Thai Seventh-day Adventist Church of Southern California
10855 New Jersey St, Redlands, CA 92373 Phone: (909) 335-2272 Fax (909) 335-6182 "My house is the house of prayer for all people." Come... Jesus invites you.

หลักข้อเชื่อคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส

คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสถือว่าพระคัมภีร์เป็นแหล่งที่มาของหลักคำสอนและหลักข้อเชื่อ โดยยึดมั่นในหลักการตามคำสอนของพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ คริสตจักรเชื่อว่า

 1. พระคริสตธรรมคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์
 พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เป็นพระวจนะของพระ เจ้า ที่เขียนขึ้นมาจากการดลใจของพระเจ้าผ่านทางมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า ผู้ได้สอน และเขียนไว้ตามที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในพระวจนะนี้ พระเจ้าได้ทรง มอบความรู้ที่จำเป็นสำหรับความรอดพ้นจากบาปให้แก่มนุษย์ พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์เป็น การเปิดเผยน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ไม่ผิดพลาด เป็นมาตรฐานในการประพฤติปฏิบัติเป็น สิ่งตรวจสอบการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งเปิดเผยให้เห็นหลักข้อเชื่อด้วยสิทธิอำนาจ และเป็น บันทึกให้เห็นถึงพระราชกิจของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ที่สามารถเชื่อถือได้ (2 เปโตร 1:20, 21, 2 ทิโมธี 3:16, 17, สดุดี 119:105, สุภาษิต 30:5, 6, อิสยาห์ 8:20, ยอห์น 17:17, 1 เธสะโลนิกา 2:13, ฮีบรุ 4:12)

 2. ตรีเอกานุภาพ
 มีพระเจ้าองค์เดียว พระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งสามทรงเป็นพระองค์เดียวกันตลอดนิรันดร์ พระเจ้าทรงเป็นองค์อมตะ สรรพานุภาพ สัพพัญญู เหนือทุกสิ่ง และสากลสถิต พระองค์ทรงดำรงอยู่นิรันดร์และเกินกว่าการหยั่งรู้ของมนุษย์ ถึงกระนั้นมนุษย์สามารถรู้จักพระองค์จากการทรงเปิดเผยพระองค์เอง พระองค์ทรงสมควรรับการ นมัสการ ได้รับการเคารพบูชาและรับการปรนนิบัติจากสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างตลอดไปเป็นนิตย์ (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4 มัทธิว 28:19, 2 โครินธ์ 13:14 เอเฟซัส 4:4-6, 1 เป โตร 1:2,1 ทิโมธี 1:17 วิวรณ์ 14:7)

3. พระเจ้าพระบิดา
พระเจ้าพระบิดาทรงเป็นพระผู้ทรงสร้าง เป็นแหล่งที่มา เป็นผู้ผดุงรักษา และทรงฤทธานุภาพเหนือสิ่งสารพัด พระองค์ทรงยุติธรรมและบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ทรงพระคุณและพระกรุณาคุณ ทรงพิโรธช้า ทรงมีความรักอันอุดม และสัตย์จริงเป็นนิตย์ นอกจากนี้พระองค์ทรงเปิดเผยคุณลักษณะและฤทธิ์เดชในพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วย (ปฐมกาล 1:1 วิวรณ์ 4:1,1 โครินธ์ 15:8 ยอห์น 3:6,1 ยอห์น 4:,1 ทิโมธี 1:7 อพยพ 34:,7 ยอห์น 14:)

4. พระเจ้าพระบุตร
 
พระเจ้าพระบุตรองค์นิรันดร์เสด็จมาเป็นมนุษย์ในพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทรงเปิด เผยพระลักษณะของพระเจ้า ทรงกระทำให้แผนงานแห่งความรอดบาป เพื่อมนุษย์สำเร็จ และโลกได้รับการ พิพากษา พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าแท้ตลอด นิรันดร์ และทรงเป็นมนุษย์แท้ พระองค์ทรงปฏิสนธิและประสูติ จากหญิงพรหมจารีมารีย์โดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงดำรงชีพและได้รับประสบการณ์การทดลอง เช่นเดียวกับมนุษย์ ทรงเป็นเยี่ยงอย่างการเป็นผู้ชอบธรรมและความรักของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ การกระทำ การอัศจรรย์ของพระองค์ทำให้ประจักษ์ถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าและได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ตามพระสัญญาของพระเจ้า พระองค์ทรงทนทุกข์ทรมาน และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความ บาปและตาย แทนที่เราทั้งหลายด้วยความสมัครใจ รงเป็นขึ้นมาจากความตาย และเสด็จสู่สวรรค์ เพื่อปรนนิบัติอยู่ ณ สถาน ศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์เพื่อเรา ทั้งหลาย พระองค์จะเสด็จกลับมาอีกด้วย พระสิริเพื่อการช่วยกู้บรรดาประชากรของ พระองค์อีกครั้งและนำเอาทุกสิ่งกลับคืนมาดังเดิม (ยอห์น 1:1- 3, 14 โคโลสี 1:15-19 ยอห์น 10:30, 14:19 โรม 6:23, 2 โครินธ์ 3:18 เอเฟซัส 4:11, 12 กิจการ 1:8 ยอห์น 14:16-18, 26, 15:26-27, 16:7-13

5. พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์
พระเจ้าพระวิญญาณองค์นิรันดร์ ทรงร่วมกับพระบิดาและพระบุตรในการเนรมิตสร้าง การเสด็จมาเป็นมนุษย์ และการไถ่บาปของพระบุตร พระองค์ทรงเป็นผู้ดลใจผู้เขียนพระ คัมภีร์ ทรงประทานพลังอันแก่ชีวิตการรับใช้ของพระคริสต์ พระองค์ทรงนำมนุษย์ออกมาและให้เขายอมรับตนเอง และประทานพลังให้แก่บรรดาผู้ตอบสนองต่อการสร้างชีวิตใหม่ รับ การเปลี่ยนแปลงของพระองค์ไปสู่ฉายาใหม่ของพระเจ้า พระเจ้าพระบิดาและพระบุตรได้ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มาประทับอยู่ใกล้บรรดาบุตรของพระองค์ พระวิญญาณทรงมอบ ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณต่างๆ ให้แก่คริสตจักร มอบอำนาจให้คริสตจักรเป็นพยานของพระคริสต์ และนำคริสตจักรให้ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับพระคัมภีร์ซึ่งนำไปสู่ความจริงทั้ง มวล (ปฐมกาล 1:1, 2 ลูกา 1:35, 4:18 กิจการ 10:38, 2 เปโตร 1:21, 2 โครินธ์ 3:18 เอเฟซัส 4:11,12 กิจการ 1:8 ยอห์น 14:16-18, 26,15:26, 27, 16:7-13)

6. การเนรมิตสร้าง
พระเจ้าทรงเป็นผู้เนรมิตสร้างสรรพสิ่ง และได้เปิดเผยรับรองถึงพระราชกิจแห่งการเนรมิตสร้างไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ในหกวันพระเจ้าได้ทรง เนรมิตสร้างฟ้าและแผ่น ดินและบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเหนือแผ่นดินโลก และทรงหยุดพักในวันที่เจ็ดของสัปดาห์แรก ด้วยเหตุนี้ระองค์ได้ทรงสถาปนาวันสะบาโตขึ้นให้เป็นอนุสรณ์นิรันดร์แห่งการเนรมิต สร้างทุกสิ่งจนสมบูรณ์ของพระเจ้า มนุษย์คู่แรกได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า เป็นผลงานพิเศษของการสร้าง และมอบหมายความรับผิดชอบให้เขาดูแลโลกนี้ เมื่อสร้างโลก เสร็จแล้ว ทุกอย่างทรงเห็นว่า ดีประกาศพระสิริของพระเจ้า (ปฐมกาล บทที่ 1 และ 2อพยพ 20:8-11 สดุดี 19:1-6, 33:6, 9, 104 ฮีบรู 11:3)

7. ล้กษณะตามธรรมชาติของมนุษย์
มนุษย์ทั้งชายและหญิงได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า มีความเป็นปัจเจก มีอำนาจและมีอิสระในการคิดและการกระทำแม้ว่า เขาได้รับการสร้างให้เป็นผู้มีอิสระ มนุษย์มีร่างกาย ความคิดและจิตวิญญาณที่เป็นเอกภาพไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อบิดามารดาคู่แรก ไม่เชื่อฟังพระเจ้า เขาปฏิเสธการพึ่งพาพระองค์และหลุดออกจากตำแหน่งสูงภายใต้การปกครองของพระเจ้า พระฉายาของพระองค์ที่เขามี ีอยู่สูญเสียไปและเขาตกอยู่ในสภาพที่ต้องตาย ลูกหลานของเขาได้รับผลของการหลงผิดและได้รับผลของการกระทำนั้น ลูกหลานเหล่านั้นเกิด มาด้วยธรรมชาติที่อ่อนแอและมีแนวโน้มกระทำการชั่ว แต่พระเจ้าได้นำโลกนี้กลับคืนดีกับพระองค์โดยทางพระคริสต์และโดยพระวิญญาณ ของพระองค์ ได้นำพระฉายาของพระผู้สร้างของเขากลับคืนมาสู่มนุษย์ผู้ต้องตายที่กลับใจใหม่อีกครั้ง มนุษย์ได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อถวาย พระสิริแก่พระเจ้า เขาได้รับการทรงเรียกให้รักพระองค์และรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้ดูแลสิ่งแวดล้อมของเขา (ปฐมกาล 1:26-28, 2:7 สดุดี 8:4-8 กิจการ 17:24-28 ปฐมกาล 3 สดุดี 51:5 โรม 5:12-17, 2 โครินธ์ 5:19, 20 สดุดี 51:10, 1 ยอห์น 4:7, 8, 11, 20 ปฐมกาล 2:15)

8. การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์กับซาตาน
 บัดนี้มนุษยชาติได้เกี่ยวข้องในการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์และซาตานในเรื่องพระลักษณะของพระเจ้า พระบัญญัติและ ความเป็นผู้มีอำนาจครอบครองเหนือจักรวาลของพระองค์ ความขัดแย้งนี้เริ่มขึ้นในสวรรค์ เมื่อผู้ที่ได้รับการสร้างขึ้นผู้หนึ่ง ได้รับมอบ ความมีอิสรภาพในการเลือก ได้ยกย่องตนเองขึ้นกลายมาเป็นซาตาน เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า และนำไปสู่การกบฏของทูตสวรรค์จำนวนหนึ่ง ในสาม ซาตานเมื่อนำเอาอาดัมและเอวากระทำบาป เป็นผู้ริเริ่มความคิดในการกบฏเข้ามาในโลก ความบาปที่เกิดกับมนุษย์ส่งผลให้พระ ฉายาของพระเจ้าในชีวิตของมนุษย์บิดเบือนไป ทำให้โลกเกิดความยุ่งเหยิง และในที่สุดนำไปสู่การถูกล้างทำลายด้วยน้ำท่วมโลก บรรดา สรรพสิ่งที่ได้รับการสร้างได้เห็นภาพของความขัดแย้งแห่งจักวาล จนใที่สุดพระเจ้าแห่งความรักจะทรงพิสูจน์ให้เห็นว่าพระองค์ทรง เป็นฝ่ายถูกต้อง พระคริสต์ได้ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และทูตสวรรค์ผู้สัตย์ซื่อเพื่อช่วยเหลือบรรดาประชากรของพระองค์ในการต่อสู้อัน ยิ่งใหญ่นี้ เพื่อชี้แนะ ปกป้องและอุ้มชูเขาให้ดำเนินไปตามวิถีแห่งการไถ่ให้รอด (วิวรณ์ 12:4-9 อิสยาห์ 14:12-14 เอเศเคียล 28:12-18 ปฐมกาล 3 โรม 1:19-32, 5:12-21, 8:19-22 ปฐมกาล 6-8, 2 เปโตร 3:6, 1 โครินธ์ 4:9 ฮีบรู 1:14)

