พระเจ้าทรงตอบรับคำอธิษฐานของปภัสสร ศิลปานิสงค์ (จุ)
การให้คำเป็นพยานที่โบสถ์ไทยเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งคาลิฟอร์เนียภาคใต้ วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๐
ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่ได้เป็นพยานให้กับการแสดงอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงมีให้กับจุ
จุมีลูกสองคน คนแรกคือเด็กหญิงจินต์จุฑา ศิลปานิสงค์ (น้องเจ)
คนที่สองคือเด็กชายณัฐธัญ ศิลปานิสงค์ (น้องธันเดอร์) ว่าไปแล้วจริงๆจุมีลูกสามคน
แต่คนที่สามเสียชีวิตไปเมื่อจุตั้งครรภ์ได้สองเดือน
ซึ่งก็นับว่าเป็นพระพรที่พระเจ้าทรงมอบให้จุเหมือนกัน
เพราะทำให้จุมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว งั้นจุตั้งชื่อลูกคนที่สามว่า ดวงใจแม่ ก็แล้วกันนะ
ที่จริงแล้วพระเจ้าทรงตอบรับคำอธิษฐานของจุหลายครั้ง
ในครั้งนี้จุได้รับมอบหมายมาให้พูดเพียงสามนาทีเท่านั้น
จึงขอเล่าเฉพาะเรื่องที่เกิดกับน้องเจก่อนก็แล้วกัน
จริงๆแล้วชีวิตแต่งงานของจุกับคุณปรีชาอยู่บนเงื่อนไขที่จุตั้งขึ้นคือ
เราจะไม่มีลูกด้วยกันแต่....ไหงกลายเป็นว่ามีลูกออกมาเป็นตัวเป็นตนตั้งสองคนก็ไม่ทราบ
ฮิ... ฮิ... สำหรับจุแล้วนับเป็นพระพรที่ล้ำค่ามากที่สุดจริงๆ
หากเราจะมีลูกดีๆสักคน จุเคยคิดว่าพระเจ้าทรงวางพระทัยเรามากขนาดไหนกันเชียว
ที่มอบเด็กมาให้อยู่ในความดูแลของเราเป็นตัวเป็นตนตั้งสองคน
เราจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ดีที่สุดสมกับที่พระเจ้าทรงวางพระทัย
ให้เรามีโอกาสได้เลี้ยงดูเด็กๆที่น่ารักอย่างนี้
ขณะที่เจเรียนอยู่เกรดสามที่โรงเรียน
Bangkok
Adventist Church School วันหนึ่งแม่ถามเจว่า เจ โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรลูก เจบอกว่า หม่าม้า
เจว่าเจอยากเป็นหมอนะเจว่า ในใจตอนนั้นคิดว่าลูกยังเล็กอยู่
เลยยังไม่คิดอะไรมาก
คราวนี้แม่ถามใหม่
ตอนนี้เจเรียนอยู่เกรดสี่ที่โรงเรียนเดิม เจ โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรลูก เจบอกว่า หม่าม้า
เจว่าเจอยากเป็นหมอนะเจว่า เอ....ชักไงๆแล้วซีเรา
เอาน่าลูกยังเล็กอยู่ อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก
คราวนี้แม่ถามอีก
ตอนนี้เจเรียนอยู่เกรดห้าที่โรงเรียนเดิม เจ โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรลูก เจบอกว่า หม่าม้า เจว่าเจอยากเป็นหมอนะเจว่า
แม่เริ่มหน้าเสียอยู่ในใจ ลมแทบจับ เริ่มคิดในใจ คราวนี้ไม่คิดแบบธรรมดาแล้ว
คิดหนักเชียวแหละ เราจะเอาเงินจากไหนมาหล่ะ จุพูดขึ้นว่า เอาล่ะเจ
จะมีงานจุฬาฯวิชาการซึ่งสี่ปีจัดหนึ่งครั้งเหมือนเป็นการเปิดมหาวิทยาลัยให้คนเข้าไปดู
ไว้เราไปเดินเที่ยวในงานกันนะ เอาน้องธันเดอร์ไปด้วย เจและธันเดอร์ตอบ
โอเค
