10 ความรอดสำหรับชาวยิวและชาวต่างชาติ
วันที่ 28 สิงหาคม - 3 กันยายน 2010
บทที่ 10 ความรอดสำหรับชาวยิวและชาวต่างชาติ
วันที่ 28 สิงหาคม - 3 กันยายน 2010
บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
โรมบทที่ 9 ข้อควรจำ
เหตุฉะนั้นพระองค์จะทรงพระกรุณาแก่ผู้ใด ก็จะทรงพระกรุณาผู้นั้น และพระองค์จะทรงให้ผู้ใดมีใจแข็งกระด้าง ก็จะทรงให้ผู้นั้นมีใจแข็งกระด้าง (โรม 9:18)
ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ยาโคบนั้นเรารัก แต่เอซาวเราได้ชัง...เพราะพระองค์ตรัสกับโมเสสว่า เราประสงค์จะกรุณาผู้ใด เราก็จะ
กรุณาผู้นั้น และเราจะเมตตาใคร เราก็จะเมตตาผู้นั้น (โรม 9:13 ,15)
ตรงนี้อัครทูตเปาโลพูดเกี่ยวกับอะไร? พูดอะไรเกี่ยวกับเสรีภาพในการตัดสินใจและเสรีภาพในการเลือกใช่ไหม? ถ้าปราศจากสิ่งดังกล่าว ความเชื่อ
เพียงเล็กน้อยที่เราเชื่อจะไม่มีความหมาย เรามีเสรีภาพที่จะเลือกหรือปฏิเสธพระเจ้ามิใช่หรือ? หรือข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนว่ามีเฉพาะบางคนถูกเลือกไว้
ให้รับเอาความรอด ส่วนคนอื่นๆ จะต้องพินาศไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นโดยส่วนตัวจะเลือกอะไรก็ตาม?
คำตอบพบได้โดยการศึกษาในเชิงลึกมากขึ้น ในสิ่งที่ท่านเปาโลกำลังพูดถึง ท่านเปาโลใช้วิธีการโต้แย้ง ในการโต้แย้งนี้ท่านพยายามแสดงให้เห็นสิทธิ์
ของพระเจ้าที่จะเลือกบุคคลเพื่อใช้เป็น ผู้ถูกเลือกสรรไว้ สำหรับพระองค์ซึ่งจะว่าไป พระเจ้าทรงเป็นผู้รับผิดชอบเต็มในพันธกิจการประกาศแก่ชาวโลก
พระองค์ไม่มีสิทธิ์เลือกใคร พระองค์ทรงต้องการให้เป็นคนงานของพระได้หรือ?พระองค์จะไม่ทรงตัดชื่อใครออกจากโอกาสได้รับความรอด ดังนั้นกิจการของ
พระไม่ได้ขัดแย้งกับหลักการ การเลือกได้อย่างเสรี แต่อย่างใดที่สำคัญยิ่งกว่านั้น สิ่งนี้ไม่ขัดแย้งกับความจริงยิ่งใหญ่ที่พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์สำหรับ
มนุษย์ทั้งมวล พระองค์ทรงประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอดเราจำเป็นต้องจำไว้ว่า โรมบทที่ 9 ไม่ได้พูดเกี่ยวข้องกับความรอดส่วน
บุคคล ของเหล่าคนพระองค์ทรงเรียกให้มาทำงานเฉพาะอย่าง ความเข้าใจในสิ่งนี้จะช่วยเราให้เข้าใจในเนื้อหาของโรมบทนี้ดีขึ้น
วันอาทิตย์ ภาระหนักของท่านเปาโล (อพยพ 19:6)
เจ้าทั้งหลายจะเป็นอาณาจักรปุโรหิต และเป็นชนชาติบริสุทธิ์สำหรับเรา นี่เป็นถ้อยคำที่เจ้าต้องบอกให้คนอิสราเอลฟัง(อพยพ
19:6)
พระเจ้าทรงต้องการมิชชันนารี คือเหล่าผู้ประกาศกิตติคุณให้กับโลกที่เต็มไปด้วยผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าอยู่ในความมืดและนมัสการพระที่ไม่เที่ยงแท้
พระองค์ทรงเลือกชนชาติอิสราเอล และทรงสำแดงพระองค์เองแก่พวกเขาพระองค์ทรงวางแผนให้พวกเขาเป็นตัวอย่างแก่ชนชาติต่างๆ พระองค์ทรง
ต้องการให้พวกเขาดึงดูดคนอีกมากมายให้มาหาพระเจ้าเที่ยงแท้ เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะใช้ชนอิสราเอลให้เป็นตัวอย่างแห่งลักษณะนิสัยของ
พระองค์แก่ชนชาติอื่น ตามแนวทางนี้โลกจะถูกโน้มน้าวให้สนใจในพระองค์โดยผ่านการสอนเรื่องพิธีบูชาถวายในพลับพลา พระคริสต์จะได้รับพระสิริต่อ
หน้าประชาชาติ และเมื่อคนทั้งหลายมาพระองค์จะได้รับของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ ขณะที่จำนวนผู้เชื่อและประชาชาติอิสราเอลเติบโตขึ้นพวกเขาจะขยาย
อาณาเขตออกไป จนกระทั่งอาณาจักรของพวกเขาเต็มทั่วพิภพ
ท่านเปาโลเน้นตรงจุดไหน ในโรม 9:1-12 เกี่ยวกับความสัตย์ซื่อของพระเจ้าท่ามกลางความล้มเหลวของมนุษย์?