9. ชีวิต ความมรณาและการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระคริสต์
จากชีวิตที่เชื่ออันสมบูรณ์แบบของพระคริสต์ต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า การทนทุกข์ ความมรณาและการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงให้เป็นการไถ่บาป ของมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้มีความเชื่อ ยอมรับการไถ่นี้จะได้รับชีวิตนิรันดร์ และบรรดาสิ่งที่พระเจ้าสร้างไว้แล้วจะเข้าใจความรักนิรันดร์และบริสุทธิ์ของพระผู้สร้าง การไถ่อัน สมบูรณ์แบบนี้พิสูจน์ให้เห็นความชอบธรรมของอิสราเอลของพระเจ้า และพระลักษณะอันบริสุทธิ์งดงามของพระองค์ เพราะสิ่งนี้ประณามความบาปและให้การอภัยแก่เราด้วย ความ มรณาของพระคริสต์ทดแทนและชดเชย นำสู่การคืนดีและเปลี่ยนแปลงชีวิต การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระคริสต์ประกาศชัยชนะของพระเจ้าเหนือพลังอำนาจของมาร บรรดาผู้ รับเอาการไถ่จึงมีความมั่นใจในชัยชนะครั้งสุดท้ายเหนือความบาปและความตาย เป็นการประกาศความเป็นเจ้าเหนือทุกสิ่งของพระเยซูคริสต์ ผู้ที่ทุกหัวเขาทั้งบนสวรรค์และในโลกต้อง คุกเข่าต่อพระองค์ (ยอห์น 3:16 อิสยาห์ 53, 1 เปโตร 2:21, 22, 1 โครินธ์ 15:3, 4, 20-22, 2 โครินธ์ 5:14, 15, 19-21 โรม 1:4, 3:25, 4:25, 8:3, 4, 1 ยอห์น 2:2, 4:10, โคโล สี 2:15 ฟิลิปปี 2:6-11)

10. ประสบการณ์แห่งความรอด
 ความรักและพระเมตตานิรันดร์ของพระเจ้าได้ทรงกระทำให้พระคริสต์ ผู้ไม่เคยทำผิดบาปต้องมีบาปเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อโดย พระองค์นั้นเราทั้งหลายจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้า โดยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้เราสำนึกความต้องการ ความรู้ ถึงสภาพความเป็นคนบาปของตนเอง กลับใจจากการละเมิด และฝึกฝนความเชื่อที่มีในพระเยซูผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระ คริสต์ ผู้ทรงเป็นผู้ตายแทนและเป็นแบบอย่างแก่เรา ความเชื่อที่นำให้รับเอาความรอดได้มาจากฤทธิ์เดชแห่งพระวจนะ และเป็นของ ประทานแห่งพระคุณของพระเจ้า เราทั้งหลายได้รับการทำให้เป็นผู้ไร้ผิดโดยพระคริสต์ ได้รับเข้าเป็นบุตรชายและบุตรหญิงของพระเจ้า เป็นผู้ได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจของบาป เราทั้งหลายได้รับการบังเกิดใหม่และชำระให้บริสุทธิ์โดยพระวิญญาณอีกครั้ง พระวิญญาณ ทรงสร้างจิตใจใหม่ จารึกพระบัญญัติแห่งความรักของพระเจ้าไว้ในจิตใจ และได้รับฤทธิ์เดชในการดำเนินชีวิตอันบริสุทธิ์ เมื่อเข้าสนิทกับ พระองค์เราทั้งหลายเป็นผู้มีส่วนในการพิพากษาด้วย (2 โครินธ์ 5:17-21 ยอห์น 3:16 กาลาเทีย 1:4, 4:4-7 ทิตัส 3:3-7 ยอห์น 16:8 กาลาเทีย 3:13, 14, 1 เปโตร 2:21, 22 โรม 10:17 ลูกา 17:5 มาระโก 9:23, 24 เอเฟซัส 2:5-10 โรม 3:21-26 โคโลสี 1:13, 14 โรม 8:14-17 กาลาเทีย 3:26 ยอห์น 3:3-8, 1 เปโตร 1:23 โรม 12:2 ฮีบรู 8:7-12 เอเศเคียล 36:25-27, 2 เปโตร 1:3, 4 โรม 8:1-4, 5:6-10)

11. คริสตจักร
คริสตจักรเป็นชุมชนของบรรดาผู้เชื่อที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระผู้ช่วยให้รอด เราทั้งหลายได้รับการทรงเรียกให้ออกมาจากโลก ดำเนินตามวิถีแห่งประชากรของพระเจ้าในสมัยพระคัมภีร์พันธ สัญญาเดิม เราร่วมกันในการนมัสการและสามัคคีธรรม ในการสั่งสอนพระวจนะ ในการฉลองอาหารมื้อสุดท้าย ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อการรับใช้เพื่อนมนุษย์และเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐไปทั่วโลก คริสตจักรได้รับสืบ ทอดสิทธิอำนาจมาจากพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระวาทะที่บังเกิดเป็นเนื้อหนัง และจากพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้ เขียนไว้ คริสตจักรเป็นวงศ์วานของพระเจ้า พระองค์ได้รับไว้เป็นบุตรของพระองค์ สมาชิกทั้งหลายจึงดำรงอยู่บน พื้นฐานของพันธสัญญาใหม่ คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์ เป็นชุมชนแห่งความเชื่อโดยมีพระคริสต์เป็น ศีรษะ คริสตจักรเป็นเจ้าสาวที่พระคริสต์ได้ตายแทน พระองค์จะได้ชำระและลบมลทินคริสตจักรไว้ เมื่อพระองค์ เสด็จมาด้วยชัยชนะ จะทรงนำคริสตจักรถวายคริสตจักรนั้นเพื่อพระสิริของพระองค์ รวมทั้งบรรดาผู้สัตย์ซื่อ ตลอดทุกยุคสมัย ผู้ได้รับการซื้อไว้แล้วด้วยพระโลหิตของพระองค์ ไร้ตำหนิ ริ้วรอยใดๆ แต่บริสุทธิ์และปราศจาก มลทิน (ปฐมกาล 12:3 กิจการ 7:38 เอเฟซัส 4:11-15, 3:8-11 มัทธิว 28:19, 20, 16:13-20, 18:18 เอเฟซัส 2:19-22, 1:22, 23, 5:23-27 โคโลสี 1:17, 18)