เมื่องานจุฬาวิชาการมาถึง
คณะแรกที่จุพาลูกไปคือคณะแพทยศาสตร์
คราวนี้เจจะได้เห็นหมดเลยว่าที่เขาเรียกอาจารย์ใหญ่เป็นอย่างไร เขาผ่าศพกันอย่างไร
เขาชันสูตรศพกันอย่างไร แล้วเขาเย็บแผลกันอย่างไร ทุกซอกทุกมุมลูกจะได้เห็นหมด
แม่คิดในใจว่าที่แม่พามาเพราะแม่ต้องการตรวจสอบคำตอบที่เจเคยให้แม่ไว้
หลังจากเจได้เห็นหมดทุกอย่าง
การผ่าสมองเด็กที่เพิ่งตายเมื่อคืนซึ่งหมอต้องชันสูตรศพว่าตายเพราะอะไร
เห็นการใช้เครื่องมือที่เปิดกระโหลก เห็นการเย็บแผล
ได้ยืนข้างๆอาจารย์ใหญ่พร้อมการถามตอบกับพี่หมอที่ยืนคอยตอบคำถามเจกับธันเดอร์
กลับถึงบ้าน
เจกับธันเดอร์ร่าเริงสนุกสนานเล่าเหตุการณ์ให้อากง อาม่า อาอี๊ ป่าป๊าฟังใหญ่
จุเริ่มปวดร้าวในใจอย่างบอกไม่ถูกขณะที่เราหน้าชื่นตาบาน ในใจถามตัวเองว่า
แล้วเราจะไปเอาเงินมาจากไหนกันมาส่งเสียลูกเรียน
แม่ไม่ได้ทำงานเหมือนเมื่อครั้งที่เรียนจบใหม่ๆ แม่เริ่มคิดในใจ เงินก้อนแรกที่แม่มี
แม่บริจาคไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่หนูเริ่มลืมตาอ้าปากมาดูโลก
เป็นเงินก้อนที่แม่บอกกับพระเจ้าของแม่ว่าแม่ยินดีบริจาคหนึ่งแสนบาท
หากลูกของแม่เกิดมาด้วยอาการครบสามสิบสองทุกประการ
ด้วยฤทธิ์ยาชาและยาสลบที่แม่ได้รับตอนผ่าตัด แม่จำได้ว่าพอหมอบอกว่า ได้ลูกผู้หญิงครับ
แม่รีบขยับปาก แต่ขยับยากเหลือเกิน
แม่พยายามแล้วเพื่อให้เสียงผ่านตามฟันเพื่อถามหมอว่า ลูกของแม่ครบสามสิบสองไหมค่ะ
แต่แม่ไม่ได้รับคำตอบอะไร แล้วแม่ก็สลบไปด้วยฤทธิ์ยา
หลังจากที่ตื่นจากสลบ แม่ไปเยี่ยมลูกที่ห้องเด็กทารกและแม่ก็ขอบคุณพระเจ้าของแม่
แม่รีบทำตามที่แม่บอกกับพระเจ้าของแม่ทันทีอย่างเรียบร้อย
เงินก้อนนี้เป็นเงินที่แม่ต้องเก็บประมาณหนึ่งปีก่อนเจเกิด
เงินก้อนที่สองก็อีกหนึ่งแสนบาทเมื่อธันเดอร์คลอดออกมาด้วยอาการครบสามสิบสองเช่นกัน
แต่คราวนี้มันไม่ง่ายเหมือนคราวก่อนเพราะแม่ไม่ได้ทำงานเหมือนเดิม
แม่ออกมาเลี้ยงลูกอย่างจริงจัง แต่ไม่เป็นไรเงินเรามีเท่าไร
เราก็ค่อยๆทยอยผ่อนส่งให้พระเจ้าก็แล้วกันนะ สักวันหนึ่งก็ต้องครบแสนบาทแน่นอน
แม่ขอต่อรองกับพระเจ้าของแม่เพราะแม่รู้ว่าพระเจ้าของแม่จะเข้าใจ
และเชื่อว่าแม่จะทำตามสัญญาแน่นอน แม่เลยพูดกับพระเจ้าของแม่ว่า ตอนนี้จุไม่มีเงินพอที่จะจ่ายเป็นก้อนนะ
แต่จุจะจ่ายให้อย่างน้อยปีละหนึ่งหมื่นบาทนะพระเจ้าที่เคารพอย่างสูง
และแม่ก็ทำตามที่แม่สัญญากับพระเจ้าของแม่เรื่อยมา มีน้อยให้มาก
มีมากให้ยิ่งมากขึ้นไปอีก ป่านนี้คิดไปคิดมาก็เกินจำนวนที่แม่ต้องให้แล้วแหละ
โล่งอก...จุทำได้ตามสัญญา
เท่าที่จำได้
จุว่าจุไม่เคยเล่าเรื่องเงินบริจาคนี้ให้ใครฟัง แม้แต่สามีหรือพ่อแม่บังเกิดเกล้า
เป็นเรื่องระหว่างพระเจ้าของจุกับจุ เงินบริจาคจุจะบริจาคกับเด็กๆเป็นส่วนใหญ่
ครั้งนี้ด้วยการเป็นพยานเพื่อให้เห็นถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อจุ