ท่านเปาโลกำลังเสริมสร้างการโต้แย้งของท่าน ไปเป็นขั้นเป็นตอน ภายหลังท่านเปาโลอ้างถึงพระสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับชนอิสราเอลว่าไม่ถึงกับล้ม
เหลวโดยสิ้นเชิง เพราะยังมีกลุ่มผู้สัตย์ซื่อเหลืออยู่ ซึ่งพระเจ้าทรงใช้คนเหล่านี้ให้ดำเนินพระราชกิจของพระองค์ ในการโต้แย้งพิสูจน์เกี่ยวกับผู้สัตย์ซื่อกลุ่ม
เล็กนี้ ท่านเปาโลได้ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของชนอิสราเอล ท่านแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงเลือกอย่างรอบคอบ (1) พระองค์ไม่ทรงเลือกบุตรหลานของ
อับราฮัมทั้งหมดให้เป็นประชากรของพระองค์ ทรงเลือกจากผู้สืบเชื้อสายของอิสอัคเท่านั้น (2) พระองค์ไม่ทรงเลือกสายเลือดของอิสอัคทั้งหมด แต่ทรงเลือก
ผู้สืบเชื้อสายของยาโคบ
เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันที่จะเข้าใจว่าการเป็นคนในสายเลือดของบุคคลที่ถูกเลือกสรรไว้ ไม่ได้หมายว่าทุกคนจะได้รับความรอด คุณอาจเป็นสายเลือด
อันถูกต้อง ครอบครัวที่ถูกต้อง อยู่ในโบสถ์เที่ยงแท้ของพระเจ้า แต่ยังต้องพบกับความพินาศหรืออยู่นอกเหนือพระสัญญา แต่ความเชื่อเท่านั้น ความเชื่อที่
แสดงออกโดยความรัก จึงแสดงออกให้เห็นว่าพวกเขาเป็น บุตรของพระเจ้านั้นมิใช่บุตรทางเนื้อหนัง แต่บุตรตามพระสัญญา จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบเชื้อสาย
ได้ (โรม 9:8)
อ่านประโยค ในโรม 9:6 แต่มิใช่ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้ล้มเหลวไป เพราะว่าเขาทั้งหลายที่เกิดมาจากอิสราเอลนั้น หาได้เป็นคนอิสราเอลแท้ทุกคนไม่ มีข่าวสารสำคัญอะไร ที่พระคัมภีร์ข้อนี้กล่าว
ถึงเราที่เป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส?
