหลายคน ยกตัวอย่างเช่น โซเครตีส พลาโตและอริสโตเติล แต่แม้จะเป็นถิ่นของนักปรัชญาที่มุ่งเน้นการค้นหาเหตุผล ครุ่นคิดกันอย่างเสรี แต่ในเมืองนี้ ผู้ประกาศเรื่องของพระเจ้ามองเห็นรูปเคารพเต็มไปทั้งเมือง (กิจการฯ 17:16) นี่เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่านักปรัชญาไม่อาจสนองต่อความพึงพอใจสูงสุดที่มนุษย์ทั้งหลายต้องการได้

กิจการฯ 17:18-34 แสดงให้เห็นว่าท่านเปาโลพยายามจะเข้าถึงคนเหล่านี้อย่างไร มีอะไรที่ท่านไม่ได้ใช้ ท่านประสบความสำเร็จมากเพียงใด

 นักปรัชญาเมธีในพวกเอพิคูเรียนสอนไว้ว่าความสุขสูงสุดได้มาจากการดำเนินชีวิตอย่างเป็นอิสระจากความเจ็บปวดและความหวาดกลัว ดังนั้นเพื่อจะพบกับความสุขแท้ คนเราจะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นเหตุให้เกิดความกลัวหรือการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ สิ่งนี้รวมไปถึงการไม่ทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตนเอง โดยการรับประทานมากเกินไป ดื่มมากเกินไปหรือมีเพศสัมพันธ์มากเกินไป แต่นักปรัชญาอีกกลุ่มคือพวกสโตอิก เชื่อว่า สติปัญญา การควบคุมตนเอง และความดีนั้นอยู่ภายในจิตวิญญาณของเราเอง ดังนั้นการปลดปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระจากอารมณ์รุนแรง หรืออารมณ์ที่เกิดจากการตัดสินใจที่เลวร้ายหรือมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ผิดในชีวิต จะทำให้ชีวิตคนเรามีความสุขแท้ พวกสโตอิกเชื่ออีกว่า การเป็นอิสระจากอารมณ์รุนแรงสามารถทำได้โดยการตรวจสอบความคิดตนเองอยู่ตลอดเวลา และพยายามคิดในสิ่งที่บริสุทธิ์ ดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์มุ่งประกอบแต่กิจการดีจะช่วยให้จิตใจเป็นอิสระจากความเจ็บปวด ทำให้เกิดความคิดแจ่มใสในการตัดสินใจก็จะพบความสงบสุขได้ นักปรัชญาทั้งสองพวก คือพวกสโตอิกและเอพิคูเรียน ได้ยินว่าท่านเปาโลกำลังสนทนากับผู้สนใจที่ตลาด ทั้งสองจึงเดินทางไปพบและเริ่มโต้แย้งกับท่านเปาโล พวกเขาเรียกขานท่านเปาโลว่า “นักพูดที่โง่เขลา” โดยกล่าวว่า “คนเก็บเดนความรู้เล็กๆ น้อยๆอย่างนี้ จะใคร่จะมาพูดอะไรให้เราฟังเล่า” (กิจการฯ 17:18)

นักปรัชญาทั้งหลายเหล่านี้หัวเราะเยาะท่านเปาโล แต่กระนั้นพวกเขาได้เชิญท่านไปกล่าวปราศัยกลางสภาอาเรโอปากัส ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา สถานที่ซึ่งมีแท่นของเทพเจ้าจำนวนมากของชาวโรมตั้งอยู่โดยรอบ ซึ่งในเวลาดังกล่าวนี้มีนักปรัชญามาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาในหลักคำสอนใหม่

ในการกล่าวเทศนาเชิงสุนทรพจน์ ท่านเปาโลได้สื่อข่าวกับผู้ฟังที่ไม่เชื่อในพระเจ้า (กิจการฯ 17:22-25) โดยเปิดฉากกล่าวชมเชยว่า พวกเขาทั้งหลายเป็นนักศาสนา จากนั้นเชื่อมโยงจากวัฒนธรรมของผู้ฟังไปยังสิ่งที่ท่านอยากจะกล่าวเป็นพยาน โดยกล่าวว่า “เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่ง มีคำจารึกไว้ว่า 'แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก' เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศและแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบถึงพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จักแต่ยังนมัสการอยู่” (กิจการ ฯ 17:23)

 ท่านเปาโลไม่ได้ชี้ผู้ฟังไปยังพระคัมภีร์ เหมือนกับที่ท่านเคยใช้วิธีนี้เมื่อกล่าวเป็นพยานกับผู้ฟังที่เป็นชาวยิว แต่ในครั้งนี้ท่านชี้ไปยังโลกแห่งธรรมชาติ จากนั้นจึงโยงเข้ากับโลกแห่งจิตวิญญาณ ท่านเปาโลไม่ได้ใช้พระคัมภีร์ แต่ข่าวที่เสนอให้กับผู้ฟังมีพื้นฐานมาจากพระคัมภีร์