จุจึงขอเปิดเผยความจริงเรื่องนี้ให้ใครก็ตามที่มีโอกาสได้รับรู้ให้ได้รับการดลใจ
เงินที่จุบริจาคไป กลับมาเป็นพระพรมากมายที่จุได้รับในชีวิต
พระเจ้าทรงมีวิธีเรียกจุให้เข้าหาพระองค์ และพระองค์ทรงเมตตาเหลือเกิน
ไม่น้อยกว่าสามครั้งที่เจยังตอบแม่เหมือนเดิม
จนกระทั่งเจเรียนอยู่เกรดห้า เจทำให้แม่อธิษฐานหนัก
แต่ในขณะเดียวกันแม่ก็ยังยืนกรานที่จะคิดตามแบบมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งอยู่ดี
ทำไมแม่ไม่ฉลาดพอที่จะฟังพระเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ อยากย้อนเวลากลับไปจัง
แม่จะได้เอาเวลามาศึกษาพระคัมภีร์ให้มากขึ้นแทนที่แม่ต้องมาเสียเวลากับการจัดการเรื่องเรียนของเจ
แม่ว่าไม่น้อยกว่าปีครึ่งกระมังที่เราสองแม่ลูกพยายามกันเหลือเกิน
ที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีคิดแบบมนุษย์ธรรมดาๆของเรา
จริงๆพระเจ้าทรงรับรู้ถึงคำอธิษฐานของเราเรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่เรายังเพิกเฉยต่อพระองค์และไม่เชื่อว่าพระองค์จะทรงช่วยเราได้เท่านั้นเอง
ตอนนี้จุมองย้อนอดีตกลับไป จุก็ได้แต่บอกตัวเองว่า จุเอ๋ย
เจ้ายังคิดเหมือนกับคนธรรมดาๆคนหนึ่งจริงๆ ท่านรู้ไหมว่าการคิดแบบมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งคนนี้เป็นไง
?
เอาล่ะนะเจ
แม่จะช่วยหนูเอง ที่ Bangkok Adventist Church School ไม่มีใบรับรองการศึกษาหรือใบประกาศนียบัตรอะไรในสมัยนั้น
ที่โรงเรียนไทยในระบบการศึกษาไทยยอมรับ
ดังนั้นจุต้องหาวิธีที่จะทำให้ลูกเจสามารถเรียนต่อในโรงเรียนระบบการศึกษาไทยให้ได้
ป๊าม้าจะได้มีเงินส่งเจเรียนจนจบหมอในเมืองไทยนะ
ตอนนี้หนูอยู่เกรดห้าแล้วเหลือเวลาอีกหนึ่งปีก็จะจบเกรดหก
ซึ่งถ้าเป็นโรงเรียนในระบบการศึกษาของไทยจะมีการออกใบประกาศนียบัตรจบประถมปีที่หกให
้เพื่อใช้เรียนต่อในระดับชั้นเรียนที่สูงขึ้นไปคือ มัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง สองและสาม
เพื่อเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมในมัธยมศึกษาปีที่สี่และห้าที่แม่เคยเรียนมา
แล้วเจก็สอบเอ็นทรานซ์เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยต่อ
จากประสบการณ์ของจุทำให้รู้ว่าถ้าเจได้เรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
โอกาสที่จะสอบติดมหาวิทยาลัยแพทย์ในไทยน่าจะมีโอกาสมากกว่าบางโรงเรียน
แต่ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ
จุเริ่มวิ่งเต้นหาโรงเรียนอะไรก็ได้เพื่อให้เจเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หก เพื่อให้ได้ใบประกาศนียบัตรอย่างเป็นทางการ
จุว่าจุวางแผนอย่างดีแล้วนะ (คิดตามแบบมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง ฮิ...ฮิ...)