------------------------
วันจันทร์ ผู้ที่ถูกเลือกสรรไว (โรม 9:12, 13)
พระองค์จึงตรัสแก่นางนั้นว่า พี่จะปรนนิบัติน้อง ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ยาโคบนั้นเรารัก แต่เอซาวเราได้ชัง(โรม 9:12, 13)
หัวข้อศึกษาในวันสะบาโตสำหรับสัปดาห์นี้กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจ โรมบทที่ 9 อย่างถูกต้อง จนกว่าเราได้เข้าใจบางสิ่งที่สำคัญมาก่อน เราจำเป็นต้องทราบว่าประการแรก อัครทูลเปาโลไม่ได้กล่าวถึงบุคคลบางคน ผู้ไม่ได้รับความรอด แต่ท่านกำลังพูดเกี่ยวกับตำแหน่งพิเศษ ที่พระเจ้าทรงมอบให้กลุ่มคนพิเศษเป็นผู้ทำงานของพระองค์ พระเจ้าทรงประสงค์ให้ยาโคบเป็นบิดาของคนทั้งหลาย จะเป็นกลุ่มคนพิเศษ ผู้รับผิดชอบในการประกาศเผยแพร่ข่าวของพระเจ้าแก่ชาวโลก แต่ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ไม่ได้บอกว่า เอซาวจะไม่ได้รับความรอด พระเจ้าทรงประสงค์ให้เอซาวได้รับความรอด มากพอๆ กับพระองค์ทรงประสงค์ให้คนทั้งปวงได้รับความรอด เราเข้าใจ โรม 9:14, 15 จากการเปรียบเทียบกับ สิ่งที่เราได้อ่านมาอะไรบ้าง? ท่านเปาโลไม่ได้กล่าวเจาะจงว่าบางคนจะไม่ได้รับความรอด เพราะว่าเรื่องความรอดนั้น พระเจ้าทรงพระเมตตาทุกคน ดังมีคำกล่าวว่าพระเจ้า ทรงมีพระประสงค์ให้คนทั้งปวงรอดและให้รู้ความจริง (1 ทิโมธี 2:4) และพระคัมภีร์อีกข้อหนึ่งกล่าวว่า เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด (ทิตัส 2:11) แต่พระเจ้าสามารถเลือกคนหลายเชื้อชาติให้มีบทบาทสำคัญ พวกเขาอาจปฏิเสธที่จะเข้าไปมีส่วน แต่พวกเขาไม่อาจปิดกันการเลือกของพระเจ้า ไม่ว่าเอซาวอาจต้องการอย่างยิ่งจะเป็นผู้ถูกเลือก แต่เขาไม่อาจกลายเป็นบิดาของพระเมสสิยาห์ หรือต้นตระกูลพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ได้
ในตอนสุดท้าย ไม่ใช่การเลือกของพระเจ้า ที่เอซาวถูกตัดออกจากความรอด ของประทานแห่งพระคุณของพระเจ้า ทรงประทานให้ผ่านองค์พระคริสต์โดยไม่คิดมูลค่า เราทุกคนต่างได้ถูกเลือกให้ได้รับความรอด ไม่ใช่ความพินาศ (เอเฟซัส 1:4, 5; 2 เปโตร 1:10) เป็นการเลือกของเราเอง ไม่ใช่พระเจ้าทรงเป็นผู้บันดาลให้เป็นไป หรือปิดกั้นเราไว้จากพระสัญญาแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์ในพระคริสต์ พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อทุกคนแต่พระเจ้าทรงมีกฎตั้งไว้เป็นข้อๆ ในพระคัมภีร์สำหรับการเลือกเอาชีวิตชั่วนิรันดร์ กฎข้อหนึ่งในจำนวนนั้นคือ มีความเชื่อในพระคริสต์ ซึ่งนำไปสู่การได้รับการอภัยจากความบาปผิด และทำให้คนบาปได้รับชำระให้สะอาดเขา/เธอ มีใจเชื่อฟังพระเจ้าการเริ่มต้นของโลก นี่เป็นการเรียกของท่าน การเลือกของท่านทั้งหมดนี้ทรงประทานให้ท่านผ่านทางองค์พระเยซู นับว่าเป็นเกียรติยิ่งนับเป็นความหวังอันแสนประเสริฐ! เหตุใด สิ่งอื่นๆ ทั้งปวงกลายเป็นสิ่งไม่สำคัญ เมื่อเทียบกับพระสัญญายิ่งใหญ่นี้? เหตุใดจึงเป็นเหตุการณ์อันน่ากลัวมากที่สุดที่จะปล่อยให้ความบาป ความเห็นแก่ตนและเนื้อหนังริดรอนเอาสิ่งทั้งปวงไปจากท่านทั้งๆที่องค์พระเยซูทรงสัญญาจะประทานให้ท่านแล้ว?