12. คริสตจักรที่เหลืออยู่และพันธกิจของคริสตจักร
 คริสตจักรแห่งโลกนี้ประกอบไปด้วยบรรดาผู้เชื่อพระคริสต์อย่างแท้จริง แต่ในวาระสุดท้าย เป็นเวลาที่มีการ ละทิ้งความจริงในศาสนา คริสตจักรที่เหลืออยู่ได้รับการทรงเรียกให้ออกมารักษาพระบัญญัติของพระเจ้าและ ความเชื่อของพระเยซู คริสตจักรที่เหลืออยู่นี้ประกาศเรื่องการพิพากษาเริ่มขึ้นแล้ว ประกาศเรื่องความรอดโดยพระ คริสต์ และป่าวประกาศเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สองที่ใกล้เข้ามาแล้ว การทำหน้าที่นี้เป็นสัญลักษณ์ถึงทูตสวรรค์ สามองค์ของพระธรรมวิวรณ์บทที่ 14 ซึ่งประจวบกับภาระกิจการพิพากษาในสวรรค์ ยังผลให้เกิดการกลับใจและ การเปลี่ยนแปลงใหม่ในโลก ผู้เชื่อทุกคนได้รับการเรียกให้มีส่วนในการเป็นพยานร่วมกันทั่วโลก (วิวรณ์ 12:17, 14:6-12, 181-4, 2 โครินธ์ 5:10 ยูดา 3, 14, 1 เปโตร 1:16-19, 2 เปโตร 3:10-14

13. เอกภาพในพระกายของพระคริสต์
คริสตจักรเป็นกายหนึ่งเดียวของมวลสมาชิกผู้ได้รับการเรียกออกมาจากทุกชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกภาษาและจากคนทั้งปวง ในนั้นเราเป็นผู้ได้รับการสร้างใหม่ มีความแตกต่างของเชื้อ ชาติ วัฒนธรรม ความรู้และสัญชาติ และมีความแตกต่างกันระหว่างคนชั้นสูงและคนชั้นล่าง ความรวยและความจน เพศชายและเพศหญิง ทั้งหมดนี้ไม่ควรทำให้เรามีความแตกแยกกัน เราทั้งหลายมีความเท่าเทียมกันในพระคริสต์ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์พระองค์ได้ผูกพันเราทั้งหลายไว้กับพระองค์และผูกพันไว้กับพี่น้อง เราทั้งหลายรับใช้กันและกันโดยไม่เลือกที่รัก มักที่ชังหรือไว้ตัว เราทั้งหลายแบ่งปันความเชื่อและความหวังที่เหมือนกัน ตามที่พระเยซูคริสต์ได้เปิดเผยไว้ในพระคัมภีร์ และมุ่งหน้าออกไปเป็นพยานแก่คนทั้งปวง ความเป็นเอกภาพ ของมีแหล่งที่มาแห่งเดียวคือ จากพระเจ้าทั้งสามพระภาค ผู้ทรงรับเราทั้งหลายไว้เป็นบุตรของพระองค์แล้ว (โรม 12:4, 5, 1 โครินธ์ 12:12-14 มัทธิว 28:19, 20 สดุดี 133:1, 2 โครินธ์ 5:16, 17 กิจการ 17:26, 27 กาลาเทีย 3:27, 29 โคโลสี 3:10-15 เอเฟซัส 4:14-16, 4:1-6 ยอห์น 17:20-23)

14. บัพติศมา
 
เราแสดงความเชื่อออกมาด้วยการรับบัพติศมาเข้ามีส่วนในความตาย และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ และเป็นพยานถึงการตายต่อบาปของเรา และจุดมุ่งหมายที่ จะดำเนินชีวิตใหม่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงยอมรับว่าพระคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด มาเป็นประชากรของพระองค์ และรับเข้ามาเป็นสมาชิกในคริสตจักรของ พระองค์ พิธีบัพติศมาเป็นสัญลักษณ์ว่าเราเข้าสนิทกับพระคริสต์ การให้อภัยบาป และการที่เราทั้งหลายได้รับเอาพระวิญญาณบริสุทธิ์ การจุ่มลงในน้ำทั้งตัวอันเป็นการยืนยันถึงความ เชื่อที่มีต่อพระเยซูและเป็นหลักฐานแสดงถึงการกลับใจจากความบาป เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์และยอมรับคำสอนเหล่านั้น (โรม 6:1-6 โคโลสี 2:12-13, กิจการ 16:30-33, 22:16, 2:38 มัทธิว 28:19, 20)

15. พิธีมหาสนิท
พิธีมหาสนิทคือการเข้ามีส่วนร่วมในสัญลักษณ์แห่งการรับเอาพระกายและพระโลหิตของพระเยซู เป็นการแสดงออกซึ่งความเชื่อที่มีต่อพระองค์ ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและ พระผู้ช่วยให้รอดของเราในการเข้าสนิทกับพระคริสต์นั้น พระองค์ทรงประทับอยู่ท่ามกลางที่ประชุม เพื่อเสริมกำลังให้แก่ผู้เชื่อให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ขณะที่เราเข้าส่วนในพิธีนี้ เท่ากับเป็น การประกาศเรื่องความตายของพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดีจนกว่าพระองค์เสด็จกลับมา ในการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่พิธี ผู้ร่วมพิธีจะสำรวจตนเอง กลับใจใหม่และสารภาพความผิดบาป ของเขา พระอาจารย์ได้สถาปนาพิธีล้างเท้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงการชำระตัวใหม่ เพื่อแสดงออกถึงความยินดีรับใช้กันและกันตามแบบอย่างการถ่อมตัวของพระคริสต์ เพื่อผูกพันหัวใจ ของเราทั้งด้วยความรัก พิธีมหาสนิทเปิดกว้างสำหรับคริสเตียนผู้เชื่อทุกคน (1 โครินธ์ 10:16, 17, 11:23-30 มัทธิว 26:17-30 วิวรณ์ 3:20 ยอห์น 6:48-63, 13:1-17)

16. ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณและพันธกิจการรับใช้
พระเจ้าทรงมอบของประทานฝ่ายจิตวิญญาณให้แก่สมาชิกของคริสตจักรตลอดทุกยุคสมัยที่ผ่านมา ให้แต่ละคนได้รับของประทานเหล่านี้เพื่อนำไปรับใช้ด้วยความรัก เพื่อประ โยชน์แก่คริสตจักรและสังคมมนุษย์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมอบของประทานเหล่านี้ แบ่งปันแก่สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนตามน้ำพระทัยของพระองค์ ของประทานนี้ก็เพื่อเตรียม ความสามารถต่าง ๆ และการรับใช้ตามที่คริสตจักรต้องการ เพื่อปฏิบัติงานให้สำเร็จตามที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมาย ตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์นั้น ของประทานเหล่านี้ได้แก่ การรับ ใช้ด้วยความเชื่อ การรักษาโรค การเผยพระวจนะ การประกาศข่าว การสอน การบริหาร การเป็นคนกลางเพื่อสร้างการคืนดี การมีใจเมตตา และเสียสละเพื่อการรับใช้ การบรรเทาทุกข์ เพื่อนมนุษย์ด้วยการช่วยเหลือ และหนุนใจสมาชิกคริสตจักรบางคนได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าและได้รับความสามารถจากพระวิญญาณปฏิบัติหน้าที่เพื่อการรับใช้ที่ได้รับการยอม รับจากคริสตจักร ด้วยการทำหน้าที่เป็นศิษยาภิบาล นักเทศน์ประกาศศาสนา เป็นอัครสาวก และรับใช้ในการสอนซึ่งเป็นที่ต้องการโดยเฉพาะ เพื่อเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักรในการรับ ใช้ เพื่อสร้างคริสตจักรให้เจริญขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณ และเพื่อสนับสนุนให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อและความรู้เรื่องพระเจ้า เมื่อสมาชิกคริสตจักรรับเอาของประทานฝ่ายจิต วิญญาณเหล่านี้ด้วยการเป็นผู้อารักขาของประทานแห่งพระคุณนี้ด้วยความสัตย์ซื่อ คริสตจักรก็จะได้รับการปกป้องจากอิทธิพลของการทำลายจากคำสอนเท็จ คริสตจักรจำเริญขึ้นตาม การเติบโตที่มาจากพระเจ้า อันเป็นการสร้างขึ้นจากความเชื่อและความรัก (โรม 12:4-8, 1 โครินธ์ 12:9-11, 27, 28 เอเฟซัส 4:8, 11-16 กิจการ 6:1-7, 1 ทิโมธี 3:1-13, 1 เปโตร 4:10, 11)

17. ของประทานในการเผยพระวจนะ
หนึ่งในจำนวนของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือ การเผยพระวจนะ ของประทานนี้เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึง คริสตจักรที่เหลืออยู่ โดยเปิดเผยให้เห็นจากการรับใช้ของนาง เอเลน จี. ไวท์ ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวของพระเจ้า งานเขียน ของนางไว้ท์ ยังทำหน้าที่ต่ออย่างเนื่อง เป็นแหล่งข้อมูลความ จริงที่มีสิทธิอำนาจเพื่อคริสตจักร สร้างความอบอุ่นใจ ชี้แนะ แนวทาง สั่งสอนและแก้ไขสิ่งผิดพลาด ผลงานการเขียนเหล่านี้ กล่าวไว้ชัดเจนว่า พระคัมภีร์ คือมาตรฐานตรวจสอบคำสอนและ ความรู้ความชำนาญทุกอย่าง (โยเอล 2:28, 29 กิจการ 2:12-21 ฮีบรู 1:1-3 วิวรณ์ 12:17, 19:10

18. พระบัญญัติของพระเจ้า
กฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่แห่งพระบัญญัติของพระเจ้า รวมอยู่ในพระบัญญัติสิบ ประการ และปรากฏให้เห็นเป็นแบบอย่างในชีวิตของพระคริสต์ พระบัญญัติเหล่า นี้แสดงออกถึงความรัก น้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้าเกี่ยวกับการ ประพฤติและการสัมพันธ์กับผู้อื่นของมนุษย์ เป็นสิ่งผูกพันคนทั้งหลายทุกยุคสมัย หลักการเหล่านี้เป็นรากฐานของพันธสัญญาของพระเจ้า ที่กระทำไว้กับประชากร ของพระองค์ และเป็นมาตรฐานการพิพากษาของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงช่วยชี้ให้เห็นความบาป และให้ตื่นขึ้นรู้สึกนึกถึงความต้องการพระผู้ช่วยให้ รอด ความรอดได้มาโดยทางพระคุณไม่ใช่โดยการประพฤติ แต่ผลพวงของความ เชื่อคือความเชื่อฟังพระบัญญัติ ความเชื่อฟังนี้พัฒนาอุปนิสัยของคริสเตียนและส่ง ผลให้มีชีวิตที่ดีงาม การเชื่อฟังด้วยความเชื่อแสดงออกให้เห็นถึงฤทธานุภาพของ พระคริสต์ในการเปลี่ยนแปลงชีวิต และเสริมสร้างกำลังในการเป็นพยานของคริส เตียน (อพยพ 20:1-17 สดุดี 40:7, 8 มัทธิว 22:36-40 เฉลยธรรมบัญญัติ 28:1-14 มัทธิว 5:17-20 ฮีบรู 8:8-10 ยอห์น 15:7-10 ยอห์น 15:7-10 เอเฟซัส 2:8-10, 1 ยอห์น 5:3 โรม 8:3 สดุดี 19:7-14)