ในขณะเดียวกันจุก็อธิษฐานไปด้วยว่าขอให้พระเจ้าทรงนำทาง
พระเจ้าทรงเดินเคียงข้างจุตลอด พระองค์ทรงบอกจุอยู่ตลอด
พระองค์มีความอดทนมากเหลือเกินที่จะบอกจุว่า จุกำลังทำอะไรอยู่
นั่นไม่ใช่ทางที่เจจะเดินไป ทำไมจุไม่เฉลียวใจแม้แต่นิดหนอ
จุน่าจะฉลาดฟังมากกว่านี้นะ ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ
ที่ทรงเมตตาและเรียกจุอยู่ตลอดเวลาโดยที่พระองค์ไม่ลดความพยายามแม้แต่นิด
พระองค์ทรงบอกผ่านทางอาจารย์ดนัย ซึ่งเป็นครูใหญ่โรงเรียนเอกมัยแอ๊ดเวนตีสไทยและชี้ทางให้เจได้เรียนระบบการเรียน
home school ในที่สุดเจก็ได้รับใบประกาศนียบัตรจบชั้นประถมศึกษาปีที่หก
จุต้องขอขอบคุณอาจารย์ดนัยและอีกหลายๆท่านที่ช่วยเหลือในส่วนนี้
เจเรียนหนักมากช่วงเวลาประมาณหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา จนกระทั่งเจสามารถสอบผ่านเข้าระบบการศึกษาโรงเรียนไทยได้
เจสอบได้ที่โรงเรียนรัฐบาลโยธินบูรณะซึ่งเป็นโรงเรียนภาคภาษาอังกฤษ
โดยมีสาขาเรียนที่โรงเรียนวัดนายโรง จุเริ่มอธิษฐานหนักขึ้นหนักขึ้น
คุยกับคุณครูอยู่ครึ่งวันลงลึกถึงรายละเอียดการใช้หนังสือต่างๆที่เจต้องเรียน
ตารางเรียนที่เจต้องเรียน สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างติดก็คือจะมีเรียนพิเศษวันเสาร์
เอาล่ะสิ ทำไงดีหล่ะเรา ชักจะไปกันใหญ่แล้วนะเรา อธิษฐานและก็อธิษฐานอีก
สรุปพระเจ้าทรงเรียกเจกลับเข้าหาพระองค์ได้สำเร็จ นี่ไงที่จุบอกว่า
คิดแบบมนุษย์ธรรมดาๆ นี่ถ้าเราคิดแบบวิธีของพระเจ้าเราก็คงไม่ต้องเสียเวลาทุ่มเทกับการเรียนมากมายขนาดนี้แล้ว
เอาเวลาไปอ่านพระคัมภีร์จะดีกว่า พระเจ้าทรงมีแผนการเตรียมไว้ให้เจแล้ว
เพียงแต่จุยังยืนกรานวิธีคิดบนเงื่อนไขว่าเรามีเงินจำกัด
เราก็ต้องเรียนด้วยเงินที่เรามีจำกัด
ในที่สุดเจตัดสินใจเรียนต่อที่โรงเรียน
Bangkok
Adventist Church School เช่นเดิม ไม่ได้ไปตามแผนการที่เราวางกันมาเป็นปี
จุบอกกับ Mr.Ranjan
Fernando ผู้บริหารสูงสุดของ Bangkok Adventist Church School ว่าจุมีงบประมาณจำกัดมาก
เรื่องจริงแน่นอนก็คือ เราไม่สามารถส่งเสียเจเรียนต่อจนจบหมอในอเมริกาได้ Mr.Ranjan Fernando บอกว่า ยูต้องมีความหวังสิ พร้อมส่งข้อความมากมายที่ประทับใจเพื่อให้ความหวังแก่จุทางอีเมล์
จุขอขอบคุณ Mr.Ranjan Fernando ที่ได้ช่วยเหลือจุและเจในช่วงนั้นไม่น้อยเหมือนกัน
อย่างไรก็ตามในใจจุก็ยังคิดว่าความหวังลมๆแล้งๆกระมัง
แต่ใจก็ยังคงอธิษฐานต่อไปไม่หยุด
เวลาผ่านไปจนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเจเริ่มเรียนเกรดแปด
Mr.William
Dickerson ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดที่โรงเรียน Bangkok
Adventist Church School และท่านได้เดินทางกลับอเมริกาไปแล้ว