-------------
วันอังคาร ความลึกลับ (อิสยาห์ 55:8, 9)
เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา พระเจ้าตรัสดังนี้ เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น (อิสยาห์ 55:8, 9)
บนพื้นฐานจากสิ่งเราได้อ่านมาจนมาถึงตอนนี้ เรามีความเข้าใจ จุดเน้นของท่านเปาโล ในโรม 9:17-24 อย่างไร?พระเจ้าทรงจัดการกับประเทศอียิปต์ในช่วงก่อนเวลาที่ชนอิสราเอลจะอพยพออกมา จากนั้นเป็นต้นมาพระเจ้าทรงทำการเพื่อช่วยพลไพร่ของพระองค์ตลอดเวลา พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ด้วยภัยทรมานต่างๆ ในประเทศอียิปต์ พระองค์ทรงสำแดงฤทธิ์เดชโดยปลดปล่อยพลไพร่ของพระองค์
จากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ เหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นตัวอย่างแสดง
ให้ชาวอียิปต์ได้ตระหนักว่าพระเจ้าของชนอิสราเอลเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ นี่เป็นวิธีการหนึ่งของพระเจ้าในการขอให้ประชาชนชาติอื่นๆ ให้ผละจากพระที่
พวกเขากราบไหว้ มานมัสการพระเจ้า
เป็นที่ชัดเจนว่า ฟาโรห์ได้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต่อต้านพระเจ้า
กระนั้นแม้ในจิตใจของฟาโรห์จะแข็งกระด้าง แต่พระเจ้าไม่ทรง ตัด เขา
ออกจากโอกาสที่จะรับเอาความรอด จิตใจของฟาโรห์แข็งกระด้างต่อต้านการ
ปล่อยชนอิสราเอลให้อพยพออกไป แต่จิตใจของฟาโรห์ไม่ได้แข็งกระด้างต่อ
คำขอของพระเจ้าให้พระองค์รับเอาความรอดเป็นการส่วนตัว พระคริสต์ทรง
สิ้นพระชนม์เผื่อฟาโรห์ มากพอๆ กับสิ้นพระชนม์เผื่อโมเสส อาโรนและพลไพร่
อิสราเอลทั้งหลายทั้งปวง
จุดสำคัญที่สุดเหนืออื่นใด คือมนุษย์คนบาป มีข้อจำกัดมากในการเข้าใจ
โลกของพระเจ้า และทราบว่าพระองค์ทรงทำงานในโลกอย่างไร เราคาดหวังจะ
เข้าใจวิถีทางของพระเจ้าทุกอย่างได้อย่างไร ในเมื่อโลกตามธรรมชาติยังมีข้อ
ลึกลับอยู่อีกมากมายที่เราไม่สามารถเข้าใจได้? ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลา
150-200 ที่ผ่านมาเท่านั้นเองที่ผู้เป็นแพทย์ได้เรียนรู้ว่า เป็นการดีกว่าที่แพทย์
และทีมงานจะล้างมือหลายครั้งก่อนลงมือผ่าตัด! สิ่งนี้แสดงให้เห็นเพียงเล็กน้อย
ที่เราได้ทราบ และถ้ายังมีเวลาเหลืออยู่อีก ใครจะทราบว่า ยังมีอีกหลายสิ่งใน
ธรรมชาติที่เราต้องการออกไปสำรวจ อนึ่งการที่เราได้รู้หลายสิ่ง แต่เมื่อเปรียบ
เทียบกับสิ่งอีกมากมายที่เรายังไม่ทราบ นั่นเป็นสิ่งแสดงว่าเราทั้งหลายต่างมี
ความรู้จำกัดเหลือเกินในปัจจุบัน?
----
แน่นอน เรายังไม่เข้าใจพระเจ้าในทุกเรื่องราว แต่พระเยซูทรง
เสด็จมาเพื่อแสดงให้เราทราบว่าพระเจ้าทรงมีพระลักษณะอย่างไร
(ยอห์น 14:9) ถ้าอย่างนั้นเหตุใดจึงสำคัญมากสำหรับเราที่จะคิดเกี่ยว
กับพระลักษณะของพระองค์เสมอ และดูว่าพระองค์ทรงสำแดงพระเจ้า
พระบิดาและความรักของพระองค์ที่มีต่อเรามากเพียงใด? การที่ได้
ทราบถึงพระลักษณะอุปนิสัยของพระเจ้า จะช่วยให้เราเป็นคนสัตย์ซื่อ
มีความอดทนผ่านความยากลำบาก ที่ดูเหมือนไม่ยุติธรรมอย่างไร?