มีทางใดบ้าง ที่สิ่งต่างๆแห่งธรรมชาติพูดกับดวงใจของท่านเกี่ยวกับพระเจ้า ท่านจะสามารถพัฒนาความเข้าใจเรื่องพระผู้สร้างได้ดีขึ้น ผ่านหลายสิ่งที่ปรากฏในธรรมชาติอย่างไร

วันพุธ ข่าวสารบนเนินเขาเทพเจ้าแห่งสงคราม

(กิจการฯ 17: 18-34)

พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกกับสิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ในนั้น พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก มิได้ทรงสถิตในปูชนียสถานซึ่งมือมนุษย์ได้กระทำไว้ พระองค์มิจำต้องให้มือมนุษย์มาปรนนิบัติ ดังว่ามีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจ และสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวงต่างหาก” (กิจการฯ 17:24-25) 

 อ่านบทเทศนาของท่านเปาโล ในกิจการฯ 17:18-34 อีกครั้งหนึ่ง ท่านได้พบในเนื้อหาตอนไหน ที่เป็นพื้นฐานแห่งความเชื่อหลายข้อ (คือความเชื่อของคริสตจักรเกี่ยวกับพระเจ้า บนพื้นฐานที่พระคัมภีร์สอน) :เรื่องการทรงสร้าง เรื่องการไถ่ ให้รอดและการพิพากษา ในทางใดบ้างที่เรื่องเทศน์นี้ฟังดูเหมือนข่าวสารของแอ๊ดเวนตีส

 ท่านเปาโลทราบเกี่ยวกับวรรณคดีของผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า บางตอนท่านได้อ้างอิงมาจากความจำของท่านเอง ประการแรกท่านอ้างถึงบทกวีของ เครตัน ผู้ซึ่งเขียนไว้ว่า “ในพระองค์นั้นเราจึงมีชีวิต ไหวตัวได้และดำรงอยู่” (กิจการฯ 17:28) ประการที่สองท่านอ้างอิงนักปรัชญาปิสโตอิก ชื่อ คลีนเธส ซึ่งเขียนบทกวีสรรเสริญเทพเจ้ากรีกชื่อ เซอูสว่า “แท้จริงเราทั้งหลายเป็นเชื้อสายของพระองค์” ในการอ้างบทกวี ท่านเปาโลนำมาจากวัฒนธรรมของกลุ่มผู้ฟังที่ท่านกล่าวเป็นพยานด้วย จากนั้นเชื่อมโยงเข้ากับความจริงที่ท่านมีความต้องการจะสอนพวกเขา

“ในวิหารที่เต็มไปด้วยรูปเคารพนั้น ท่านเปาโลมีใจกว้างพอที่จะอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยใจที่สงบนิ่งพุ่งความสนใจในพวกเขาอย่างจริงใจ ท่านชี้ให้พวกเขาเห็นถึงความบกพร่องของศาสนาชาวเอเธนส์อย่างแนบเนียน นักปรัชญาเหล่านั้นนิ่งฟังท่านเปาโลด้วยความอัศจรรย์ใจในคำพูดที่มีเหตุและผลยิ่ง แต่ละดำพูดของท่านเปาโลแสดงให้เขาเห็นว่า ท่านเข้าใจศิลปะ วรรณคดีและศาสนาของพวกเขาอย่างดี”

เอลเลน จี. ไวท์. กล่าวเสริมไว้ด้วยว่า “ถ้อยคำของท่านเปาโลเป็นประดุจทรัพย์สินแห่งความรู้สำหรับคริสตจักร สมมติว่าท่านเปาโลกล่าวโจมตีเทพเจ้าของผู้นำและผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ของเมืองนั้น ท่านอาจตกอยู่ในอันตราย เหมือนสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับโซเครตีสผู้ต้องตายไป เพราะถูกผู้มีอิทธิพลบังคับให้ดื่มยาพิษ แต่ด้วยความรักของพระเจ้า ท่านเปาโลได้กล่าวจูงใจพวกเขาให้หันเหไปจากพระเจ้าเทียมเท็จอย่างแนบเนียนและหันความสนใจของพวกเขามาหาพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ พระองค์ผู้ซึ่งพวกเขาทั้งหลายไม่รู้จัก” เอลเลน จี. ไวท์. The Acts of the Apostles, page 241.