ตั้งแต่เจเรียนเกรดห้าเกรดหกช่วงนั้น ท่านกลับไปอเมริกาท่านก็ไม่ได้ทำอะไร ท่านก็คงจะเกษียณแล้วกระมังตามอายุอานามของท่าน
ท่านเล่าให้ฟังว่า
มีคืนหนึ่งท่านอธิษฐานเพื่อต้องการรับใช้พระเจ้าโดยการเป็นผู้บริหารในโรงเรียนอีกสักครั้ง
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าท่านได้รับโทรศัพท์จากโรงเรียน Country Haven
Academy เพื่อให้เข้าบริหารงาน Mr.William Dickerson
ส่งอีเมล์มาเล่าให้ฟังแล้วท่านก็ถามว่า เจเรียนอยู่เกรดอะไรแล้ว จุส่งอีเมล์ตอบกลับไปว่า
ตอนนี้เจเริ่มขึ้นเกรดแปดแล้ว ท่านก็ถามว่า
จะส่งเจมาเรียน high school กับเขาไหม เอาหล่ะซี
เราเริ่มนับเงินในกระเป๋าอีกแล้ว นับไปนับมา นับมานับไป อย่างเก่งสุดสุดจริงๆๆๆๆๆก็คงเรียนได้แค่สองปีเท่านั้น
พระเจ้าทรงเมตตาจริงๆ Mr.Dickerson บอกว่ามีทุนให้กับเด็กที่ทำงานด้วยนะ
จุถามเจว่า เจสนใจไหมลูก เจตอบ สนใจ เจสนใจนะหม่าม้า
ปกติแล้วจุจะพิถีพิถันกับการเลือกโรงเรียนให้ลูกมาก
สำรวจโรงเรียนก่อนจะเอาลูกเข้าเรียนโดยการไปเตร็ดเตร่ที่โรงเรียนนั้นอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์
ยิ่งตอนจะมาเข้าที่โรงเรียน Bangkok Adventist Church School ยิ่งอัศจรรย์ใหญ่
แต่ตอนนี้คงไม่มีเวลาเล่าถึงตอนนั้น
จุจะถามคำถามสารพัดกับคุณครูผู้บริหารของโรงเรียนนั้นๆ
แต่คราวนี้จุเงียบมากไม่ถามเหมือนเมื่อก่อน ทำให้เราย้อนคิดไปเมื่อครั้งอดีต
เมื่อครั้งที่เรียนคำสอนเพื่อเตรียมตัวการเป็นคาทอลิกตามสามี
แต่เมื่อเริ่มเรียนคำสอน แค่หน้าแรกในคำสอนซึ่งมีแค่ห้าหกบรรทัด
จุเรียนไปก็ถามคุณพ่อ (หมายถึงบาทหลวงในศาสนาคาทอลิก) มากกว่ายี่สิบคำถามกระมัง
คุณพ่อก็แสนจะอดทนอดกลั้นเสียเหลือเกิน ส่วนจุยิ่งเรียนก็ยิ่งงง
คุณพ่อพูดอะไรของคุณพ่อก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ จุคิดว่า ตอนนั้นคุณพ่อคงคิดในใจว่า
หญิงคนนี้ท่าทางจะบาปหนักน่าดู อ่านคำสอนแล้วไม่เข้าใจ ไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย
ฮิ...ฮิ..
แต่คราวนี้ไม่ใช่
จุรู้แล้วว่าพระเจ้าคืออะไร จุตั้งสติมาก จุรู้แล้วแหละว่าพระเจ้ากำลังตอบรับคำอธิษฐานของจุอยู่
อย่าเพิ่งถาม อย่าเพิ่งสงสัย ความคิดนี้เริ่มแล่นเข้ามาในสมองอีกครั้ง
จุตอบลูกเจว่า เจจ๋า ถ้าเจสนใจ เจติดต่อกับ Mr.Dickerson
เองเลยนะลูก หนูอยากถามอะไร หนูก็ถามเขานะ แล้วเจควรถามอะไรเขาดีหล่ะ หม่าม้า เจถาม แม่ตอบว่า
เจอยากรู้อะไร เจก็ถามสิ ไม่เป็นไร เขาใจดีออก จุคิดในใจว่า เปล่าหรอกนั่นคือคำตอบที่แม่ตอบลูก
แต่ตอนนั้นในสมองแม่มีคำถามเป็นกระบุงแล้วหละ
แต่จุเริ่มเชื่อแล้วว่าพระเจ้าทรงตอบรับคำอธิษฐานจุ
พระเจ้าทรงมีแผนการเตรียมไว้ให้เจเรียบร้อยแล้ว จุเลยปล่อยให้เจลุยอยู่คนเดียวไม่ได้ชี้นำเกี่ยวกับคำถามใดๆมากมาย
จุรู้อยู่แก่ใจว่าโรงเรียนนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่