---
วันพุธ อัมมี: ประชากรของเรา (โรม 9:25-29)
ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์โฮเชยาว่า เราจะเรียกเขา
เหล่านั้นว่าเป็นชนชาติของเรา ซึ่งเมื่อก่อนเขาหาได้เป็นชนชาติของ
เราไม่ และจะเรียกเขาว่า เป็นที่รัก ซึ่งเมื่อก่อนเขาหาได้เป็นที่รักไม่
และในสถานที่ซึ่งทรงกล่าวแก่เขาว่า เจ้าทั้งหลายไม่ใช่ชนชาติของเรา
ในที่นั้นเองเขาจะได้ชื่อว่า เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ และ
ท่านอิสยาห์ได้ร้องประกาศเรื่องพวกอิสราเอลว่า แม้พวกลูกอิสราเอล
จะมากทวีขึ้นเหมือนเม็ดทรายที่ทะเล แต่ผู้ที่จะรอดนั้นมีน้อย เพราะ
ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า จะทรงให้เป็นไปตามพระดำรัสของพระองค์โดย
เร็วพลัน และตามที่ท่านอิสยาห์ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าพระเจ้าจอมโยธา มิได้
ทรงเหลือพงศ์พันธุ์ไว้ให้เราบ้าง เราทั้งหลายก็จะเป็นเหมือนเมืองโสโดม
และเมืองโกโมราห์ (โรม 9:25-29)
ในโรม 9:25 ท่านเปาโล อ้างอิงจากโฮเชยา 2:23 ในข้อ 26 ท่านยก
โฮเชยา 1:10 มาอ้าง เบื้องหลังของข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวพระเจ้าทรงตรัสสั่ง
โฮเชอาว่า ไปซีไปรับหญิงเจ้าชู้มาเป็นภรรยา และเกิดลูกชู้กับนาง เพราะ
ว่าแผ่นดินนี้เล่นชู้อย่างยิ่งโดยการละทิ้งพระเจ้าเสีย (โฮเชอา 1:2) นี่เป็นสิ่ง
สาธิตให้เห็นในความสัมพันธ์ที่พระเจ้ามีต่อชนอิสราเอล ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว
ประชาชนทั้งหลายได้ก้มกราบพระของชนต่างชาติ เด็กๆ ที่เกิดมาจากคู่สมรส
ในสภาพเช่นนี้ ได้รับชื่อว่าพระเจ้าทรงลงโทษชนอิสราเอลที่นมัสการรูปเคารพ
บุตรคนที่สามของโฮเชอา ชื่อว่า โลอัมมีเพราะเจ้าทั้งหลายมิใช่ประชากรของ
เราและเราก็มิใช่พระเจ้าของเจ้า (โฮเชอา 1:9) อย่างไรก็ดีชื่อที่ตั้งว่า โลอัมมี
มีหมายความว่า เจ้าไม่ใช่ประชากรของเรา แต่ภายหลังเมื่อพวกเขากลับใจมา
หาพระเจ้าแล้ว พวกเขาได้ชื่อใหม่ว่า อัมมี ซึ่งแปลว่า เจ้าคือประชากรของ
เรา
ในสมัยของอัครทูตเปาโล คำว่า อัมมี ใช้ในความหมายเดียวกันไม่
เฉพาะคนยิวเท่านั้น แต่รวมถึงชาวต่างชาติด้วย (โรม 9:24) นี่ช่างชัดเจนและ
เป็นตัวอย่างอันทรงพลังยิ่งของพระกิตติคุณ! พระกิตติคุณที่พระเจ้าได้ทรง
วางแผนไว้สำหรับประชากรของโลก ตั้งแต่เริ่มแรกที่โลกได้ถูกสร้างขึ้น จึงไม่
น่าประหลาดใจที่เราในฐานะเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสจะแบกความรับผิดชอบจาก
พระคัมภีร์ที่กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า
เพื่อประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะแก่ชนชาวโลกทั้งปวง ทุกเผ่าพันธุ์ ทุก
ชาติ ทุกภาษา (วิวรณ์ 14:6) ทุกวันนี้ ซึ่งก็เหมือนในสมัยของท่านเปาโล และ
เหมือนในสมัยวันเวลาของชนอิสราเอลในสมัยพระคัมภีร์ ข่าวดีแห่งความรอด
จะต้องถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกทั้งใบ
อ่านโรม 9:25-29 (สังเกตว่า ท่านเปาโลอ้างอิงพระคัมภีร์เดิม
มากเท่าไร เมื่อท่านเขียน โรม 9:25-29 ท่านทำเช่นนี้เพื่อเน้นถึงสิ่งที่ได้
เกิดขึ้นในสมัยของท่าน) พื้นฐานของข่าวสารที่พบในข้อพระคัมภีร์เหล่า
นี้คืออะไร? มีความหวังอะไรที่นำมาเสนอตรงนี้สำหรับผู้อ่านของท่าน
(เปาโล)?