  ท่านเปาโลเข้าใจดีว่าก่อนอื่นเราต้องยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็นก่อน จาก นั้นเมื่อเขารับฟังแล้ว จึงค่อยๆ เสนอในสิ่งที่เราต้องการให้พวกเขาเชื่อ นั่นหมายความว่าเราจำเป็นต้องสนใจสิ่งที่พวกเขาต้องการ และมีความสนใจก่อน จากนั้นเราจึงจะสามารถให้ข่าวประเสริฐ ในลักษณะเชื่อมโยงกันให้กับพวกเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าเรา “เราปกปิด” เนื้อแท้ของข่าวประเสริฐ แต่หมายถึงการพูดกับผู้ฟังในภาษาที่พวกเขาจะเข้าใจได้

มีส่วนไหนในคำสอนของท่านเปาโลที่เป็นเหตุทำให้เกิดความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงท่ามกลางชาวกรีก เพราะเหตุใด สิ่งนี้บอกให้เราทราบเกี่ยวกับข้อจำกัดในความพยายามให้เหตุผลกับประชาชนจากหลักข้อเชื่อทั้งหมดที่เราเชื่ออย่างไร

วันพฤหัสบดี วิธีการของท่านเปาโลในการเพิ่มพูน
คริสตจักร (โรม 15:18-23)

 “คือด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่ ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มอ้อมไปยังเมืองอิลลีริคุม” (โรม 15:19)

 ท่านเปาโลกล่าวไว้ใน โรม 15:18-23 “จนข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่” (โรม 15:19) ในขณะที่ผู้ฟังส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน คำตอบได้บอกอะไรเราเกี่ยวกับว่าเราต้องตัดสินใจว่าอะไรคือความหมายของคำว่าความสำเร็จ

 ท่านเปาโลเลือกที่จะก่อตั้งคริสตจักรของกลุ่มผู้เชื่อใหม่ ในเมืองสำคัญตลอดทั่วอาณาบริเวณ กล่าวคือเลือกที่จะตั้งคริสตจักรขึ้นตามเมืองสำคัญ บนเส้นทางนำไปสู่ท่าเรือ เมืองเหล่านี้มีความสำคัญในด้านเป็นศูนย์ของการค้าขายและเป็นที่ตั้งหน่วยงานของรัฐบาล อีกนัยหนึ่งท่านเปาโลได้ก่อตั้งคริสตจักรต่างๆขึ้น ให้เป็นดุจประภาคารสำคัญส่องสว่างไปทั่วพื้นที่ ท่านวางแผนให้กลุ่มผู้เชื่อใหม่นำเอาข่าวดีไปสู่เมืองหรือหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ ศูนย์เหล่านี้ พันธกิจของท่านเปาโลได้สำเร็จลง แต่งานการประกาศเผยแพร่ออกไปเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นสำหรับผู้เชื่อใหม่

ในการเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐเที่ยวที่สอง ท่านทิโมธี และ ท่านสิลาสได้ร่วมเดินทางไปกับเปาโล ในการเดินทางเที่ยวนี้ท่านเปาโลได้ก่อตั้งคริสตจักรขึ้นที่เมืองเธสะโลนิกา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในมาซิโดเนีย ตัวเมืองตั้งอยู่บนจุดที่ถนนหลวงสองสายของโรมตัดกัน เมืองนี้เป็นท่าเรือสำคัญที่สุดในอาณาบริเวณนั้นด้วย กลุ่มผู้เชื่อใหม่ที่จัดตั้งขึ้นในเมืองนี้มีความเข้มแข็ง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางการประกาศที่เข้มแข็งด้วย จากศูนย์นี้ได้มีการก่อตั้งคริสตจักรขึ้นอีกหลายแห่งตลอดพื้นที่

นี่คือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่ท่านเปาโลได้กล่าว “เพราะเหตุนั้นท่านจึงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อแล้ว ในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา เพราะว่าพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เลื่องลือออกไปจากเธสะโลนิกา ไม่ใช่แต่ในแคว้นมาซิโดเนียและในแคว้นอาคายาเท่านั้น แต่ความเชื่อของท่านในพระเจ้าได้ลือไปทุกแห่งหน” (1 เธสะโลนิกา 1:7, 8)

คริสตจักรแห่งนี้นับได้ว่าเป็นต้นแบบให้กับคริสตจักรอื่นๆ คำว่าคริสตจักร ในภาษากรีก คือ “เอ็คคลีเซีย” (ekklesia) ไม่ใช่คำของคริสเตียน แต่เป็นคำที่ใช้ในการรวมกลุ่มของผู้คนในสถานที่หลายแห่ง แต่คริสเตียนใช้คำกรีกคำนี้ในความหมายมากกว่าการที่ผู้เชื่อมาชุมนุมกันเพื่อนมัสการพระเจ้า หากหมายถึงการรวมตัวกันเพื่อทำกิจพิเศษร่วมกันด้วย นั่นคือพวกเขาจะต้องออกไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นพยานในข่าวดีที่พวกเขาเองได้รับไว้แล้วด้วย

คริสตจักรไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา เพียงแค่เลี้ยงดูสมาชิกฝ่ายจิตวิญญาณของตนเอง ท่านมีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านไปที่คริสตจักรและพยายามเพียงจะได้รับความพึงพอใจที่ท่านต้องการเท่านั้นหรือ หรือว่าท่านไปที่คริสตจักรด้วยหวังจะรับเอาสิ่งที่ล้ำค่า แล้วออกไปแบ่งปันสิ่งนั้นมากกว่าที่ท่านได้รับไว้ไหม

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม :

“จะเห็นได้ว่าท่านเปาโลใช้หลากหลายวิธีในการเข้าถึงผู้คน ท่านปรับข่าวสารของท่านเพื่อให้เข้ากับบุคคลและสถานการณ์ที่ท่านเป็นพยาน” เอลเลน จี. ไวท์. Gospel Workers , page 118

 “มีบางคนจะไม่เชื่อในความจริง ไม่ว่าเราจะเสนอข่าวดีให้กับพวกเขาในวิธีการใด คนงานของพระเจ้าควรศึกษาถึงวิธีการต่างๆ อย่างละเอียด และเลือกวิธีที่เห็นว่าดีที่สุดในการเข้าถึงพวกเขา ที่สำคัญขออย่าให้เป็นวิธีการปลุกเร้าก่อกวนพวกเขาหรือทำให้พวกเขารู้สึกโกรธ” เอลเลน จี. ไวท์. The Adventist Review and Sabbath Herald, November 25 , 1890

“ผู้ร่วมงานของพระเจ้า ไม่ควรเป็นคนมีแนวคิดตายตัวและมุ่งมั่นแต่วิธีการเดียวในการทำงาน ไม่ว่าจะสอนหรือเทศนา พวกเขาควรจะสังเกตรู้ ว่าสิ่งที่ได้สอนหรือเทศนาออกไปเหมาะสมกับกลุ่มคนที่พวกเขาพยายามนำมาหาพระเจ้าหรือไม่ โดยวิเคราะห์ถึงสถานะและสถานการณ์ความเป็นอยู่ของพวกเขาด้วย” เอลเลน. จี. ไวท์. Gospel Workers , page 119.

 “โดยความชื่นบาน ความอดทน ความกรุณาและโดยการให้ความนับถือคนอื่น ด้วยคุณลักษณะดังกล่าว ท่านเปาโลเอาชนะใจของคนเป็นอันมาก จากนั้นท่านพยามยามพูดให้พวกเขาละความอคติ แล้วสอนความจริงให้โดยไม่ต้องก่อกวนอารมณ์ของพวกเขา ทั้งนี้เพราะท่านเปาโลรักดวงวิญญาณของพวกเขาจากใจจริง และมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะนำพวกเขามาหาพระคริสต์ เพื่อพวกเขาจะได้รับความรอด” เอลเลน. จี. ไวท์. Sketches From the Life of Paul, page 162.

คำถาม เพื่อการอภิปราย:

1. ท่านจะสื่อสารอย่างดีที่สุดเรื่องความเชื่อของท่านให้กับผู้ไม่เชื่อว่า
มีพระเจ้าได้อย่างไร หรือเป็นพยานให้กับคนหนึ่งที่นับถืออีก
ศาสนาหนึ่ง กับอีกคนหนึ่งที่เชื่อในพระคัมภีร์แต่ไม่ใช่แอ๊ดเวนตีส
กับอีกคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแอ๊ดเวนตีส กับบุคคลผู้ดูเหมือนไม่
สนใจเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ หรือเรื่องของพระเจ้า

2. ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการแตกต่างกันไปอย่างไร มีสิ่งสามัญอะไรบาง

อย่างที่จะต้องเคียงคู่กันไปกับการเป็นพยานกับคนอื่นของเรา นั่น
คือสิ่งที่ควรมาก่อน และอยู่ตรงกลางในคำพยานของเรา ไม่ว่าใน
สถานการณ์จะเป็นเช่นไร

3. คริสตจักรท้องถิ่นของท่านให้ความสำคัญเรื่องการเป็นศูนย์แห่ง
พันธกิจเพียงใด ท่านจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยให้คริสตจักรของ
ท่านมีส่วนร่วมมากขึ้นในการออกไปเป็นพยานกับชุมชน

สาระสำคัญของบทนี้ : การสื่อสารจะไม่เกิดขึ้น ถ้าบุคคลที่ท่านแบ่งปันความเชื่อให้ ไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านได้พูดไป ท่านเปาโลยกตัวอย่างมาให้เห็นหลายข้อในเรื่องการเป็นพยานของเรา ว่าเราต้องสอน หรือ เทศน์ข่าวดีในลักษณะที่ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้

 

 

<previous lesson> <Index Page> <Next Lesson>

 




Progress