แต่ไม่นึกว่าจะไม่ธรรมดามากจนกระทั่งใครๆก็รับกันไม่ค่อยได้ขนาดนั้น
แต่อันนั้นคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับว่าแล้วเราจะเอาเงินจากไหนกัน
จุปรึกษากับแม่ของจุเอง
แม่บอกว่าแม่ให้เงินสองแสนบาทนะถ้าจุคิดว่าเจควรไปเรียนที่นั่น
โล่งอกไปอีกหนึ่งเปราะเรามีเงินพอที่จะให้ลูกไปเรียนแล้วแต่เจต้องทำงานด้วย
เจยอมทำงานเพื่อส่งตัวเองเรียนหนังสือ เจบอกว่าเจจะทำงาน
วันที่ 4 มิถุนายน 2004
เจอายุเพียงสิบสองกว่าๆเท่านั้น เจเริ่มเดินทางมาอเมริกากับเพื่อนและแม่ของเพื่อน
เพื่อเริ่มทำงานภาคฤดูร้อนก่อนที่จะเปิดเรียนในเดือนสิงหาคม 2004 ป๊าม้าไม่ได้มากับเจเพราะต้องการประหยัดเงิน พระเจ้าทรงแสนดีเหลือเกิน
พระเจ้าไม่เปิดทางให้จุรู้เลยว่าหน้าตาโรงเรียนเป็นอย่างไร เพราะพระเจ้าทรงรู้ว่า
แน่นอน...ถ้าจุรู้ก่อนแล้วจุจะลำบากใจมากแค่ไหน ถ้าให้เลือกระหว่างช่วย Mr.Dickerson
หรือช่วยลูกเจ ต่อมาเมื่อเจเริ่มทำงาน สภาพที่เจเล่า
แม่กลั้นน้ำตาไม่อยู่ทุกที เกือบทุกคนที่เห็นสภาพแบบนั้นก็ถอยกันเกือบหมด
แต่จริงๆลึกๆที่อยู่ข้างในของแม่ แม่กลับคิดว่าแม่จะทิ้ง Mr.Dickerson
เขาได้อย่างไร คนที่ช่วยให้แม่ได้รู้จักกับพระเจ้าเนี่ยนะ
ความคิดนี้เป็นความคิดที่อยู่ลึกๆในใจแม่จริงๆ แต่แม่ไม่เคยบอกใคร
ยกเว้นคนๆเดียวที่แม่เคยบอกเขาว่าลำบากใจนะถ้าจะให้แม่ทิ้ง Mr.Dickerson
โดยการให้ลูกเจลาออกจากโรงเรียนนั้น
ขอบคุณพระเจ้าที่เจไม่ถอย
เจบอก เจจะสู้นะ...หม่าม้า
จุสงสารลูกเป็นที่สุด เวลาเจอยู่เมืองไทย
เจเป็นเหมือนคุณหญิงเจน้อยๆ เจไม่ต้องทำงานบ้าน เจไม่ต้องทำกับข้าว
เจไม่ต้องทำไร่ทำนาทำสวน เจมีแต่เรียน เล่น ทุกอย่างมีคนอื่นทำให้หมด
เจเปลี่ยนชีวิตเกือบจะหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว ในช่วงสามเดือนแรกที่เจไปอเมริกา
จุจำได้ว่าจุกินไม่ได้ นอนไม่หลับ
อยู่ๆก็จะร้องไห้ขึ้นมาคิดในใจว่าเจยังเล็กอยู่เลยลูก คุณปรีชาสามีก็จะคอยปลอบว่า ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวลูกก็กลับบ้านแล้ว ยิ่งพูดยิ่งทำให้จุร้องไห้ใหญ่
ตามที่เจเล่าให้ฟัง
เจต้องทำงานทุกวันสี่วันตลอดทั้งวันในช่วง summer และอีกครึ่งวันในวันศุกร์
บางวันในวันอาทิตย์ก็ต้องทำด้วย เมื่อเจมีโอกาสโทรศัพท์กลับบ้านเจจะบอกว่า หม่าม้าเจชักจะไม่ไหวแล้ว
หน้าร้อนที่นี่ร้อนมากเหลือเกิน ถุงดินก็หนักจัง เจเกือบยกไม่ขึ้น เจลากไม่ค่อยไหว
รถเข็นก็หนักเหลือเกิน เวลาใส่กระถางต้นไม้เข้าไปหลายๆกระถาง พื้นก็ขรุขระ
เจลากรถเข็นไม่ค่อยไหวเลย เดินก็ไกล ทำงานในโรงอาหารก็ยืนเดินตลอด เมื่อยขามากเลย
พอพูดเรื่องเมื่อยขา
แม่ยิ่งร้องไห้หนักเพราะเจเคยขาหักประเภทหนึ่งเมื่อปีก่อนหน้า
แต่แม่ทำอะไรไม่ได้เลย แม่ช่วยอะไรลูกไม่ได้เลยหรือนี่ ?