เป็นที่น่าเศร้ามาก ที่เพื่อนและเพื่อนบ้านบางคนของท่านเปาโลปฏิเสธ
ที่จะยอมรับความจริงที่ท่านนำเสนอ ดังมีบันทึกว่า ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนัก
และความเจ็บร้อนในใจเสมอมิได้ขาด (โรม 9:2) อย่างไรก็ดี มีผู้สัตย์ซื่อ
กลุ่มเล็กที่ยอมรับ พระสัญญาของพระเจ้าไม่เคยล้มเหลว แม้เราจะปฏิเสธ
พระสัญญานั้น เราสามารถมีความหวังเพราะพระสัญญานั้นได้สำเร็จสมจริง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ้าเราอ้างพระสัญญานั้นสำหรับเราเอง พระสัญญานั้นจะ
สำเร็จสมจริงในเราด้วย
-----
มีบ่อยครั้งเพียงใดที่คนอื่นไม่รักษาคำสัญญาทำให้ท่านเสียใจ?
มีบ่อยครั้งไหมที่ท่านสัญญากับตัวเองไว้แล้วล้มเหลว หรือให้ความหวัง
กับใครไว้แล้วทำให้คนอื่นผิดหวัง? อาจเป็นไปได้ที่มันเกิดขึ้นบ่อยจน
ท่านไม่อยากนับ ถูกต้องไหม? มีบทเรียนอะไรที่ท่านเรียนรู้ได้จากความ
ล้มเหลวเหล่านี้เกี่ยวกับการมอบความไว้วางใจไว้กับใครแล้วล้มเหลว?
วันพฤหัสบดี การเดินสะดุด (ล้มลง) (โรม 9:30-32)
ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร จะว่าพวกต่างชาติที่ไม่ได้ใฝ่หา
ความชอบธรรมก็ยังได้รับความชอบธรรม คือความชอบธรรมที่เกิด
ขึ้นโดยความเชื่อ แต่พวกอิสราเอลซึ่งใฝ่หาความชอบธรรมตามบัญญัติ
ก็ยังไม่ได้บรรลุตามบัญญัตินั้น เพราะอะไร เพราะเหตุที่เขามิได้แสวง
หาโดยความเชื่อ แต่แสวงหาโดยการประพฤติเขาสะดุดก้อนหินที่ให้
สะดุดนั้น (โรม 9:30-32)
อะไรคือข่าวสารของ โรม 9:30-32? ที่สำคัญกว่านั้น เราจะ
สามารถรับเอาข่าวสารนี้ ซึ่งถูกเขียนขึ้นในเวลาหนึ่ง ณ สถานที่แห่งหนึ่ง
และนำมาใช้เป็นหลักการสำหรับเราเองในปัจจุบันได้ไหม? เราจะสามารถ
หลีกเลี่ยงความผิดพลาดอย่างเดียวกับที่ชาวอิสราเอลบางคนได้ผิดพลาด
ได้อย่างไร?
ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน ท่านเปาโลอธิบายให้เพื่อนบ้านของท่านฟัง ว่า
เหตุใดพวกเขาจึงผิดพลาดจากบางสิ่ง ที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้พวกเขามี ท่าน
เปาโลกล่าวไว้ด้วยว่าพวกเขาพลาดไปจากบางสิ่งที่พวกเขาไล่หา แต่ภายหลัง
กลับไม่ได้อะไร
ที่น่าสนใจมากคือ คนต่างชาติที่ไม่ได้แสวงเพื่อการยอมรับเช่นนั้น พวก
เขามุ่งหาสิ่งที่น่าสนใจ และเป้าหมายของพวกเขาเอง แต่เมื่อข่าวพระกิตติคุณ
มายังพวกเขาซึ่งเป็นคนต่างชาติเข้าใจคุณค่าของข่าวดีนี้ พวกเขารับเชื่อในข้อ
เสนอของข่าวกิตติคุณ และพระเจ้าทรงประกาศว่าพวกเขาเป็นคนชอบธรรม
เพราะพวกเขายอมรับเอาพระเยซูคริสต์เป็นผู้ตายแทนความบาปของพวกเขา
การรับเชื่อในพระเยซูของพวกเขา เป็นการกระทำแห่งความเชื่อ
ปัญหาของชนอิสราเอลคือ เป็นเหมือนกับที่มีข้อพระคัมภีร์กล่าวทำนาย
ไว้ คือพวกเขาสะดุดและล้มทับลงบนก้อนศิลา(องค์พระเยซู) ดังที่ท่านเปาโล
นำคำพยากรณ์นี้มากล่าวไว้ ในโรม 9:33 มีบางคนไม่ใช่ทั้งหมด (อ่านกิจการฯ2:41)
ปฏิเสธจะยอมรับพระเยซูแห่งนาซาเร็ธว่าเป็นพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้า
ทรงส่งลงมา ชนอิสราเอลรู้สึกว่าพระเยซูไม่ได้เป็นพระเมสสิยาห์ครบถ้วนอย่าง