19. วันสะบาโต
องค์พระผู้สร้างผู้ทรงเกื้อกูล หลังจากที่ได้สร้างทุกสิ่งในหกวันแล้วพระองค์ได้ทรงหยุดพักในวันที่เจ็ด และทรงสถาปนาวันสะบาโตเพื่อ มวลมนุษย์ เป็นอนุสรณ์แห่งการเนรมิตสร้าง พระบัญญัติสิบประการข้อที่สี่ของพระเจ้าที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นกฎที่กำหนดให้รักษาวัน สะบาโตวันที่เจ็ดให้เป็นวันแห่งการพักผ่อน วันนมัสการ และการรับใช้ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนและวิถีปฏิบัติของพระเยซู ผู้ทรงเป็นเจ้าเป็นนาย เหนือวันสะบาโต วันนี้เป็นวันแห่งความยินดีในการเข้าสนิทกับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ เป็นสัญลักษณ์แห่งการไถ่ให้รอดในพระคริสต์ เป็นหมาย สำคัญแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดี ให้เราได้ลิ้มรสชาติแห่งราชอาณาจักรนิรันดร์ในอนาคตของพระเจ้า วัน สะบาโตเป็นหมายสำคัญเนืองนิตย์ของพันธสัญญานิรันดร์ของพระเจ้าระหว่างพระเจ้าและประชากรของพระองค์ การรักษาวันนี้ให้บริสุทธิ์ด้วย ความชื่นชมยินดีนับตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกดินวันเริ่มต้นไปจนถึงดวงอาทิตย์ตกดินวันสิ้นสุด เป็นการเฉลิมฉลองพระราชกิจแห่งการเนรมิตสร้าง และการไถ่บาปของพระเจ้า (ปฐมกาล 2:1-3 อพยพ 20:8-11 ลูกา 4:16 อิสยาห์ 56:5, 6, 58:13, 14 มัทธิว 12:1-12 อพยพ 31:13-17 เอเศเคียล 20:12, 20 เฉลยธรรมบัญญัติ 5:12-15 ฮีบรู 4:1-11 เลวีนิติ 23:32 มาระโก 1:32)

20. ฉันทภาระ
เราทั้งหลายเป็นผู้อารักขาของพระเจ้า พระองค์ได้มอบเวลาและ สิทธิพิเศษต่างๆ ความสามารถและทรัพย์สมบัติ ตลอดจนพระพร ของโลกและทรัพยากรทั้งหลาย เราทุกคนจึงมีหน้าที่รับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ต่อพระองค์ โดยการนำไปใช้อย่างสมประโยชน์ ยอมรับว่า พระเจ้าทรงเป็นเป็นเจ้าของสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ โดยการรับใช้พระองค์ และเพื่อนมนุษย์ด้วยความซื่อสัตย์ การถวายทศางค์ (สิบชักหนึ่ง-สิบ ลดหนึ่ง) และการถวายอื่นๆ ก็เพื่อส่งเสริมภารกิจการประกาศข่าว ประเสริฐของพระเจ้าและสนับสนุน และพัฒนาคริสตจักรของพระ องค์ให้เจริญขึ้น ฉันทภาระเป็นโอกาสพิเศษที่พระเจ้าทรงประทาน ให้แก่เราเพื่อรับการอภิบาลในความรัก มีชัยชนะเหนือความเห็นแก่ ตัวและความโลภ ผู้อารักขาชื่นชมยินดีในพระพรมากมายที่หลั่งไหล ไปสู่ผู้อื่นอันเป็นผลมาจากความสัตย์ซื่อของเขา (ปฐมกาล 1:26-28, 2:15, 1 พงศาวดาร 29:14 ฮักกัย 1:3-11 มาลาคี 3:8-12, 1 โค รินธ์ 9:9-14 มัทธิว 23:23, 2 โครินธ์ 8:1-15 โรม 15:26, 27)

21. อุปนิสัยของคริสเตียน
เราทั้งหลายได้รับการทรงเรียกให้ดำเนินชีวิตอันดีงาม เป็นผู้มีความคิด ความรู้สึกและการกระทำที่สอด คล้องกับหลักการแห่งสวรรค์ เพราะพระวิญญาณได้สร้างลักษณะอุปนิสัยตามอย่างขององค์พระผู้เป็นเจ้าของ เราขึ้นมาใหม่ภายในเราทั้งหลาย เราทั้งหลายจะนำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดผลแห่งชีวิตที่บริสุทธิ์เหมือน พระคริสต์เท่านั้น คือสิ่งที่ส่งเสริมสุขภาพและความชื่นชมยินดีในชีวิต ในที่นี้หมายถึงการบันเทิงต่าง ๆ ของเรา ควรเป็นไปตามมาตรฐานชีวิตอันสูงส่งและงดงามของคริสเตียน ขณะที่เรายอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม การแต่งตัวจึงควรเรียบง่าย เหมาะสมกับสมัยและสะอาดเรียบร้อย เหมาะกับบรรดาผู้มีความดีงามอย่างแท้จริง โดยไม่เป็นการแต่งกายเพื่อการแสดงเพื่ออวดอ้างภายนอก ให้เป็นการแต่งกายที่มีความงาม ความสุภาพของจิต ใจภายใน คำนึงอยู่เสมอว่าร่างกายเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจึงดูแลร่างกายนี้ด้วยการใช้สติปัญญา ออกกำลังและพักผ่อนอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารที่เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงให้มากที่สุดและไม่รับ ประทานอาหารที่ไม่สะอาดตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ละเลิกไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล ไม่สูบบุหรี่และ ไม่ใช้ยาเสพย์ติดใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยรับเอาสิ่งที่นำเอาความคิดและร่างกายให้อยู่ภายใต้หลักคำ สอนของพระคริสต์ ผู้ทรงปรารถนาให้ร่างกายของเรามีความสมบูรณ์พร้อมทุกด้าน ทั้งความชื่นชมยินดีและ ความดีงามทั้งปวง (โรม 12:1, 2, 1 ยอห์น 2:6 เอเฟซัส 5:1-21 ฟิลิปปี 4:8, 2 โครินธ์ 10:5, 6:14-7:1, 1 เป โตร 3:1-4, 1 โครินธ์ 6:19-20, 10:31 เลวีนิติ 11:1-47, 3 ยอห์น 2)