สำหรับภาคเรียนปกติจะเริ่มเรียนในเดือนสิงหาคม
เจก็จะเรียนครึ่งเช้าและทำงานกลางแดดครึ่งบ่าย หรือบางทีก็ทำงานที่โรงอาหาร
ตารางเวลาหมดไปกับสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับพระเจ้า การเรียน การทำงาน
และวิธีปฏิบัติตนในหลักศาสนาของเรา จุเริ่มถามตัวเองว่าทำไมทางเดินของพระเจ้านั้นแคบจัง
ไม่กว้างเลย เวลาเพื่อนที่เมืองไทยถามแม่เกี่ยวกับเจ แม่กลั้นน้ำตาไม่อยู่ทุกที
แม่อยากขอลูกคืนมา แม่เริ่มอธิษฐานอีกครั้งว่าถ้าไม่ใช่ทางของเจ
ขอให้พระเจ้าเปิดทางให้เจกลับมาเรียนที่เมืองไทย
แม่อธิษฐานขอให้ได้อยู่ช่วยเจสักเดือนสองเดือนก็ยังดี แม่อยากขอทำงานแทนเจที่อเมริกา
ค่าเครื่องบินของแม่ที่จะไปหาเจที่อเมริกาควรเป็นค่าเรียนของเจไม่ใช่หรือ ? แม่คิดในใจ
แม่อธิษฐานหนักมาก ทุกครั้งที่เศร้าก็อธิษฐานแล้วคิดถึงเรื่องชูชกกับกัณหาชาลี
ไม่ใช่คิดถึงความร้ายกาจของชูชกหรอกนะ แต่คิดถึงหัวอกของแม่ที่ต้องจากลูกกัณหาและลูกชาลีมากกว่า
ว่าคนเป็นแม่จะรู้สึกอย่างไร แล้วแม่ก็บอกว่า
แม่ต้องเข้มแข็งและแม่ต้องทำได้เพราะลูกเจของแม่อยู่ในมือของคนที่เขาช่วยให้แม่ได้รู้จักกับพระเจ้า
ในขณะเดียวกันแม่ก็พูดกับตัวเองว่า
ในอนาคตแม่จะไม่ปล่อยให้ลูกลำบากอย่างนี้อีกแล้วโดยไม่มีแม่อยู่ข้างๆ
ในช่วงมกราคม 2005 หลังจากที่จุอธิษฐานมาตลอดเวลา
วันหนึ่ง ดร.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี เดินเข้ามาหาจุแล้วถามว่า คุณจุ ลูกสาวคุณจุเป็นไง ไปไหน ไม่เห็นหน้าตั้งนาน หายไปไหน จุบอกว่า อ๋อ.... เขาไปเรียนที่อเมริกากับ Mr.Dickerson
อ้าวเหรอ ไม่รู้เรื่องเลย
ดร. กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ตอบ
และนั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบรับคำอธิษฐานจากพระเจ้าอีกหนึ่งครั้งที่พระเจ้ามีให้กับจุ
ที่ว่าจุขอให้ได้อยู่กับเจสักเดือนสองเดือนก็ยังดี
พระเจ้าทรงนำทางทำให้เกิดการเรียน summer course ที่ Country Haven Academy ทำให้จุได้อยู่กับลูกและเห็นว่าโรงเรียนเป็นอย่างไร
ในช่วงวันที่ 20 มิถุนายนถึง 17 สิงหาคม
2005 ขอขอบพระคุณพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงแสนดีเหลือเกิน
Summer Course ได้เริ่มขึ้นวันที่ 20 มิถุนายน
2005 เมื่อจุเดินทางมาถึงอเมริกา
ยิ่งรู้สึกเชื่อพระเจ้ามากขึ้นไปอีกจากเดิมที่เราเชื่ออยู่แล้ว
พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรา
พระเจ้าทรงตอบรับคำอธิษฐานของจุเช่นเคย จุยังจำคำของอาจารย์ประยุทธ์
คุณครูใหญ่ไทยที่ Bangkok Adventist Church School ได้เมื่ออาจารย์ถามว่า เจเป็นอย่างไรบ้าง จุบอกว่า คงเรียนปีเดียวกระมัง เงินก็ไม่มี
อาจารย์บอกว่า เจกำลังผ่านขั้นตอนกระบวนการเจียระไนเพชรอยู่เพื่อให้ได้เพชรเม็ดงามขึ้นมาหนึ่งเม็ด
ถ้าเจกลับมาก็น่าเสียดายนะ จุขอบคุณอาจารย์จริงๆที่ให้กำลังใจจุเหลือเกิน
จุคิดในใจ แล้วตอนนี้คำพูดของอาจารย์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่านั้นเป็นความจริงอย่างที่สุด