ที่พวกเขาคาดหวังไว้ ดังนั้นเมื่อพระเยซูเสด็จมา พวกเขาจึงหันหลังให้พระองค์
ก่อนที่โรมบทที่ 9 จะจบลงท่านเปาโลยกข้ออ้างอิงอีกแห่งหนึ่งจาก
พระคัมภีร์เดิมมาบันทึกไว้ ดังที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า จงดูเถิด เราได้
วางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยน ซึ่งจะทำให้สะดุดและหินก้อนหนึ่งซึ่งจะทำให้ล้ม
(โรม 9:33) พระคัมภีร์ข้อนี้ ท่านเปาโลแสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่าความเชื่อมี
ความสำคัญมากเพียงใดในแผนการแห่งความรอด (อ่าน 1 เปโตร 2:6-8) ก้อน
ศิลา (พระเยซู) ที่ทำให้ผู้คนสะดุดล้มลงกระนั้นใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์จะไม่
ได้รับความอับอาย? ถูกแล้ว สำหรับคนจำนวนมาก พระเยซูทรงเป็นก้อนศิลา
ที่ทำให้สะดุด แต่สำหรับคนที่รู้จักและรักพระองค์ พระองค์ทรงเป็นก้อนศิลาอีก
ประเภทหนึ่ง คือทรง เป็นพระศิลาแห่งความรอดของข้าพระองค์ (สดุดี 89:26)
ท่านได้พบว่าพระเยซูทรงเป็น ก้อนศิลาที่ทำให้สะดุด หรือ
พระศิลาแห่งความรอด? ถ้าเป็นอย่างแรกเป็นไปอย่างไร? ท่าน
กำลังทำอะไรจึงได้นำท่านเข้าสู่สถานการณ์เช่นนั้น? ท่านหลุดออก
มาได้อย่างไร? ท่านได้เรียนรู้อะไรเพื่อที่ท่านจะไม่พบตัวเองตกอยู่ใน
สภาพเป็นผู้ทำสงครามต่อต้านพระเยซู?
----
วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม:
อ่านหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. บทชื่อ นักปฏิรูปชาวอังกฤษรุ่นต่อมา ใน
สงครามแห่งประวัติศาสตร์ หน้า 261, 262 ในบทชื่อ ความเชื่อและการดี ใน
The SDA Encycolpedia, 530, 531., บทความของ Ellen G. White
Comments, in The SDA Bible Commentary, volume 1, pages 1099,
1100.
มีการเลือกอยู่ประเภทหนึ่งของส่วนบุคคลหรือประชาชน นี่เป็นการ
เลือกเพียงหนึ่งเดียวที่พบในพระวจนะของพระเจ้า คือเมื่อคนหนึ่งเลือกที่จะรับ
เอาความรอด หลายคนคิดเกี่ยวกับวันสุดท้ายแห่งชีวิตของตน พวกเขามีความ
มั่นใจว่าจะถูกเลือกให้รับรางวัลแห่งสวรรค์ แต่นี่ไม่ใช่การเลือกที่พระคัมภีร์กล่าว
ถึง มนุษย์ถูกเลือกให้พยายามทำการเพื่อความรอดของตนเองด้วยความกลัว
และตัวสั่น เขาถูกเลือกให้สวมเสื้อเกราะ เพื่อเข้าการต่อสู้อย่างเต็มที่ด้วยความ
เชื่อ เขาถูกเลือกให้ใช้วิธีของพระเจ้าอย่างสุดกำลังเพื่อทำสงครามต่อต้านต่อ
ตัณหาอันไม่บริสุทธิ์ทุกอย่าง ขณะเดียวกันซาตานก็กำลังเล่นเกมชีวิต เพื่อยึด
ครองดวงวิญญาณของเขา เขาถูกเลือกให้เฝ้าระวังและหมั่นอธิษฐาน เขาจะต้อง
ศึกษาพระวจนะอันศักด์ิสิทธิ์ เขาจะต้องหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าสู่การทดลอง เขา
ถูกเลือกให้มีความเชื่ออยู่ตลอดเวลา เขาถูกเลือกให้เชื่อฟังทุกถ้อยคำที่ออกมา
จากพระโอษฐ์ของพระเจ้า เขาต้องทำเช่นนี้เพื่อเขาจะไม่เป็นแต่ผู้ฟังเท่านั้น แต่
เป็นผู้นำพระวจนะไปปฏิบัติด้วย นี่เป็นการเลือกที่พระคัมภีร์กล่าวถึง จาก
หนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน Testimonies to Ministers (Workers) and
Gospel Workers, pages 453, 454.