22. ชีวิตสมรสและครอบครัว
 
พระเจ้าทรงสถาปนาพิธีสมรสในสวนเอเดน ได้รับการรับรองโดยพระเยซู เพื่อให้ทั้งชายและหญิงผูกพันกันในความรักและความเป็น หนึ่งเดียวกันตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ สำหรับคริสเตียนนั้น การแต่งงานคือการถวายสัตย์ปฏิญาณกับพระเจ้าและปฏิญาณกับคู่สมรส ผู้ เชื่อจึงควรแต่งงานกับผู้ที่มีความเชื่อเหมือนกัน ทั้งสองฝ่ายมีความรัก การให้เกียรติ การยกย่องและรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งถัก ทอเขาให้มีความสัมพันธ์ที่แนบสนิท สะท้อนออกมาให้เห็นในความรัก การเคารพสิทธิ ความสนิทสนม ดังเช่นการมีความผูกพันอันแนบ แน่นของพระคริสต์กับคริสตจักรของพระองค์ ในเรื่องการหย่าร้าง พระเยซูได้สอนไว้วว่าบุคคลใดหย่าขาดจากสามีหรือภรรยาของตนผู้ นั้นทำผิดล่วงประเวณี ยกเว้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำผิดประเวณี แม้ว่าบางครอบครัวอาจมีความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นไปตามค่านิยม ฝ่ายสามี หรือภรรยาที่ได้อุทิศตนเพื่อพระคริสต์สามารถบรรลุถึงความรักผูกพันได้โดยการทรงนำของพระวิญญาณ และการอภิบาลของคริสตจักร พระเจ้าทรงอวยพรแก่ครอบครัวและมุ่งหวังให้สมาชิกในครอบครัวสนับสนุนกันและกัน เพื่อจะได้ก้าวไปสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ บิดา มารดาจะต้องเลี้ยงดูบุตรให้รักและเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นตัวอย่างแก่บุตรทั้งด้านความประพฤติและคำพูด สอนบุตรทั้งหลายให้รู้ว่า พระคริสต์ทรงเป็นผู้รักษาวินัยที่รักห่วงใย เอาใจใส่เขา พระองค์ทรงประสงค์ให้เขาเข้ามาเป็นสมาชิกในพระกายของพระองค์ ในครอบ ครัวของพระเจ้า จุดมุ่งหมายหนึ่งของข่าวข่าวประเสริฐในเวลาสุดท้ายคือการเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนมขึ้นในครอบครัว (ปฐมกาล 2:18-25 มัทธิว 19:3-9 ยอห์น 2:1-11, 2 โครินธ์ 7:10, 11 อพยพ 20:12 เอเฟซัส 6:1-4 เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5-9 สุภาษิต 22:6 มาลาคี 4:5, 6)

23. พระราชกิจของพระคริสต์ในสถานศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์
ในสวรรค์มีสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าตั้งอยู่ เป็นพลับพลาซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างไม่ใช่มนุษย์ พระคริสต์ ทรงรับใช้เพื่อเราทั้งหลาย เพื่อให้บรรดาผู้เชื่อทั้งหลายได้รับการไถ่บาปโดยเครื่องบูชาซึ่งถวายบนไม้กางเขนเพียง ครั้งเดียว พระองค์ได้รับการสถาปนาให้เป็นมหาปุโรหิตของเราทั้งหลาย ทรงเริ่มพระราชกิจการเป็นคนกลางหลัง จากที่พระองค์เสด็จกลับสู่สวรรค์ ในปี ค.ศ. 1844 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดตามคำพยากรณ์ 2300 วัน พระองค์ได้เสด็จเข้า สู่ห้องที่สอง (อภิสุทธิสถาน) เพื่อปฏิบัติพระราชกิจช่วงสุดท้าย เพื่อทำหน้าที่การพิจารณาพิพากษา ซึ่งภาระกิจการ ชำระบาปทั้งหมด เหมือนกับการชำระสถานศักดิ์สิทธิ์ในวันลบบาปของคนฮีบรูสมัยก่อน ในพิธีนี้สถานศักดิ์สิทธิ์ได ้รับการชำระด้วยเลือดสัตว์ที่ถวายบูชา แต่สถานศักดิ์สิทธิ์ของสวรรค์ได้รับการชำระโดยเครื่องบูชาอันสมบูรณ์แห่ง พระโลหิตของพระเยซู การพิจารณาพิพากษาเปิดเผยแก่บรรดาชาวสวรรค์ว่าผู้ใดในบรรดาคนที่หลับไปในพระ คริสต์ ในพระองค์ ผู้สมควรได้มีส่วนในการเป็นขึ้นมาจากความตายครั้งแรก นอกจากนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ใด ในบรรดาคนที่มีชีวิตอยู่ ผู้เข้าสนิทกับพระคริสต์ รักษาพระบัญญัติของพระเจ้า และความเชื่อของพระเยซู พร้อม จะถูกรับขึ้นไปสู่แผ่นดินนิรันดร์ของพระองค์ การพิพากษานี้เป็นการตัดสินความยุติธรรมของพระเจ้าในการช่วย บรรดผู้เชื่อในพระเยซูได้รอด เป็นการประกาศว่าบรรดาผู้จงรักภักดีต่อพระเจ้าจะได้รับแผ่นดินของพระองค์ เมื่อ การรับใช้ในสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์เสร็จสมบูรณ์แล้ว เวลาแห่งพระกรุณาที่มีไว้สำหรับมนุษย์สิ้นสุดลงก่อน การเสด็จกลับมาครั้งที่สอง (ฮีบรู 8:1-5, 4:14-16, 9:11-28, 10:19-22, 1:3, 2:16, 17 ดาเนียล 7:9-27, 8:13, 14, 9:24-27 กันดารวิถี 14:34 เอเศเคียล 4:6 เลวีนิติ 16 วิวรณ์ 14:6, 7, 20:12, 22:12)

24. การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์
 
การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์เป็นความหวังแห่งพระพรของคริสตจักร เป็นจุดสุดยอดของข่าวประเสริฐ พระผู้ช่วยให้รอดจะเสด็จมา เป็นจริง มนุษย์ทุกคนทั่วโลกจะ เห็นพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จมา บรรดาคนชอบธรรมที่ตายแล้วจะฟื้นขึ้นมา บรรดาคนชอบธรรมที่มีชีวิตอยู่จะได้รับศักดิ์ศรีและรับขึ้นไปสู่สวรรค์พร้อมกัน ส่วนคนอธรรมจะตาย ขณะที่คำพยากรณ์กำลังจะสำเร็จทั้งหมด อีกทั้งสภาพการณ์ของยุคปัจจุบันของโลก เป็นสิ่งบ่งบอกว่าการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์จวนจะมาถึงแล้ว เหตุการณ์นี้ยังไม่ได้รับ การสำแดงให้เห็น เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายจึงควรสั่งสอนให้คนทั้งหลายเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ (ทิตัส 2:13 ฮีบรู 9:28 ยอห์น 14:1-3 กิจการ 1:9-11 มัทธิว 24:14 วิวรณ์ 1:7 มัท ธิว 24:43, 44, 1 เธสะโลนิกา 4:13-18, 1 โครินธ์ 15:51-54, 2 เธสะโลนิกา 1:7-10, 2:8 วิวรณ์ 14:14-20, 19:11-21 มัทธิว 24 มาระโก 13 ลูกา 21, 2 ทิโมธี 3:1-5, 1 เธสะ โลนิกา 5:1-6)

25. ความตายและการเป็นขึ้นมาจากความตาย
ค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่พระเจ้าทรงเป็นองค์อมตะ ผู้จะทรงประทานชีวิตนิรันดร์แก่บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงไถ่แล้ว คนทั้งหลายที่ตายแล้วนอนหลับจนกว่าจะถึงวัน นั้น เมื่อพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตของเราทั้งหลาย เสด็จมาปรากฏ บรรดาคนชอบธรรมที่เป็นขึ้นมาจากความตายและบรรดาคนชอบธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่จะได้รับศักดิ์ศรีและถูกรับไป พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้า การฟื้นขึ้นมาจากความตายครั้งที่สอง เป็นการฟื้นขึ้นมาจากความตายของคนอธรรม จะเกิดขึ้นหลังจากหนึ่งพันปีผ่านไปแล้ว (โรม 6:23, 1 ทิโมธี 6:15, 16 ปัญญาจารย์ 9:5, 6 สดุดี 146:3, 4 ยอห์น 11:11-14 โคโลสี 3:4, 1 โครินธ์ 15:51-54, 1 เธสะโลนิกา 4:13-17 ยอห์น 5:28, 29 วิวรณ์ 20:1-10)

26. ระยะเวลาหนึ่งพันปีและการสิ้นสุดของความบาป
ระยะหนึ่งพันปีเป็นเวลาที่พระคริสต์และบรรดาผู้ชอบธรรมทั้งหลายครอบครองร่วมกันในสวรรค์ ในระหว่างการฟื้นจากความ ตายครั้งแรกและครั้งที่สอง ในช่วงเวลานี้คนอธรรมที่ตายแล้วจะถูกพิพากษา โลกจะถูกทิ้งร้าง ไม่มีมนุษย์อาศัย แต่ซาตานและพรรค พวกของมันจะอาศัยอยู่ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาหนึ่งพันปี พระคริสต์จะเสด็จกลับมา และนครบริสุทธิ์จะลอยลงมาจากสวรรค์มายังโลก คนอธรรมที่ตายแล้วนอนอยู่จะเป็นขึ้นมาจากความตาย ซาตานและเหล่าทูตสวรรค์ชั่ว รวมกับคนเหล่านี้รวมจะล้อมนครนั้นไว้ แต่ไฟ จากพระเจ้าจะลงมาล้างผลาญพวกเขาและชำระโลกนี้ จากนั้นจักรวาลจะเป็นอิสระจากความบาปและคนบาปตลอดไปเป็นนิตย์ (วิวรณ์ 20, 1 โครินธ์ 6:2, 3 เยเรมีย์ 4:23-26 วิวรณ์ 21:1-5 มาลาคี 4:1 เอเศเคียล 28:18, 19)

27. โลกใหม่
ในโลกใหม่ที่บรรดาผู้ชอบธรรมอาศัยอยู่ พระเจ้าทรงจัดเตรียมบ้านนิรันดร์ให้แก่บรรดาผู้ได้รับการไถ่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่ สมบูรณ์พร้อม เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้พำนักอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ ด้วยความรักและชื่นชมยินดี และเรียนรู้อยู่ร่วมกับพระองค์ตลอดไป พระเจ้าจะทรงอยู่ร่วมกับประชากรของพระองค์ ความทุกข์ยากและความตายจะล่วงไป สรรพสิ่ง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตจะร้อง ประกาศว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน (2 เปโตร 3:13 อิสยาห์ 35, 65:17-25 มัทธิว 5:5 วิวรณ์ 21:1-7, 22:1-5, 11:15)




Progress