ถ้าไม่ใช่เพราะ Country Haven Academy เจก็จะไม่ประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้
ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงอดทนกับจุเหลือเกิน
ไม่ว่าเราจะคิดแบบมนุษย์ธรรมดาๆแต่พระเจ้าทรงมีวิธีที่จะเรียกเราให้กลับมาได้ทุกครั้งไป
ขอบคุณ The Dickersons ที่อดทนกับจุเหลือเกิน
จุรู้เลยว่าในใจของเขา เขาคงพูดว่า พระบิดาให้อภัยจุเถิด
เพราะจุไม่รู้ว่าจุกำลังทำอะไร Mr.Dickerson ส่งหนังสือ
True Education ของนางเอเลน จี ไวท์
มาจากอเมริกาให้จุอ่าน จุอ่านสามรอบถึงได้เข้าใจโรงเรียนมากขึ้น ขอบคุณ Mr.Dickerson
จริงๆ
เมื่อถึงเวลาใกล้จ่ายค่าเทอมในการเรียนปีที่สอง
เงินไม่พออีกแล้ว ขาดอีกสองแสนบาท พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานอีกเช่นเคย
จุไม่ได้เล่นหุ้นมานานมากแล้วนับเกือบสิบปีและไม่เคยพูดถึงเรื่องหุ้นอีกเลย
มีหุ้นอยู่หนึ่งตัวที่ติดอยู่ในบัญชีเมื่อสิบปีที่แล้ว
ก็ยังคาบัญชีอยู่เมื่อมีลูกหุ้นออกมาจุก็อุตส่าห์ซื้อลูกหุ้นเอาไว้เพื่อเฉลี่ยต้นทุนที่เราติดอยู่
ไม่นึกไม่ฝัน อยู่ๆหุ้นตัวนี้ราคากลับวิ่งพรวดพราดขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
พร้อมกับช่วงนั้นเพื่อนบอกว่าให้เล่นหุ้นนะซื้อทิ้งไว้เลย
แล้วอย่าไปมองมันเพราะพื้นฐานของหุ้น.....ดีมาก หลังจากที่เลิกเล่นหุ้นมาเกือบสิบปี
ด้วยเงินทุนที่จะเป็นค่าเรียนให้เจ ด้วยการชักชวนของเพื่อนคนนี้คุณพรทิพย์
ครูวงศ์ไพบูลย์ จุจึงนำไปลงทุนในหุ้นทำให้ได้เงินกำไรมาสองแสนบาท
ซึ่งพอกับค่าเรียนเจสำหรับการจ่ายค่าเรียนในปีที่สอง
พร้อมเงินช่วยเหลือจากแม่ของจุเองอีกห้าหมื่นบาท
จากการที่จุได้ไปอเมริกาในการจัด
summer
course
ที่นั่น ทำให้จุได้รับการตอบรับคำอธิษฐานจากพระเจ้าที่มอบให้จุ
จากคำพูดที่จุเคยพูดว่าอย่างเก่งจุก็มีเงินพอส่งเจเรียนได้สองปีเป็นอย่างมากที่สุด
และนี่คือคำตอบที่ทำให้เจเรียนสองปีจริงๆคือ
วันหนึ่งในช่วง summer course ที่อเมริกา มีคนหนึ่งที่บอกเล่าถึงระบบการศึกษาในอเมริกาแล้วพูดไปเรื่อยๆบนรถระหว่าง field trip อีกเช่นเคยพระเจ้าทรงบอกผ่านทางคนนั้นให้จุทราบเรียบร้อยแล้ว แต่จุไม่ฉลาดพอที่จะตีความอีกเหมือนเดิม ผ่านไปสองสามอาทิตย์หลังจากอธิษฐานตลอดเวลา ก็ทำให้จุหวนคิดถึงคำพูดของคนคนนั้นเกี่ยวกับระบบการศึกษาในอเมริกาบนรถนั้น จุขอบคุณพระเจ้าอีกครั้ง คราวนี้จุเข้าใจแล้วว่าเป็นทางที่เจอาจจะต้องเดินเพราะเงินเราหมด เอาหละสอบเทียบนะลูกเจนะ เจจะสอบผ่านหรือไม่ผ่านเจก็ต้องกลับเมืองไทยแล้วเพราะแม่เงินหมด และ Mr. and Mrs. Dickerson ก็จะปลดเกษียณตัวเองจากโรงเรียน Country Haven Academy ในปีนั้นพอดีเหมือนกัน ขณะเดียวกันจุก็ยังมืดแปดด้านอยู่ดีว่าถ้าเจกลับเมืองไทยแล้วเจจะทำอย่างไร ถึงแม้จะมีมหาวิทยาลัยหมอนานาชาติในไทยแล้วก็ตาม แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่าก็ยังมีปัญหาอยู่นะสำหรับมหาวิทยาลัยหมอนาน