ไม่มีจิตใจของมนุษย์คนใดสามารถเข้าใจพระอุปนิสัย หรืองานของ
พระเจ้าได้อย่างเต็มเปี่ยม เราไม่อาจทำได้ด้วยการค้นหาพระองค์ พระเจ้ายังทรง
ปิดความลี้ลับไว้จากคนเข้มแข็ง สมองและจิตใจได้รับการศึกษาสูงสุด อีกทั้ง
ทรงปิดประตูไว้สำหรับคนอ่อนแอ สมองจิตใจไม่ได้รับการศึกษาสูง ดังมีข้อ
พระคัมภีร์ตอนหนึ่งกล่าวว่า เมฆและความมืดทึบอยู่รอบพระองค์ ความชอบ
ธรรมและความยุติธรรมเป็นรากฐานแห่งบัลลังก์ของพระองค์ (สดุดี 97:2) ใน
ความเข้าใจพระเจ้า เราทั้งหลายไปได้ไกลสุดเท่าที่พระเจ้าทรงเปิดเผยให้ทราบ
เราไม่อาจเข้าใจพระเมตตาของพระองค์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งพระเมตตาดังกล่าว
ร่วมเป็นหนึ่งในฤทธิ์อำนาจอันไม่จำกัด เราสามารถเข้าใจพระประสงค์ของ
พระเจ้าได้เท่าที่สติปัญญาที่พระองค์ทรงประทานความเข้าใจให้ นอกเหนือจาก
นี้เราทั้งหลายต้องมอบความไว้วางใจในพระหัตถ์ของผู้ทรงฤทธิ์ และในพระทัย
ของพระเจ้าผู้เต็มไปด้วยความรัก หนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน การศึกษา
หน้า 169.
คำถามเพื่อการอภิปราย:
1. มีคริสเตียนบางคนสอนว่า แม้แต่ก่อนที่เราเกิดมาพระเจ้าทรงลิขิต
ชีวิตไว้แล้วว่าคนไหนจะรอดและคนไหนจะพินาศ สมมติว่าท่าน
เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนผู้จะพินาศ ไม่ว่าท่านจะทำการเลือก
อย่างไร ถ้าว่ากันตามแนวความคิดนี้ ในวันหนึ่งท่านจะประสพกับ
การถูกทำลายนั่นคือการถูกเผาไหม้ในไฟนรกที่ไฟไม่มีวันดับ ซึ่งถ้า
เป็นอย่างนี้ บุคคลไม่มีโอกาสได้เลือกเอง แต่ขึ้นอยู่กับการเลือก
ของพระเจ้า มีบางคนถูกเลือกไว้ก่อนที่พวกถือกำเนิด เพื่อให้มี
ชีวิตอยู่โดยไม่ต้องดำเนินชีวิตใกล้ชิดกับพระเยซูในชีวิตนี้ แต่พวก
เขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในไฟนรกที่ไม่มีวันสิ้นสุด เหตุใดแนวคิดนี้จึง
ผิด? ตัวอย่างเหล่านี้แตกต่างสิ่งที่พวกเราเข้าใจในหัวข้อเรื่องเดียว
กันอย่างไร?
2. ความรับผิดชอบของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสในปัจจุบัน
เกือบเป็นอย่างเดียวกันกับความรับผิดชอบของชนอิสราเอลใน
สมัยก่อนอย่างไร? มีสิ่งใดบ้างที่เกือบเหมือนกันและมีสิ่งใดที่แตก
ต่าง? ในทางใดบ้างที่เรากำลังทำได้ดีกว่า? มีทางใดบ้างเราทำได้ไม่
ดีเท่าชนอิสราเอล? อธิบายคำตอบของท่าน
*******************************************************